กรณีคณะกรรมการ
ตรวจสอบสัญญาไทยคมของไอซีที
 

จากกรณีที่ผู้แทนคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาดาวเทียมไทยคมของกระทรวงไอซีทีได้ออกมาประกาศความผิดของบริษัทชินแซท ขนาดเป็นเหตุให้ยึดสัมปทานหรือตัวดาวเทียมได้เหมือนกรณี ITV ทั้งที่ท่านรัฐมนตรีได้เคยเปิดประเด็น และกระทรวงไอซีทีเคยดำเนินการมาแล้วรอบหนึ่งเมื่อสองเดือนก่อน มีการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาศึกษา และสรุปว่าทุกฝ่ายดำเนินการถูกต้อง อย่างมากคืออาจมีการส่งตีความข้อสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งหากจะเอาเรื่องว่ามีการผิดข้อสัญญา ยังไงก็ต้องไปฟ้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินอีกหลายปี ท่านรัฐมนตรีก็ออกมาชี้แจงไปแล้ว แต่วันนี้มีการเอาประเด็นเดิมมาดำเนินการว่า

1.      กรณีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติในชินแซท โดยเฉพาะกรณีกุหลาบแก้ว

2.      กรณีชินคอร์ปลดสัดส่วนการถือหุ้นในชินแซทจาก 51% เป็น 41 % โดยไม่ผ่าน ครม

3.      กรณีการยิงไทยคม-4 (ไอพีสตาร์) ไม่ถูกต้องตามสัญญาที่กำหนดให้ต้องมีดวงหลัก และดวงสำรอง และต้องผ่าน ครม. 

ก่อนอื่น ประเด็นการไม่เข้า ครม. (ตาม พรบ.การร่วมงานกับเอกชน ปี 2535 จนกลายเป็นคดีของ ITV) การนำเรื่องเข้า ครม. เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐ คือ กระทรวงไอซีที หากมีการไม่นำเรื่องเข้า ครม. ควรถือว่าเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่การผิดสัญญา หรือผิดกฎหมายของบริษัทเอกชน

กระทรวงไอซีที ได้จัดตั้งคณะกรรมการติดตามกำกับดูแล ให้มีหน้าที่และอำนาจตาม พรบ. ปี 2535 สำหรับโครงการดาวเทียมไทยคม โดยในขั้นการติดตามกำกับดูแล ไม่มีความจำเป็นต้องนำเรื่องใดๆเข้า ครม. (กรณี ITV มีปัญหาเพราะ พรบ. ปี 2535 ระบุให้ต้องนำเข้า ครม. เห็นชอบในขั้นการประมูลและเซ็นต์สัญญาครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2538 แต่หน่วยงานรัฐไม่ได้นำเข้า ซึ่งได้ส่งผลลามไปถึงกรณีบทปรับบทลงโทษของสัญญาเป็นค่าปรับนับแสนล้านบาท จนนำไปสู่การยกเลิกสัมปทาน แต่สัญญาสัมปทานอื่นๆอาจไม่มีบทปรับบทลงโทษของสัญญาแบบกรณี ITV)

 

ในประเด็นแรก กรณีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติในชินแซท ไม่ว่าการตีความบริษัทกุหลาบแก้วและชินคอร์ปจะเป็นไทยหรือต่างชาติเพียงใด ชินคอร์ปก็ถือหุ้นในชินแซทเพียง 41% ไม่ได้ทำให้ชินแซทมีสถานะเป็นต่างชาติได้ และไม่เกี่ยวกับการมายึดสัมปทานหรือตัวดาวเทียมได้ เพราะเป็นเพียงปัญหาของผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ของบริษัทเอง (ขณะที่กรณี ITV เป็นปัญหาของบริษัท ITV ไม่ใช่ของผู้ถือหุ้นรายใด)

 

ประเด็นที่สอง กรณีสัดส่วนการถือหุ้นของชินคอร์ปในชินแซทลดลง เกิดจากความจำเป็นทางธุรกิจ เนื่องจากเดิมในช่วงต้นของการพัฒนาโครงการไอพีสตาร์ ชินแซทมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจหลายรายเพื่อขยายการให้บริการ ที่อาจทำให้สัดส่วนหุ้นที่ชินคอร์ปถือลดลงได้ ในปลายปี 46 ชินแซทจึงได้ยื่นเรื่องขออนุมัติต่อกระทรวงไอซีทีและคณะกรรมการฯ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติให้ดำเนินการได้ รวมทั้งยังได้แจ้งไปยัง ครม. ผ่านเลขาธิการ ครม สมัยนั้น ซึ่งได้แจ้งตอบว่า (ตาม พรบ ปี 35) ไม่จำเป็นต้องแจ้ง ครม. อีก กระทรวงก็ได้หารือและได้รับการยืนยันจากสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบและยืนยันว่าดำเนินการถูกต้องแล้ว จนได้รับอนุมัติในปลายปี 47 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ

ต่อมา ช่วงก่อนยิงดาวเทียมไทยคม-4 (ไอพีสตาร์) ในเดือนสิงหาคม 2548 นั้น ชินแซทมีค่าใช้จ่ายค่าประกันภัยที่จะยิงดาวเทียมเพิ่มและค่าการตลาดอื่นๆ ชินแซทจึงจำเป็นต้องเพิ่มทุนในเดือนมิถุนายนปี 2548 อีกราว 3,000 ล้านบาท จนทำให้สัดส่วนที่ชินคอร์ปถือหุ้นในชินแซทลดลงเป็น 41%

 

ประเด็นที่สาม สัญญาสัมปทานระบุชัดเจนให้ชินแซทสามารถยิงดวงถัดไปทั้งดวงหลักและดวงสำรองได้ โดยคุณสมบัติตัวดาวเทียมต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงไอซีทีและคณะกรรมการฯ ซึ่งไทยคม-4 (ไอพีสตาร์) ก็ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้องดังกล่าว (ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม.)

การที่คุณสมบัติไทยคม-4 แตกต่างจากไทยคม-3 (หรือไทยคม-5 ในปัจจุบัน) เพราะสัญญาได้ให้แนวทางดวงหลักและดวงสำรองว่า

หนึ่ง ดวงสำรองจะต้องไม่ด้อยกว่าดวงหลัก ความจริงคือ ไทยคม-4 ใหญ่กว่าไทยคม-3 มาก

สอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ความจริงคือ การที่มีไทยคม 1,2,3(5) ที่คล้ายกัน มีช่องสัญญาณจำนวนมาก นับได้ว่าเป็นการสำรองกันและกันได้มากอยู่แล้ว

สาม ชินแซทเสนอแผนเพิ่มเติมการสำรองโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติอื่นๆ (ซึ่งต่อมาเมื่อมีปัญหาไทยคม 3 ชินแซทก็ไปเช่าดาวเทียมอินเทล แซทมาใช้เสริมตามการเตรียมการดังกล่าว)

ทั้งนี้ คุณสมบัติดวงหลักและดวงสำรอง ยังขึ้นอยู่กับความสามารถและความเหมาะสมในการลงทุน และข้อจำกัดทางเทคนิคของวงโคจร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดูตามสถานการณ์

 

จะเห็นได้ว่าบริษัทดำเนินการตามสัญญาและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงไอซีทีและคณะกรรมการฯถูกต้องทุกขั้นตอน หากจะมีปัญหาก็คงเป็นของฝ่ายรัฐ ทางผู้พูดควรจะศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อน เพราะการพูดผิดข้อเท็จจริงในทางที่ทำให้เอกชนและนักลงทุนในตลาดหุ้นเสียหาย อาจถูกฟ้องร้องเอาได้

ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc1.doc