ไม้ผล

 

ขนุน
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Artocarpus heterophyllus  Lam.
วงศ์ : Moraceae
ชื่อสามัญ : Jack Fruit
ชื่ออื่น :
ลักษณะ : ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูง 15 - 30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10 - 15 เซนติเมตร ปลายใบทู่ ถึงแหลม โคนใบมน ผิวในด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวใบด้านล่างจะสากมือ ดอก เป็นช่อแบบช่อเชิงสดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า "ส่า" มักออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้นยอดเกสรเพศเมีย เป็นหนามแหลม การออกดอก จะออกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนธันวาคม - มกราคม และเมษายน - พฤษภาคม  ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง ผล เป็นผลรวมมีขนาดใหญ่

ประโยชน์ : ผลอ่อนใช้ปรุงอาหารผลสุกเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหาร เนื้อไม้ใช้ทำพื้นเรือนและสิ่งก่อสร้าง ครก สากกระเดื่อง หวี โทน รำมะนา ระนาด รากและแก่นให้สีเหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้ ใบเผาไฟกับซังข้าวโพดให้ดำเป็นถ่าน แล้วใส่รวมกับก้นกะลามะพร้าวขูด โรยรักษาบาดแผล

  
 

เงาะ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nephelium lappaceum L.
วงศ์ : Sapindaceae
ชื่อสามัญ : Rambutan
ชื่ออื่น :
ลักษณะ ป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้าน ใบ เป็นใบประกอบรูปขนนก ใบย่อยรูปโค้ง หรือรูปไข่กลับ ดอก ออกช่อที่ปลายยอด เป็นกลุ่มย่อย ช่อดอกมีกิ่ง แขนง ดอกย่อยออกเป็นกลุ่ม ดอกมีสีนวล อ่อน ๆ ผล รูปร่างกลมรี มีขนยาว เมื่อยังไม่สุกขนและ ผิวมีสีเขียว เมื่อสุกบางพันธุ์ผิวผลและขน มีสีแดง บางพันธุ์ผิวผลแดงขนมีสีเขียว อมเหลือง เนื้อสีขาวมีรสหวาน หรือหวาน อมเปรี้ยว เมล็ดเป็นรูปขอบชนวน คลุมด้วย เนื้อเยื่อใสสีขาว
ประโยชน์ :  ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ ทำผลไม้ กระป๋อง ทำแยม ทำน้ำผลไม้  คุณค่าทาง โภชนาการ เนื้อเงาะ มีน้ำตาลสูง มีแร่ธาตุ และวิตา มินซี ส่วนเปลือกผลมีรสฝาด มีสาร แทนนินและอื่น ๆ ใช้เป็นยา เปลือกต้น แก้ท้องร่วง สมานแผล ฝาด สมานพวกที่เป็นโรคลิ้น เปลือกเงาะใช้ เป็นยาขับพยาธิ ใบ เป็นยาพอก ผล แก้บิด แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไข้ บำรุงกำลัง และบำรุงร่างกาย เมล็ดทำให้หลับ

  
 

ชมพู่แก้มแหม่ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium samarangense (Blume) Merr. & Perry
วงศ์ :  Myrtaceae 
ชื่อสามัญ :
ชื่ออื่น :
ลักษณะ  เป็นลำต้นเดี่ยวทรงสูงตั้งตรงมีผิวผิวเปลือกลำต้นที่เป็นรอยขรุขระ แตกกิ่งก้านออกมากพอควร ใบ : เป็นรูปหอกปลายแหลมค่อนข้างยาว ส่วนแคบของใบกว้าง 3 - 5 เซนติเมตร และยาว 15 - 20 เซนติเมตร ใบหนาเป็นมันขอบใบเรียบและก้านใบสั้น  ดอก  มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 7 เซนติเมตร มีสีขาว เกสรตัวผู้ มีจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผล ผลและรูปร่างของผลเป็นรูปทรงกลมแบนหรือรูปสามเหลี่ยมฐานกว้าง มีสีขาวอ่อนเนื้อขาวบางและกรอบ รสหวานมีกลิ่นหอม เมล็ด : เป็นสีน้ำตาล มีจำนวน 1 - 2 เมล็ด ถ้ามี 2 เมล็ด จะมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมประกัน 
ประโยชน์ : 
สามารถปลูกประดับตกแต่งสนามในเนื้อที่บ้านขนาดเล็กได้สามารถปลูก จำหน่ายผลผลิต และเป็นไม้เศรษฐกิจด้วยก็ได้ ให้ร่มเงา สดชื่น  ทางด้านสมุนไพร ผล ใช้ปรุงเป็นยาชูกำลังทำให้จิตใจเบิกบานใบ ใช้ลดไข้แก้เจ็บตา เมล็ดใช้แก้ท้องเสีย รักษาโรคเบาหวาน

  
 

ชมพู่น้ำดอกไม้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium jambos (L.) Alston
วงศ์ : Myrtaceae 
ชื่อสามัญ : Rose Apple
ชื่ออื่น :
ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 10 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3 - 4 ซม. 12 - 17 ซม. ดอก ช่อกระจะ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อย 3 - 8 ดอก กลีบดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ฐานรองดอกรูปกรวย เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด กินได้ รูปเกือบกลม เส้นผ่าศูนย์ กลาง 5 - 6 ซม. 
ประโยชน์ :
ใช้ผลปรุงเป็นยาหอม ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ลมปลายไข้เปลือก ต้น และเมล็ด แก้เบาหวานและแก้ท้องเสีย

  
 

ชมพู่มะเหมี่ยว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium malaccense (L.) Merrill & Perry
วงศ์ :  Myrtaceae 
ชื่อสามัญ :
ชื่ออื่น :
ลักษณะ :  ลำต้นหยาบขรุขระ ต้นมีสีน้ำตาล ลำต้นเหนือดิน สามารถตั้งตรงได้เองไม่มียาง ใบ  เป็นใบเดี่ยว สีของใบอ่อนเป็น สีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะมีสีเขียวเข้มมีลักษณะมันเลื่อมการเรียงตัวเป็นแบบคู่ตรงข้าม รูปร่างรูปหอกกลับ ปลายใบแหลมเข็ม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอก  เป็นดอกช่อจะออกตามลำต้นหรือกิ่ง สีของดอกมีสีชมพูเข้ม กลีบเลี้ยงแยกกัน 4 กลีบ กลีบดอกแยกกัน 4 กลีบสีชมพูมีกลิ่นหอม ผล  ผลกลม หรือยาวรี สุกสีแดง หรือขาวลายแดง  เมล็ด  เมล็ดกลม มี 10 เมล็ด 
ประโยชน์ :
 เป็นพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย ปลูกตามบ้านและเรือกสวน รับประทานผล มีรสชุ่มคอแก้กระหายน้ำ 

  
 

ทุเรียน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Durio zibethinus L. 
วงศ์ :  Bombacaceae
ชื่อสามัญ : Durian
ชื่ออื่น :

ลักษณะ :  ทุเรียนเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบ แข็งและหนายาว สีเขียวแก่เป็นมัน ท้องใบเป็นสีน้ำตาล ปลายใบมีติ่งแหลมเรียว รูปไข่ยาว ดอก มีกลีบแข็งหนา ผล มีหนามแหลม เปลือกหนา เนื้อในสุกหวานหอม กลิ่นฉุนมากรับประทานเป็นผลไม้
ประโยชน์ :
สรรพคุณทางยา ใบ รสขม เย็นเฝื่อน สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ดีซ่าน ขับพยาธิ และทำให้หนองแห้ง  เนื้อหุ้มเมล็ด รสหวาน ร้อน ทำให้ความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝีแห้ง และขับพยาธิ  เปลือกลูก รสฝาดเฝื่อน สมานแผล แก้น้ำเหลืองเสีย พุพอง แก้ฝี ตาน ซาง คุมธาตุ แก้คางทูม และไล่ยุงและแมลง  ราก รสฝาดขม แก้ไข้ และแก้ท้องร่วง  

  
 

น้อยหน่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Annona squamosa L.
วงศ์ : Annonaceae
ชื่อสามัญ : Sugar Apple
ชื่ออื่น :
ลักษณะ :  ไม้ยืนต้น สูง 3-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 3-6 ซม. ยาว 7-13 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ หนาอวบน้ำ มีเกสรตัวผู้และรังไข่ จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่ม ค่อนข้างกลม
ประโยชน์ : 
ตำรายาไทยใช้ใบสดและเมล็ดฆ่าเหา โดยใช้เมล็ดประมาณ 10 เมล็ด หรือใบสดประมาณ 1 กำมือ (15 กรัม) ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมะพร้าวพอแฉะ ขยี้ให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมโพกไว้ประมาณ 10 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด (ระวังอย่าให้เข้าตา เพราะจะทำให้ตาอักเสบและแสบได้)  มีรายงานยืนยันว่าน้ำยาที่คั้นจากเมล็ดบดกับน้ำมันมะพร้าวในอัตราส่วน 1: 2 สามารถฆ่าเหาได้ดีที่สุด  คือฆ่าได้ถึง 98 % ใน 2 ชั่วโมง ใช้รักษาหิด กลากและเกลื้อนด้วย

  
 

ฝรั่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Psidium guajava L.
วงศ์ : Myrtaceae 
ชื่อสามัญ :  Guava
ชื่ออื่น :
ลักษณะ :  ไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นเรียบ ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอก เดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผล เป็นผลสด
ประโยชน์ : 
ตำรายาไทยใช้ใบแก้ท้องร่วง บิดมูกเลือด ระงับกลิ่นปาก รากขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ การทดลองกับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง โดยให้กินผงใบแห้ง 500 มก.ทุก 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน พบว่าได้ผลดีกว่ายาปฏิชีวนะเตราซัยคลิน

  
 

มะขาม
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Tamarindus indica L.
วงศ์ :  
Leguminosae
ชื่อสามัญ : Tamarind
ชื่ออื่น :
ภาคกลาง เรียก มะขามไทย ภาคใต้ เรียก ขาม นครราชสีมา เรียก ตะลูบ กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี เรียก ม่วงโคล้ง เขมร-สุรินทร์ เรียก อำเปียล 
ลักษณะ :  ไม้ยืนต้น สูง 15-25 เมตร ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 5--8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มีลายสีม่วงแดง ผล เป็นฝัก มีเนื้อหุ้มเมล็ด สีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ
ประโยชน์ : 
ตำรายาไทยใช้มะขามเปียกเป็นยาถ่ายเนื่องจากมีกรดอินทรีย์ เช่น กรด tartaric และกรด citric เปลือกต้นเป็นยาสมานคุมธาตุ  เนื้อในเมล็ดเป็นยาฆ่าพยาธิไส้เดือน ใบและยอดอ่อนมีรสเปรี้ยว ใช้ในการอาบอบสมุนไพร 

  
 

มะปราง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Bouea macrophylla Griffith
วงศ์ : Anacardiaceae
ชื่อสามัญ :  Marian Plum
ชื่ออื่น :
ลักษณะ : ลำต้น มะปรางเป็นไม้ผลที่มีทรงต้นค่อนข้างแหลม มีกิ่งก้านสาขาค่อนข้างทึบต้นโตมีขนาดสูง 15-30 เซนติเมตร มีรากแก้วแข็งแรง ใบ มะปรางเป็นไม้ผลที่มีใบมาก ใบเรียว ขนาดใบโดยเฉลี่ยกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร ปีหนึ่งมะปรางจะแตกใบอ่อน 1-3 ครั้ง ดอก มะปรางจะมีดอกเป็นช่อ เกิดบริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน) ดอกบานจะมีสีเหลือง ในไทยออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผล มีลักษณะทรงกลมรูปไข่และกลม ปลายเรียวแหลม มะปรางช่อหนึ่งมีผล 1-15 ผล ผลดิบมีสีเขียวอ่อน-เขียวเข้มตามอายุของผล ผลสุกมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เปลือกผลนิ่ม เนื้อสีเหลืองแดงส้มออกแดงแล้วแต่ชนิดพันธุ์ รสชาติหวาน-อมหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยว-เปรี้ยวจัด เมล็ด มะปรางผลหนึ่งจะมี 1 เมล็ด ส่วนผิวของกะลาเมล็ดมีลักษณะเป็นเส้นใย เนื้อของเมล็ดทั้งสีขาวและสีชมพูอมม่วง รสขมฝาดและขม ลักษณะเมล็ดคล้ายเมล็ดมะม่วง หนึ่งเมล็ดเพาะกล้าได้ 1 ต้น 
ประโยชน์ : ผลสุก มีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีน้ำตาล มีวิตามินซีและวิตามินเอสูง ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่น ๆ ผลดิบ มีกรดอินทรีย์และวิตามินซีสูงกว่าผลสุก มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอื่น ๆ
  ประโยชน์ทางยา รากใช้เป็นยาถอนพิษไข้ และถอนพิษผิดสำแดง ใบ ตอพอกแก้ปวดศีรษะลูก มีรสเปรี้ยวอม หวาน แก้เสมหะ กัดเสมหะในคอ แก้เสลดทางวัว แก้น้ำลายเหนียว และฟอกโลหิต

  
 

มะม่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Mangifera indica L.
วงศ์ : Anacardiaceae
ชื่อสามัญ : Mango
ชื่ออื่น :
ทั่วไป เรียก มะม่วงบ้าน, มะม่วงสวน กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี เรียก ขุ ,โคก จันทบุรี เรียก เจาะ ช๊อก ช้อก นครราชสีมา เรียก โตร้ก  มลายู-ภาคใต้ เรียก เปา ละว้า-เชียงใหม่ เรียก แป กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียก สะเคาะ, ส่าเคาะส่า เขมร เรียก สะวาย เงี้ยว-ภาคเหนือ เรียก หมักโม่ง  จีน เรียก มั่งก้วย 
ลักษณะ: มะม่วงเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร ใบ ใบเดี่ยวสีเขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลายใบแหลม ดอก เป็นช่อ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรสีแดงเรื่อๆ ดอกออกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูร้อนจะติดผล ผล ยาวประมาณ 5–20 ซม. กว้าง 4–8 ซม. ลูกดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด
ประโยชน์ : 
ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ  ผลสุก หลังรับประทานแล้วล้างเมล็ดตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดแน่น ขับพยาธิ  ใบสด 15–30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืดแน่น เอาน้ำต้มล้างบาดแผลภายนอกได้  เปลือกต้น ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ตัวร้อน  เปลือกผลดิบ คั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล แก้อาการปวดเมื่อยเมื่อมีประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือน 

  
 

มังคุด
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Garcinia mangostana L.
วงศ์ Guttiferae 
ชื่อสามัญ : Mangostee
ชื่ออื่น :

ลักษณะ:  ไม้ยืนต้น สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปวงเรีแกมขอบขนาน กว้าง 6-11 ซม. ยาว 15-25 ซม. เนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียวคล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอก เดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลับดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผล เป็นผลสด ค่อนข้างกลม
ประโยชน์ : 
ตำรายาไทยใช้เปลือกผลแห้งซึ่งมีสารแทนนินเป็นยาฝาดสมาน แก้โรคท้องร่วง ท้องเสียเรื้อรังและโรคเกี่ยวกับลำไส้ พบสาร xanthone ในเปลือกผลมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดหนอง โดยสามารถฆ่าได้ทั้งสายพันธุ์ปกติและสายพันธุ์ปกติและสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาเพนนิซิลลิน มีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังหลายชนิดและลดการอักเสบด้วย จึงมีการพัฒนายาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนองและสิวซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ ตลอดจนใช้ช่วยลดร่องรอยด่างดำบนใบหน้าด้วย 

  
 

ละมุด
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Manilkara achras Fosberg
วงศ์ 
Sapotaceae 
ชื่อสามัญ :  
Spodilla 
ชื่ออื่น :  สวา
ลักษณะ:  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เป็นพุ่มทึบ กิ่งก้าน แตกออกรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ ใบ เป็นใบเดี่ยว ท้องใบมีสีน้ำตาลอมเขียว มักออกเป็นกระจุก ตามปลายกิ่ง  ดอก ออกดอกเดี่ยว ตามง่ามกิ่ง กลีบรองดอกเรียงกัน เป็น 2 ชั้น กลีบดอกเชื่อมกันและยกตั้งขึ้น มี 6 กลีบ มีสีเหลืองนวล ผล เป็นรูปไข่ หรือรูปปลายข้างหนึ่งแหลมเล็กน้อย ผิวผลมีสีน้ำตาล ผลยังไม่สุกมียางสีขาว รสฝาด แข็ง เมื่อสุกจะนิ่ม หวาน ไม่มียาง มีเมล็ดรูปยาว รี ผิวสีดำฝังอยู่ในเนื้อ ผลละ 2-6 เมล็ด 
ประโยชน์ : 
 ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ ทำไวน์ และทำน้ำละมุด คุณค่าทาง โภชนาการ ผลละมุดสุก มีน้ำตาลสูง มีวิตามินเอและซี มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอื่น ๆ ละมุดดิบ มียางสีขาวเหมือนน้ำนม มีสารที่ชื่อว่า "gutto" มีชัน สารฝาดสมานและอื่น ๆ  ใช้เป็นยา ในฟิลิปปินส์ใช้ เปลือกของต้น ต้มดื่มแก้บิด ยาง ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิอย่า แรง เมล็ดเป็นยาบำรุง

  
 


 


ส้มเขียวหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Citrus reticulata Blanco
วงศ์ : Rutaceae
ชื่อสามัญ : Tangerine
ชื่ออื่น :
ลักษณะ: เป็นไม้ผลต้นขนาดเล็กถึงกลาง ใบ เป็นใบประกอบชนิดที่มีใบย่อยหนึ่งใบ ส่วนก้านใบจะแผ่เป็นปีกเรียก winged petiole จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กแล้วแต่ชนิดของส้ม  ถ้านำใบมาส่องดู จะเห็นเป็นจุดใสๆ ซึ่งเป็นจุดของต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป เมื่อขยี้ใบดมดูจะมีกลิ่นหอม เพราะมีน้ำมันหอมระเหย ลำต้น กิ่งก้าน มีหนามแหลมอยู่ทั่วไป ดอก ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเล็กๆ หรือปลายยอด มีกลิ่นหอม กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย ผล กลม หรือกลมรี ผลแก่ผิวผลสีเหลือง ภายในมีเนื้อและมีเมล็ด เนื้อรับประทานได้ หวานหรือเปรี้ยว
ประโยชน์ : 
สรรพคุณทางยา ส้มเขียวหวานมีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการกระหาย ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโรคไข้หวัดช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในโลหิต และยังช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารภายในร่างกายเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย

  
 

ส้มโอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Citrus maxima (Burm.) Merr.
วงศ์ :  Rutaceae
ชื่อสามัญ :  Pummelo, Shaddock
ชื่ออื่น :
ลักษณะ:เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือน ยอดของต้น ลำต้นมีสีน้ำตาล และมีหนามเล็ก ๆ อยู่ สูงประมาณ 8 เมตร  ใบ เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 1 ใบ แผ่นใบเหมือน มะกรูด คือแบ่งใบเป็น 2 ตอน แต่ขนาดใบใหญ่ กว่า ใบหนาแข็ง มีสีเขียวแก่ มีกลิ่นหอม  ดอก ออกเป็นช่อสั้น หรือดอกเดี่ยว ตามบริเวณง่าม ใบมีสีขาว ปลายกลีบมนมี 4 กลีบ กลางดอกมี เกสร 20-25 อัน   ผล รูปร่างกลมโต บางพันธุ์ตรงขั้วมีจุกสูงขึ้นมา ผิวผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสี เขียวอมเหลือง ผิวของผลไม่เรียบ ภายในผลเป็น ช่อง ๆ มีแผ่นบาง ๆ สีขาวกั้นเนื้อให้แยกออกจาก กัน เนื้อแต่ละส่วนเรียกว่า กลีบ มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดฝังอยู่ ระหว่างเนื้อมากกว่า 1 เมล็ด 
ประโยชน์ : ใช้เป็นอาหาร เปลือกผลสีขาว เชื่อมเป็นอาหารหวาน เนื้อผล รับประทานเป็นผลไม้ ทำยำส้มโอ ใส่ข้าวยำ ทำเมี่ยงส้มโอ และน้ำผลไม้ 
  คุณค่าทาง โภชนาการ ผิวผลนอกสุด มีน้ำมันหอมระเหย เปลือก ผลสีขาว มีสารเพคตินสูง ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่น ๆ เนื้อผล มีกรดอินทรีย์ วิตามินซี เอ และบี มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารอื่น ๆ  ใช้เป็นยา ใบ แก้ปวดข้อ ท้องอืดแน่น แก้ปวดหัว ดอก แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้ปวดกระบังลม ขับเสมหะ และขับลม ผล แก้เมาสุรา ขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยเจริญอาหาร เปลือกผล ขับลม ช่วยขับเสมหะ แน่นหน้าอก ไอ ปวดท้องน้อย ไส้เลื่อน หรือต้มน้ำอาบแก้ คัน และตำพอกฝี เมล็ดแก้ไส้เลื่อน แก้ปวด ท้อง ราก แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดกระเพาะ อาหาร และไส้เลื่อน


ขอขอบคุณ:http://www.rspg.or.th/plants_data/use/fruit_15.htm