ไม้ยืนต้น

ไม้ยืนต้น

posted Sep 28, 2012, 2:27 AM by สตรี นครสวรรค์

                                                                                                  ต้นมะหาด
                                                                                      
มะหาด (อังกฤษ: lakoocha) เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae ต้นกำเนิดจากทวีปเอเชียใต้ นิยมปลูกเอาไว้ใช้ประโยชน์ทุกส่วนของต้น สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทรายดินร่วนปนทราย ดินร่วน และ ดินเหนียว มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีมาก ชอบบริเวณที่มีความชื้นสูงและแสงแดดเข้าถึงได้น้อย มักขึ้นกระจายตามป่าดิบทั่วไป
ชื่อ::ในแต่ละภูมิภาค มะหาดจะมีชื่อเรียกต่างๆกันกล่าวคือ ภาคเหนือเรียก หาดหนุน ในจังหวัดเชียงใหม่เรียก ปวกหาด ภาคกลางเรียก หาด ทางภาคใต้เรียก มะหาด ในจังหวัดตรังเรียก มะหาดใบใหญ่ และตั้งแต่จังหวัดนราธิวาสถึงประเทศมาเลเซีย เรียก กาแย , ตะแป , ตะแปง
ลักษณะ :: มะหาดเป็นยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นตั้งตรง ความสูง 15 - 20 เมตร เปลือกสีน้ำตาลไหม้เป็นลายแตกละเอียด มีส่วนยอดเป็นพุ่มหนาและทึบใบไม้เป็นใบเดี่ยว ขนาดวงรีจนถึงรูปไข่ กว้าง 5 - 20 เซนติเมตร ยาว 10 - 30 เซนติเมตร ที่ขอบใบมีริวขึ้นโดยรอบ มีขนขึ้นทั้ง 2 ด้านของใบดอกจะออกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน และกลายเป็นผลในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ลักษณะดอกจะมีสีขาวอมเหลืองมีขนาดเล็กผลมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเหลือง รัศมีจากจุดศูนย์กลางยาว 2.5 - 5 เซนติเมตร รูปร่างกลมแป้นใหญ่ มีทรงบิ้วเบี้ยวเป็นบางลูก เปลือกนอกผิวขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม แต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด รูปทรงรี
                                                                     ต้นตีนเป็ด
                                             
พญาสัตบรรณ หรือ สัตบรรณ ตีนเป็ด ตีนเป็ดต้น หัส-บัน จะบัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia scholaris อยู่ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตร เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาครเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ในทุกภาค
ลักษณะ :: เปลือกหนาแต่เปราะ ผิวต้นมีสะเก็ดเล็กๆ สีขาวปนน้ำตาลกรดดูจะมียางสีขาวลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้นๆ เปลือกชั้นในสีน้าตาล มีน้ายางสีขาว ใบเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปหอกแกมรูปขอบขนาน หรือรูปมนแกมรูปบรรทัด ปลายใบเป็นติ่งเล็กน้อย ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีสีขาวนวล ถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาว ลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลม ขนาดใบยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกสีเขียวอ่อนเป็นช่อตามปลายกิ่ง ปากท่อของกลีบดอกมีขนยาวปุกปุย ดอกมีกลิ่นฉุนรุนแรง สูดดมเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกกลิ่นหอม หากสูดดมมากจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ช่วงค่ำจะส่งกลิ่นแรงกว่าเวลาอื่นๆ ดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็มช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่ม ดอกมีสีขาวอมเหลือง ปกติจะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมผลเป็นฝักยาว ฝักคู่หรือเดี่ยว ลักษณะเป็นเส้นๆ กลมเรียวยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตก มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ในฝักมีเมล็ดเล็กๆ ติดอยู่กับขุยนั้น
                                                            ต้นยอป่า
                                            
คติความเชื่อคนโบราณท่านนิยมปลูกยกไว้ในบริเวณบ้าน โดยกำหนดปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) เชื่อว่าจะป้องกันจัญไรได้ ทั้งชื่อ “ยอ” ยังเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดว่า จะได้รับการสรรเสริญเยินยอ หรือยกยอปอปั้นในสิ่งที่ดีงาม
ชื่อพื้นเมือง :: ยอป่า(ไทย,อีสาน,ใต้) สลักป่า, สลักหลวง (พายัพ) อุ้มลูกดูหนัง (สระบุรี) กะมูดู(มลายู)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :: Morinda coreia Ham.
วงศ์ :: RUBIACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :: ยอป่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 4-15 เมตร ผลัดใบ ต้นใบกิ่งก้านคล้ายยอบ้าน ผิดแต่ยอป่าใบแคบ ยาวเรียกว่า มีผลกลม ผิวนอกเป็นปุ่มปมไม่ลึกเหมือนยอบ้าน ทั้งมีขนาดเล็กกว่า กลิ่นฉุนน้อยกว่า เนื้อเยื่อข้างในขาวและมีน้ำมาก พบขึ้นอยู่ตามเบญจพรรณทั่วๆ ไป ดอกมักออกระหว่างเดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม และเป็นผลระหว่างเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม
การปลูก :: พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ ไป ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ใช้เมล็ด หรือปักชำกล้า
                                                                                      ต้นปีบทอง 
                                     
ปีบทอง หรือ กาซะลอง (อังกฤษ: Tree Jasmine; ชื่อวิทยาศาสตร์: Radermachera ignea (Kurz) Steenis ; ชื่ออื่น: กากี, สำเภาหลามต้น, จางจืด, สะเภา, อ้อยช้าง) เป็นไม้ต้นผลัดใบในวงศ์แคหางค่าง (Bignoniaceae) สูงประมาณ 10 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบเป็นประเภทใบประกอบแบบ 2-3 ชิ้น ใบย่อยรูปไข่ปลายใบแหลม ขึ้นตามธรรมชาติบนเทือกเขาหินปูนที่ค่อนข้างชื้น พบตั้งแต่พม่าตอนใต้ ไปถึงเกาะไหหลำปีบทอง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดเชียงราย และเป็นเป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเรียกว่า "กาซะลองคำ" และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเรียกว่า "ปีปทอง"ดอก สีเหลืองอมส้ม หรือสีส้ม ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น กระจุกละ 5 - 10 ดอก บานไม่พร้อมกัน กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีม่วงแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 4 - 7 ซม. ปลายเป็นแฉกสั้น ๆ 5 แฉก ผลเป็นฝัก ยาว 26 - 40 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก
                                                                                       ต้นจำปา
 
                                                           
จำปา มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน อินเดีย ไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย และมีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า จำปากอ (มลายู-ใต้) จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช) จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี)จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุตมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งเปราะ ใบสีเขียวใหญ่เป็นมัน ดอกเริ่มแย้มจะมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีปากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี จึงจะออกดอก จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์ และจำปาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
ลักษณะวิสัย :: ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นตรง ทรงพุ่มโปร่งเป็นรูปกรวยคว่ำ ค่อนข้างโปร่ง แตกกิ่งจำนวนมากที่ยอด เปลือกสีเทาอมขาว มีกลิ่นฉุน
ลักษณะใบ:: เป็นใบเดี่ยว รูปรีแกมขอบขนานกว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 10-25 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนมีขน ใบแก่เกลี้ยง เส้นใบ 16-20 คู่ ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร โคนก้านใบป่อง
ลักษณะดอก:: เป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองอมส้ม ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกตั้งขึ้น ดอกตูมรูปกระสวย มีแผ่นสีเขียวคลุมอยู่ และจะหลุดไปเมื่อดอกบาน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกัน มีจำนวน 12-15 กลีบ แต่ละกลีบรูปยาวรีแกมรูปหอกกว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 4-4.5 เซนติเมตร กลิ่นหอมแรง ดอกเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมยามพลบค่ำ ในเช้าวันต่อมากลีบดอกจะกางออกจากกัน และร่วงหล่นในช่วงเวลาเย็น ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีมากช่วงต้นฤดูฝน
                                                                                   ต้นยางพารา
ต้นยางพาราเป็นต้นไม้ยืนต้น มีถิ่นกำเนิดบริเวณลุ่มน้ำอเมซอน ประเทศบราซิล และเปรู ทวีปอเมริกาใต้ โดยชาวพื้นเมืองเรียกว่า คาอุท์ชุค [Caoutchouc] แปลว่าต้นไม้ร้องไห้ จนถึงปี พ.ศ. 2313 (1770) โจเซฟ พริสลี่ จึงพบว่า ยางสามารถนำมาลบรอยดำของดินสอได้ จึงเรียกว่าว่า ยางลบหรือตัวลบ [Rubber] ซึ่งเป็นศัพท์ใช้ในอังกฤษและฮอลแลนด์เท่านั้น ในอเมริกาใต้มีศูนย์กลางของการซื้อขายยางก็อยู่ที่เมืองท่าชื่อ พารา (Para) จึงมีชื่อเรียกว่า ยางพารา การกรีดยาง
? เวลากรีดยาง : ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกรีดยางมากที่สุดคือ ช่วง 6.00-8.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สามารถมองเห็นต้นยางได้อย่างชัดเจนและได้ปริมาณน้ำยางใกล้เคียงกับการกรีดยางในตอนเช้ามืด แต่การกรีดยางในช่วงเวลา 1.00-4.00 น. จะให้ปริมาณยางมากกว่าการกรีดยางในตอนเช้าอยู่ร้อยละ 4-5 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้ปริมาณน้ำยางมากที่สุดด้วย แต่การกรีดยางในตอนเช้ามืดมีข้อเสีย คือ ง่ายต่อการกรีดบาดเยื่อเจริญส่งผลให้เกิดโรคหน้ายางทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองและไม่มีความปลอดภัยจากสัตว์ร้ายหรือโจรผู้ร้าย ? การหยุดพักกรีด : ในฤดูแล้ง ใบไม้ผลัดใบหรือฤดูที่มีการผลิใบใหม่ จะหยุดพักการกรีดยางเนื่องจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของใบและต้นยาง การกรีดยางในขณะที่ต้นยางเปียก จะทำให้เกิดโรคเส้นดำหรือเปลือกเน่าได้ ? การเพิ่มจำนวนกรีด : สามารถเพิ่มจำนวนวันกรีดได้โดย ? การเพิ่มวันกรีด : สามารถกรีดในช่วงผลัดใบแต่จะได้น้ำยางในปริมาณน้อย ไม่ควรเร่งน้ำยางโดยใช้สารเคมีควรกรีดเท่าที่จำเป็นและในช่วงฤดูผลิใบต้องไม่มีการกรีดอีก ? การกรีดยางชดเชย : วันกรีดที่เสียไปในฤดูฝนสามารถกรีดทดแทนได้แต่ไม่ควรเกินกว่า 2 วันในรอยกรีดแปลงเดิม และสามารถกรีดสายในช่วงเวลา 6.00-8.00 น. หากเกิดฝนตกทั้งคืน ? การกรีดสาย : เมื่อต้นยางเปียกหรือเกิดฝนตกสามารถกรีดหลังเวลาปกติโดยการกรีดสายซึ่งจะกรีดในช่วงเช้าหรือเย็นแต่ในช่วงอากาศร้อนจัดไม่ควรทำการกรีด

ต้นโมกมัน


 

ต้นไม้ประจำจังหวัด ราชบุรี
ชื่อพันธุ์ไม้ โมกมัน
ชื่อสามัญ Ivory, Darabela
ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia tomentosa Roem. & Schult.
วงศ์ APOCYNACEAE
ชื่ออื่น มักมัน (สุราษฎร์ธานี), มูกน้อย มูกมัน (น่าน), โมกน้อย โมกมัน (ทั่วไป), เส่ทือ แนแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), โมกมันเหลือง (สระบุรี)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ สูง 20 เมตร เปลือกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทาอ่อนและมียางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปรีป้อม หรือเป็นรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบเนื้อใบบาง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง กลีบรองดอกและโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ ปลายกลีบแยกออกจากกันเป็น 5 กลีบ ดอกแรกบานจะมีสีขาวอมเหลือง ข้างนอกเป็นสีเขียวอ่อน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวฝักขรุขระ ฝักแก่เต็มที่จะแตกออกเป็นร่อง เมล็ดเป็นรูปยาว
ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินทุกชนิด กลางแจ้ง ทนแสงแดดจัด
ถิ่นกำเนิด ป่าเบญจพรรณ และป่าโปร่งทั่วไป

ต้นหูกวาง


พืชมีพิษ

ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Terminalia Catappa, Linn
วงศ์ : COMBRETACEAE
ชื่อที่เรียก : ในไทยทั่วไปเรียก หูกวาง ภาคใต้เรียก โคน, ดัดมือหลุมบัง พายัพเรียก ตาปัง
ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีกิ่งก้านแตกแผ่ออกไปรอบต้นเป็นชั้นๆ ดูคล้ายฉัตร ถ้าต้นงามจะแตกแผ่ออกเป็น 2-3 ชั้น สวยดี ใบโตใหญ่ รูปลักษณะคล้ายหูกวางจริงๆ แต่โตกว่าหูของกวาง จึงเรียกว่าต้น หูกวาง ใบเขียวแก่และหนา ใช้เป็นไม้ร่มดี ดอกเป็นช่อเล็กๆ ยาวๆ แกมเขียวๆ เหลืองๆ มีผลเกิดจากดอกกลมเเบนๆ มีสันขึ้นเป็นปีก โดยรอบ เมล็ดในโต รับประทานได้เป็นอาหาร
การเจริญเติบโต : เป็นไม้ที่เกิดตามป่าราบทั่วๆไป ปลูกตามบ้านตามวัด เป็นไม้ร่มบังแดดได้ดี เพราะใบมีพุ่มงาม ขึ้นได้ในดินทุกภาคของ ประเทศไทย ขยายพันธ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ : ใช้เป็นร่มไม้ได้ดีมาก แต่ไม่ใคร่มีใครปลูกใกล้ตัวอาคารบ้าน เรือน ยิ่งเป็นตึกยิ่งไม่หน้าปลูก เพราะเป็นไม้โตเจริญเร็ว ร่กจะดันตัว อาคารทำให้ตัวอาคารแตจกหรือร้าวเสียหายหมดใบแก่ให้สีขี้ม้าและนำมาใช้ในการย้อมผ้าได้ เมล็ด นำเอามาทำเป็นอาหารรับประทานได้ ต้นหูกวางนี้มีชื่อทางการค้า ว่า indian almond. ใช้รับประทานแก้ขัดเบา แก้นิ่ว

ต้นสารภี


พืชมีพิษ

ชื่อพื้นเมือง: ทรพี สร้อยทอง สารภีแนน สารภีป่า
ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10 - 15 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ทึบ เปลือกสีเทาปนดำ
ใบ: เดี่ยว เรียงสลับ
ดอก: สีขาวมีกลิ่นหอม ออกเป้นดอกเดี่ยว หรือ ช่อแบบช่อกระจุกตามกิ่ง ดอก ออก ม.ค - มี.ค
ผล: ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดี่ยวทรงกระสวย ผล ออก ก.พ - เม.ย
ด้านภูมิทัศน์: ปลูกให้ร่มเงาในบ้าน ได้ดีเพราะพุ่มใบสวย ดอกหอม ผล เป็นอาหารนก
ประโยชน์: ดอกตูมใช้ย้อมไหมใสแดง ดอกมีสารช่วยขยายหลอดลม ขับลม บำรุงหัวใจและแก้ไข้
คนไทยโบราณเชื่อว่า: บ้านใดปลูกต้นสารภีไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืนนานเพราะสารภีเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้ละเอียดแข็งแรง ทนทาน และเป็นไม้ไทยที่มีอายุยืนอีกด้วย นอกจากนี้โบราณเชื่ออีกว่า ดอกสารภียังช่วยเป็นสิ่งบำรุงสุขภาพจิตที่ดี เพราะดอกสารภีเป็นเครื่องยาบำรุงหัวใจชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายเกิดอารมณ์เยือกเย้นอ่อนหวาน ดังนั้นจึงทำให้ชีวิตมีอายุยืนยาว ได้เช่นกัน

ต้นตะขบ


พืชมีพิษ

ชื่อวงศ์ TILIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Muntingla calabura L.
ชื่อสามัญCalabura ,Jamalcan ,cherry ,jam tree
ชื่อพื้นเมืองอื่น ครบฝรั่ง (สุราษฏร์ธานี)ตะขบ , ตะขบฝรั่ง(ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น ขนาดเล็ก (ExST) สูงประมาณ 5-7 เมตร เปลือกสีเทา กิ่งแผ่สาขาขนานกับพื้นดิน ตามกิ่งมีขนปกคลุม ขนนุ่ม และปลายเป็นตุ่ม ยอดอ่อนเมื่อจับดูรู้สึกเหนียวมือเล็กน้อย ใบ เป็นใบเลี้ยงเดียว เรียงสลับแบบทแยงกัน ลักษณะใบรูปขอบขนานแกรมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบข้างหนึ่งมน ข้างหนึ่งแหลม ขอบใบหยัก มีขนปกคลุมหนาแน่ เส้นใบมี 3-5 เส้น ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีนวล ก้านใบยาว มีขน โคนก้านเป็นปม ๆ ดอก ดอกเดี่ยว ๆ หรือเป็นคู่ เหมือนง่ามใบ เวลาบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ก้านดอกยาว มีขน กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ ไม่ติดกัน สีเขียว รูปหอก ปลายแหลมเป็นหางยาว โคลนกลีบตัดด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว รูปไข่กลับป้อม ๆ ย่น เกลี้ยง ผล ลักษณะลูกทรงกลม ผิวบางเรียบ ขนาด 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีแดง รสหวาน เมล็ด มีลักษณะเล็ก ๆ จำนวนมาก







1-1 of 1