" ข้าแต่พระปัชชุนนะ   ท่านจงคำรณคำราม
ให้ขุมทรัพย์ของกาพินาศไป   จงทำลายฝูงกาด้วย
ความโศก      และจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความ
โศกเถิด "   ดังนี้.

พระโพธิสัตว์เรียกท้าวปัชชุนนะ    เหมือนสั่งบังคับคนรับใช้อย่างนี้    ให้ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล    ให้มหาชนพ้นจากมรณทุกข์    ในปริโยสานกาลของชีวิตก็ได้ไปตามยถากรรม.

(พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๖)

ส่วนพระคาถาปลาช่อนเรียกฝน นิยมใช้ภาษาบาลีที่มาจากมัจฉราชจริยา “มัจฉราชจริยํ” ว่าดังนี้

      ปุนาปร ยทา โหมิ           มจฺฉราชา มหาสเร
      อุเณฺห สุริยสนฺตาเป         สเร อุทกํ ขียถ ฯ
      ตโต กากา จ คิชฺฌา จ      กงฺกา  กุลลเสนกา
      ภกฺขยนฺติ ทิวา รตฺตึ         มจฺเฉ อุปนิสีทิย ฯ

     อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐              
               พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า ยทา โหมิ, มจฺฉราชา มหาสเร ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่.
               ความว่า ในอดีตกาล เราเกิดในกำเนิดปลายินดีอยู่ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการของปลาทั้งหลาย ในสระใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์อันเป็นสระโบกขรณี ใกล้พระเชตวันกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล.
               ครั้งนั้น เราเป็นพระยาปลาแวดล้อมด้วยหมู่ปลาอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น.
               บทว่า อุณฺเห คือ ฤดูร้อน. บทว่า สูริยสนฺตาเป คือ เพราะแสงอาทิตย์.
               บทว่า สเร อุทกํ ขียถ คือ น้ำในสระนั้นแห้งขอด.
               ในแคว้นนั้น ขณะนั้นฝนไม่ตกเลย. ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง. น้ำในบึงเป็นต้นแห้งขอด. ปลาและเต่าพากันเข้าไปอาศัยเปือกตม. แม้ในสระนั้นปลาทั้งหลายก็เข้าไปยังเปือกตม ซ่อนอยู่ในที่นั้นๆ.
               บทว่า ตโต คือ ภายหลังจากน้ำแห้งนั้น.
               บทว่า กุลลเสนกา คือ นกตะกรุมและเหยี่ยว.
               บทว่า ภกฺขยนฺติ ทิวารตฺตึ, มจฺเฉ อุปนิสีทิย ความว่า กาและนกนอกนั้นเข้าไปแอบอยู่บนหลังเปือกตมนั้นๆ เอาจะงอยเช่นกับปลายหอกสั้นจิกกินปลา ซึ่งเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่เปือกตมทั้งๆ ที่ยังดิ้นอยู่.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.3&i=30