การนำทาง

    กิจกรรมล่าสุดของไซต์

    เทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและบริการ

                เทคโนโลยีเพื่อการผลิต หมายถึง การนำความรู้  วิทยาการ และประสบการณ์ต่างๆ  มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งการคิดค้นหาวิธีการนำทรัพยากรมาใช้ในด้านใหม่ๆ เพื่อให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                ประเทศไทยเรามีวัตถุดิบในการผลิตจำนวนมาก  เนื่องจากประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ป่าไม้ และแร่ธาตุ หากเราใช้ทรัพยากรไม่ระมัดระวัง ทรัพยากรอาจหมดสิ้นหรือเสื่อมค่าได้  ผู้ผลิตจึงจำเป็นที่จะใช้เทคโนโลยีให้ได้ประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการผลิตสินค้าแต่ละชนิดมีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้มีคุณภาพและตรงตามต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด

     

    สาเหตุที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตและบริการ

                สาเหตุที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิต มีดังนี้

                1. เพิ่มผลผลิตให้มีมากขึ้น ลดความสิ้นเปลืองจากการสูญเสีย วัตถุดิบในกระบวนการผลิตลง

                2. เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพราะการผลิตสินค้าจำนวนมากจะทำให้ลดต้นทุนการผลิต ผู้ผลิตได้กำไรมากขึ้น และอาจทำให้สินค้ามีราคาถูกลง

                3.  เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน  เป็นการเพิ่มคุณค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มีแบบให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพขึ้น

                4. เพื่อลดแรงงานหรือกำลังคนทำงานได้น้อยลง

    การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและบริการ

                การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและบริการได้แก่

                1. การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยช่วยในการผลิตสินค้า  ทำให้ผลิตสินค้าและบริการจำนวนมากขึ้น ในเวลารวดเร็ว มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และลดต้นทุนการผลิต เพราะเทคโนโลยีช่วยลดแรงงานหรือกำลังคนและลดเวลาการผลิต แต่ได้ปริมาณสินค้าและบริการมาก

                2. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการออกแบบสินค้า ช่วยให้มีการคิดค้นหรือประดิษฐ์รูปแบบของสินค้า ทำให้ได้สินค้าและบริการที่มีรูปแบบใหม่ๆ หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อได้ตามความต้องการและพึงพอใจมากที่สุด

                3. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการโฆษณาสินค้าและการให้บริการ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการขายสินค้าและสั่งซื้อสินค้าต่างๆ โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคสามารถศึกษารายละเอียดของสินค้าได้มากขึ้นหรือสามารถสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว

                4. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ รวดเร็ว เช่น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงานเพื่อจัดเก็บเอกสารหรือค้นหาข้อมูล เป็นต้น

                5. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการขนส่ง เพื่อให้กระบวนการขนส่งวัตถุดิบในการผลิตรวดเร็วขึ้น หรือขนส่งสินค้าและบริการไปถึงผู้บริโภคได้สะดวกรวดเร็วขึ้น



     

    ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเพิ่มผลผลิต

                ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเพิ่มผลผลิต มีดังนี้

                1. การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าและบริการช่วยให้สินค้าและบริการมีคุณภาพได้มาตรฐานตามแบบสากล  กล่าวคือ มีการกำหนดระดับคุณภาพ  จัดทำมาตรฐาน  ควบคุมกระบวนการผลิต ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพ  การควบคุมคุณภาพ และการประกันคุณภาพการใช้งานของสินค้า

                2. การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าและบริการช่วยให้เกิดความปลอดภัยในกระบวนการทำงาน  ทำให้พนักงานได้ผลงานที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง

                3. การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าและบริการช่วยให้หน่วยธุรกิจหรือรัฐบาลมีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากการประกอบการ ทำให้ภาคการผลิตเกิดความมั่นคง ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค  กล่าวคือ  ถ้าหน่วยธุรกิจมีผลกำไรเพิ่มขึ้น เกิดความมั่นคง ส่งผลให้พนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดความมั่นคงในการทำงาน  อัตราการว่างงานลดลง รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น

     

          

     

    ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตและบริการ

                ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี มีดังนี้

                1. เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  กล่าวคือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกำลังการผลิตเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เกิดกากหรือของเสียจากการผลิต พร้อม ๆ กับการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ  ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกในเขตต่างๆ  การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงออกมาเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดปัญหาภาวะเรือนกระจก กระทบต่อระบบนิเวศของมนุษย์  หรือปัญหาการกำจัดกากสารนิวเคลียร์   ปัญหาการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้ง หรือมลพิษทางอากาศของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งละลายปนมากับฝน กลายเป็นฝนกรด ส่งผลเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์

              2. เกิดผลกระทบต่อดุลการค้า กล่าวคือ ในยุคของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตลาด ผู้ผลิตแต่ละรายต่างเร่งเพิ่มผลผลิตโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้  ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพา เทคโนโลยี หรือ เครื่องจักรกล เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขาดดุลการค้า

                3. เกิดผลกระทบต่อการบริโภคนิยม กล่าวคือ  การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ในด้านสินค้าและบริการมีคุณภาพสูง ราคาถูก  มีสินค้าให้เลือกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน  จะเกิดผลกระทบต่อการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของผู้บริโภค ที่ใช้สอยเกินพอดี เพื่อให้ทันต่อรุ่นหรือแบบที่เปลี่ยนแปลงไป  เกิดความไม่รู้จักพอของผู้บริโภค มีการบริโภคนิยมมากขึ้น   

                

                    ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ
    ปัจจัยการผลิต 
    หรือ ทรัพยากรในการผลิต หรือ ทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ 
    ปัจจัยการผลิตมี ๔ ประเภท ดังนี้
    ๑. ที่ดิน ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง พื้นดินและหมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ติดอยู่กับพื้นดินบริเวณนั้น เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ แร่ธาตุ
    ๒. แรงงาน หมายถึง กำลังกายและกำลังความคิดสติปัญญาของคนที่นำมาใช้ในการผลิต
    ๓. ทุน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญประการหนึ่ง หมายถึง เงินทุนที่นำไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น โรงงาน โกดังเก็บสินค้า

    ๔. การประกอบการ หมายถึง การบริหารจัดการเพื่อนำที่ดิน แรงงาน และทุน มาผ่านกระบวนการผลิต ทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการต่าง ๆ ขึ้นมา

    ในการที่ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าหรือบริการประเภทใด ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตและการบริการ ได้แก่ ความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งผู้ผลิตจะต้องตอบปัญหาเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ว่า
    ๑. จะนำทรัยพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด มาผลิตเป็นสินค้าและบริการอะไร
    ๒. จะผลิตสินค้าและบริการนั้นอย่างไร
    ๓. จะจัดสรรหรือขายสินค้าและบริการให้แก่ใคร

    ในการทำงานทั้งการผลิตและการให้บริการ ผู้ผลิตจะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
    คุณภาพของสินค้าและบริการ  -สินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นต้องมีคุณภาพดี ไม่มีตำหนิ
    ราคาที่เหมาะสม  -ควรจำหน่ายสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า ไม่ขายแพงจนเกินไป
    คุณธรรม  -ผู้ผลิตและผู้ให้บริการควรมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนและต่อผู้บริโภค ไม่นำสินค้ามีตำหนิหรือเน่าเสียมาขาย  
    ความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค  -ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ รู้จักผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการเพื่อสนองตอบความพึงพอใจ
    เทคโนโลยีการผลิต  -รู้จักนำวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงสามารถผลิตสินค้า และบริการได้ปริมาณสูงและมีคุณภาพดี
    ต้นทุนการผลิต  -ใช้ทรัพยากรการผลิตสิ้นเปลืองน้อยที่สุดหรือค่าใช้จ่ายต่ำสุด
    อื่น ๆ

    ในปัจจุบันเราจะเห็นสินค้าและบริการมีรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณสูง มีคุณภาพดี มีรูปแบบต่าง ๆ ลดแรงงานคน เพิ่มผลผลิตได้เร็วขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีกำไรมากขึ้น
    การใช้เทคโนโลยีในการผลิต เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการผลิตการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน การนำวิทยาการใหม่ ๆ มาช่วยในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น
    การใช้เทคโนโลยีในการบริหาร เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า การใช้โทรศัพท์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น
    การแข่งขันในการผลิต หมายถึง การทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำลง สามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก เพื่อแข่งขันซึ่งกันและกัน 
    การใช้เทคโนโลยีเพื่อการแข่งขันของผู้ผลิต มีดังนี้
    ๑. การใช้เทคโนโลยีช่วยผลิตสินค้าและบริการที่มีรูปแบบใหม่ และให้ประโยชน์ กับผู้บริโภคมากขึ้น
    ๒. การใช้เครื่องมือและเครื่องจักรที่ทันสมัย ช่วยในการผลิตสินค้าและการบริการเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
    ๓. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการโฆษณาสินค้าและบริการ การส่งเสริมการขายและการตลาด
    ๔. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการขนส่ง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการอย่างสะดวกและรวดเร็ว



     

         การแข่งขันในการผลิตและการบริการ

            ความหมายและความสำคัญของคุณภาพ
            ความหมายของคุณภาพ
    ถูกกำหนดขึ้นตามการใช้งานหรือตามความคาดหวังของผู้กำหนด เช่น มีความเหมาะสมกับการใช้งาน มีความทนทาน ให้ผลตอบแทนสูงสุด บริการดีและประทับใจ หรือเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งใจไว้ เป็นต้น

    คุณภาพแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้
    1. คุณภาพตามหน้าที่ หมายถึง ประสิทธิภาพการทำงาน ความเหมาะสมในการใช้งาน ความทนทาน เช่น พัดลมเครื่องนี้มีมอเตอร์ที่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง
    2. คุณภาพตามลักษณะภายนอก หมายถึง รูปร่างสวยงาม สีสันสดใส เรียบร้อย เหมาะกับการใช้งาน โครงสร้างแข็งแรง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเน้นคุณภาพภายนอก โดยเน่นที่สีสันสดใส หรือรูปลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อดึงดุดความสดใสของผู้ซื้อ
    3. คุณภาพในการบริการ หมายถึง การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการหรือมาซื้อสินค้า 
    คุณภาพหมายถึง คุณสมบัติและลักษณะโดยรวมของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจได้ตรงตามต้องการที่ได้ระบุหรือแสดงเป็นนัยไว้
    ในอดีตคุณภาพมักจะถูกกำหนดขึ้นจากความต้องการของผู้ผลิต แต่ปัจจุบัน สภาพการแข่งขันในตลาด มีมาก หากคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้ให้บริการ การผลิตสินค้าและบริการก็อาจจะต้องล้มเลิกกิจการไป ดังที่ได้เกินขึ้นมาในปัจจุบัน
    สินค้าบางประเภทแข่งขันกันที่คุณภาพ บางประเภทแข่งขันกันที่ราคา แต่บางประเภทแข่วขันกันที่ความแปลกใหม่ ดังนั้น การผลิตหรือให้บริการใดๆ จะต้องมีการศึกษาสภาพตลาดอย่างรอบคอบ เพื่อกำหนดคุณภาพ
    ขั้นตอนการกำหนดคุณภาพ
    การกำหนดคุณภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการกำหนดคุณภาพไม่ได้กำหนดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคน หรือสถาบันเท่านั้น แต่การกำหนดคุณภาพต้องคำนึงถึงคนหลายกลุ่มหลายสถาบัน
    การกำหนดคุณภาพสินค้นและบริการ มีขั้นตอนดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
    1. การศคกษาความต้องการของผู้ใช้สินค้าและบริการ อย่างกว้างขวาง และครอบคลุมผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลาย
    2. การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือพัณนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการที่ศึกษามาอย่างจริงจัง
    3. จัดระบบการผลิตและควบคุมระบบการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
    การศึกษาความต้องการคุณภาพสินค้าและบริการ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องแรกของการวางแผนดำเนินธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือกิจการใดๆ วิธีการศึกษาขึ้นอยู่กับเป้าหมายคือ ลูกค้า ลูกค้าของเรา คือ กลุ่มใด เช่น วัยใด เพศใด ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น
    ตลาด หรือคู่แข่งทางการค้าก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะหากคุณภาพของสินค้นหรือบริการขอวเราต่ำกว่าคู่แข่ง โอกาสความสำเร็จของเราก็ย่อมมีน้อยลง
    การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการมักจะละเลยเพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้นเดินหรือคิดว่าเป็นเรื่องยาก ต้องใช้นักวิชาการชั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญทำมห้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ยังต้องปรับระบบการผลิตด้วย ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่ายุ่งยสก แต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นเรื่องจำเป็นเพราะถ้าหากเราไม่พัฒนา การพั ฒนาผลิตภัณฑ์และบริการไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่อย่างใด เพียงแต่เรานำผลการศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ ผู้ใช้ มาเป็นหลักการ แล้วหาแนวทางตอบสนองความต้องการ ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานใหม่ ก็จะเกิดขึ้น เช่นการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศให้สามารถกรอกฝุ่นละอองได้ ต่อมาก็พัฒนาสู่การเป็นเครื่องปรับอากาศทีมีการฟอกอากาศด้วยประจุไฟฟ้าเป็นต้น
    ระบบการผลิตและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ องค์ประกอบที่ต้องวางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันดังนี้
    1. วัตถุดิบที่ใช้ผลิต หรือใช้บริการ ควรมีคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำ
    2. กระบวนการผลิตมีความพร้อมทั้งด้านบุคลกร เครื่องมือเครื่องใช้หรือเครื่องจักร และโดรงสร้างพื้นฐาน
    3. ผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ / ผลงารการบริการ จะต้องผ่านการตรวจสอบและประเมินอย่างเที่ยงตรง การบริหารคุณภาพในองค์กร จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ระบบการผลิตและการควบคุมระบบมีประสิทธิภาพสูงตามความต้องการของตลาด ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้
    ความสำคัญของคุณภาพ
    คุณภาพ เป็นความต้องการของผู้ซื้อและผู้ให้บริการเท่านั้น หรือคุณภาพมีความสำคัญทั้งต่อบุคล องค์การ และประเทศ
    1. ความสำคัญของคุณภาพต่อบุคคล
    บุคคลคือ ผู้ผลิตหรือผู้บริการคุณภาพจึงเกิดขึ้นที่ระดับบุคคลก่อน หากบุคคลใดสามารถผลิตหรือให้บริการที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการหรือตรงกับข้อกำหนด บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่า "บุคคลคุณภาพ" เราเห็นตัวอย่างบุคคลคุณภาพมากมาย ที่ได้รับการยกย่อง เนื่องจากสามารถสร้างผลงานคุณภาพ ดังนั้นคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลทุกคน ทุกคนจึงควรมุ่งมั่นสร้างผลงานคุณภาพ
    2. ความสำคัญของคุณภาพต่อองค์กร
    องค์กรทุกองค์กรมีเป้าหมายสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้เป็นที่ต้องการของลูกค้า หุ้นส่วน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือผลกำไรสูงสุด แต่ปัจจุบันทุกองค์กรยังต้องคำนึงระบบการแข่งขันในตลาดการค้า เมื่อประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การตลาดการค้าเสรี (World Trade Organization :WTO) ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบการแข่งขันทางด้ารการค้ามากขึ้น ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างโลก
    ในระบบการค้าเสรีเกิดระบบการแข่งขันด้วยการค้าแทนกำแพงภาษีในอดีตได้แก่ ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า มาตรฐาน ระบบบริหาร มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านแรงงานและความปลอดภัย ดังนั้นคุณภาพขององค์กรจึงเป็นคุณภาพโดยรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จนถึงระบบบริหารขององค์กร
    คุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กร เพราะทำให้องค์กรมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
    3. ความสำคัญของคุณภาพต่อประเทศ
    คุณภาพของคน คุณภาพของสินค้า และคุณภาพของการบริการ คือ ภาพพจน์ และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศให้การยอมรับและนับถือ เช่น ข้าวหอมมะลิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง เป็นต้น 
    คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ
    คุณภาพ คือ ความต้องการ ข้อกำหนด ความคาดหวัง หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจาก
    ผลอตภัณฑ์หรืองานบริการ
    ต้นทุน คือ ปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน (Man) เงินทุน(Money) วัตถุดิบ(Material) เครื่องจักร อุปกรณ์(Machine) และการบริหารจัดการ (Management)
    การส่งมอบ คือ กระบวนการนำส่งผลิตภัณฑ์ / งานบริการถึงมือลูกค้า สร้างความพึง
    พอใจให้กับลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์หรืองานบริการที่มีคุณภาพตรงกับความ
    ต้องการของลูกค้า
    การส่งมอบสินค้นหรือบริการที่ประทับใจลูกค้า เกิดจากการบริการที่ดี คุณภาพดี และราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ขายก็ต้องการกำไรสูงสุด คุณภาพดี และบริการดี คือ ความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายจะเกิดความสัมพัณธ์ที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่การลดต้นทุนก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพและบริการด้วย เพราะถ้าสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ค้นซื้อก็ไม่ต้องการ หรือสินค้ามีคุณภาพมากแต่ราคาแพง ผู้ซื้อก็ไม่ต้องการ เป็นต้น ดังนั้น ระบบควมคุมคุณภาพจึงเกิดขึ้น
    การควบคุมคุณภาพ
    การคงบคุมคุณภาพคือ เทคนิคในเชิงปฎิบัติการและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่จัดทำหรือนำมาใช้เพื่อให้บรรลุข้อกำหนดด้านคุณภาพ ซึ่งอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือการบริการก็ได้ 
    QC : Quality Coutrol หรือการควบคุมคุณภาพในภาคการผลิต (โรงงานอุตสาหกรรม) จะเน้นกระบวนการตรวจสอบและคัดแยกของดีกับของเสียออกจากกัน เพื่อให้เกิดหลักประกันว่าสินค้นผ่านการตรวจสอบแล้วมีคุณภาพตามข้อกำหนด
    การควบคุมคุณภาพในที่นี้ หมายถึง การควบคุมกระบวนการผลิตและการให้บริการ เพื่อให้เกิดผลผลิต / งานบริการมที่มีคุณภาพ ดังแผนภูมิ
    Input ----> Process ----> Output

    วัตถุดิบ กระบวนการ ผลผลิต
    การควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ 
    1. คุณภาพการทำงาน หรือประสิทธิภาพของคนงาน
    2. คุณภาพของเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยี
    3. คุณภาพของระบบบริหารงาน
    การควบคุมคุณภาพมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการได้แก่
    1. ลดการสูญเสียวัตถุดิบ / ผลผลิต
    2. ลดการสูญเสียเวลาการทำงาน
    เมื่อเราสามารถลดการสูญเสียวัตถุดิบและผลผลิต ลดเวลาการทำงาน เราก็สามารถลดต้นทุนได้ ขณะเดียวกันเราก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

    วิวัฒนาการและความสำคัญของการบริหารการผลิต
    วิวัฒนาการและความสำคัญของการบริหารการผลิต (historical backgrounds and significance of production management)
                นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักใช้เครื่องมือในการหาอาหาร สร้างที่อยู่อาศัย ตลอดทั้งการนำเอาหนังสัตว์และขนสัตว์มาเป็นเครื่องนุ่งห่ม รู้จักใช้ดินเหนียวในการทำภาชนะต่าง ๆ และมีการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นชุมชน มนุษย์ก็รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด การพัฒนาของมนุษย์ในช่วงเริ่มต้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มีการคิดค้นหาเครื่องมือมาล่าสัตว์พัฒนาเรื่อยมาจากการใช้ไม้มา ค้นพบแร่โลหะรวมทั้งพัฒนาฝีมือในการสร้างให้มีความเหมาะสม สะดวก ออกแบบให้มีความสวยงามความชำนาญของมนุษย์ในยุคแรกได้ทวีเพิ่มขึ้น มนุษย์รู้จักใช้ไฟในการเผางานเครื่องปั้นดินเผา และรู้จักวิธีการควบคุมความร้อนในการเผาชิ้นงาน ตลอดจนมีความรู้ในการเคลือบ
              ต่อมาจำนวนประชากรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ความจำเป็นในด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย หรือเครื่องอุปโภคมากขึ้น ไม่พอกับความต้องการจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านการผลิตขึ้น ในประเทศอังกฤษ เมื่อเจมส์วัตต์ (James Watt) ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ เครื่องจักรไอน้ำจึงได้ถูกนำมาใช้แทนแรงงานคน และพลังงานธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงการผลิตสินค้า จากการใช้แรงงานจากมนุษย์  แรงงานจากสัตว์มาเป็นการใช้เครื่องจักรกลแทน เราเรียกยุคนั้นว่า ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม  (The Industrial Revolution) ลักษณะการเปลี่ยนแปลงมี 3 ลักษณะ ดังนี้ (สุทธิ  ประจงศักดิ์, 2524 หน้า 5 – 9)
              1. การผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องจักรกล
              2. ใช้เครื่องยนต์เพื่อให้เครื่องจักรทำงานและผลิตชิ้นงาน
              3. ผลิตในโรงงานแทนการผลิตในครอบครัว
              หลังจากมีการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม การจัดการและการบริหารงานด้านการผลิตอุตสาหกรรมก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น ในสมัยแรกนั้น ผู้บริหารมีความคิดเห็นทำนองว่า มนุษย์นั้นมีนิสัยเกียจคร้านการทำงานจะสำเร็จลงได้ จะต้องใช้วิธีบังคับ (วิชัย  แหวนเพชร, 2536 หน้า 3) ในสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) ในอเมริกา นักบริหารอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เฟดเดริก ดับบลิ เทเลอร์ (Frederick  W.Taylor) แฟรงค์  บี, กิลเลริต (Frank B.Gilberth) เฮอร์ลิงตัน อีเมอร์สัน (Harrington Emerson) เฮนรีส์ แอลล์ แกนท์ (Henry L.Gantt) เป็นต้น จะใช้หลักการตรงข้ามกับแนวคิดเดิม คือจะจูงใจคนทำงานให้รักงานมากกว่าการบังคับให้ทำงาน การเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ ขั้นเงินเดือน ให้โบนัส จัดสวัสดิการให้ความช่วยเหลทอจะช่วยกระตุ้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ 
              ส่วนการลงโทษก็จะเลือกใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือน สั่งพักงาน ให้ออกโทษสถานหนักก็คือ การไล่ออกจากงาน ต่อมาในสมัยหลัง ๆ วิวัฒนาการด้านความคิดของมนุษย์เจริญขึ้นผู้บริหารอื่น ๆ เช่น เฮนรี่ ฟาโย (Henri Fayol) ยอชล์ อี.เมย์โย (Jeorge E.Mayo) และดักลาสแมคเกรเกอร์ (Douglas McGregor) มีความคิดเห็นตรงกันว่า งานจะสำเร็จลงได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ดังนั้น จึงต้องมีการจัดองค์การเพื่อบริหารงานต่าง ๆ โดยมุ่งหลักการมนุษย์สัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ ให้มากขึ้น จึงจะเกิดผลดีในการทำงานให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เข้าใจหลักการและแนวคิดในการบริหารแต่ละยุค ขอให้ศึกษาแนวคิดของนักบริหารในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

    วิวัฒนาการของการบริหารการผลิต

            การบริหารการผลิตเป็นกิจกรรมที่มีมานานแล้วพร้อม ๆ กับการที่มนุษย์รู้จักผลิตสิ่งของที่ต้องประสงค์ด้วยตนเองทีเดียว แต่ระบบการผลิตในยุคแรก ๆ นั้นยังด้อยประสิทธิภาพประกอบกับคำว่า การบริหารยังไม่มีขึ้น การบริหารการผลิตจึงยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อย่างปิระมิดในอียิปต์ที่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตศักราช ย่อมเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าการผลิตอย่างเป็นระบบมีมานานนับได้ประมาณ 4500 ปีแล้ว ในประเทศไทยเอง โบราณสถานอย่างปราสาทหินพิมาย ที่ลงความเห็นกันว่าสร้างในสมัยพระเจ้าไชยาวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511 – 1544) ย่อมยืนยันได้ว่าการผลิตอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในแผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมินี้ มาแล้วประมาณไม่น้อยกว่า 1000 ปี อย่างไรก็ตาม การแบ่งยุคสมัยของการบริหารการผลิตเพื่อประโยชน์ทางการศึกษานั้น อาจแบ่งได้เป็น 4 ยุคดังจะกล่าวต่อไปนี้

              1. ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) ยุคนี้เริ่มต้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 ในประเทศอังกฤษ เมื่อ James Watt ทำการปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำจนนำมาใช้เป็นต้นกำเนิดพลังงานได้ใน ค.ศ. 1764 ทำให้แรงงานจำนวนมากถูกแทนที่โดยเครื่องจักร และยังเป็นเหตุให้ผลิตภาพ (productivity) ในวงการอุตสาหกรรมผลิตขยับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้น ค.ศ. 1776 เมื่อ Adam Smith กล่าวถึงประโยชน์ของการแบ่งงานกันทำตามความถนัดหรือความชำนาญ ในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations จนนักอุตสาหกรรมนไปประยุกต์ใช้ ยิ่งทำให้ผลิตภาพสูงขึ้นไปอีก ยุคนี้จึงถือเป็น ยุคที่เน้นการผลิต

              2. ยุคเน้นการบริหาร (management  focus) การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีการเอา เครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานก็จริง แต่โรงงานกลับต้องจ้างแรงงานมากขึ้น แต่เป็นไปในสัดส่วนที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการผลิตแบบเดิม เนื่องจากกำลังการผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น โรงงานจึงเป็นศูนย์รวมของผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่มาผลิตชิ้นส่วนสินค้าตามความถนัด สินค้าใดใช้ชิ้นส่วนมากต้องมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก และหลายกลุ่มมาทำการผลิต ปัญหาการประสานงานกันจึงเกิดขึ้นจนต้องคิดค้นหาวิธีการบริหารงานใหม่ ๆ เข้ามาแก้ไข ปรากฏการณ์ที่มุ่งเน้นทางด้านการบริหารงานนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณปลายศตวรรษที่ 19 และค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในกลางศตวรรษที่ 20 ยุคเน้นการบริหารนี้ยังแบ่งย่อยออกไปอีก 3 ยุค ดังต่อไปนี้  
                   

    2.1 ยุคการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific management era) ยุคนี้เริ่มต้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อวิศวกรชาวอเมริกันชื่อ Frederic W. Taylor เสนอแนวทางบริหารงานแบบใหม่ในเอกสารชื่อ “On the Art of Cutting Metals.” ซึ่งระบุว่าภารกิจในการบริหารงานนั้นมีอยู่ 4 ประการ คือ 
             1. ยกเลิกการให้ผู้ใช้แรงงานเลือกวิธีทำงานโดยอิสระอย่างสิ้นเชิงแล้วพัฒนาวิธีใหม่ขึ้นมาบังคับใช้แทน ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานอย่างเดียวกันมีมาตรฐานเดียวกัน
              2. ทำการฝึกอบรมวิธีทำงานอย่างใหม่นั้นให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานเกิดความชำนาญในวิธีทำงานอย่างใหม่  ในระยะแรกควรเริ่มฝึกอบรมให้แก่ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานได้ดีที่สุดก่อน
              3. พัฒนาความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายผู้ใช้แรงงาน
              4. แบ่งความรับผิดชอบในงานให้เท่ากันระหว่างผู้บริหารและผู้ใช้แรงงาน ต่างฝ่ายต่างต้องได้รับมอบหมายงานให้รับผิดชอบตามความเหมาะสมของแต่ละคน ต้องไม่มีการผลักภาระความรับผิดชอบให้แก่ผู้ใช้แรงงานฝ่ายเดียวดังเช่นในอดีต
                   เอกสารฉบับนี้ Taylor จัดทำเสนอต่อสมาคมวิศวกรเครื่องกลอเมริกัน (American Society of Mechanical Engineers) ใน ค.ศ. 1906 ซึ่งเป็นเอกสารที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ Taylor มาก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์อิทธิพลของแนวความคิดในการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ Taylor ทำให้มีผู้สนใจยึดถือเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าต่อไปอีก เช่น Frank และ Lillian Gilbreth ซึ่งช่วยกันพัฒนา หลักการศึกษาการเคลื่อนไหว (principles of motion) ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพของาน นอกจากนี้ยังมี Henry L. Gantt ที่เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นแผนภูมิแท่ง (bar chart หรือ Gantt chart) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดตารางการทำงาน และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความก้าวหน้าของงานเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับแผน
                   2.2 ยุคการบริหารงานเชิงมนุษย์สัมพันธ์ (human relations era) การบริหารงานเชิงมนุษย์สัมพันธ์กำเนิดขึ้นเมื่อมีนักวิชาการบางคน และสหภาพแรงงานบางกลุ่มในสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ของ Taylor ได้เหยียดคนลงไปเป็นเครื่องจักร จนเกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวาง จึงมีผู้เสนอให้นำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยาเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานด้วย ข้อเสนอนี้ปรากฏอยู่ในข้อเขียนต่าง ๆ ในสมัยนั้น จึงถือว่าการบริหารเชิงมนุษย์สัมพันธ์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ ยุคการบริหารงานเชิงมนุษยสัมพันธ์กันว่าเริ่มต้นและสิ้นสุดลงในศตวรรษที่ 20 นั้นเอง นักวิชาการบริหารที่ถือว่าเด่นที่สุดในยุคนี้ได้แก่ Elton Mayo ที่ได้ศึกษาพฤติกรรมทางจิตวิทยาของผู้ใช้แรงงานในโรงงานของบริษัท Western Electric ณ เมือง Hawthorne ระหว่าง ค.ศ. 1927-1932 ซึ่งได้ผลสรุปว่า การบริหารงานใด ๆ ก็ตาม ควรให้ผู้ใช้แรงงานมีทัศนคติและเจตสิก (อารมณ์ที่เกิดกับใจ) ว่าเขาเป็นสมาชิกที่มีส่วนสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่บริษัทด้วยเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานภูมิใจในงานที่ทำและมีความกระตือรือร้น อันจะทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตเป็นที่สุด ขอให้สังเกตว่า การบริหารงานเชิงมนุษย์สัมพันธ์นี้ ยังคงให้ความสำคัญแก่ประสิทธิภาพของการทำงานอยู่ เพียงแต่ให้พิจารณาปัจจัยทางจิตวิทยาเพิ่มเติมอีกในการบริหารงาน
                   2.3 ยุคศาสตร์การบริหารงาน (management science era) ยุคนี้เริ่มต้นขณะที่อยู่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวงการทหารนำเอาวิธีการทางคณิตศาสตร์ไปวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้สารนิเทศมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งช่วยให้การทำสงครามมีประสิทธิผลเป็นอันมาก ในวงการทหารเรียกวิธีการนี้ว่า การวิจัยการปฏิบัติการ (operations research) ครั้นสงครามสงบลง บรรดานักวิชาการ นักอุตสาหกรรม และนักบริหารงาน ที่ถูกเกณฑ์และ / หรืออาสาไปช่วยราชการทหารนำเอาการวิจัยการปฏบัติการมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ (ซึ่งรวมถึงการบริหารการผลิตด้วย) โดยขนานนามว่า ศาสตร์การบริหารงาน (management science) ซึ่งหมายความถึง การประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์และสถิติศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจ การศึกษาทางด้านศาสตร์การบริหารจึงเต็มไปด้วยตัวแบบ สูตร และสมการต่าง ๆ มากมาย ที่ต้องนำมาใช้อธิบายและสร้างความเข้าใจกับสถานการณ์ที่องค์การธุรกิจกำลังเผชิญอยู่จากนั้นจึงคำนวณหาทางเลือกที่ดีที่สุดและหรือที่เหมาะสมที่สุดออกมา เพื่อให้ผู้บริหารนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจขอให้สังเกตว่าศาสตร์การบริหารงานไม่ได้กำหนดแนวทางในการบริหารงานใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการแก้ปัญหาทางการบริหารเท่านั้น โดยได้สร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาแบบใหม่เพิ่มเติมเข้ามา
              3. ยุคเทคโนโลยีการผลิต (technology era) ยุคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 นี่เอง เป็นยุคที่เริ่มมีการนำเอาเครื่องจักรอัตโนมัติ (automatic machine) มาเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของระบบการผลิตและยังให้ทำหน้าที่ในการควบคุมระบบการผลิตอีกด้วย (ซึ่งในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการนำเครื่องจักรกลมาเป็นต้นพลังงานได้ แต่ยังไม่มีขีดความสามารถที่จะควบคุมระบบการผลิตได้) เครื่องจักรอัตโนมัติของระบบการผลิตที่มีขึ้นในยุคนี้จึงสามารถผลิตสินค้าออกมาได้เอง วัดขนาดหรือวัดคุณลักษณะเปรียบเทียบกับข้อกำหนดที่ตั้งไว้แล้วได้เอง บางเครื่องยังอาจตั้งเกณฑ์กำหนด (specification)ได้เองอีกด้วย    
              นอกจากเครื่องจักรอัตโนมัติแล้ว ในยุคนี้ยังนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์มาใช้ในระบบการผลิตอีกด้วย บางโรงงานเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว การลำเลียงวัสดุเข้าเก็บและ /หรือเบิกออกมาใช้ทำได้อย่างเป็นระเบียบและแม่นยำโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์เช่นกัน ผลของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้ลดจำนวนแรงงานในการผลิตลงได้มาก
              4. ยุคการบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่น (Japanese production management) ยุคนี้เริ่มเมื่อกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อ Taiichi Ohno รองประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ จำกัด ในประเทศญี่ปุ่นพัฒนาระบบการผลิตแบบใหม่ที่สามารถผลิตรถยนต์หลายรุ่นหลายแบบได้ในสายการผลิตเดียวกัน และยังสามารถลดความสูญเปล่าต่าง ๆ ลงไปได้ถึง 7 ประการ ได้แก่
                           1. ความสูญเปล่าเนื่องจากการผลิตจำนวนมากเกินจำเป็น ซึ่งทำให้มีสินค้าคงเหลือที่ต้องจัดสรรเงินทุนไปรองรับเป็นจำนวนมาก
                           2. ความสูญเปล่าเนื่องจากการเสียเวลารอคอมระหว่างสถานีงาน
                           3. ความสูญเปล่าเนื่องจากการลำเลียงวัสดุ
                           4. ความสูญเปล่าเนื่องจากการแปรรูป
                           5. ความสูญเปล่าเนื่องจากการมีวัสดุคงคลัง
                           6. ความสูญเปล่าเนื่องจากการเคลื่อนไหวในการทำงาน
                           7. ความสูญเปล่าเนื่องจาการผลิตสินค้ามีตำหนิ 

    Comments