ปรัชญาศาสนาคริสต์กับปรัชญาคริสต์

ทำไมจึงต้องมีสมณสาสน์ศรัทธากับเหตุผล

Thursday, 17. April 2008, 07:28:56

Phylosophy



ปรัชญาศาสนาคริสต์กับปรัชญาคริสต์

ปรัชญาศาสนาคริสต์ (Philosophy of Christianity) คือปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง
ที่ใช้ปรัชญาบริสุทธิ์ตีความศาสนาคริสต์ อาจจะใช้ปรัชญาใดตีความก็ได้ ก็จะเป็น
ทัศนะของผู้ที่ใช้ปรัชญานั้นๆ เช่นถ้าใช้ปรัชญามาร์กซิสต์(Marxism)ตีความก็
เป็นปรัชญาศาสนาคริสต์ในทัศนะของชาวมาร์กซิสต์ และถ้าใช้ปรัชญาโลกาภิ
วัตน์(globalizationalism)ตีความก็เป็นปรัชญาศาสนาคริสต์ในทัศนะของชาว
โลกาภิวัตน์ เป็นต้น

ปรัชญาคริสต์(Christian Philosophy or Christianism) คือการใช้ศาสนาคริสต์
เป็นพื้นฐานสำหรับมองปัญหาต่างๆที่เป็นปัญหาปรัชญา เช่นมองปัญหาความ
เป็นจริง วิธีรู้ความเป็นจริง ปัญหาจริยธรรม ปัญหาเศรษฐกิจการเมือง ปัญหา
ศิลปะ เป็นต้น

ปรัชญาศาสนาคริสต์ในปัจจุบัน จึงได้แก่การใช้ปรัชญาบริสุทธิ์ปัจจุบันตีความ
ศาสนาคริสต์ อันที่จริงปรัชญาบริสุทธิ์ปัจจุบันก็มีหลายแนวหลายลัทธิ ในเมื่อ
ไม่มีการระบุว่าจะใช้ลัทธิใดโดยเฉพาะ ก็หมายความว่าผู้วิจัยไม่ต้องการจำกัด
การตีความในแนวใดหรือลัทธิใดเพียงลัทธิเดียวโดยเฉพาะ แต่จะถกปัญหา
เปรียบเทียบระหว่างลัทธิต่างๆของปัจจุบันเท่าที่จะหามาตีความได้ แล้วสรุป
ออกมาเป็นความเห็นของผู้วิจัยเองในที่สุด

ตามขอบข่ายที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าปรัชญาศาสนาคริสต์มีขอบข่าย
กว้างขวางมาก จะยกประเด็นอะไรขึ้นมาพิจารณาก็ได้ทั้งสิ้น ขอให้เป็นเรื่องที่
เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ก็แล้วกัน และจะยกความคิดของใครขึ้นมามองก็ได้ อยากรู้
อะไรก็วิจัยเฉพาะเรื่องนั้น

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่ต้องตีความหมาย

อันที่จริงผู้วิจัยเองคิดว่าทุกศาสนาต้องการการตีความด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่
ผู้รับผิดชอบศาสนานั้นๆจะยอมให้มีการตีความหลากหลายได้หรือไม่เท่านั้น
การไม่ยอมให้มีการตีความก็เป็นการตีความอย่างหนึ่งอยู่แล้ว คือการตีความตาม
ความต้องการของผู้ห้ามตีความนั้นเอง

ผู้ตีความคือผู้ที่สนใจ ถ้าไม่สนใจก็ไม่ตีความหมาย ความสนใจอาจเป็นได้ทั้ง
ทางลบและทางบวก ความสนใจทางลบเกิดจากความไม่หวังดีจนถึงเกลียดชังจึง
มุ่งทำลายด้วยการเสนอการตีความเชิงลบ ส่วนความสนใจทางบวกเกิดจากความ
หลงใหล จึงดูแง่ไหนก็เป็นบวกไปหมด ผู้ที่หวังดีจริงๆจะมองอย่างเป็นกลาง จึง
สนใจวิเคราะห์เพื่อตีความทั้งแง่ลบและบวกตามความรู้สึกจากใจจริง ยังมีคนอีก
ประเภทหนึ่งคือนักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญา จะสนใจตีความด้วย
ความอยากรู้เชิงวิชาการ ใครเชี่ยวชาญความรู้ด้านใดก็มักจะสนใจตีความจากพื้น
ฐานความรู้ของตน และถ้าหากเป็นคนใจกว้างด้วย ก็จะสนใจฟังเพื่อน
นักปราชญ์ด้วยกันว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างจากตนไปนั้นเขาตีความกันอย่างไร เพื่อ
เปรียบเทียบทัศนะต่างๆด้วยความสนใจรู้ ไม่ว่าจะหาข้อสรุปได้หรือไม่ก็ตาม
อันที่จริงนักวิชาการทุกท่าน ไม่ว่าจะสังกัดวิชาการใดก็อาจจะสนใจแบบปรัชญา
ได้ทั้งสิ้น และก็อาจจะถือว่าเป็นนักปรัชญาประยุกต์ในสาขาวิชาของตนได้ เรื่อง
ความสนใจรู้เชิงปรัชญาของนักปรัชญาที่สนใจตีความผลสรุปของวิชาการสาขา
อื่นๆ นั้น กีรติ บุญเจือ ได้เคยเขียนไว้ว่า

นอกจากจะสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับเนื้อหาของปรัชญาโดยเฉพาะดังกล่าว นัก
ปรัชญาปัจจุบันยังสนใจติดตามผลงานของวิชาเฉพาะที่แยกตัวออกไปอีกด้วย
คือ วิชาเฉพาะแต่ละวิชาค้นคว้าได้ผลสรุปอะไรออกมา นักปรัชญาก็นำเอาไป
ไตร่ตรองต่อไปว่า ยังจะมีปัญหาอะไรต่อไปได้อีกซึ่งวิชานั้นๆไม่สามารถจะให้
คำตอบได้ด้วยวิธีการในวิชานั้นๆ นักปรัชญาจะเสนอคำตอบที่เป็นไปได้ให้ขบ
คิดกันต่อไป จึงเกิดมีแขนงปรัชญาขึ้นอีกมากมายสำหรับติดตามวิชาเฉพาะต่างๆ
ที่แยกออกไปแล้ว เช่น มีปรัชญาศาสนา(philosophy of religion) ปรัชญาจริยะ
(ethical philosophy) ปรัชญาคณิตศาสตร์(philosophy of mathematics) ปรัชญา
วิทยาศาสตร์(philosophy of science) ปรัชญาสังคม(social philosophy) ปรัชญา
จิต(philosophy of mind) ปรัชญาศิลปะ(philosophy of art) ปรัชญา
ประวัติศาสตร์(philosophy of history) ปรัชญาการเมือง(political philosophy)
ปรัชญากฎหมาย(philosophy of law) ปรัชญาภาษา (philosophy of language)
ฯลฯ

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ต้องตีความหมาย และได้มีการตีความหมายมาตั้งแต่
ต้น เริ่มตั้งแต่พระเยซูผู้ก่อตั้งศาสนาเองก็ทรงสอนเป็นปริศนาให้ต้อง
ตีความหมาย และทรงเคยสอนสาวกให้รู้จักตีความหมาย ตามบทบันทึก
ของมัทธิวอัครสาวกท่านหนึ่งดังต่อไปนี้

คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช

๑๓ในวันนั้นพระเยซูก็เสด็จจากเรือนไปประทับที่ชายทะเลสาบ ๒มีคนพากันมา
หาพระองค์มากนัก พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ และบรรดาคนเหล่านั้น
ก็ยืนอยู่บนฝั่ง ๓แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมา เป็นต้นว่า
“ดูเถิด มีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช ๔และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทาง
บ้าง แล้วนกก็มากินเสีย ๕บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้น
โดยเร็วเพราะดินไม่ลึก ๖แต่เมื่อแดดจัดแดดก็นาบ เพราะรากไม่มีจึงเหี่ยวไป ๗
บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย ๘บ้างก็ตกที่ดินดี แล้ว
เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง ๙ใครมีหูจงฟังเถิด”

จุดมุ่งหมายของคำอุปมา

๑๐ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า “เหตุไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา”
๑๑ พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ข้อความลึกลับแห่งแผ่นดินสวรรค์ทรงโปรดให้ท่าน
ทั้งหลายรู้ได้ แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้ ๑๒ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้
คนผู้นั้นมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มีนั้น แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา ๑๓เหตุ
ฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น ถึงได้
ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ ๑๔ความเป็นอยู่ของเขาก็ตรงตามคำพยากรณ์
ของอิสยาห์ ที่ว่า

พวกเจ้าจะได้ยินกับหูก็จริง แต่จะไม่เข้าใจ
จะดูก็จริง แต่จะไม่เห็น
๑๕ เพราะว่าชนชาตินี้กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชา
หูก็ตึง
และตาเขา เขาก็ปิด
มิฉะนั้นเขาจะเห็นด้วยตา
และจะได้ยินด้วยหู
และจะได้เข้าใจด้วยจิตใจ
แล้วจะหันกลับมา
และเราจะได้รักษาเขาให้หาย

๑๖แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น และหูของท่านก็เป็นสุข
เพราะได้ยิน ๑๗เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบ
ธรรมเป็นอันมาก ได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้ แต่เขามิเคยเห็น
และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิน แต่เขาก็มิเคยได้ยิน

พระเยซูทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องหว่านพืช

๑๘ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น ๑๙เมื่อผู้ใดได้ยิน
คำบอกเล่าเรื่องอาณาจักรพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านใน
ใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง ๒๐และเมล็ดพืช
ซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ แล้วก็รับ
ทันทีด้วยความปรีดี ๒๑แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว และเมื่อเกิดการ
ยากลำบาก หรือการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้น เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด
๒๒และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะแล้วความ
กังวลตามธรรมดาโลกและความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสียจึง
ไม่เกิดผล ๒๓ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้นได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้น
และเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้างสามสิบเท่าบ้าง” (มัทธิว
บทที่ 13 ข้อ 1-23)

ในการอบรมสาวก พระเยซูทรงมีเวลาสอบการตีความหมายของสาวกด้วย ดัง
ที่มัทธิวบันทึกไว้อีกตอนหนึ่งว่า

คำยอมรับของเปโตร

๑๓ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียา ฟีลิปปี จึงตรัสถามพวกสาวกของ
พระองค์ว่า “คนทั้งหลายพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด” ๑๔เขาจึงทูลตอบว่า “เขา
ว่าเป็นยอห์น ผู้ให้บัพติศมา แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์ และคนอื่นว่าเป็นเยเรมีย์
หรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ” ๑๕พระองค์ตรัสถามเขาว่า “แล้วพวก
ท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร ๑๖ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า “พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์
พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” (มัทธิว บทที่ 16 ข้อ 13-16)

หมายเหตุ ยอห์นผู้ให้บัพติศมา เป็นคนละคนกับยอห์นอัครสาวกผู้นิพนธ์คัมภีร์
ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ คือพระวรสาร 1 เล่ม และจดหมาย 3 ฉบับ

อันที่จริงคัมภีร์ศาสนาของชาวคริสต์ล้วนๆคือ คัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เต็มไป
ด้วยการตีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตีความหมายคัมภีร์พันธสัญญาเดิม อัน
เป็นคัมภีร์ที่รับมาจากศาสนายิว หรือการตีความหมายองค์พระเยซูเอง ครั้น
คัมภีร์พันธสัญญาใหม่มีสภาพเป็นตัวบท(text) คือเป็นข้อความอันเป็นที่ยอมรับ
กันตายตัวแล้ว ก็มีการตีความหมายกันต่อไปอีก ผู้ตีความหมายก็คือผู้มีความ
สนใจทั้งเชิงลบหรือบวก รวมทั้งเชิงลบและบวกผสมกันดังได้กล่าวมาข้างต้น

สรุปความได้ในเบื้องต้นนี้ว่า ปัญหาปรัชญาศาสนาคริสต์เริ่มจากการ
ตีความหมายคัมภีร์ไบเบิลนั่นเอง

ย้อนดูการตีความคัมภีร์ไบเบิล

เรามามองย้อนไปดูกันสักหน่อยว่านักปรัชญาคริสต์รุ่นก่อนๆ ได้พยายาม
ตีความหมายคัมภีร์ไบเบิลมาอย่างไรตามลำดับ

ในสมัยปิตาจารย์ นักปรัชญาคริสต์ตีความหมายคัมภีร์เป็น 2 แนว คือ
1.สำนักอันทิโอกแห่งเอเชีย เลือกตีความหมายตามตัวอักษร เพราะเชื่อหลัก
ปรัชญาภาษาอุดมการณ์ของอริสโตเติ้ล ซึ่งมีตำรา Organon(ตำราตรรกวิทยา)
เป็นตำหรับ
2. สำนักแอลิกแซนเดรียแห่งแอฟริกา เลือกตีความหมายตามสัญลักษณ์ เพราะ
เชื่ออภิปรัชญาของปลาโต้ช่วงหลังสุดที่คิดได้ว่าภาษามนุษย์ไม่อาจสื่อ
ความหมายตรงได้ทั้งหมด

ในสมัยอัสสมาจารย์ เลือกตีความตามสำนวนภาษาโดยการนำของอไควนัส
เพราะเชื่อหลักปรัชญาประนีประนอมระหว่างภาษาอุดมการณ์กับภาษาสามัญ มี
Summa Theologica(สังเขปเทววิทยา) ของอไควนัสเป็นตำหรับ อไควนัส
ตีความหมายด้วยหลักภาษาสามัญของปลาโต้ แต่พิสูจน์ด้วยหลักภาษา
อุดมการณ์ของอริสโตเติ้ล

ในสมัยใหม่ เมื่อการปฏิรูปศาสนาทำให้คริสตชนแตกนิกาย คริสตจักรต่างๆมุ่ง
รักษาเอกภาพระหว่างสมาชิกของตนเป็นที่ตั้ง จึงใช้นโยบายยึดการตีความหมาย
ตามตัวอักษรเป็นหลักกันทั่วไป ครั้นขบวนการพุทธิปัญญาประกาศว่าศาสนา
เป็นเรื่องงมงาย และวิชาการทั้งหลายที่ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ร่วมมือกัน
ประณามศาสนาคริสต์ว่างมงายไร้เหตุผล(ตามมาตรการวิทยาศาสตร์) องค์การ
ศาสนาต่างก็แก้เผ็ดโดยการประณามวิทยาการต่างๆรวมทั้งปรัชญาที่ร่วมมือกับ
วิทยาการเหล่านั้น โดยเรียกรวมว่าลัทธินวยุคนิยม(modernism) และลักษณะ
ท่าทีดังกล่าวว่า นวยุคภาพ(modernity) ซึ่งฝ่ายที่ถูกประณามก็ยอมรับการขนาน
นามดังกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบาน และภูมิใจที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกหัวใหม่ ทางฝ่าย
ศาสนาก็ยิ่งไม่ไว้ใจวิทยาการยิ่งขึ้น เพราะกลัวจะมีอิทธิพลในสังคมแทนที่ศาสนา

ผลก็คือนักวิทยาการยิ่งมั่นใจในความงมงายของศาสนาคริสต์ยิ่งขึ้น และมีสมัคร
พรรคพวกกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ ส่วนนักปรัชญาคริสต์ก็ยิ่งไม่กล้าข้อง
แวะกับวิทยาการและแยกตัวจากวิยาการยิ่งขึ้น จะเขียนหนังสือก็เขียนสำหรับให้
พวกเดียวกันอ่าน และไม่กล้าอ่านหนังสือของนักวิทยาการ เหมือนกับว่า
แยกกันอยู่คนละโลก

ผลก็คือในยุโรปคริสตจักรต่างๆเสียสมาชิกที่เป็นปัญญาชนไปเรื่อยๆ จึงต้อง
ออกหาสมาชิกใหม่นอกยุโรป แม้จะชดเชยจำนวนกันได้บ้าง แต่ก็มักจะได้ผู้มี
การศึกษาน้อยเป็นส่วนมาก และพวกเหล่านี้เองเมื่อมีการศึกษาดีขึ้นก็มักจะ
กลายเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ แต่ส่วนมากจะชอบวางเฉยเสียมากกว่า เพราะถือว่าเรื่อง
ศาสนาเป็นเรื่องของพวกศรัทธา ปล่อยให้อยู่กันไปในมุมหนึ่งของโลก ส่วนผู้ไม่
ศรัทธาก็แยกมาอยู่อีกมุมหนึ่ง สร้างอาณาจักรแห่งความสนุกสนานบันเทิงใจกัน
ไม่ให้เสียชาติเกิด พวกนี้จะเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของลัทธิบริโภคนิยมใน
ปัจจุบัน พบว่านักบริโภคนิยมแท้ๆจำนวนมากเคยได้รับการศึกษาจากโรงเรียน
คาทอลิกหรือโรงเรียนคริสต์อื่นๆเป็นสำคัญ

ชาวโปรเตสแตนท์เริ่มเห็นปัญหานี้ก่อน เริ่มมีผู้เสี่ยงริเริ่มสนใจศึกษาวิทยาการ
และนำความรู้ใหม่ๆเข้ามาใช้ตีความหมายคัมภีร์ ถูกประณามว่าเพี้ยนก็ต้องทน
เอา ค่อยๆมีผู้เห็นด้วยทีละน้อยตามลำดับ มีโอกาสก็ชักชวนชาวคาทอลิกทำดู
บ้าง มีผู้เห็นด้วยเป็นจำนวนน้อย ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ ไม่พึงเอามือซุกหีบ
ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของพระเจ้า

อยู่มาวันหนึ่งพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 สำนึกขึ้นมาได้ว่า เราถอยไปไม่ได้อีก
แล้ว จึงได้ประกาศนโยบาย อัดจอร์นาเมนโต(ภาษาอิตาเลียน Aggiornamento
แปลว่าการปรับตัวสู่วันนี้) คือต้องปรับสู่กระแสของวันนี้ นักปรัชญาคริสต์ที่
ตระหนักและเข้าใจปัญหาโลกาภิวัตน์ ก็ร่วมใจกันตอบสนองด้วยนโยบายว่า
“ปรัชญาคริสต์ต้องปรับสู่ยุคโลกาภิวัตน์”

จะทำอย่างไร ก็ต้องวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ว่าศาสนาคริสต์คืออะไร กระแสโลกาภิ
วิตน์คืออะไร การปรับสู่(inculturation)หมายความว่าอย่างไร แล้วก็สังเคราะห์
เข้าด้วยกัน คงต้องกระทำสลับกันไปเรื่อยๆ เพื่อความเข้าใจและความซาบซึ้งที่
ลึกลงไปเรื่อยๆ

ย้อนดูท่าทีของนักปราชญ์คริสต์ต่อความก้าวหน้าทางวิทยาการ

ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของกรีกโบราณขึ้นใน
ยุโรป ซึ่งไม่ใช่เป็นการฟื้นคืนชีพแล้วก็พอ แต่มีการพัฒนาต่อด้วยตามความ
ต้องการของนักบริโภคนิยมขณะนั้น ลูกค้ารายใหญ่ก็คือองค์การศาสนาคริสต์
เอง และชาวคริสต์ผู้มีฐานะดีรวมทั้งวัดวาอารามด้วย พากันต้อนรับและ
ประยุกต์ใช้ในการสร้างถาวรวัตถุไว้มากมายตามคติสมัยฟื้นฟู โดยหวังว่าจะ
สร้างความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้กับศาสนาคริสต์ แต่ประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้ว่า
ต้องใช้ทรัพยากรมากมายเกินกำลังของสมาชิกจะแบกภาระได้ จึงเกิดการปฏิรูป
ศาสนาขึ้น ยังผลให้เกิดการแตกแยกทางนิกายเป็นเสี่ยงๆ

ทั้งฝ่ายปฏิรูป(โปรเตสแตนท์)และฝ่ายปฏิรูปซ้อน(คาทอลิก)ต่างก็พยายามรักษา
สถานภาพของตนโดยการต่อต้านวิทยาการต่างๆที่เกิดขึ้น แต่ไม่ต่อต้านศิลปะ
องค์การคริสต์ทุกนิกายพร้อมใจกันถอนตัวออกจากวิทยาการและประณามว่า
เป็นผลงานที่ชั่วร้าย ทั้งนี้เพราะว่าวิทยาการเป็นเครื่องมือของขบวนการพุทธิ
ปัญญาที่มุ่งทำลายศาสนาทุกรูปแบบ หนังสือจำลองแบบพระคริสต์(Imitation of
Christ) แต่งโดย โทมัส อเคมพิส(Thomas a Kempis 1379-1471) ซึ่งแต่งขึ้น
ในช่วงนั้นประณามวิทยาการฝ่ายโลกทุกชนิดรวมทั้งปรัชญาด้วย ว่าเป็นความ
ฟุ้งเฟ้อทำให้จิตใจใฝ่ต่ำ เป็นผลงานของปีศาจ กลายเป็นหนังสือขายดีอยู่นานใน
หมู่ชาวคริสต์ทุกนิกาย ซึ่งก็หมายความว่าตามทัศนคติของสมัยนั้น นักปราชญ์
คริสต์ในอุดมการณ์จะต้องทุ่มเทศึกษาแต่คำสอนของศาสนาที่ตีความหมาย
ตามตัวอักษรเท่านั้น โดยตัดความสนใจจากการใฝ่รู้อื่นๆทั้งหมด เหตุการณ์
เป็นไปเช่นนี้อยู่นานนับตั้งแต่การปฏิรูปของชาวโปรเตสแตนต์(คือตั้งแต่มาร์
ตินลูเธอร์ ปิดประกาศแยกตัวหน้าโบสถ์วิทเทนเบิร์กในปี ค.ศ.1517 ด้วย
ประเด็นคัดค้าน 95 ข้อ) และการปฏิรูปซ้อนของชาวคาทอลิก(คือตั้งแต่สังคายนา
แห่งเมืองเทรนท์ปี ค.ศ.1545-63 เป็นต้นมา) ในรูปการณ์เช่นนี้ การเข้าใจในตัว
บทคัมภีร์ย่อมยึดการตีความหมายตามตัวอักษรเป็นหลักโดยอัตโนมัติ ทางฝ่าย
คาทอลิกเหตุการณ์เริ่มแปรผันเมื่อพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ทรงออกสมณ
สาสน์ เอแตร์นี ปาตริส “พระบิดานิรันดร”(Aeterni Patris ค.ศ.1879) กำชับให้
รื้อฟื้นการศึกษาเทววิทยาเชิงปรัชญา กล่าวคือให้ศึกษาปรัชญาโดยอ้างเหตุผล
ตามหลักตรรกวิทยาด้วย ดังที่อไควนัสได้เขียนตำราไว้ ไม่ใช่อ้างคัมภีร์ที่เข้าใจ
ตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป จึงนับเป็นการรื้อฟื้นการตีความหมายคัมภีร์
ตามสำนวนภาษาตามแบบของอไควนัสโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม สมณสาสน์นี้
ไม่วายกำชับนักปรัชญาคริสต์มิให้ออกนอกลู่นอกทางที่อไควนัสได้วางไว้เป็น
อันขาด ซึ่งก็คือไม่ต้องสนใจวิทยาการที่กำลังพัฒนาอยู่นอกกลุ่มชาวคริสต์
นั่นเอง รวมทั้งปรัชญาใหม่ๆที่เกิดขึ้นคู่เคียงกันมาด้วย คาร์ดินัลแมร์ซีเอร์(Desire
Joseph Mercier 1851-1926) ตอบสนองโดยตั้งคณะปรัชญาและศูนย์รื้อฟื้นอไค
วนัสขึ้นที่มหาวิทยาลัยลูแวง อองรี เกรนีเอร์(Henri Grenier) เขียนตำราปรัชญา
ขึ้น 4 เล่มเป็นภาษาละติน(Cursus Philosophiae) ต่อมาแปลเป็นภาษาฝรั่งเศษ
และอังกฤษ เพื่ออบรมนักปราชญ์คาทอลิกให้รู้จักใช้เหตุผลและปรัชญาของอไค
วนัสโจมตีปรัชญาทุกรูปแบบที่รู้จักในขณะนั้น ใช้กันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาว
คาทอลิก แต่โมริส เดอ วุลฟ์(Maurice de Wulf 1867-1947) ซึ่งเป็นนักปรัชญา
คาทอลิกที่ภักดียิ่งคนหนึ่งก็อดเสนอให้คิดไม่ได้ว่า โลกทัศน์ในปรัชญาของอ
ไควนัส ควรจะต้องปรับเปลี่ยนได้แล้ว

ในที่สุดสันตะปาปาปีโอที่ 12(Pius XII) ก็ได้ออกสมณสาสน์ฮูมานี เยเนริส-แห่ง
มนุษยชาติ(Humani Generis 1950) อนุญาตให้ใช้วิทยาการใหม่ๆมาปรับปรัชญา
ของอไควนัสได้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิอัสสมาจารย์นิยมใหม่(Neo-
Scholasticism) จึงได้เกิดมีนักปรัชญาที่สำคัญเป็นที่รับรู้ระดับโลกอย่างเช่น จักส์
มารีแตง(Jacques Maritain 1882-1973) เอเตียน กิลซง(Etienne Gilson 1884-
1978) เตยารด์ เดอ ชาร์แดง(Teilhard de Chardin 1881-1955) กาเบรียล มาร์เซล
(Gabriel Marcel 1889-1973) และคอร์เนลีโอ ฟาโบร(Cornelio Fabro 1911-)
เป็นต้น

ทางฝ่ายโปรเตสแตนต์นั้น มีหลักการมาตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องคิด เชื่อ
และปฏิบัติ เหมือนกัน ใครมีความคิดเห็นใหม่ ถ้าหากหมู่คณะเดิมไม่ยอมรับ ก็มี
สิทธิ์แยกตัวตั้งกลุ่มใหม่ได้ โดยตั้งชื่อกลุ่มขึ้นใหม่เพื่อมิให้ละเมิดสิทธิการใช้ชื่อ
กลุ่มเดิม แต่ก็ยังคงถือว่าเป็นโปรเตสแตนต์อยู่ หากยังนับถือพระเยซูและไม่เข้า
กลุ่มคาทอลิกหรือออร์โทดอกซ์เดิม

ผู้ริเริ่มมองเห็นความสำคัญของการยอมรับวิทยาการใหม่ ที่นับว่าสำคัญได้แก่ เซอ
เรน คีร์เคอกอร์ด(Soren Kierkegaard 1813-1855)ชาวเดนมาร์ค ท่านได้เขียน
แสดงศรัทธาต่อพระเจ้าในหนังสืองานแห่งความรัก(The Works of Love) คาร์ล
บาร์ธ(Karl Barth 1886-1968)ชาวเยอรมัน ชไลเออร์มาเคอร์(Schleiermacher
1768-1834) ชาวเยอรมัน และผู้ต่องานอีกมากมายต่อมา

สังคายนาวาติกันที่ 2 วางหลักกว้างๆไว้ว่า ให้ชาวคริสต์หลังสังคายนาใช้วิธี
ตีความหมายตามรูปแบบวรรณกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่ก็เป็นการให้
นโยบายอย่างกว้างๆ เรียกว่าเป็นนโยบายให้เสรีภาพในการศึกษาค้นคว้าอย่าง
ชนิดแล่นเรือออกมหาสมุทรกันได้เลย ครั้นออกมหาสมุทรกันจริงๆก็ต้องคิดกัน
หนักว่าจะหันหัวเรือไปทางไหน เรือจึงจะไม่ล่มและผู้อยู่ในเรือคือสมาชิกที่มี
ศรัทธาในศาสนาคริสต์ทั้งหลาย จะได้พัฒนาคุณภาพชีวิตสมมาตร์ปรารถนาด้วย
ผู้นำทางวิชาการก็ต้องขบคิดค้นคว้ากันต่อมาอย่างสนุกและมันในอารมณ์
ปราชญ์ เพราะไม่ต้องซุ่มคิด ไม่ต้องคิดอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวอย่างในยุคก่อนๆ แต่
ทว่ามีคนเชียร์ให้คิด มีเพื่อนร่วมคิดกันเป็นทีม แลกเปลี่ยนความคิดและแสวงหา
ร่วมกันได้ ทีมงานคิดจึงค่อยๆเกิดขึ้น ทีมนักวิชาการสาขาต่างๆ ทีมนักวิชาการ
นานานิกาย ทีมนักวิชาการนานาศาสนา ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก ความคิดก็ยิ่งแตกฉาน
คิดผิดบ้าง พูดขวางหูบ้าง ไม่ว่ากัน เพราะต่างคนต่างต้องการเรียนรู้จากกันและ
กัน นับเป็นบรรยากาศใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

แล้วได้อะไรใหม่ๆขึ้นมาบ้างเล่าความเข้าใจที่รู้ได้ขณะนี้ก็ถือว่าเป็นของขณะนี้
จริงๆ พรุ่งนี้อาจจะมีอะไรเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องของพรุ่งนี้
วันนี้ก็ให้พอใจกันเท่าที่เข้าใจในวันนี้ ว่ากันเป็นวันๆไป แล้วก็ให้พอใจเป็นวันๆไป

จากการที่คริสตจักร เปิดทางให้ตีความหมายตามรูปแบบวรรณกรรมได้นั่นเอง
ทำให้ส่วนหนึ่งของการศึกษาไบเบิลจะต้องศึกษาตามหลักภาษา หลักวรรณคดี
หลักภาษาศาสตร์ และหลักนัยวิเคราะห์ นักคิดและนักค้นคว้า ทั้งที่เป็นคริสต์
และไม่ใช่คริสต์จำนวนมากถือโอกาสเปิดแนวศึกษาตามช่องทางที่เปิดให้ทันที
บางคนก็หลวมตัวถึงขั้นลืมเป้าหมายที่แท้จริงของคัมภีร์ศาสนาโดยทั่วไปว่า
ได้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป้าหมายเฉพาะของศาสนาคริสต์ก็คือ การ
พัฒนาคุณภาพชีวิตตามแบบอย่างพระเยซู คือ

รักแท้
แม้จะต้องถูกตรึง
ถึงบนไม้กางเขน

จะหลวมตัวอย่างที่ว่านั้นหรือไม่ก็ตาม การตีความหมายไบเบิลก็เปลี่ยนโฉมไป
จากเดิม มีผู้สนใจตีความคัมภีร์ไบเบิลด้วยวิธีการทุกอย่างที่ความรู้ปัจจุบัน
เอื้ออำนวยให้ อย่างน้อยก็ตีความหมายไว้ก่อน จะเข้าท่าหรือไม่เข้าท่าค่อย
ประเมินค่าและคัดเลือกเอาทีหลัง กล้าอย่างนี้ทำให้วิชาการก้าวหน้าเร็ว ก้าวหน้า
ทั้งความเข้าใจคัมภีร์ไบเบิล ก้าวหน้าทั้งวิธีการที่ใช้ตีความหมายคัมภีร์ไบเบิล
ตลอดจนวิชาการที่เกี่ยวข้องต่างๆด้วย รวมทั้งผู้ที่ร่วมวงไพบูลย์สนใจ ก็ได้
ความรู้ ความคิด และปัญญาแตกฉานไปตามๆกันโดยทั่วหน้า

เรื่องจึงมีมากมาย เสนอกันไม่จบง่ายๆ ประเด็นที่น่าสนใจและท้าทายนักปรัชญา
ปัจจุบันมากที่สุดได้แก่ ลักษณะวิชาการของคัมภีร์ไบเบิลอันนำไปสู่ปรัชญา
ศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ปรัชญาในคัมภีร์ไบเบิลสืบต่อมาถึงปรัชญาของชาวคริสต์ที่
ตีความคัมภีร์ไบเบิลและปรัชญาของผู้คัดค้านคัมภีร์ไบเบิล

สมณสาสน์ “ศรัทธากับเหตุผล”(Fides et Ratio—Faith and Reason) ของพระ
สันตะปาปายอห์นปอลที่2 เมื่อเดือนกันยายน 1998 นับเป็นก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่ง
ของคริสตจักรคาทอลิกโดยแถลงนโยบายว่า ปรัชญาเป็นกระแสเรียกที่สำคัญใน
คริสตจักรคาทอลิก ซึ่งเท่ากับบอกว่าชาวคาทอลิกที่มีความรู้ความสามารถ มี
หน้าที่จะต้องศึกษาค้นคว้าปรัชญาทุกรูปแบบและร่วมมือกับนักปรัชญาทุก
รูปแบบ เพื่อหาคำอธิบายคำสอนของคริสตจักรให้กระจ่างแจ้งกว้างขวาง
ยิ่งๆขึ้น.


****************
บรรณานุกรม
Encyclical: Fides et Ratio. Vatican City, 1998.
คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่
กีรติ บุญเจือ. ปรัชญาประสาชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์, 2543.
กีรติ บุญเจือ. “เสียงจากสันตะสำนัก” (แปล Fides et Ratio พร้อมอรรถาธิบายเป็นตอนๆ), อุดมสารรายสัปดาห์, การพิมพ์คาทอลิก.

****************

ขอขอบคุณที่มา   http://my.opera.com/phandungz/blog/show.dml/1937847
Comments