การตัดไม้ทำลายป่า

 
 
 
ภาพจาก : http://www.raorakpar.org/
 วิเคราะห์ข่าวการตัดไม้ทำลายป่า
 
                     ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในเมืองไทยเกิดขึ้นมากมาย   ทั้งการลักลอบตัดไม้เพื่อนำไปขาย  บุกรุกพื้นที่เพื่อทำธุรกิจ  ใช้พื้นที่เพื่อการเกษตร  เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน  และมีแนวโน้มที่พื้นที่ป่าจะลดลงไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย เช่น  น้ำท่วมฉับพลัน   โคลนถล่ม  น้ำป่าไหลหลาก  อากาศเสีย   หรือกระทั่งภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันนี้   เพราะว่าป่าไม้เป็นแหล่งกำเนิดปัจจัยสี่ คือ ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  และอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์   อีกทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร   ประโยชน์อีกมากมาย  ป่าไม้มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  การทำลายป่าถือว่าเป็นการทำลายส่วนรวมเพราะสิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ  ใช้สอยประโยชน์ต่างๆร่วมกัน  ดังนั้น  ผู้ใดทำลายป่า  ผู้นั้นกำลังทำลายชาติ
 
 
 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักๆ ที่นำไปสู่การหดหายไปของพื้นที่ป่าธรรมชาตินั้น ได้แก่
      1.การให้สัมปทานป่าไม้โดยขาดการควบคุม
      2.การเพิ่มประชากร ทำให้ครอบครัวเกษตรกรที่ถือที่ดินทำกินขนาดเล็ก ไม่สามารถแบ่งที่ดินทำกินให้แก่สมาชิกในครัวเรือนได้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น 
      3.การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน  
      4.การประกาศเขตอนุรักษ์ป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์หลายแห่งทับซ้อนที่ทำกินประชาชน  
      5.การแพร่หลายของเทคโนโลยีเลื่อยไฟฟ้าและรถไถ ทำให้เกิดอัตรา เร่งในการทำลายพื้นที่ป่า   
     6.การเกษตรเชิงพาณิชย์  
     7.การเก็งกำไรที่ดิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา
     8.ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอันเกิดจากนายทุนธุรกิจหรือนายทุนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ
    9. การตัดถนนเข้าพื้นที่ป่าหรือสร้างชุมชนรอบ ๆ พื้นที่ป่า
                       
 
 
ภาพผลกระทบจากการทำลายป่า
 

 

ภาพเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ 

พายุพัดเข้าถล่มประเทศพม่า เมื่อเย็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ความเร็วลมประมาณ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หายนะครั้งนี้ทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล  ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัย   คาดว่ามีผู้เสียชีวิตนับแสนคน

 

 

 

 
 ขอบคุณภาพจาก : โฟโต้ออนทัวร์
 

          สำหรับ วาระการประชุมที่สำคัญมีการรายงายสถิติคดีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการ ป่าไม้ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ปี 2553

 

        ในปี 2550 มีการดำเนินการจับกุม 26 คดี ผู้ต้องหา 14 คน พื้นที่ป่าบกถูกบุกรุก 174-2-97 ไร่ พื้นที่ปาชายเลนถูกบุกรุก 4-1-00 ไร่ ส่วนในปี 2551 มีการดำเนินการจับกุม 44 คดี ผู้ต้องหา 32 คน พื้นที่ป่าบกถูกบุกรุก 144-3-47 ไร่ พื้นที่ป่าชายเลนถูกบุกรุก 80-1-59 ไร่ ของกลางที่ตรวจยึดได้มีไม้แปรรูปหวงห้าม 317 แผ่น นอกจากนั้นเป็นของกลางอื่นๆ อีกหลายรายการ ที่ใช้ในการก่อคดี อาทิ เลื่อย พร้า เสียม จอบ รถบรรทุก 6 ล้อ รถบดถนน ฯลฯ

    ขณะที่ในปี 2552 ดำเนินการจับกุม 62 คดี ผู้ต้องหา 68 คน มีพื้นที่ป่าถูกบุกรุก 213-2-52 ไร่ พื้นที่ชายเลนถูกบุกรุก 25-61 ไร่ และในส่วนของการดำเนินการจับกุมคดีเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในรอบ 4 เดือน ของปี 2553 คือตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม 2553 ดำเนินการจับกุม 22 คดี ผู้ต้องหา 38 คน พื้นที่ป่าบกถูกบุกรุก 130-15-326.5 ไร่ พื้นที่ป่าชายเลนถูกบุกรุก 2-3-81.5 ไร่ และมีการตรวจยึดของกลางอื่นๆ อีกหลายรายการ

    อย่างไรก็ตามจากสถิติคดีการกระทำผิดกฎหมายว่า ด้วยการป่าไม้ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันนั้นพบว่า มีจำนวนคดีการกระทำผิดเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกเพิ่มขึ้น และผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก็มีเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในส่วนนี้ ประธานที่ประชุมแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปว่าอย่าคิดแต่ดำเนินการจับกุม เพียงอย่างเดียว ให้มีการกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ด้วย นอกจากนี้การรายงานสถิติการจับกุมแต่ละครั้งที่ไม่เคยพบผู้กระทำผิดนั้นอยาก ให้มีการรายงานว่าพบผู้กระทำผิดบ้างเพื่อก่อให้เกิดผลคดีที่มีความก้าวหน้า ขึ้น

    ส่วนวาระ เพื่อพิจารณา เป็นการพูดคุยเรื่องสวนป่าบางขนุน ในประเด็นการสำรวจถือครองพื้นที่สวนป่าบางขนุน(ทป.4) ซึ่งป่าสงวนแห่งชาติป่าบางขนุน มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 5,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลเทพกระษัตรี และตำบลสาคู อำเภอถลาง จ.ภูเก็ต มีราษฏรยื่นแบบคำร้องการการสำรวจถือครองพื้นที่ป่าสวนป่าบางขนุน หมายเลข 4 หรือ ทป.4 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2541 เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่า แล้วก็ต้องการให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกิน จำนวน 265 ราย รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,698 ไร่เศษ และมีราษฏรตกค้างการสำรวจการสำรวจถือครองพื้นที่สวนป่าบางขนุนจำนวน 124 ราย ทำให้มีปัญหาในการเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเรื่อยมา

    นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาประเด็นการขอใช้ พื้นที่สวนป่าบางขนุน โดยภาคส่วนราชการ และเอกชนด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีภาคส่วนราชการ เอกชนขอใช้พื้นที่สวนป่าบางขนุนจำนวน 5 ราย เนื้อที่ 211-1-25 ไร่ และในปัจจุบันมีส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสงค์ขอใช้พื้นที่ จำนวน 5 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารก่อนนำเสนอกรมป่าไม้

    ขณะที่นโยบายการบริหารจัดการสวนป่าบางขนุน อย่างเป็นรูปธรรม นั้น นายธีระยุทธ แนะทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง มีส่วนดูแลพื้นที่อย่างชัดเจน โดยให้ถือนโยบายสร้างความเข้าใจกับประชาชน ให้สภาพพื้นที่ป่าอยู่ในสภาพปกติไม่มีการตัดโค่น ไม่มีการเข้าไปบุกรุกทำลาย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลขอให้ตั้งใจมาช่วยกันดูทั้งหน่วยงาน พื้นที่ อส. และรวมถึงภาคประชาชนด้วย

    อีกวาระที่ได้มีการนำมาหารือในที่ประชุมคือ เรื่องการบริหารจัดการบริเวณป่าเลนคลองมุดง ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเดิมมีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ แต่เนื่องจากไม่มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเกิดขึ้น ซึ่งจากสถานการณ์การถูกบุกรุกทำให้ปัจจุบันมีเนื้อที่ป่าเลนคลองมุดงเหลือ ประมาณ 600 กว่าไร่ มีประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ประมาณ 100 ครัวเรือน

ที่มา :  http://www.phuketall.com/news/Phuketnews-2010-02-16_01.php

 

           นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน นายอำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า อ.อมก๋อย มีสถิติการบุกรุกทำลายป่าปีละประมาณ 25,000 ไร่ หรือประมาณ 250,000 ไร่ ในระยะเวลา 10 ปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นการบุกรุกโดยประชาชนเพื่อทำพื้นที่เกษตร ปลูกกะหล่ำปี พริก ข้าวโพด เป็นบริเวณกว้าง ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อ.อมก๋อย มีประชากรไม่เกิน 30,000 คน แต่ปัจุบันพบว่า อัตราการเกิดใหม่ของประชากรเพิ่มสูงมากมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 60,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เฉพาะส่วนที่ตรวจสอบได้และมาคลอดถูกต้องกับโรงพยาบาลรัฐ และคาดว่าจำนวนประชากรที่ตรวจสอบไม่ได้อีกเกินกว่าร้อยละ 10
สถิติทั้ง 2 อย่างนี้สอดคล้องกันในเรื่องของความน่าวิตกว่า หากยังคงเป็นเช่นนี้โดยไม่มีการดำเนินการใดๆภายใน 10 ปีข้างหน้า พื้นที่ป่าอมก๋อยจะหมดไปในที่สุด

ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9520000140839  

  

Comments