ข้าวไทย

 

ศัตรูข้าว

โรคต่างๆในนาข้าว

โรคไหม้ (Rice Blast)

        พบมากใน นาน้ำฝน ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไวต่อช่วงแสง พบส่วนใหญ่ใน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และ ภาคใต

สาเหตุ เชื้อรา Pyricularia grisea Sacc.

อาการ

อาการใบจุดช้ำน้ำและรูปตา

อาการใบไหม้คล้ายน้ำร้อนลวก

 

แปลงกล้าที่โรคไหม้ระบาด

ระยะกล้า ใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าโรครุนแรงกล้าข้าวจะแห้งฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการพบได้ที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ที่บริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบใบเสมอ

ระยะคอรวง (ระยะออกรวง) ถ้าข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก

อาการในระยะข้าวออกรวง

การแพร่ระบาด พบโรคในแปลงที่ต้นข้าวหนาแน่น ทำให้อับลม ถ้าใส่ปุ๋ยสูงและมีสภาพแห้งในตอนกลางวันและชื้นจัดในตอนกลางคืน น้ำค้างยาวนานถึงตอนสายราว 9 โมง ถ้าอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 22-25 oC ลมแรงจะช่วยให้โรคแพร่กระจายได้ดี

การป้องกันกำจัด

  • ใช้พันธุ์ต้านทานโรค เช่น

ภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1 ปราจีนบุรี 1 พลายงาม คลองหลวง 1 พิษณุโลก 1

ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สุรินทร์ 1 เหนียวอุบล 2 เหนียวแพร่
สันปาตอง 1 หางยี 71 กู้เมืองหลวง ขาวโปร่งไคร้ น้ำรู

ภาคใต้ เช่น ดอกพยอม

  • หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม คือ 15-20 กิโลกรัม / ไร่ ควรแบ่งแปลงให้มีการระบายถ่ายเทอากาศดี และไม่ควร
    ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป ถ้าถึง 50 กิโลกรัม / ไร่ โรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว
  • คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาซูกะมัยซิน ไตรไซคลาโซล คาร์เบนดาซิม โปรคลอลาส ตามอัตรา
    ที่ระบุในแหล่งที่เคยมีโรคระบาดและพบแผลโรคไหม้ทั่วไป 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบ ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาซูกะมัยซิน อิดิเฟนฟอส ไตรไซคลาโซล ไอโซโปรไธโอเลน คาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ระบุ

 

โรคข้าวไร่และการป้องกันกำจัด

โรคข้าวไร่ที่พบระบาดทั่วไปในปัจจุบัน เกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการด้วยกัน คือ
1. โรคที่เกิดจากเชื้อ
        1.1 เชื้อรา
        1.2 เชื้อแบคทีเรีย
        1.3 เชื้อไวรัสและ/หรือไฟโตพลาสมา
        1.4 ไส้เดือนฝอย
2. โรคไม่มีเชื้อ
        2.1 สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม
                2.1.1 อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
                2.1.2 สภาพ ดิน น้ำ และอากาศเป็นพิษ
                2.1.3 ความสูงจากระดับน้ำทะเลสูงหรือต่ำเกินไป
                2.1.4 ความลึกของหน้าดินตื้นเกินไป
        2.2 การขาดแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

เชื้อรา คือพืชที่ไม่มีคลอโรฟิลล์ มีขนาดเล็กตั้งแต่เป็นเส้นใย ที่ชอบขึ้นบนซากสัตว์จนถึงขนาดใหญ่ เช่น พวกเห็ดทั้งหลาย เชื้อราบางชนิดเป็นสาเหตุของโรค คน สัตว์และพืช

        เชื้อแบคทีเรีย คือจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า มีรูปร่างตั้งแต่กลม กลมรี และส่วนใหญ่เป็นแท่ง มักมีหางตรงส่วนปลาย เป็นสาเหตุโรคคน สัตว์ และพืชมาก โรคที่เกิดจากเชื้อบักเตรีมักจะเกิดการเน่าส่งกลิ่นเหม็น

       
 เชื้อไวรัส
คือสิ่งที่มีตัวตนประกอบด้วย โปรตีนและนิวเคลียร์อิกแอสิค สามารถขยายจำนวนได้ภายในเซลล์ที่มีชีวิต มีขนาดเล็กจิ๋วมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรือแม้แต่กล้องจุลทัศน์ธรรมดา ต้องใช้กล้องอิเลคตรอน ไวรัสทุกชนิดอาศัยยังชีพอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

        ไส้เดือนฝอย คือสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ไม่มีสี อาจจะมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ในดินและส่วนต่างๆ ของพืช มีทั้งพวกที่ยังชีพในสิ่งที่มีชีวิตและพวกที่ยังชีพในสิ่งที่ไม่มีชีวิต

 

1. โรคที่เกิดจากเชื้อ

        1.1 เชื้อรา
                1.1.1 โรคไหม้
                1.1.2 โรคใบขีดสีน้ำตาล
                1.1.3
โรคใบจุดสีน้ำตาล
                1.1.4 โรคใบวงสีน้ำตาล


        1.2 เชื้อแบคทีเรีย
                1.2.1 โรคขอบใบแห้ง

        1.3
เชื้อไวรัสและ/หรือไฟโตพลาสมา
                1.3.1 โรคใบสีแสด

        1.4
ไส้เดือนฝอย
                1.4.1 ไส้เดือนฝอยรากปม


หลักการป้องกัน โรคข้าว

ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเกิดโรคดีกว่ารักษาเยียวยา
ป้องกัน
        -
เลือกใช้พันธุ์ต้านทาน

        - ทำลายแหล่งโรคและพาหะนำโรค
        - ดูแลรักษาตรวจตราแปลงนา ให้ถูกสุขลักษณะ

กำจัดหรือรักษา
        - ถอนทิ้ง เผาทำลาย ถ้าโรคร้ายเพิ่งเริ่มต้น
        - ใช้สารป้องกันกำจัดโรค ถ้าคุ้มค่าต่อการลงทุน เลือกชนิดของสารและเวลาการใช้ให้ถูกต้องกับโรคนั้นๆ
        - ระมัดระวังฤทธิ์และพิษตกค้างของสารป้องกันกำจัดโรคให้จงดี

2. โรคไม่มีเชื้อ
        2.1 การขาดธาตุอาหารที่สำคัญ
                2.1.1 ธาตุไนโตรเจน เป็นธาตุที่สำคัญในการเจริญเติบโตของต้นข้าว ข้าวที่ขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ่อนจะมีสีเขียวซีดเริ่มจากปลายใบเข้ามา ส่วนใบแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วเป็น สีน้ำตาล ในที่สุดจะแห้งตายไป ต้นข้าวจะมีลักษณะแคระแกร็น แตกกอน้อยใบข้างจะแคบเล็กและบาง เมื่อพบอาการดังกล่าวมาแล้วในแปลงข้าว ควรจะรีบทำการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนโดยทันที
ในกรณีที่ธาตุไนโตรเจนมีมากเกินไป ต้นข้าวจะแตกกอมาก ต้นข้าวจะสูง ลำต้นอ่อนแอ ข้าวจะแก่ช้า และข้าวจะล้มง่าย นอกจากนี้ยังถูกแสงแดดหรือความแห้งแล้งทำความเสียหายให้โดยง่ายอีกด้วย
                2.1.2 ธาตุฟอสฟอรัส เป็นธาตุอาหารที่สำคัญในการสร้างระบบรากของต้นข้าว และในระยะแรกของการเจริญเติบโตของต้นข้าว ต้นข้าวที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสใบจะมีสีเขียวเข้มใบเล็กและเรียวและตั้งตรง รากจะไม่ขยายเช่นปกติ
                2.1.3 ธาตุโพแทสเซียม มีความสำคัญในการสร้างลำต้นของข้าวและเปลือกของข้าว ต้นข้าวที่ขาดธาตุโพแทสเซียมจะมีจุดสีน้ำตาลคล้ายตกกระบนใบข้าวส่วนมากเป็นกับใบแก่ การแตกกอน้อย

แมลงศัตรูข้าวไร่และการป้องกันกำจัด

        แมลงศัตรูข้าวไร่มีหลายชนิด นอกจากจะเป็นแมลงศัตรูข้าวชนิดที่ระบาดทำลายในนาข้าว ทั่วไป ซึ่งมีปริมาณน้อยและจัดว่าไม่ค่อยมีความสำคัญในการเพาะปลูกข้าวไร่แล้ว ยังมีชนิดที่สำคัญและระบาดทำความเสียหายอยู่เสมอ โดยเฉพาะในการเพาะปลูกข้าวไร่ในภาคเหนือ ได้แก่ มดง่าม ปลวก แมลงวันเจาะยอด ด้วงหมัดดำ ด้วงแทะใบ แมลงค่อมทอง แมลงนูน ด้วงดีด เพลี้ยอ่อน หนอนใย ตั๊กแตน เพลี้ยแป้ง

1. มดง่าม (Ant : Pheidole sp.) วงศ์ Formicidae อันดับ Hymenoptera
        เป็นแมลงศัตรูที่ทำให้เกิดปัญหาในระยะหยอดเมล็ด เมื่อเกษตรกรหว่านโรยหรือหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ลงไปในดิน มดง่ามซึ่งอาศัยอยู่ในรังในดิน จะขนเมล็ดข้าวนำไปเป็นอาหารหรือเก็บสะสมเป็นอาหารในรัง ทำให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูก ก่อปัญหาในด้านจำนวนกอต่อพื้นที่และการซ่อมเมล็ด ทำให้ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัด
         1. ถ้าพบรังหรือทางเดินของมดง่าม ใช้สารฆ่าแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน 85 %) หรือเฮบตาคลอ (อาลามอน 40 %) ชนิดผงโรยที่รังหรือทางเดินของมดง่าม
        2. ถ้าพบรังมดง่ามอยู่กระจัดกระจายทั่วแปลงเพาะปลูก หรือบริเวณใกล้เคียงใช้วิธีคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ด้วยสารฆ่าแมลงชนิดผง เช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85 %) เมทธิโอคาร์บ (เมซูโรล 50 %) เฟนวาลีเลต (ซูมิไซดิน 20 %) เตทตระคลอร์วินฟอส (การ์โดนา 50 %) ในอัตรา 1 % ต่อน้ำหนักเมล็ด (สารฆ่าแมลง 85 % ใช้อัตรา 12 กรัมต่อเมล็ดข้าว 1 กิโลกรัม สารฆ่าแมลง 50 % ใช้อัตรา 20 กรัมต่อเมล็ดข้าว 1 กิโลกรัม) ควรทำการคลุกให้สารฆ่าแมลงติดเมล็ดสม่ำเสมอที่สุดแล้วนำไปปลูกทันที

2. ปลวก
        กัดกินทำลายส่วนรากของข้าวไร่ทุกระยะ และยังกัดกินทำลายโดยเริ่มจากส่วนใต้ดินขึ้นไปตามภายในลำต้น ต้นข้าวที่ถูกทำลายในระยะแรกจะมีลำต้นเหลืองหรือเหลืองซีดทั้งกอและแห้งตายในเวลาต่อมา

การป้องกันกำจัด
         1. ขณะทำการเตรียมดิน ถ้าพบรังปลวกใต้ดินให้ขุดทำลายรังหรือไถพรวนดินหลายๆ ครั้ง เพื่อเป็นการทำลายรังและเปิดโอกาสให้มดและนกชนิดต่างๆ เข้าช่วยกินปลวก
        2. ถ้าพบรังปลวกมากและอยู่กระจายในแปลงเพาะปลูก ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดผงละลายน้ำ เช่น เฮบตาคลอ (อาลามอน 40 %) อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นให้ทั่วแปลงแล้วพรวนให้เข้ากับดินหรืออาจใช้วิธีพ่นหรือโรยตามแถวปลูก

3. เพลี้ยอ่อน (Rice root aphid : Tetraneura nigriabdominalis Sasaki) วงศ์ Aphididae อันดับ Homoptera
(วิเคราะห์ตัวอย่างแมลง โดย อาจารย์วาลุลี โรจนวงศ์ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
        เป็นแมลงขนาดเล็กเคลื่อนไหวช้ามีขนาด 1 – 2 มม. สีน้ำตาล หรือน้ำตาลแดงรูปร่างคล้ายผลฝรั่งผ่าครึ่ง และเป็นเพลี้ยอ่อนชนิดไม่มีปีก การทำลายพบอาศัยเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่ส่วนรากในดินของต้นข้าว ในระยะเริ่มแตกกอและเกาะเป็นกลุ่มๆ บางครั้งพบเกาะดูดกินส่วนรากของต้นข้าวที่อยู่โคนต้นใกล้ระดับดิน ต้นข้าวมีอาการเหลืองซีดและเตี้ยแคระแกรนผิดปกติ ถ้ามีการระบาดรุนแรงต้นข้าวจะแสดงอาการเหี่ยวเฉาและตายในเวลาต่อมา
        นอกจากนี้เพลี้ยอ่อนชนิดอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณรากแล้ว ยังพบเพลี้ยอ่อนอีกชนิดหนึ่ง คือ Rhopalosiphum rufiabdominalis (วิเคราะห์ตัวอย่างแมลง โดย Dr.Hans Banziger ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงเมล็ดข้าวที่รวงในระยะน้ำนม ทำให้เมล็ดลีบไม่สมบูรณ์

การป้องกันกำจัด
        เพลี้ยอ่อนที่อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณราก การระบาดทำลายจะเป็นหย่อมๆ ควรใช้สารฆ่าแมลงพวกคาร์บาริล (เซฟวิน) ชนิดผงละลายน้ำ หรือชนิดน้ำ ซึ่งชนิดหลังมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดได้นานกว่าพ่นบริเวณโคนต้นข้าวและไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงคลุมไปทั้งแปลง ควรพ่นเฉพาะบริเวณที่มีเพลี้ยอ่อนระบาดเท่านั้น

4. ตั๊กแตน (Grasshopper, short horned grasshopper :
- Patanga succincta Linn
- Locusta migratoria malilensis Meyer
- Cyrtacanthacris tatarica Linn.
- Chondracris rosea brunneri Uvarov)
วงศ์ Acrididae อันดับ Orthoptera
        
ที่พบเป็นประจำในแปลงเพาะปลูกข้าวไร่เป็นตั๊กแตนขนาดเล็ก (Hieroglyphus bnaian Fab.) ซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก ทั้งตัวแก่และตัวอ่อนกัดกินใบข้าวทำให้ใบขาดแหว่ง ถ้ามีการทำลายมากจะกัดกินจนกระทั่งเหลือแต่เส้นกลางใบ ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ผลผลิตต่ำลงแต่ตั๊กแตนชนิดที่สำคัญ ซึ่งควรระวังการป้องกันการระบาดทำลาย ได้แก่ ตั๊กแตนปาทังกา ตั๊กแตน โลคัสตา ตั๊กแตนไซทาแคนตาคริส และตั๊กแตนคอนดาคริส ซึ่งจัดว่าเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญ

การป้องกันกำจัด
        วิธีการป้องกันกำจัดตั๊กแตนให้ได้ผล ควรใช้วิธีการทุกอย่างที่สามารถลดประชากรของตั๊กแตนให้น้อยลง ทั้งนี้ควรจะทราบชนิด อุปนิสัย นิเวศวิทยา ฯลฯ ของตั๊กแตนที่จะป้องกันกำจัดเสียก่อน จึงจะสามารถวางมาตรการในการป้องกันกำจัดได้ทั่วๆ ไป ควรทำดังนี้
        1. เกษตรกรควรร่วมกันดำเนินการจับตั๊กแตนในฤดูหนาว (ธันวาคม กุมภาพันธ์) ซึ่งถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียสลงไป ตั๊กแตนจะเคลื่อนไหวช้าหรือแข็งตัวบินไม่ได้ซึ่งสามารถจับได้ง่ายด้วยมือเปล่า และยังนำตั๊กแตนที่จับได้ไปแปรรูปเป็นอาหารได้อีกด้วย
        2. กำจัดวัชพืชที่เป็นอาหารหรือเป็นที่อาศัยของตั๊กแตนทั้งในไร่ และในบริเวณใกล้เคียง
        3. ไถและพรวนดินในบริเวณที่มีตั๊กแตนอาศัยเพื่อตากดินและช่วยทำลายไข่ของตั๊กแตนที่อยู่ในดิน ซึ่งควรเริ่มดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม มิถุนายน
        4. ภายหลังการเก็บเกี่ยวควรเก็บตอซังและซากพืชให้หมด เพื่อมิให้เป็นที่อยู่อาศัยของตั๊กแตน
        5. ปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง สลับกับแปลงเพาะปลูกข้าวไร่ เพื่อดึงดูดตั๊กแตนให้มาอาศัยร่มเงาหลบแสงแดด ในถั่วลิสงและทำการกำจัดโดยวิธีปล่อยลูกเป็ดเข้าไปกินหรือเกษตรกรจับมาใช้ประโยชน์หรือพ่นสารฆ่าแมลงคาร์บาริลผสมน้ำและกากน้ำตาลหรือน้ำอ้อยแดง
6. หมั่นตรวจแปลงเพาะปลูกอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระยะต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป ซึ่งเป็นระยะที่ตั๊กแตนเริ่มฟักเป็นตัวอ่อน หากพบตั๊กแตนในระยะนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากควรรีบทำการกำจัด

7. การใช้สารฆ่าแมลงพ่นกำจัด ควรใช้ให้ถูกต้องตามชนิดและวัยของตั๊กแตน เช่นคาร์บาริล (เซฟวิน เซฟ 85 ดี เอส 85) 85 % ชนิดผงละลายน้ำซึ่งเป็นสารฆ่าแมลงชนิดกินตาย พ่นคลุมพื้นที่ที่มีตั๊กแตนซึ่งเป็นระยะตัวอ่อนอยู่หนาแน่น ในฤดูการเพาะปลูกในอัตรา 70 – 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และผสมด้วยกากน้ำตาล (โมลาส) หรือน้ำอ้อยแดง 2 – 3 ช้อนแกง โดยพ่นบนใบข้าวหรือถั่วลิสงที่ปลูกเป็นพืชสลับ

5. เพลี้ยกระโดดหลังขาว
        เพลี้ยกระโดดหลังขาว (Sogatella (= Sogata) furcifera) สามารถแยกชนิดออกจากเพลี้ยกระโดดชนิดอื่นในระยะตัวเต็มวัยได้ โดยมีแถบสีขาวตามยาวของด้านหลังส่วนอกอยู่ระหว่างฐานปีกทั้งสอง แมลงในสกุลนี้มีหลายชนิดที่พบในนาข้าว แต่ข้าวไม่ใช่พืชอาหารหลักและสามารถจำแนกแมลงแต่ละชนิดออกจากกันโดยดูที่ปีก ส่วนหัวและลักษณะอวัยวะเพศผู้ ยกเว้นเพศเมียของ S. panicicola และ S. longifurcifera
การเป็นศัตรูพืช

        ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นแมลงพาหนะนำโรไวรัสแต่ก็พบเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ทั่วไป และอาจดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าวทำให้แห้งตายได้ แต่สามารถป้องกันกำจัดได้โดยใช้สารฆ่าแมลง เพลี้ยกระโดดหลังขาวระบาดได้ทุกสภาพแวดล้อม
การเจริญเติบโต
        ตัวเต็มวัย มีสีน้ำตาลถึงสีดำ ลำตัวสีเหลือง มีแถบสีขาวเห็นชัดอยู่ด้านหลังส่วนอกระหว่างปีกสองข้าง เพลี้ยกระโดดหลังขาว เพศเมียมีทั้งชนิดปีกสั้นและปีกยาว ส่วนเพศผู้มีแต่ชนิดปีกยาวเท่านั้น เพลี้ยกระโดดหลังขาวจะอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ตัวเต็มวัยเข้ามาในแปลงข้าวช่วง 30 วัน แรกหลังจากเป็นต้นกล้า ใน 1 ฤดูปลูก เพลี้ยกระโดดหลังขาวเจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้น้อยรุ่นกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากข้าวต้นอ่อน และขยายพันธุ์เป็นพวกปีกยาว จากนั้นอพยพออกจากแปลงข้าวก่อนที่ข้าวจะออกดอก กับดักแสงไฟสามารถดักจับตัวเต็มวัยเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้จำนวนมาก และจับได้มากที่สุดในช่วงพระจันทร์เต็มดวง
ไข่ ไข่มีลักษณะและขนาดเหมือนกับไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่มีเปลือกหุ้มไข่ยาวกว่า เพศเมียแต่ละตัวสามารถวางไข่ได้ 300 – 500 ฟองในช่วงชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์
        ตัวอ่อน ตัวอ่อนระยะแรกของเพลี้ยกระโดดทุกชนิดจะเห็นเป็นสีขาว และไม่สามารถแยกความแตกต่างของตัวอ่อนแต่ละชนิดได้ในแปลงนา ตัวอ่อนระยะหลังๆ ของเพลี้ยกระโดดหลังขาวแยกความแตกต่างได้โดยมีจุดดำและขาวที่ส่วนท้องด้านบน
การทำลาย

  ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดหลังขาว ดูดกินน้ำเลี้ยงที่โคนกอข้าว และผลิตมูลหวานออกมาน้อยกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้มีราดำเกิดขึ้นน้อยตรงรอยทำลาย ต้นข้าวที่ถูกเพลี้ยกระโดดหลังขาวจำนวนมากทำลาย มีสีเหลืองส้มใบแห้ง ต่อมาใบจะเป็นสีน้ำตาล ในระยะแรกต้นข้าวแห้งตายเป็นหย่อมๆ จุดที่ถูกทำลายจะขยายกว้างถ้าประชากรแมลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยทั่วไปเพลี้ยกระโดดหลังขาวเข้าทำลายข้าวในระยะตั้งท้อง เพลี้ยกระโดดหลังขาวไม่เป็นแมลงพาหนะนำโรคไวรัสมาสู่ต้นข้าว

การจัดการ

        วิธีเขตกรรม วิธีการเขตกรรมที่ใช้ได้ผลดีกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สามารถใช้ได้กับเพลี้ยกระโดดหลังขาว เช่นกัน
พันธุ์ต้านทาน เนื่องจากเพลี้ยกระโดดหลังขาวแพร่ระบาดออกจากแปลงนาช่วงข้าวตั้งท้อง พันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวเร็วสามารถลดจำนวนรุ่นขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ ข้าวพันธุ์แตกกอมาก เพลี้ยกระโดดหลังขาวทั้งตัวเต็มวัยและตัวอ่อนจะมีมากกว่าข้าวพันธุ์ที่แตกกอน้อย
การป้องกันกำจัดโดยชีววิธี
        เพลี้ยกระโดดหลังขาวมีศัตรูธรรมชาติทำลายทุกระยะการเจริญเติบโต โดยทั่วไปประชากรของเพลี้ยกระโดดหลังขาวจึงมีน้อย การใช้สารฆ่าแมลงโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบอาจทำลายศัตรูธรรมชาติมากกว่าเพลี้ยกระโดดหลังขาว และทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ ไข่ของเพลี้ยกระโดดหลังขาวถูกเบียนโดยแตนเบียนตัวเล็กๆ หรือถูกมวนเขียวดูดไข่ หรือไรตัวห้ำกิน ตัวอ่อนและตัวเต็มวันถูกเบียนโดยแตนเบียน dryinid หรือถูกเชื้อราทำลาย
ตัวห้ำของตัวอ่อนและตัวเต็มวัยรวมทั้งตัวห้ำที่อยู่ใต้ผิวน้ำได้แก่ แมลงเหนี่ยง ด้วงดิ่ง ตัวอ่อนแมลงปอบ้าน แมลงปอเข็ม พวกที่อยู่บนผิวน้ำ ได้แก่ จิงโจ้น้ำ ก็เป็นตัวห้ำที่สำคัญด้วยเช่นกัน ตัวห้ำที่อยู่ในน้ำเหล่านี้จะคอยจับกินเพลี้ยกระโดดที่หล่นลงบนผิวน้ำ และยังสามารถจับเพลี้ยกระโดดบนใบข้าวที่อยู่ใกล้ๆ ระดับน้ำได้อีกด้วย ด้วงก้นกระดก ด้วงดิน และมวนดอกรัก รวมทั้งแมงมุมต่างๆ จับตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยกระโดดหลังขาวที่อยู่ตามใบข้าวกินเป็นอาหาร
แมลงปอเข็มตัวเต็มวัยจับกินเพลี้ยกระโดดที่เกาะตามใบข้าว ส่วนแมลงปอบ้านตัวเต็มวัยจับกินเพลี้ยกระโดดที่บินในนาข้าว
การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี
        วิธีการใช้สารฆ่าแมลงสำหรับเพลี้ยกระโดดหลังขาวเหมือนกับของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สารฆ่าแมลงชนิดพ่นมีประสิทธิภาพดีกว่าชนิดเม็ด อย่าใช้สารฆ่าแมลงที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของแมลงเพิ่มขึ้น
การสำรวจ สำรวจนาข้าวหลังจากปลูกแล้ว 30 วัน ทุกสัปดาห์จนถึงช่วงข้าวออกดอก ตบต้นข้าวเพื่อให้เพลี้ยกระโดดเคลื่อนไหวตัวและตรวจนับจำนวน สุ่มสำรวจจากข้าว 20 กอหรือจุด ตามแนวทแยงมุมของแปลงนา
คำนวณค่าเฉลี่ยจำนวนแมลงต่อต้นของเพลี้ยกระโดดหลังขาวที่ตรวจนับได้ ถ้าตรวจพบเพลี้ยกระโดดดังกล่าว 1 ตัว/ต้น ให้สำรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พ่นสารฆ่าแมลงที่บริเวณโคนต้นข้าวเมื่อตรวจพบตัวอ่อนที่โตเต็มที่มากกว่า 1 ตัว/ต้น

6. แมลงสิง มวนในสกุล Leptocorisa เรียกว่าแมลงสิง มวนเหล่านี้มีลักษณะการระบาด ชีววิทยาและการทำลายข้าวคล้ายคลึงกัน
การเป็นศัตรูพืช
        ปกติการสูญเสียผลผลิตเนื่องจากแมลงสิงมีน้อย เพราะประชากรแมลงสิงมีมากเป็นบางช่วง และทำลายข้าวเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ของการเจริญเติบโตของข้าว แมลงสิงพบได้ในทุกสภาพแวดล้อม แต่จะพบมากในนาน้ำฝนและข้าวไร่ ปัจจัยที่ทำให้แมลงสิงมีปริมาณมาก คือ อยู่ใกล้ชายป่า มีวัชพืชขึ้นอยู่มากมายใกล้นาข้าว และมีการปลูกข้าวเหลื่อมเวลากัน

การเจริญเติบโต
        ตัวเต็มวัย รูปร่างเพรียว มีขาและหนวดยาว ลำตัวสีเขียวแกมน้ำตาล แมลงสิงเริ่มพบระบาดในต้นฤดูฝน และเจริญเติบโต ขยายพันธุ์ 1 – 2 รุ่น บนพืชอาศัย ซึ่งเป็นวัชพืชตระกูลหญ้าก่อนที่จะอพยพเข้ามาในแปลงนาข้าวระยะข้าวออกดอก เมื่อถูกรบกวน ตัวเต็มวัยจะบินหนีและปล่อยกลิ่นเหม็นออกจากต่อมที่อยู่ที่ท้อง ตัวเต็มวัยจะออกหากินช่วงบ่ายๆ และช่วงเช้ามืดและเกาะพักอยู่ที่หญ้าขณะที่มีแสงแดดจัด ในฤดูแล้งตัวเต็มวัยเคลื่อนย้ายไปอยู่แถบชายป่า และเกาะพักตัวอยู่บริเวณนั้น กับดักแสงไฟไม่สามารถดักจับแมลงสิงได้
เพศเมียแต่ละตัววางไข่ได้หลายร้อยฟองในช่วงชีวิตประมาณ 2 – 3 เดือน
        ไข่ มีสีน้ำตาลแดงเข้ม ไข่มีรูปร่างคล้ายจานวางไข่เป็นกลุ่มมี 10 – 20 ฟอง เรียงเป็นแถวตรงบนผิวใบข้าวขนานกับเส้นกลางใบมี 2 – 3 แถว เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน เปลือกไข่จะเปิดออกครึ่งหนึ่งเห็นเป็นรูออกได้ชัดเจน
ตัวอ่อน มีสีเขียวแกมน้ำตาลอยู่รวมเป็นกลุ่มบนต้นข้าวดูกลมกลืนกับใบข้าวอย่างแยกไม่ค่อยออก
การทำลาย
        ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกิน endosperm ของเมล็ดข้าว และดูดกินน้ำเลี้ยงของต้นข้าวด้วยเช่นกัน แมลงสิงมีปากแบบเจาะดูดในการดูดกินมันจะขับของเหลวจากปากเพื่อทำให้ส่วนที่จะดูดกินเกิดการแข็งตัวและยึดส่วนของปากให้อยู่กับที่ ส่วนที่ถูกดูดกินมีสีขาวสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การทำลายของแมลงสิงไม่ทำให้เกิดรูบนเปลือกของเมล็ดข้าวเหมือนมวนชนิดอื่นที่ทำลายเมล็ดข้าว แต่มันจะเจาะผ่านช่องว่างระหว่างเปลือกเล็ก และเปลือกใหญ่ของเมล็ดข้าว ส่วนของเมล็ดที่ถูกแมลงสิงดูดกินตรวจพบได้ง่ายบนเมล็ดข้าว ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินเมล็ดข้าวในระยะเป็นน้ำนม แต่ก็สามารถดูดกินเมล็ดข้าวทั้งเมล็ดอ่อนและเมล็ดแข็ง ตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตดูดกินเมล็ดข้าวมากกว่าตัวเต็มวัย แต่ตัวเต็มวัยทำความเสียหายมากกว่าเพราะดูดกินเป็นเวลานานกว่า การดูดกินน้ำนมจากเมล็ดข้าวทำให้ขนาดเล็กลง แมลงสิงไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เมล็ดลีบไม่มีเนื้อข้าว เพราะไม่ได้ดูดกิน endosperm จนหมดเมล็ด ขณะที่แมลงสิงดูดกิน endosperm ทั้งที่ยังอ่อนอยู่หรือแข็งตัว มันจะปล่อยน้ำย่อยเข้าไปเพื่อย่อยคาร์โบไฮเดรท และการดูดกินน้ำให้เมล็ดเกิดการปนเปื้อน เชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เมล็ดเปลี่ยนสีหรือเป็นตำหนิที่เมล็ด
        ความเสียหายจากการทำลายของแมลงสิงทำให้เมล็ดข้าวเสื่อมเสียคุณภาพมากกว่าทำให้น้ำหนักเมล็ดข้าวลดลง เมล็ดข้าวที่ถูกแมลงสิงทำลาย เมื่อนำไปสีจะแตกหักได้ง่าย เกษตรกรโดยทั่วไป มักไม่ได้สูญเสียรายได้จากคุณภาพเมล็ดที่เสียหายดังกล่าว เนื่องจากโดยทั่วไปไม่มีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดที่มีการซื้อขายกัน
การจัดการ
        วิธีเขตกรรม กำจัดวัชพืชตระกูลหญ้าออกจากนาข้าว คันนา และรอบๆ แปลงนา หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวเหลื่อมเวลาในพื้นที่เดียวกัน
พันธุ์ต้านทาน ยังไม่มีพันธุ์ต้านทานแมลงสิง ข้าวพันธุ์ที่มีหางไม่ใช่พันธุ์ข้าวที่ต้านทานแมลงสิง

การป้องกันกำจัดโดยชีววิธี
        
ไข่แมลงสิง ถูกเบียนโดยแตนเบียน scelionid โดยจะเห็นเป็นรูทางออกของแตนเบียนได้ ชัดเจน ตั๊กแตนหนวดยาวเป็นตัวห้ำกินไข่ของแมลงสิง แมงมุมในนาข้าวกินตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงสิง นอกจากนี้ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงสิงยังถูกเชื้อราทำลายด้วยเช่นกัน

การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี
แมลงสิงสามารถป้องกันกำจัดได้โดยพ่นสารฆ่าแมลง สารฆ่าแมลงชนิดเม็ดใช้ไม่ได้ผลในการป้องกันกำจัด
การสำรวจ

        เริ่มทำการสำรวจนาข้าวในสัปดาห์แรกก่อนระยะที่ข้าวเป็นน้ำนม และสำรวจต่อไปสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จนกระทั่งถึงระยะที่เมล็ดข้าวแข็งตัว
สุ่มตรวจนาข้าวในตอนเช้าตรู่หรือช่วงบ่ายๆ โดยสุ่มตรวจจากข้าว 20 กอ ตามแนวทแยงมุมของแปลงนา จดบันทึกจำนวนแมลงสิงต่อกอ และพ่นสารฆ่าแมลงเมื่อตรวจพบจำนวนแมลงถึงระดับเศรษฐกิจ

สัตว์ศัตรูข้าวไร่และการป้องกันกำจัด

1. หนูศัตรูข้าวไร่และการป้องกันกำจัด

        หนูศัตรูข้าวไร่ที่พบมีอยู่ 3 สกุล คือ สกุลหนูพุก(หนูพุกใหญ่ หนูพุกเล็ก) หนูท้องขาวและหนูหริ่ง ซึ่งมักจะระบาดทำความเสียหายแก่ข้าวไร่อยู่เสมอๆ โดยจะทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว โดยเฉพาะข้าวไร่ในระยะเป็นกล้าจะถูกทำลายมากกว่าปกติ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรหมั่นตรวจดูแปลงข้าวไร่อยู่เสมอๆ เมื่อพบร่องรอยหรือการทำลายของหนู ควรรีบกำจัดแต่เนิ่นๆ

        1. การป้องกันกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมี
                1. การขุดรูหนู
                2. การดักหนู โดยใช้กับดักหรือกรงดักก็จะช่วยในการกำจัดหนูได้อีกวิธีหนึ่ง
                3. การปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามบริเวณข้าวไร่เกษตรกรควรปรับปรุงคันนาไม่ให้เหมาะสมกับการที่หนูจะเข้ามาขุดรูอยู่อาศัย โดยไม่ทำคันนาให้ใหญ่มากนัก หรือกำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้หนูมีที่หลบซ่อน
                4. การรักษาศัตรูธรรมชาติไว้ช่วยปราบหนู เกษตรกรมักจะทราบกันดีแล้วว่างูชนิดต่างๆ เช่น งูเห่า งูทางมะพร้าว งูสิง ฯลฯ พังพอน เหยี่ยว นกแสก นกเค้าแมว นกฮูก เป็นศัตรูธรรมชาติที่ช่วยกำจัดหนู ดังนั้นการรักษาศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ไว้จะช่วยในการกำจัดหนูศัตรูข้าวไร่ได้ดีอีกด้วย ในบริเวณข้าวไร่ก็ควรจะทำคอนจากกิ่งไม้ทางมะพร้าวหรืออื่นๆ ไว้ให้นกที่หากินกลางคืนเกาะ เช่น นกแสก นกฮูก จะช่วยให้นกเหล่านี้มีโอกาสกำจัดหนูได้ง่ายขึ้น

        2. การใช้สารเคมีกำจัดหนูก่อนการปลูกข้าวไร่
                เนื่องจากหนูเป็นสัตว์ศัตรูข้าวที่ค่อนข้างฉลาด ดังนั้นก่อนการปลูกข้าวไร่ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงควรใช้สารเคมีกำจัดหนู เพื่อลดประชากรของหนูที่มีอยู่มากให้เหลือน้อยลงมากที่สุด โดยการใช้สารเคมีประเภทออกฤทธิ์เร็วซิงค์ฟอสไฟด์ผสมกับปลายข้าวในอัตราส่วนของซิงค์ฟอสไฟด์ 1 ส่วนกับปลายข้าว 100 ส่วน โดยน้ำหนักเป็นเหยื่อพิษ หรือใช้สารซิลมูรินผสมกับปลายข้าวในอัตราส่วนของซิลมูริน 1 ส่วนกับปลายข้าว 20 ส่วน โดยน้ำหนักเป็นเหยื่อพิษ นำเหยื่อพิษชนิดใดหนึ่งที่กล่าวแล้วไปวางตามร่อยรอยที่พบตามคันนาหรือตามรูหนูที่พบในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะทุกๆ ระยะ 5 – 10 เมตร ควรใช้กลบคลุมเหยื่อพิษที่วางเพื่อป้องกันความชื้นและล่อให้หนูมากินเหยื่อพิษมากขึ้น การใช้สารเคมีกำจัดหนูก่อนการปลูกข้าวไร่นี้นอกจากจะช่วยลดจำนวนประชากรของหนูได้โดยตรงแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ข้าวไร่ที่จะหยอดเสียหายจากหนูได้

        3. การใช้สารเคมีกำจัดหนูระหว่างการปลูกข้าวไร่
หลังจากใช้สารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์เร็วไปแล้วประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ คือเมื่อถึงระยะที่ตั้งตัวได้แล้ว ให้ใช้สารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า เช่น คลีแร็ตหรือราคูมิน ซึ่งเป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูปในก้อนขี้ผึ้ง ก้อนละประมาณ 5 กรัม หรือที่ผสมใส่ถุงพลาสติกขนาดเล็กถุงละประมาณ 15 กรัม นำเหยื่อพิษสำเร็จรูปนี้ไปวางตามแหล่งที่พบร่องรอยของหนูและในแปลงข้าวไร่ โดยแต่ละก้อนหรือแต่ละถุงห่างกันประมาณ 4 – 5 เมตร และให้วางเหยื่อพิษดังกล่าวนี้เดือนละ 1 ครั้งก็เพียงพอแก่การควบคุมประชากรของหนูได้ดี

2. นกศัตรูข้าวไร่และการป้องกันกำจัด

        นกศัตรูข้าวไร่ที่พบมีอยู่ 5 ชนิดคือ นกกะติ๊ดขี้หมู นกกะติ๊ดตะโพกขาว นกกระจาบธรรมดา นกกระจอกตาล และนกจาบปีกอ่อนอกเหลือง โดยจะทำลายข้าวไร่ตั้งแต่ระยะข้าวเป็นน้ำนมไปจนถึงเก็บเกี่ยว ทั้งในนาและที่เก็บไว้ในยุ้งฉาง ในระยะข้าวใกล้สุกการเกาะคอรวงข้าวกินเป็นฝูงๆ ของนกเหล่านี้ อาจจะทำให้คอรวงข้าวหัก ซึ่งจะทำความเสียหายทางอ้อมแก่ข้าวไร่
       
 การป้องกันกำจัด
        1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล ( mechanical control )
                1.1 การใช้ตาข่ายคลุมแปลงหรือตาข่ายดักนกหรือกรงดักนก จะต้องเลือกใช้ขนาดของรูตาข่ายที่มีตาถี่พอที่จะไม่ให้นกบินลอดเข้าได้ อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ถ้าเก็บรักษาตาข่ายดีๆ แล้วสามารถนำมาใช้เป็นเวลาหลายๆปีเช่นตาข่ายที่ทำด้วยเชือกพลาสติก เป็นต้น สำหรับโกดังยุ้งฉางที่มีช่องหรือรูที่นกสามารถเข้าไปทำลายผลิตผลทางเกษตรหรือเข้าไปทำรังได้ ก็ควรใช้ตาข่ายชนิดตาถี่ปิดกั้นช่องนั้น ๆ เสีย อีกประการหนึ่งการก่อสร้างโกดังหรือยุ้งฉาง ส่วนที่เป็นกันสาดหรือขอบคิ้วต่าง ๆ ควรจะใช้วัสดุที่มีผิวเรียบมันและควรมีความลาดเอียงประมาณ 45 องศา และไม่ควรจะมีส่วนที่ยื่นออกไปให้นกเกาะอาศัยได้ การไล่โดยใช้หุ่นไล่กาถ้าเป็นหุ่นไล่กาชนิดที่เคลื่อนไหวได้จะได้ผลดีกว่าหุ่นนิ่ง
                1.2 การไล่โดยคน ในกรณีที่แรงงานมากพอ การใช้คนไล่นกก็จะได้ผลดี
                1.3 การใช้เครื่องมือทำให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้นกตกใจบินหนี เช่น การจุดประทัดเป็นระยะๆ การใช้ปืนยิง การใช้เครื่องระเบิดโดยใช้แก๊ส (gas exploder) การใช้ปี๊บน้ำมันคว่ำแล้วผูกเชือกห้อยของหนักไว้ภายในเหมือนกระดิ่ง แล้วคอยกระตุกไล่นก เป็นต้น
                1.4 การใช้วัสดุที่ทำให้แสงสะท้อนวูบวาบ เช่น ใช้กระจกเงาหรือแผ่นอลูมิเนียมเงา หรือสายเทปคาสเซทที่ไม่ใช้หรือยืดแล้ว แขวนให้ทั่วบริเวณที่ต้องการไล่ อาศัยลมพัดตามธรรมชาติทำให้วัสดุนั้น ๆ หมุนและเกิดสะท้อนแสง ทำให้นกตกใจหนีได้
                1.5 การใช้เครื่องขยายเสียงหรือเทปบันทึกเสียง โดยอัดเสียงตอนที่นกตกใจกลัวหรืออัดเสียงนกเหยี่ยวหรือนกล่าเหยื่อต่าง ๆ แล้วเปิดเพื่อให้นกตกใจกลัว
        2. การป้องกันกำจัดโดยวิธีเขตกรรม ( cultural practice )
การจำกัดวัชพืชต่าง ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้นก มีแหล่งอาหารจากเมล็ดหญ้าเพิ่มขึ้นก่อนที่จะลงทำลายข้าวในนา เศษหญ้า ฟางข้าว หรือขยะอื่น ๆ ควรจะเก็บให้มิดชิดหรือทำลายเสียเพื่อไม่ให้นกนำมาใช้เป็นวัสดุทำรังพุ่มไม้ที่ไม่จำเป็นรอบๆ แปลงนาก็ควรทำลายเสียจะช่วยกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของนก ตลอดจนการปลูกข้าวไร่ควรจะปลูกเพื่อให้ข้าวสุกพร้อมๆ กัน เพราะตามปกติแล้วแปลงข้าวใดที่ออกรวงก่อนมักจะถูกนกทำลายเสียหายมากกว่า
        3. การป้องกันกำจัดโดยชีววิธี (biological control)
เช่นการฝึกหัดสัตว์ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมวหรือนกล่าเหยื่อต่างๆ เช่น เหยี่ยว คอย ขับไล่นกศัตรูข้าวไร่ การทำลายรังนก ไข่ หรือตัวอ่อน
        4. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี (chemical control)
สารเคมีที่ทดสอบแล้วว่าใช้ได้ผลดี เป็นพวกสารไล่นก (bird repellent) ใช้พ่นให้ทั่วรวงข้าว เมื่อนกลงมากินจะเกิดอาการเข็ดและหนีไฟ สารเคมีดังกล่าวได้แก่ เมซูรอล (methiocarb 50% WP) ใช้ในอัตรา 120 กรัมต่อไร่ของสารออกฤทธิ์ หรือประมาณ 12 ช้อนแกงต่อไร่โดยผสมน้ำ 20 ลิตรหรือ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นครั้งแรกในระยะข้าวเป็นน้ำนม และหลังจากนั้นประมาณ 12 วัน จึงฉีดพ่นอีกครั้งหนึ่งจะได้ผลดีที่สุด
        5. การป้องกันกำจัดโดยวิธีผสมผสาน (integrated control)
เนื่องจากนกศัตรูข้าวเป็นสัตว์ที่มีการหาอาหารและครอบครองที่อยู่ได้มาก ดังนั้นการ
ป้องกันและกำจัดนก อาจจะต้องใช้หลายๆ วิธีดังกล่าวมาแล้วผสมผสานกันตามความเหมาะสมของ
แต่ละพื้นที่และตามดุลยพินิจของผู้ที่จะทำการป้องกันและกำจัดแต่ละพื้นที่และตามดุลยพินิจของผู้ที่จะทำการป้องกันและกำจัด

3. กระต่ายป่าและการป้องกันกำจัด

        กระต่ายป่าเท่าที่พบในเมืองไทยมี 1 ชนิด คือ Lepus siamensis โดยปกติแล้วกระต่ายเพศเมียจะให้ลูกปีละหลายครอก แต่ละครอกจะมีลูกอ่อนเฉลี่ย 3 – 4 ตัว มักจะทำลายข้าวไร่โดยเฉพาะช่วงที่ข้าวกำลังเป็นต้นอ่อน หรืองอกได้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ โดยจะออกหากินในตอนเย็นและค่ำ ลักษณะที่เห็นได้ชัดคือมูลที่หล่นอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่ทำลาย
การป้องกันกำจัดอาจจะใช้ตาข่ายหรือกรงดัก กับดัก ตามทางที่กระต่ายป่าทิ้งร่องรอยไว้หรือทิศทางที่กระต่ายป่าเข้ามาหากินในแปลงข้าวไร่ อาจจะใช้ผ้าขาวหรือพลาสติกใสผูกติดปลายไม้แล้วปักเป็นระยะๆ ประมาณ 10 – 15 เมตรต่อ 1 จุด ตามแนวรอบๆ แปลงข้าวไร่ที่ติดชายป่า หรืออาจจะใช้กระดิ่งแขวนตามแนวรอบๆ แปลง เมื่อลมพัดเกิดเสียงดังทำให้กระต่ายป่ากลัวได้

 

 

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์

แมลงร้ายในนาข้าว

แมลงร้ายในนาข้าว

          สวัสดีค่ะ สำหรับลูกค้าของบริษัท ไอออนิค จำกัด     สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว ในบางครั้งอาจมีการระบาดของแมลงศัตรูพืช ซึ่งสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่พี่น้องเกษตรกร จากการสำรวจของกรมการข้าวไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่าแมลงศัตรูพืชข้าวที่ระบาดทำความเสียหายแก่นาข้าวอย่างรุนแรง คือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นอกจากนี้ยังมี เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก

          เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำความเสียหายให้กับต้นข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้ง ตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่า "อาการไหม้" (Hopperburn) โดยทั่วไปมักพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอถึงระยะออกรวง นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก (Rice ragged stunt) ทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียว แคบและสั้น ปลายใบบิดเป็นเกลียวและขอบใบแหว่งวิ่น ข้าวจะออกรวงช้า เมล็ดลีบไม่สมบูรณ์ เมล็ดด่างและแมลงอีกชนิดหนึ่งที่พบมากในนาข้าวคือเพลี้ยจักจั่นสีเขียว ที่เป็นพาหะนำโรคใบสีส้มมาสู่ข้าว โดยใบข้าวจะเริ่มมีสีเหลือง เริ่มจากปลายใบเข้าหาโคนใบ ในช่วงที่มีพบการระบาดได้แก่ 30 ถึง 60 วัน เพราะเป็นช่วงที่ต้นข้าวมีการสะสมอาหาร เป็นระยะที่เหมาะสมต่อการระบาดของแมลง

ปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ย คือ

          - วิธีการปลูกข้าว การปลูกข้าวแบบนาหว่านมีปัญหาการระบาดมากกว่านาดำ เพราะนาหว่านมีจำนวนต้นข้าวหนาแน่น ทำให้อุณหภูมิและความชื้นในแปลงนาเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเพลี้ย ประกอบกับในระบบนาหว่านเพลี้ยสามารถทำลายข้าวได้อย่างต่อเนื่อง

          - การใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ทำให้เพิ่มจำนวนเพลี้ยในนามีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากปุ๋ยไนโตรเจน ต้นข้าวมีสภาพอวบน้ำเหมาะแก่การเข้าดูดกินและขยายพันธุ์ของเพลี้ย

          - การควบคุมน้ำในนาข้าว สภาพนาข้าวที่มีน้ำขังตลอดเวลา ทำให้เพลี้ยสามารถเพิ่มจำนวนได้มากกว่าสภาพที่มีการระบายน้ำในนาออกเป็นครั้งคราว เพราะมีความชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเพลี้ย

          - การใช้สารเคมีกำจัดแมลง ในระยะที่เพลี้ยเป็นตัวเต็มวัย หรือช่วงที่เริ่มอพยพเข้าในนาข้าว (ข้าวระยะ 30 วันหลังหว่าน) ศัตรูธรรมชาติจะถูกทำลายและสารเคมีกำจัดแมลงก็ไม่สามารถทำลายไข่ของเพลี้ยได้ ทำให้ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่มีโอกาสรอดชีวิตสูง

การควบคุมเพลี้ยโดยวิธีธรรมชาติ

          1) ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ย เช่น สุพรรณบุรี1 สุพรรณบุรี60 ปทุมธานี1 พิษณุโลก2 และชัยนาท1 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก เพื่อลดความเสียหายจากการระบาดของแมลงศัตรูข้าว

          2) ในแหล่งที่มีการระบาดและสามารถควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังปักดำหรือหว่าน 2-3 สัปดาห์ จนถึงระยะตั้งท้องควรควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยได้

          3) ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดแมลงที่ทำให้เกิดการเพิ่มระบาดของเพลี้ย (Resurgence) หรือสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอลฟาไซเพอร์มิทิรน ไซเพอร์มิทริน ไซแฮโลทริน เดคาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรต เพอร์มิทริน ไตรอะโซฟอส ไซยาโนเฟนฟอส ไอโซซาไทออน ไฟริดาเฟนไทออน ควินาลฟอส และเตตระคลอร์วินฟอส เป็นต้น

 

แมลงร้ายในนาข้าว

แมลงดีในนาข้าว

 

เพลี้ยไฟ

ด้วงดิน

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

จิ้งหรีดหางดาบ

เพลี้ยจักจั่นสีเขียว

มวนเพชฌฆาต

บั่ว

ด้วงเต่า

หนอนกอแถบลาย

มวนจิงโจ้น้ำเล็ก

หนอนกอสีครีม

แมลงหางหนีบ

หนอนกอแถบลายสีม่วง

แตนเบียนของหนอนห่อใบข้าว

หนอนกระทู้กล้า

แตนเบียนของหนอนกระทู้

หนอนห่อใบข้าว

แตนเบียนของหนอนกอข้าว

แมลงสิง

 

ปุ๋ยในนาข้าว

แมลงปอเข็ม

 

 

 ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มผลผลิตของข้าวที่สำคัญ การใส่ปุ๋ยเคมีให้ได้ผลดี เกษตรกร ต้องใส่ให้ถูกสูตร ถูกชนิด ถูกที่ ถูกเวลา ตรงกับความต้องการของพืช
     
นายยงยุทธ์ สุวรรณฤกษ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง
กล่าวว่า การใส่ปุ๋ยข้าวถ้าจะให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องแบ่งใส่สองครั้ง ครั้งแรกใส่สูตร 16-20-0,20-20-0 สูตรใดสูตรหนึ่งอัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะรองพื้นก่อนปักดำหรือหลังปักดำ 1-15 วัน สำหรับดินเหนียว , ดินร่วน และดินร่วนปนเหนียว ถ้าเป็นดินทรายให้ใช้สูตร 16-16-8 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สอง เป็นการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ในระยะข้าวเริ่มตั้งท้อง เพื่อเพิ่มจำนวนดอกหรือเมล็ดข้าวต่อรวงให้มาก และทำให้การสร้างเมล็ดข้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมล็ดข้าวจะเต็มเมล็ดและน้ำหนักดี สูตรปุ๋ยที่แนะนำในการใส่แต่งหน้า คือ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างใดอย่างหนึ่งใส่ในระยะข้าวเริ่มตั้งท้อง หรือก่อนเก็บเกี่ยว 60 วัน สำหรับพันธุ์ข้าวไม่ไวแสง (พันธุ์ข้าวที่ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง)
     นายยงยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง (พันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะนาปี) เช่น ข้าวดอกมะลิ 105 ,พันธุ์เฉี้ยง , พันธุ์เล็บนก,พันธ์สังหยด ใส่ครั้งแรก ตามสูตรและระยะเวลาข้างต้นในอัตรา 20-35 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ครั้งที่สอง สูตร 46-0-0 อัตรา 2-5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ใส่ก่อนเก็บเกี่ยว 60 วัน เช่นกัน ก่อนใส่ปุ๋ยเกษตรกรควรเตรียมแปลงนาให้พร้อมก่อน คือ กำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยข้าว ปรับระดับน้ำในแปลงนาให้มีระดับความสูงประมาณหนึ่งฝ่ามือ และดูแลคันนาให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ปุ๋ยที่ใส่ไหลไปกับน้ำ

 

 
การใส่ปุ๋ยในนาข้าว
         สภาพแปลงนาของเกษตรกรได้มีกรให้ธาตุอาหารต่าง ๆ  ในดินอย่างต่อเนื่อง  แม้ว่าจะมีขบวนการทางธรรมชาติที่จะเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน  เช่นการไถกลบตอซัง  ธาตุอาหารจากตะกอนดินที่ถูกพัดพามาทับถมลงสู่ดิน  หรือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรากพืชบางชนิดก็ตาม  แต่ก็เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการถูกดึงจากดินในรูปของผลผลิตเมล็ดข้าวและตอซังต่างๆ  

         ดินในนาแถบภาคกลางมักจะขาดธาตุอาหารหลักที่ข้าวต้องการเช่น  ไนโตรเจน (N)  ฟอสฟอรัส (P) ส่วนโปรแตสเซียม  (K)  มักจะขาดในดินนาที่เป็นดินทราย
หน้าที่และความสำคัญของธาตุอาหารหลัก



ไนโตรเจน (N) - ช่วยในการเจริญเติบโตทั่ว ๆ ไป ของต้นข้าว เช่น ต้น ใบ ราก ดอก เมล็ด
- ทำให้ต้นข้าวสูงขึ้นแตกกอมากขึ้น
- ทำให้เมล็ดข้าวโตเต็มที่ และเต็มเมล็ด
- ทำให้จำนวนเมล็ดต่อรวงมากขึ้น
- ทำให้โปรตีนในเมล็ดสูงขึ้น
หากได้รับไม่พอ การแตกกอลดลง ความสูงต้นข้าวลดลง ถ้าขาดช่วงตั้งท้องเมล็ดต่อรวงลดลง
หากได้รับมากเกินไป ทำให้ใบและต้นมีสีเขียวจัด ต้นสูง อวบน้ำ เปราะ หักง่าย ความต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวลดลง ผลผลิตลดลง ข้าวจะสุกแก่ช้ากว่าปกติ

ฟอสฟอรัส (P) - เป็นส่วนประกอบของสารที่ให้พลังงานในการเจริญเติบโตของต้นข้าว
- ทำให้ต้นข้าวออกดอก ติดเมล็ดตามปกติ
- ช่วยให้รากเจริญเติบโตได้ดี ข้าวแตกกอมากขึ้น
หากได้รับไม่พอ ต้นกล้าข้าวแตกกอน้อย รากจะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ รากแผ่กระจายได้น้อย
ต้นข้าวล้มง่าย เมล็ดข้าวมีขนาดเล็ก
หากได้รับมากเกินไป จะทำให้ต้นข้าวขาดธาตุสังกะสี ข้าวแตกกอน้อย แก่ช้า ผลผลิตลดลง

โปรแตสเซียม (K) - เกี่ยวของในขบวนการทางสรีระ ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในต้นข้าว
สมบูรณ์
- ทำให้เมล็ดมีขนาดและน้ำหนักเพิ่มขึ้น
- ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ไม่ล้มง่าย
- ทำให้ต้นข้าวต้านทานโรค และแมลงบางอย่างดีขึ้น
หากได้รับไม่เพียงพอ ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ขนาดและน้ำหนักเมล็ดข้าวลดลง
หากได้รับมากเกินไป ข้าวจะแก่ช้า


การใช้ปุ๋ยเคมี

ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียม เป็นธาตุอาหารหลักที่ข้าวต้องการปริมาณมาก ดินนาส่วนใหญ่มักจะขาดหรือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุ “ ไนโตรเจน ” และ “ ฟอสฟอรัส ”
การใส่ปุ๋ยให้ข้าวเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงนั้น ควรพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ธาตุอาหารที่ได้จากธรรมชาติและจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน
ดินเหนียวและดินร่วนซึ่งเป็นดินส่วนใหญ่ในภาคกลางส่วนมากมี “ โปรแตสเซียม ” เพียงพอสำหรับการปลูกข้าวแล้ว แต่ในดินทรายหรือดินร่วนปนทรายมีปริมาณธาตุโปรแตสเซียมน้อย ข้าวจะตอบสนองต่อปุ๋ยโปรแตสเซียม จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยโปรแตสเซียมในนาดินทรายหรือดินร่วนปนทรายด้วย

ข้อพิจารณาและข้อปฏิบัติก่อนใส่ปุ๋ยข้าว

เพื่อให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มผลผลิตข้าว ควรพิจารณาปฏิบัติดังนี้

1.ควรปรับระดับดินนาให้ราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีบริเวณดินสูง ๆ ต่ำ ๆ พื้นที่ใดต่ำเมื่อใส่ปุ๋ยมากอาจ ทำให้ต้นข้าวล้ม ส่วนพื้นที่ดินสูงน้ำท่วมไม่ถึงอาจมีวัชพืชมาก
2.ควรทราบพื้นที่นาแต่ละกระทง เพื่อจะได้คิดคำนวณน้ำหนักปุ๋ยที่จะใส่ในแต่ละกระทงได้ถูกต้อง
3.ต้องอุดคันนาไม่ให้น้ำรั่วไหลเพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๋ยไหลตามน้ำออกไปจากกระทงนา
4.ต้องรู้ลักษณะเนื้อดินนาของชาวนาเองว่าเป็นดินเหนียวหรือดินทราย เพราะการใส่ปุ๋ยในดินแต่ละชนิดจะใช้ปุ๋ยเกรดหรือสูตรต่างกัน
5.ต้องรู้เรื่องพันธุ์ข้าวที่จะปลูกว่า พันธุ์ที่จะใช้ปลูกนั้นตอบสนองต่อปุ๋ยมากน้อยเพียงไร เพื่อสะดวกในการคำนวณปุ๋ย
6.น้ำในนาต้องมีเพียงพอ โดยเฉพาะระยะที่ข้าวกำลังออกรวงถ้าขาดน้ำจะทำให้ผลผลิตต่ำ (ระยะที่ต้องใส่ปุ๋ยควรให้มีน้ำขังประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร หรือประมาณหนึ่งฝ่ามือ)
7.ต้องใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องกับระยะที่ข้าวต้องการมากที่สุด ปกติมี 2 ระยะที่ข้าวต้องการปุ๋ยมากคือ
ระยะแรก ที่มีการเจริญเติบโตทางต้นให้ข้าวแตกกอมาก เพื่อให้ได้รวงมาก
ระยะที่ 2 เป็นระยะตั้งท้อง กำเนิดช่อดอก ออกรวง เพื่อให้ได้จำนวนเมล็ดต่อรวงมาก ทำให้
ผลผลิตสูง
8.เมื่อสภาพไม่เหมาะสม เช่น ฝนตก หรือหลังฝนตก น้ำท่วมไหลบ่า ไม่ควรหว่านปุ๋ย
9.ควรฟังรายงานพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากอุทกภัย
10.เมื่อใส่ปุ๋ยข้าวต้องมีการป้องกันกำจัดวัชพืช โรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืชให้ดีด้วย เพื่อให้การใช้ปุ๋ยได้ประสิทธิภาพสูงสุด
11.ควรคิดราคาปุ๋ยแต่ละเกรดแต่ละสูตรและอัตราที่แนะนำให้ใช้ด้วย เพื่อจะได้ใช้ปุ๋ยที่ราคาถูกที่สุดและให้ประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตสูงสุดด้วย เช่น ปุ๋ย 16 – 20 – 0 ราคากระสอบละ 250 บาท คิดเป็นราคาต่อหน่วยธาตุอาหาร 250/(16+20)=6.90 ในขณะที่ปุ๋ย 18 – 22 – 0 ราคากระสอบละ 270 บาท
คิดเป็นราคาต่อหน่วยธาตุอาหาร 270/(18+20)=6.75 จะเห็นว่าปุ๋ย 18 – 22 – 0 ถูกกว่าแม้ราคา ต่อกระสอบจะสูงกว่าก็ตาม
12.ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์คู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และดูดยึดปุ๋ยเคมีไว้ไม่สูญเสียไปกับ สายลม แสงแดด สายน้ำ หรือการซึมซับลงในดินจนลึกเกินกว่าที่รากข้าวจะดูดใช้ได้
13.ควรคำนึงถึงผลผลิตได้ และกำไรสูงสุดที่จะได้รับจากการใส่ปุ๋ยด้วย
 
 
 
ปุ๋ยใส่ข้าว ตราข้าวรวงทอง
แจ้งลบกระทู้


สารปรับปรุงดินตราเสือน้อย
ประโยชน์
1.
ช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย ดินโปร่ง สามารถซับน้ำความชุ่มชื้นได้ดี
2.
ช่วยให้จุลินทรีย์ในดินเจริญเติบโตและสร้างปริมาณมากขึ้น เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ดิน
3.
ช่วยดูดซับธาตุอาหารในดินไว้และยังทำหน้าที่ดูดซับปุ๋ยเคมีที่ใส่ในดินให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ให้สูญหาย หรือสลายไปเร็ว ( เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีธาตุอาหารครบ สามารถใช้เดี่ยว หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีก็ได้)
4.
ช่วยประหยัดการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลง ไม่ทำให้ดินแข็งและเป็นกรดหรือด่าง เป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและการผลิตของเกษตรกรโดยตรง (การใช้เกษตรอินทรีย์ จะทำให้ดินดีเพิ่มผลผลิตขึ้นเรื่อยๆ )
5.
พืชสามารถนำอาหารใช้ได้ทันที
6.
ใช้ได้ทั้งพืชผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผลต่างๆ และนาข้าว ข้าวโพด สวนปาล์ม สวนยางพารา
 
7.
ลดต้นทุน ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค  ปลอดภัยต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มผลผลิต มีรายได้เพิ่ม
 
วิธีการใช้และอัตราการใช้
·
ไม้ยืนต้น พืสวน ไม้สวน ใช้รองก้นหลุม หรือหว่านรอบทรงพุ่ม 1 –2 ก.ก.ต่อต้น
พืชไร่ พืชผัก ใช้หว่าน 50 – 100 ก.ก./ไร่
·
ไม้ดอกไม้ประดับ ใช้ได้ทุกระยะ จำนวน 1 – 5 ช้อนแกง/ต้น
·
นาข้าว 20 – 50 วัน ใช้ 50 ก.ก./ไร่ช่วงหลังใช้ 70 – 100 ก.ก./ไร่
·
ข้อแนะนำ สารปรับปรุงดินตราเสือน้อย ใช้ได้ดีกับพืชทุกชนิดควรใช้ควบคู่กับปุ๋ยเคมีตามช่วงการเจริญเติบโตของพืช หลังหว่านควรฉีดพ่นไคโตซานและสารเร่งเขียวด้วยทุกครั้งจะเห็นผล ทำให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ช่วยสร้างระบบนิเวศน์ให้สมบูรณ์
 
เบสช้อยไคโตซาน 

ไคโตซาน เป็นไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในรูปของ D – glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพ ( Biometerials ) ย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ ( non – phytotoxic ) ต่อพืช นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์

ไคโตซานกับการเกษตรด้านการควบคุมศัตรูพืช

1. ยับยั้งและสร้างความต้านทานโรคให้กับพืช

การยับยั้งเชื่อสาเหตุของโรคพืช ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด โดยไคโตซานจะซึมผ่านเข้าทางผิวใบ ลำต้นพืช ช่วยยับยั้งการเกิดโรคพืชในกรณีที่เกิดเชื่อโรคพืชแล้ว (รักษาโรคพืช) และสร้างความต้านทานโรคให้กับพืชที่ไม่ติดเชื้อ โดยไคโตซานมีคุณสมบัติที่สามารถออกฤทธิ์เป็นตัวกระตุ้น (elicitor) ต่อพืชได้ จะกระตุ้นระบบป้องกันตัวเองของพืช ทำให้พืชผลิตเอนไซม์และสารเคมีเพื่อป้องกันตนเองหลายชนิด พืชจึงลดโอกาสที่จะถูกคุกคามโดยเชื่อสาเหตุโรคพืชได้

2. ทำให้เกิดโอกาสการสร้างความต้านทานของพืชต่อแมลงศัตรูพืช

ไคโตซานจะกระตุ้นให้มีการผลิตสารลิกนินและแทนนินของพืชมากขึ้น พืชสามารถป้องกันตัวเองจากการกัด ดูด ทำลายของแมลงศัตรูพืช จะสังเกตุว่าต้นพืชที่ได้รับไคโตซานจะมีแวกซ์เคลือบที่ผิวใบ

3. ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน

ไคโตซานสามารถส่งเสริมการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เช่น เชื้อ Actiomycetes sp. Trichoderma spp. ทำให้เกิดการลดปริมาณของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อ ( Furarium ) Phythophthora spp. ฯลฯ

รายชื่อศัตรูพืชที่มีการทดสอบแล้วว่าไคโตซานมีศักภาพในการควบคุม

1. การกระตุ้นให้พืชมีความต้านทานแมลง
   
ศัตรูพืช คือ หนอนใยผัก หนอนคืบและอื่น
   
การใช้ การพ่นทางใบ ลำต้น (ขึ้นกับส่วนที่ศัตรูพืชอาศัยอยู่)
   
อัตราการใช้ 10 – 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร2.

2. การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสาเหตุโรคพืช
   -
ไวรัสโรคพืช
   -
แบคทีเรีย เช่น แคงเคอร์ ใบจุด
   -
เชื้อรา เช่น เชื้อไฟทอปธอร่า พิเทียม ฟิวซาเรียม Botrytis cineres Rhizopus stolonifer
   - แอนแทรคโนส เมลาโนส ราน้ำค้าง ใบติด ราขาว รากเน่า โคนเน่า ใบจุด โรคใบสีส้ม ใบลาย

เบสวัน ( สารเร่งเขียวไว เร่งผลผลิตสำหรับพืช )

   -  ทำให้พืชเขียวไว เขียวทน

   -  เสริมสร้างผนังเซลล์ให้แข็งแรง ต้านทานโรคพืชได้สูง

   -  กระตุ้นการสร้างพลังงาน เช่น แป้ง โปรตีน น้ำตาล และไขมัน เพื่อเพิ่มผลผลิต

   -  ละลายน้ำได้ดี พืชนำไปใช้ได้หมดจึงประหยัด เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน

 

 



 
 กรุณาเลือกปุ๋ยที่ใช้กรุณาเลือกปุ๋ยที่ใช้
ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0), ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0), โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (18-46-0) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (16-20-0) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (16-16-8) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-46-0), (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0), ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0), โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (18-46-0) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (16-20-0) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-0-60)
ใช้ปุ๋ยสูตร (16-16-8) ผสมกับปุ๋ยเดี่ยว (46-0-0), (0-46-0), (0-0-60)
 
 
ตารางปริมาณธาตุอาหารตามคำแนะนำและปริมาณแม่ปุ๋ยที่ต้องใส่จากค่าวิเคราะห์ดินเพื่อการปลูกข้าว
 
สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง      โดยใช้แม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-46-0, 0-0-60
 
สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง  โดยใช้แม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-46-0, 0-0-60
 
สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง      โดยใช้แม่ปุ๋ย 18-46-0, 46-0-0 และ 0-0-60
 
สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง  โดยใช้แม่ปุ๋ย 18-46-0, 46-0-0 และ 0-0-60
 
สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง      โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และแม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-0-60
 
สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง  โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และแม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-0-60
 
สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง      โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 และแม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-46-0, 0-0-60
 
สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง  โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 และแม่ปุ๋ย 46-0-0, 0-46-0, 0-0-60
 
 
 
หลักการใช้ปุ๋ยเคมีให้ได้ผลดี

          ปุ๋ยเคมีเมื่อใส่ลงไปในดินจะมีโอกาสสูญเสียไปมากกว่าครึ่งหนึ่งสำหรับธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม ส่วนฟอสฟอรัสนั้น พืชดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของปริมาณที่ใส่ลงไปในดิน ฟอสฟอรัสที่เหลือทั้งหมดจะทำปฏิกิริยากับดินกลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยากพืชดึงดูดไปใช้ไม่ได้ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยลงไปในดินเพื่อให้พืชสามารถดึงดูดไปใช้ได้มากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ปุ๋ยชนิดเดียวกัน สูตรเดียวกันใส่ลงไปในดินโดยวิธีแตกต่างกัน พืชจะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ไม่เท่ากันอาทิ ปุ๋ยที่ใส่แบบหว่านจะให้ผลแตกต่างจากปุ๋ยที่ใส่โรยแบบเป็นแถวหรือเป็นจุดใกล้ต้นพืช ฉะนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพจึงควรมีหลักเกณฑ์ในการใส่ปุ๋ยที่ควรจะยึดถือเป็นแนวทางดังนี้คือ
          (๑) ชนิดของปุ๋ยที่ใช้ถูกต้อง
          (๒) ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม
          (๓) ใส่ปุ๋ยให้พืชขณะที่พืชต้องการ
         (๔) ใส่ปุ๋ยให้พืชตรงจุดที่พืชสามารถดึง ดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุด

 
ชนิดของปุ๋ยที่ใช้ถูกต้อง

          การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องนั้นหมายถึง สูตร เรโชและรูปของธาตุอาหารในปุ๋ย ปุ๋ยเคมีจะมีทั้งสามอย่างนี้แตกต่างกันออกไปอย่างกว้างขวาง
         สูตรปุ๋ย หรือบางทีเรียกว่า "เกรดปุ๋ย" หมายถึง  ตัวเลขเขียนบอกปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในปุ๋ยเคมีโดยบอกเป็นค่าของเปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (N) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (P2 O5) และปริมาณโพแทสเซียมที่ละลายน้ำได้ (K2O) สูตรปุ๋ยจะเขียนไว้ที่ภาชนะบรรจุปุ๋ยเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น 20-10-5 ตัวเลขแรกจะบอกปริมาณไนโตรเจนว่ามีอยู่หนัก ๒๐ กิโลกรัม เลขที่สองบอกปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มีอยู่ ๑๐ กิโลกรัมเลขตัวที่สามบอกปริมาณโพแทสเซียมที่ละลายน้ำได้มีอยู่ ๕ กิโลกรัม รวมเป็นธาตุอาหารทั้งหมด ๓๕ กิโลกรัม ในปุ๋ยหนัก ๑๐๐ กิโลกรัม และเป็นที่ทราบกันเป็นสากลว่าเลขตัวแรก คือ ไนโตรเจนตัวกลาง คือ ฟอสฟอรัส ตัวสุดท้าย คือ โพแทสเซียม จะไม่มีการสลับที่กัน จึงไม่จำเป็นต้องเขียนตัวหนังสือกำกับไว้
          เมื่อดินขาดธาตุอาหาร N P และ K ชนิดของธาตุอาหารในปุ๋ยที่ใส่ก็จะต้องมีธาตุ N P และ K แต่ถ้าดินขาดธาตุอาหาร N และ P ส่วน K ในดินตามธรรมชาติมีเพียงพออยู่แล้ว ธาตุอาหารในปุ๋ยก็ควรจะมีแต่ N และ P เท่านั้น อาทิ ดินนาในภาคกลางซึ่งขาดแต่ N และ P เป็นส่วนใหญ่ปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าวจึงมีแต่ N และ P เท่านั้น เช่น  ปุ๋ยสูตร 18-46-0, 28-28-0, 20-20-0 และ 16-20-0 เป็นต้น
          สำหรับ "เรโช" ของปุ๋ยนั้น เป็นสัดส่วนเปรียบเทียบกันระหว่างธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในสูตรปุ๋ยเรโชปุ๋ยจะบอกเป็นตัวเลขลงตัวน้อยๆ ระหว่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส (P2 O5 ) และโพแทสเซียม (K2 O) ของสูตรปุ๋ยนั้นๆ เช่น6-16-8 เท่ากับเรโช 2:2:1 ได้จากการหารตลอดด้วย 8 20-10-5 เท่ากับเรโช 4:2:1 ได้จากการหารตลอดด้วย 5
          ปุ๋ยเรโชเดียวกันสามารถมีได้หลายสูตร เช่น ปุ๋ยเรโช 1:1:1 จะมีสูตร เช่น

          สูตร                        เรโช                  ธาตุอาหารรวม กก./ปุ๋ย 100 กก.
          10-10-10               1:1:1                            30
          15-15-15               1:1:1                            45
          20-20-20               1:1:1                            60

          นั่นคือ ปุ๋ยสูตรต่างๆ ที่มีเรโชเดียวกัน จะแตกต่างกันที่ปริมาณธาตุอาหารรวม ที่มีอยู่ในปุ๋ย เช่น สูตร 10-10-10 มีธาตุอาหารรวม N P K หนัก ๓๐ กิโลกรัม ในปุ๋ยหนัก ๑๐๐ กิโลกรัม ส่วนปุ๋ย 20-20-20 มีธาตุอาหารรวมหนัก ๖๐ กิโลกรัม ในปุ๋ยหนัก ๑๐๐ กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าปุ๋ยสูตรแรกเท่าตัว ปุ๋ยที่มีเรโชเดียวกัน จะบอกให้ทราบว่าเป็นปุ๋ยชนิดเดียวกัน สามารถใช้แทนกันได้ ดังนั้นถ้าใช้ปุ๋ย 10-10-10 อยู่โดยใช้อัตรา ๕๐ กก./ ไร่ สามารถเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย 20-20-20 แทนได้แต่เนื่องจากปุ๋ยนี้มีธาตุอาหารรวมมากกว่า ก็จะต้องลดอัตราที่ใช้ให้น้อยลง คือใช้เพียง ๒๕ กก./ ไร่ เท่านั้น ก็จะได้ธาตุอาหารที่เท่ากัน
          ปุ๋ยเคมีจะมีสัดส่วนระหว่าง N:P:K แตกต่างกันแล้วแต่จะนำไปใช้กับชนิดของพืช และกับที่ดินที่มีระดับธาตุอาหาร N P และ K แตกต่างกันอย่างไร กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก่อนใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องก็จะต้องรู้จักดินและรู้จักพืชที่ปลูกเสียก่อน ทั้งนี้เนื่องจากดินแต่ละแห่งและแต่ละชนิดจะมีระดับธาตุอาหารปุ๋ยในดินแตกต่างกันส่วนพืชที่ปลูกต่างชนิดกันหรือแม้แต่อายุพืชแตกต่างกันก็มีความต้องการธาตุอาหาร N P K ในปริมาณและสัดส่วนเพื่อการเจริญเติบโตและสร้างผลิตผลแตกต่างกันเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน
          ระดับธาตุอาหารพืชในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมีอยู่มากน้อยเท่าใดนั้นสามารถตรวจสอบได้ด้วยการส่งตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนของไร่นานั้นๆ มาทำการวิเคราะห์ทางเคมีจะใช้เป็นปุ๋ยเร่งต้นเร่งใบ เหมาะสำหรับพืชผักกินใบหรือเร่งการเจริญเติบโตทางด้านต้น และเร่งให้พืชโตเร็วในระยะแรกของการเจริญเติบโต ในกรณีที่ดินขาด N อย่างรุนแรงส่วน P และ K มีอยู่ในดินระดับปานกลาง หรือค่อนข้างสูง การใช้ปุ๋ยเคมีที่เรโชของ N สูงๆ ก็จะเป็นการช่วยปรับระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร N P K ในดินให้เหมาะสมแก่พืชที่ปลูกได้ดีขึ้น หรือในกรณีของดินนาทางภาคอีสานและภาคใต้ของประเทศไทย ระดับ ความเป็นประโยชน์ของ K ในดินค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับดินนาทางภาคกลาง ดังนั้น ปุ๋ยนาที่แนะนำให้ใช้ในทางภาคอีสานและภาคใต้จึงควรมี K รวมอยู่ด้วย แต่เป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่า N และ P เช่น เรโช 2:2:1 เช่นสูตร 16-16- 8 หรือ 2:2:1 เช่นสูตร 18-12-6 แทนที่จะเป็น 16- 20-0 หรือ 20-20-0 เช่น ปุ๋ยนาในภาคกลาง ดังนี้เป็นต้น

 

ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พอเหมาะ
          ปริมาณปุ๋ยที่พอเหมาะนี้ หมายถึง จำนวนหรืออัตราปุ๋ยที่ใช้ต่อไร่หรือต่อต้นที่พืชจะได้รับความพอเหมาะนี้มีอยู่ ๒ ลักษณะคือ พอเหมาะในแง่ของปริมาณที่พืชควรจะได้รับเพื่อให้ได้ผลิตผลสูงสุด ถ้าน้อยกว่านั้นก็จะทำให้พืชไม่เจริญเติบโตและให้ผลิตผลสูงเท่าที่ควร หรือถ้าให้มากเกินกว่านั้นก็อาจเป็นพิษแก่พืชหรือจะไม่ทำให้พืชเติบโตและให้ผลิตผลเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งก็คือ พอเหมาะในแง่ของหลักเศรษฐกิจ กล่าวคือ ปริมาณของปุ๋ยที่ใช้จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับราคาของปุ๋ย และราคาของผลิตผลที่จะขายได้เสียก่อน การใช้ปุ๋ยที่พอเหมาะในแง่นี้เป็นการใส่ปุ๋ยจำนวนหนึ่ง (ต่อไร่หรือต่อต้น) ซึ่งจะมีผลทำให้ผลิตผลสูงขึ้นที่ระดับหนึ่ง (ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตผลสูงสุด) อันจะทำให้ได้กำไรต่อเงินลงทุนในการซื้อปุ๋ยมาใช้มากที่สุด
          การพิจารณาความพอเหมาะพอดีของจำนวนปุ๋ยหรืออัตราปุ๋ยที่จะใช้ จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ หลายประการมาประกอบ การพิจารณา อาทิ ชนิดของพืช ระดับความชื้นและความอุดมสมบูรณ์เดิมของดิน วิธีการปลูก การดูแลและการบำรุงรักษาของกสิกร ตลอดจนราคาของปุ๋ยและของพืชที่ปลูกประกอบด้วย

อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการใช้วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน

ใส่ปุ๋ยให้พืชในขณะที่พืชต้องการ
          พืชที่ปลูกในดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารมักจะแคระแกร็น และให้ผลิตผลต่ำ การใส่ปุ๋ยจะช่วยยกระดับธาตุอาหารที่ขาดแคลนให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินเดียวกันกับพืชชนิดเดียวกัน อาจจะให้ผลแตกต่างกันได้เป็นอย่างมากทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา (timing) ของการให้ปุ๋ยแก่พืชนั้น ตรงกับระยะเวลาที่พืชมีความต้องการธาตุอาหารนั้นๆ มากที่สุดหรือไม่ ช่วงจังหวะความต้องการธาตุอาหารมากที่สุดของพืชแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป พืชที่มีอายุสั้น เช่น  พืชไร่และข้าว จะมีจังหวะการดึงดูดธาตุอาหารที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดอย่างน้อย ๓ ช่วงด้วยกันคือ (๑) ช่วงแรกที่พืชเริ่มงอกและการเติบโตในระยะ  ๓๐-๔๕ วันแรก พืชมักจะต้องการธาตุอาหารน้อยและช้า เพราะระยะนี้ระบบรากยังน้อย และต้นยังเล็กอยู่ (๒) ช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นระยะที่พืชต้องการธาตุอาหารเป็นจำนวนมาก สำหรับข้าวจะเป็นระยะที่กำลังแตกกอและระยะที่กำลังสร้างตาดอก ถ้าเป็นข้าวโพดจะเป็นระยะที่มีอายุ ๔๕ - ๖๐ วัน ถ้าเป็นข้าวก็ระยะประมาณ ๓๐ วัน ก่อนออกดอก และ (๓) ช่วงที่มีการเติบโตเต็มที่แล้วและเป็นระยะสร้างเมล็ดหรือสร้างผล ความต้องการธาตุอาหารในระยะนี้จะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งฝักหรือเมล็ดแก่
          ระยะที่พืชต้องการธาตุอาหารจากดินมากที่สุดและดึงดูดธาตุอาหารจากดินในอัตราที่รวดเร็วมากที่สุดก็คือ ช่วงที่สอง เพราะเป็นระยะที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและต้องการสะสมธาตุอาหารไว้ในต้นและใบ ให้เพียงพอสำหรับการสร้างเมล็ดและผลที่จะมีขึ้นในช่วงที่สาม ดังนั้นการให้ปุ๋ยแก่พืชระยะที่สำคัญก็คือ ระยะที่สองนี้ ซึ่งพืชควรจะได้รับธาตุอาหารจากปุ๋ยที่ให้เพียงพอที่สุด
          ดังนั้นการให้ปุ๋ยแก่พืชจึงต้องแบ่งใส่จังหวะการใส่ควรให้พอเหมาะกับระยะที่พืชต้องการจะยังผลให้ประสิทธิภาพของปุ๋ยที่ใส่สูงความเหมาะสมของจังหวะเวลาการให้ปุ๋ยกับพืชได้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง พืชแต่ละชนิดจะมีช่วงที่ควรจะแบ่งใส่ปุ๋ยเพื่อให้มีผลดีแก่พืชมากที่สุดแตกต่างกันออกไป แต่อาจจะถือเป็นหลักเกณฑ์กว้างๆ ได้คือ
         ๑. การแบ่งใส่ปุ๋ยมักจะให้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยจำนวนเดียวกันนั้นเพียงครั้งเดียวตอนปลูก ยกเว้นเมื่อใช้ปุ๋ยในอัตราต่ำมากๆ
         ๒. การใส่ครั้งแรกคือใส่ตอนปลูก ควรใส่แต่น้อย โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทสนั้นจะใส่ทั้งหมดในตอนปลูกก็ได้
         ๓. การใส่ครั้งที่สองควรใส่ระยะที่พืชกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ระหว่างระยะแตกกอสูงสุดถึงใกล้ออกดอก ส่วนใหญ่การใส่ครั้งที่สองจะเป็นปุ๋ยไนโตรเจน ถ้าอัตราปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้สูงมากๆ การแบ่งใส่ควรเป็นสามครั้งคือ  ตอนปลูก ตอนเริ่มการเติบโตอย่างรวดเร็วและตอนระยะใกล้ออกดอก และจะไม่ช้าไปกว่าระยะหลังจากพืชออกดอกแล้ว หรือระยะที่พืชเริ่มแก่



การใส่ปุ๋ยที่ถูกวิธีควรใส่ใต้ผิวดิน ให้ห่างจากรากประมาณ

ใส่ปุ๋ยให้พืชตรงจุดที่พืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุด
         นอกจากจังหวะการใส่แล้ว วิธีการใส่เพื่อให้พืชดึงดูดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากในทันทีทันใดที่ปุ๋ยลงไปอยู่ในดิน ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนย้ายของปุ๋ยจะเกิดขึ้นทันที
         ธาตุไนโตรเจนในปุ๋ยจะเคลื่อนที่ได้รวดเร็วมากเพราะละลายน้ำได้ง่าย ไนโตรเจนในรูปไนเทรตจะถูกน้ำพัดพาออกไปจากชั้นของดินได้อย่างรวดเร็ว ถ้ารากพืชดึงดูดเอาไว้ไม่ทันก็จะสูญเสียไปหมดและไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชแต่อย่างใด ปกติแล้วปุ๋ยไนโตรเจนในดินจะสูญเสียไปโดยการชะล้างประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ใส่ลงไป ไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนียม ถึงแม้จะดูดยึดอยู่ที่ผิวของอนุภาคดินเหนียวได้ และถูกชะล้างได้ยากก็จริง เมื่อดินมีการถ่ายเทอากาศดีจะถูกแปรรูปโดยจุลินทรีย์ในดินจะทำปฏิกิริยาเพิ่มออกซิเจน (oxidized) ให้กลายเป็นไนเทรต (NO3- N) ได้ง่ายและเร็วมาก
          ฟอสฟอรัสในปุ๋ยถึงแม้จะละลายน้ำได้ง่ายแต่เมื่ออยู่ในดินจะทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับแร่ธาตุต่างๆ ในดิน กลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยาก ความเป็นประโยชน์ต่อพืชลดลง และไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ดังนั้นเมื่อใส่ปุ๋ยฟอสเฟตตรงจุดไหน ฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ง่ายก็มักจะอยู่ตรงจุดนั้น ถ้าจะเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมก็เป็นระยะใกล้ๆ ในรัศมี ๑-๕ ซม. เท่านั้น ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตให้กับพืชจึงต้องให้อยู่ใกล้กับรากมากที่สุดเพื่อที่รากจะไม่เป็นอันตรายจากปุ๋ยนั้น การใส่บนผิวดินจะเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยกว่าใส่ใต้ผิวดินในบริเวณที่รากจะแพร่กระจายไปได้ถึงซึ่งผิดกับปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่บนผิวดินก็สามารถซึมลงมายังบริเวณรากที่อยู่ใต้ผิวดินได้ง่าย ดังนั้นการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนใต้ผิวดินจึงไม่มีข้อดีไปกว่าใส่บนผิวดิน
           ปุ๋ยโพแทสเซียมจะเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าฟอสเฟตแต่จะช้ากว่าไนโตรเจน โพแทสเซียมในปุ๋ยละลายน้ำได้ง่ายพอๆ กับไนโตรเจนก็จริงแต่เนื่องจากมีประจุบวกซึ่งดูดยึดอยู่ที่ผิวของอนุภาคดินเหนียวได้ จึงถูกชะล้างได้ยาก แต่ก็ยังเป็นประโยชน์ได้ง่ายแก่พืชอยู่ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมจึงสามารถใส่บนผิวดินหรือใต้ผิวดินก็ได้ แต่การเคลื่อนย้ายจะช้ากว่าไนโตรเจนและในเวลาเดียวกันการสูญเสียโดยการชะล้างก็จะน้อยกว่าด้วย 

ตารางกำหนดน้ำหนักแม่ปุ๋ย

สูตรปุ๋ยที่ต้องการ 16 – 20 – 0 : ใช้กับนาข้าวดินเหนียว

เลข

ที่

น้ำหนักปุ๋ยสูตร

ที่ต้องการผสม(กก.)

แม่ปุ๋ยแต่ละชนิดที่ต้องใช้ผสม (กิโลกรัม)

ตัวเติม

(กก.)

18-46-0

46-0-0

0-0-60

1

25

11

5

-

9

2

50

22

9

-

19

3

100

44

18

-

38

4

200

88

36

-

76

5

300

132

54

-

114

6

400

176

72

-

152

7

500

220

90

-

190

8

600

164

108

-

228

9

700

308

126

-

288

10

800

352

144

-

304

11

900

396

162

-

342

12

1,000

440

180

-

380

 ารให้ปุ๋ย


นาดำ

   -ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ที่ระยะปักดำหรือก่อนปักดำ 1 วัน แล้วคราดกลบ หรือให้หลังปักดำ 15-20 วัน (หากเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายควรใช้สูตร 16-16-18)

    -ครั้งที่ 2 ให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก

     -ครั้งที่ 3 ให้ปุ๋ยสูตร และอัตราเช่นเดียวกับครั้งที่ 2 ที่ระยะ 10-15 วันหลังระยะกำเนิดช่อดอก


นาหว่านน้ำตม

    -ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 18-22-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะ 20-30 วันหลังข้าวงอก (หากเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายควรใช้สูตร 16-16-8)

     -ครั้งที่ 2 ให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก

     -ครั้งที่ 3 ให้ปุ๋ยสูตร และอัตราเช่นเดียวกับครั้งที่ 2 ที่ระยะ 10-15 วันหลังระยะกำเนิดช่อดอก

 
  อ้างอิง
 
 
                -www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=411&s
 
                -www.puiya.com/index.php?lay=boardshow&ac...7...
                -guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q...1 -
 
                -www.karnkaset.com/index.php?p=1&s=1&m=7&i=115
 
                 -ait.nisit.kps.ku.ac.th/dbfieldcrop/plant/.../plantrice7.htm
Comments

1149 วันนับตั้งแต่
วันเกิดของฉัน