Search this site

1635days since
Annual Fundraiser

ดอกไม้ป่า



ลิ้นมังกร

ชื่ออื่นๆ :  ปัดแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Habenaria rhodocheila Hance

ลักษณะ : มีหัวใต้ดิน ใบรูปหอก ช่อดอกแบบกระจายออกที่ปลายยอด มี 3-15 ดอก ดอกกว้าง 1.5-2 ซม. เกิดค่อนไปทาง

ปลายช่อ กลีบเลี้ยงบนเชื่อมกับกลีบดอกคล้ายเป็นหมวก กลีบปากเป็นสามแฉก แฉกกลางเว้าบุ๋ม  ดอกมีทั้งสีส้ม แดง 

ชมพู โอรส

ช่วงเวลาออกดอก  ก.ค. - ก.ย.

แหล่งที่พบ : ขึ้นบนดินทรายชื้นแฉะใต้ร่มไม้และทุ่งหญ้าและบริเวณลานหินริมน้ำตก  พบมากที่ภูหินร่องกล้า ที่อื่นๆ 

ที่พบ เขาใหญ่ ภูสอยดาว ชายป่าสระบุรี


                                                                 

 ว่านไก่แดง


ชื่ออื่นๆ :  กาฝากก่อตาหมู ไก่แดง เอื้องหงอนไก่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aeschymanthus Hildebrandii Hemsl.

ลักษณะ : เป็นพืชอิงอาศัยหรือกาฝากเกาะตามต้นไม้ใหญ่ พบขึ้นต้นเดี่ยวหรืออาจจะ5พบเป็นกอ ลำต้นสูงประมาณ 20-30 ซม. ลำต้นเปราะและหักง่าย

 ลักษณะดอกและใบดังที่เห็นในภาพ 

ช่วงเวลาออกดอก  ก.ย. - พ.ย.

แหล่งที่พบ : เกาะตามต้นก่อ หรือต้นไม้อื่นๆ ในป่าดิบเขา พบทั่วทุกภาค




เอื้องหมายนา


ชื่ออื่นๆ :  เอื้องดิน  บรรไดเวียน เอื้องช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coutus specious

ลักษณะ : มีหัวเง่าขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน ลำต้นอวบน้ำสูงประมาณ 1.5-2 เมตร เติบโตขึ้นทางยอดไม่แตกกิ่งและใบ  ใบเรียวยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ 

 ลักษณะดอกออกเป็นช่อตั้งตรงที่ปลายยอด แต่ละช่อมีกาบใบ สีแดง สีม่วงแดง สีแดงอ่อนแกมชมพู เรียงชิดติดกันเป็นจำนวนมาก ในแต่ระใบประดับจะมีดอกย่อย 1 ดอก จะเริ่มบานไล่จากชั้นล่างขึ้นบนจนกว่าจะหมด  และหลุดร่วงไป เหลือแต่หลอดสีแดงเป็นที่เจริญเติบโตของเมล็ด

ช่วงเวลาออกดอก : ตลอดปี พบมากในช่วง ส.ค.- ก.ย.

แหล่งที่พบ : บริเวณชายป่าที่ชุ่มชื้น ใต้ต้นไม้ใหญ่ เชิงเขา ริมน้ำตก


                                                                                                    

         
                                                                      


                                                                             กระ

ชื่ออื่นๆ :  กระ 

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  -

ลักษณะ : -

 ลักษณะดอก : -

ช่วงเวลาออกดอก  มิ.ย. - ส.ค.

แหล่งที่พบ : บริเวณชายป่าที่ชุ่มชื้น ใต้ต้นไม้ใหญ่ เชิงเขา ริมน้ำตก



เทียนนกแก้ว 


ชื่ออื่นๆ :  Parrot flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens psittacina Hk. f.

ลักษณะ : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ สูง 0.5-1.5 เมตร ใบเดี่ยวรูปไข่กว้าง โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบจัก

ขนาดกว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-6 ซม. 

 ลักษณะดอก : สีแดงม่วงแกมแดงบางส่วนเป็นสีชมพู ออกเดี่ยวตามก้านใบ หรือปลายยอด ขนาดดอกกว้าง 2-3 ซม. ยาวประมาณ 5-6 ซม. กลีบรองดอกรูป

ถ้วยปากบาน ลักษณะดอกดังในภาพ

ช่วงเวลาออกดอก  ต.ค. - พ.ย.

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามรอยแตกของเขาหินปูที่มีการสะสมของอินทรีย์สาร พบที่ความสูง 1,500 -1,800 เมตร

ประโยชน์ เป็นพืชหายาก สวยงาม ได้ชมแล้วชื่นใจ




ยี่โถปีนัง


ชื่ออื่นๆ :  หญ้าจิ้มฟันควาย แขมเหลือง แขมดอกขาว น้ำทราย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arundina graminifolia ( D. Don ) Hochr.

ลักษณะ : เป็นกล้วยไม้ขนาดใหญ่ ต้นผอมตรง สูง 50-160 ซม. แผ่นใบบางและอื่น โคนเป็นกาบหุ้มต้น ช่อดอกสั้นเกิดที่ปลายยอด จำนวนดอกในช่อน้อย

มักจะบานครั้งละ 1 ดอก ขนาดดอก 2-6 ซม. กล้วยไม้ชนิดนี้มีขนาดต้น ใบ ดอก ตลอดจนสีดอกอาจแตกต่างกันได้ค่อนข้างมากในแต่ละท้องถิ่น


เอนอ้า

ชื่ออื่นๆ :  เอนอ้าขน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Osbeckia stellata Ham.

ลักษณะ : เป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ใบรูปรีแกมขอบขนาน มีขนละเอียดปกคลุมทั่วใบ  ดอกเป็นช่อปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก สีชมพูออกม่วง ( บานเย็น ) กลีบดอก 4 กลีบ เวลาบานจะอ้าออก ช่วงเวลาออกดอก  ตลอดปี

แหล่งที่พบ : ขึ้นบริเวณป่าเสื่อมโทรมที่ธรรมชาติกำลังฟื้นตัวที่มีทุ่งหญ้าโล่ง และบริเวณพื้นที่ชื้อแฉะบนลานหิน



ดอกหรีดเชียงดาว


ชื่ออื่นๆ :  ไม่มี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gentiana leptoclada ssp. australis

ลักษณะ : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเกลี้ยง สูง 40-80 ซม. ใบรูปไข่ กว้าง 1-1.3 ซม.  ยาว 2-4 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเรื่อย ดอก สีม่วงอมฟ้า ออกเป็นกระจุก 1-5 ดอก ที่ปลายยอดและซอกใบ ดอกบานมีขนาด 2.5-3 ซม. กลีบรองดอกเป็นถ้วยตื้น ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ 

ช่วงเวลาออกดอก  ต.ค. - ธ.ค.

แหล่งที่พบ : ดอยหลวงเชียงดาว  ความสูง 1,600 เมตร ขึ้นไป



ดุสิตา

ชื่ออื่นๆ :  หญ้าข้าวก่ำน้อย  ดอกขมิ้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Utricularia delphinioides Thor. ex Pell.

สมเด็จพระราชินีฯ ทรงพระราชทานนามว่า ดอกดุสิตา 

ลักษณะ : เป็นหญ้าลำต้นเล็ก สูงประมาณ 5-25 ซม. ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ขึ้นบนลานหินโล่งจะมีลำต้นสั้น หากขึ้นรวมกับทุ่งหญ้าที่มีน้ำขังจะมีลำต้นที่ยาวกว่า  ดอกออกเป็นช่อๆ มีดอกย่อยจำนวน 3-5 ดอก สีม่วงเข้ม โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ด้านบนมีสีม่วงอมน้ำเงิน 

ช่วงเวลาออกดอก  ตุลาคม - พฤศจิกายน

แหล่งที่พบ : ขึ้นบนลานหินที่ชื้นแฉะ และบริเวณที่มีน้ำขังตื้นๆ 

ประโยชน์ : สวยดี ดูแล้วสบายตา


ปุดใหญ่

ชื่ออื่นๆ :  ปุด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Achasma macrocheilos  Griff

เป็นพืชตระกูลขิงข่า มีเหง้าอยู่ใต้ดิน สูง 1.5-3 เมตร ใบคล้ายใบกล้วย

ลักษณะ : ปลายแคบเป็นติ่งแหลม โคนมน ก้านใบยาวและโคนก้านใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกเป็นช่อสั้นๆ ใกล้ๆ กับโคลนต้นซึงแทงขึ้นมาจากเหง้า ช่อหนึ่งมี 4-10 ดอก ดอกเป็นรูปกรวยหงายสีแดงสด ขอบกลีบสีเหลืองอ่อน กลีบดอกมีหลายกลีบแล้วแต่ความสมบูรณ์ของแต่ละต้น

ช่วงเวลาออกดอก  ตลอดปี มากสุดในช่วงต้นฤดูฝน

แหล่งที่พบ : ขึ้นทั่วไปตามป่าดินชื้น



ว่านกาบหอย

ชื่อวิทยาศาสตร์  Tradescantia spathacea  Stearn

ชื่อสามัญ  Oyster plant , White flowered tradescantia

วงศ์  Commelinaceae

ชื่ออื่น :  กาบหอยแครง ว่านหอยแครง (กรุงเทพฯ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 20-45 ซม. ลำต้นอวบใหญ่ แตกใบรอบเป็นกอ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงซ้อนเป็นวงรอบ รูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียว ท้องใบสีม่วงแดง เนื้อใบหนา ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยใบประดับสีม่วงปนเขียว รูปหัวใจคล้ายหอยแครง มี 2 กาบ โคนกาบทั้งสองประกบเกยซ้อนและโอยหุ้มดอกสีขาว ดอกสีขาวเล็กอยู่รวมเป็นกระจุก กลีบดอก 3 กลีบ รูปไข่ สีขาว แผ่นกลีบหนา เกสรเพศผู้มี 6 อัน ผล รูปรี กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 3.5 มม. มีขนเล็กน้อย ผลแก่แตกออกเป็น 3 ซีก เมล็ดเล็ก



สร้อยสุวรรณา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Utricularia bifida   L.

ชื่อวงศ์ :  LENTIBULARIACEAE

ชื่ออื่น : หญ้าสีทอง

ลักษณะ : พืชล้มลุก ขึ้นเป็นกอเล็ก สูง 10-15 ซม. ใบ เดี่ยว ขนาดเล็ก เรียงเวียนรอบโคนต้น มีอวัยวะจับแมลงเกิดตามข้อของไหล หรือบนใบ รูปกลมขนาดเล็ก มีก้านชูสั้นๆ ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อตั้งจากโคนกอ มีดอกย่อย 2-6 ดอก ขนาด 6-10 มม. กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบบนมีขนาดใหญ่ประมาณ 2 เท่าของกลีบอื่น ปลายมนรูปไข่กลับ บริเวณโคนมีเส้นสีแดงเข้ม ตามยาว กลีบล่างมนกลมหรือแยกเป็น 2 พู ตรงกลางกลีบเป็นถุง รูปจงอยโค้ง ไปด้านหลัง เกสรผู้ 2 อัน ติดอยู่บนหลอดกลีบดอก ผล แบน รูปรีแกมรูปไข่ เมล็ด ขนาดเล็ก จำนวนมาก อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินโดนีเซีย 

แหล่งที่พบ :ในประเทศไทยพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขึ้นตามพื้นที่โล่งชื้นแฉะ ออกดอกช่วงเดือน กันยายน-ธันวาคม ช่วงออกดอกจะทิ้งใบ



เล็บมือนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Quisqualis indica L.

ชื่อสามัญ: Chinese honey Suckle, Rangoon Creeper, Drunken Sailor
ชื่ออื่น: จะมั่ง จ๊ามั่ง มะจีมั่ง (ภาคเหนือ), อะดอนิ่ง (มลายู-ยะลา), ไท้หม่อง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

วงศ์: COMBRETACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้เถาขนาดกลาง ลำต้นค่อนข้างแข็ง แตกกิ่งก้านหนาทึบ ลำต้นหรือกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมเทาปกคลุม แต่ต้นที่แก่ผิวจะเกลี้ยง หรือบางทีก็มีหนาม ต้องมีหลักยืดหรือร้านให้ลำเถาเกาะยึด



กระดุมเงิน

ชื่อพื้นเมือง : กระดุมเงิน หญ้ากระจ่อน หญ้าตุ้มหู (เลย)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eriocaulon henryanum Ruhle


ชื่อวงศ์ : ERIOCAULACEAE


ชื่อสามัญ : -


ลักษณะ : ไม้ล้มลุกปีเดียว มีเหง้า ใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกเหนือดิน รูปแถบ ปลายแหลม โคนหุ้มลำต้น ขอบเรียบ แผ่นใบสีเขียวอ่อนเป็นมัน ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น กลม สีขาว ดอกแยกเพศแต่อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้อยู่รอบใน ดอกเพศเมียอยู่รอบนอก แต่ละดอกมีวงกลีบรวม 2 ชั้น ชั้นละ 2-3 กลีบ ปลายกลีบรวมมีขนฟู ผลแห้ง แก่แล้วแตก เมล็ดเล็กมาก



+

เข็มป่าหรือปิ้งขาว



ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Clerodendrum colebrookianum   Walp.

ชื่อที่เรียก

: ปิ้งขาว

ชื่ออื่นๆ

: เข็มป่า เขาะคอโด่ะ แบบิสี่ พอกวา นมสวรรค์เขา พวงพีขาว


ลักษณะ : ไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1-2 ซม. ลำต้นสีเขียว ปลายยอดเป็นสี่เหลี่ยมเห็นชัดเจน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง 15-20 ซม. ยาว 18-23 ซม. ก้านใบยาว 15-20 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ดอกสีขาวออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ขนาดผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ซม. กลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบรองดอกเป็นรูปถ้วย ปลายหยักเป็นติ่ง 5 ติ่ง ผลกลม มี 2 หรือ 4 พู ติดกัน กลีบรองดอกติดคงทน แผ่ออก เมื่อแก่จะมีสีดำ



ช้องแมว

ชื่อสามัญ Wild sage

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Gmelina philippensis, Cham.

ลักษณะ : เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันกับคู่ มีลักษณะเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายใบมน ดอกมีสีเหลืองออกเป็นช่อตามกิ่งข้าง โดยออกจากซอกของใบประดับซึ่งเรียงซ้อนกัน และดอกจะห้อยลงกลับหัว ตัวใบประดับมีสีเขียวอมเหลืองมีสีแดงประอยู่เป็นจุด ที่โคนกลีบติดกันเป็นรูปหลอด กลีบดอกแยกกันที่ปลายของหลอดดอก ช้องแมวจะออกดอกในช่วง เดือนมีนาคม-พฤษภาคม การขยายพันธุ์ใช้วิธีปักชำ




งิ้วป่า

ชื่อสามัญ:งิ้วป่า ง้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bombax anceps Pierre

ชื่อวงศ์: BOMBACACEAE

ลักษณะพืช:ไม้ต้น ผลัดใบ มีความสูง 8-15 เมตร ลำต้นเมื่อยังเล็กจะมีหนาม เมื่อโตขึ้นจะมีหนามน้อยลง
ใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเวียนสลับ มีใบย่อย 5-7 ใบ แผ่นใบย่อยรูปหอก กว้าง 3-6 ซม.ยาว 10-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โดนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบ ผิวเกลี้ยง ดอกใบสีขาว ออกเดี่ยวบริเวณเหนือแผลเป็นของใบและปลายกิ่ง ผลรูปกระสวย กว้าง 5 ซม. ยาว 10-15 ซม.  เมล็ดกลมสีน้ำตาลคล้ำถึงดำมีปุยสีขาวหุ้ม



กุ่มบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Crateva adansonii DC. ssp. trifoliata ( Roxb.)

ชื่อวงศ์ ( Family Name ) :CAPPARACEAE

ชื่ออื่นๆ(Common Name ) :ผักกุ่ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ )

ลักษณะทั่วไป
      เป็นไม้ต้นผลัดใบสูง 5 - 25 เมตร  
         ใบ      ใบประกอบ ออกสลับใบย่อย 3 ใบ  รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 2-6เซนติเมตร ยาว 4 - 12 เซนติเมตร ปลายมนหรือกลมมักมีตื่งโคนสอบ เนื้อใบหนา 
         ดอก     ดอกเป็นสีขาวเปลี่ยนเป็นสีนวล     ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอก 4 กลีบ รูปรีกว้าง 0.5 - 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 - 2.5 เซนติเมตร     เกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านสีม่วงยาว ก้านชูเกสรตัวเมียยาวกว่า เกสรตัวผู้  ผลกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 - 3.5 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลแดง อมม่วง


 
เทียนน้อย

ชื่ออื่นๆ :  -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : -

ลักษณะ : มีลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่ม ใบเป็นสีเขียวเรียวยาว ดอกมีลักษณะเป็นกลีบ สีชมพู

 ช่วงเวลาออกดอก ส.ค. - ก.ย.

แหล่งที่พบ : บนเขาที่มีความชื้นสูง


ดอกสุวรรณภา

ชื่ออื่นๆ :   ไม่มี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sencio craibianus

ลักษณะ : เป็นไม้พุ่มเตี้ย สูง 5-10 ซม. ใบเล็กแหลมเรียว ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อๆ ละหลายดอกตามง่ามใบหรือปลายก้าน ดอกสีเหลือง กลีบดอกแผ่ออกโดยรอบเป็นวงกลม และมีสีเหลืองเป็นกระจุกอยู่ตรงกลาง

ช่วงเวลาออกดอก  ธันวาคม - กุมภาพันธ์

แหล่งที่พบ : ตามภูเขาหินปูนที่มีความสูงตั้งแต่ 2,000 เมตรขึ้นไป

ดอกนี้ถ่ายที่ ดอยหลวงเชียงดาว  ก.พ. 



เอื้องเลี่ยม เอื้องน้ำต้น ว่านนอแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calanthe caridioglossa Schltr

ลักษณะ : ลำต้นเป็นกล้วยไม้ดิน ลำกล้วยรูปขอบขนาน ตรงกลางโป่งออก  สูงถึงปลายช่อดอกประมาณ 1 เมตร ใบรูปหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 15-35 ซม. ปลายแหลม ขอบใบห่อเข้าหากัน ทิ้งใบเมื่อออกดอก 

ดอกออกเป็นช่อๆ ละ 10-20 ดอก สีแดงเข้ม สีแดงออกม่วง สีชมพูอ่อน สีชมพูเข้ม สีบานเย็น สีส้ม  สีชมพูอ่อน ขนาดดอก  1.2-2.5 ซม. ออกดอกช่วงเดือน พ.ย. - ก.พ.

แหล่งที่พบในไทย  :  ขึ้นใต้ร่มเงาไม้ใหญ่บนหินที่มีการทับถมของซากอินทรีย์สารและมีความชื้นสูง

แหล่งกำเนิดและแพร่กระจาย : ประเทศไทย



หญ้าหนวดเสือ


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Burmania coelestris D. Don

ลำต้น : เป็นลำต้นเดี่ยวตั้งตรงสูงประมาณ 30 ซม.

ดอก :  เป็นดอกเดี่ยว หรื อเป็นช่อเล็กๆ ดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็น 3 ปีก

แหล่งที่พบ : บริเวณลานหินทรายที่มีน้ำขังหรือที่ชื้นแฉะ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายพื้นที่ ใกล้ๆ ที่พบคือเขาสมอปูน ทุ่งโนนสน ดอยเวียงผา เขาใหญ่


เอื้องศรีเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sirindhornia pulchella

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามรอยแตกของภูเขาหินปูนที่มีการสะสมของอินทรีย์สารที่อุดมสมบูรณ์ พบเพียงที่เดียว

ในโลกที่ดอยหลวงเชียงดาว



ว่านพร้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthogonium graclle Wall. ex Lindl.

ลักษณะ : ลำต้นเจริญทางด้านข้าง มีใบพับจีบรูปแถบ 2-3 ใบ ปลายใบเรียวแหลม ช่อดอกกระจายออกข้างลำต้น มีหลายดอก มีทั้งสีขาว ชมพู และม่วง กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดคล้ายปากแตร 

ช่วงเวลาออกดอก   ต.ค. - พ.ย.

แหล่งที่พบ : บนเขาสูงในหลายพื้นที่ 


เหยื่อเลียงผา


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatlens kerriae

ลำต้น : อวบน้ำ แตกเป็นทรงพุ่ม ขึ้นกลางแจ้งสูงประมาณ 1 เมตร  หากขึ้นในร่มลำต้นจะสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบกว้างปลายเรียวดังที่เห็นในภาพ

ดอก :  สวย ออกตามตาในแต่ละชั้นของโคนใบ ลักษณะของดอกดังที่เห็นในภาพ

แหล่งที่พบ : ขึ้นบริเวณโขดหินและไหล่เขาหินปูนที่ไม่ปะทะลมแรง มักขึ้นอยู่ในที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,900 เมตรขึ้นไป พบบนเขาสูงทางภาคเหนือ


เอื้องแซะภู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendroblum bellatulum Rolfe

ลักษณะ : ลำต้นเจริญทางด้านข้าง ลำลูกกล้วยรูปไข่ ช่อดอกแบบกระจุก มี 1-3 ดอก ดอกกว้าง 2 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีขาว กลีบปากรูปไต เว้าลึก ปลายกลีบปากใหญ่กว่าโคนกลีบ มีสัน 2-4  ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ช่วงเวลาออกดอก  ส.ค. - ก.ย.

แหล่งที่พบ : บนเขาสูงในหลายพื้นที่


กระเจียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma sparganifolia Gagnep

ลักษณะ : อยู่ใต้ดินมักลัษณะเป็นเง้า ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินคือกลีบดอก ใบคล้ายกระชาย

 ลักษณะดอกมีกลีบเป็นชั้นๆ ดังที่เห็นในภาพ กระเจียวมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีสีสันแตกต่างกัน และมีชื่อเรียกเฉพาะที่ต่างกันออกไป 

ช่วงเวลาออกดอก  มิ.ย. - ส.ค.

แหล่งที่พบ : ขึ้นบนดินทรายชื้นในป่าโปร่งและทุ่งหญ้า  พบได้ทั่วไปทุกภูมิภาคที่มีป่าเต็งรัง ที่พบมากที่สุดคือ ทุ่งกระเจียว จ.ชัยภูมิ

 

หญ้ามวนฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynoglossum lanceolatum Klw.

ลักษณะ : เป็นไม้ล้มลุก สูง 1-1.5 เมตร ใบเดี่ยวรูปหอก ใบช่วงใกล้ยอดมีขนาดเล็ก ใบที่โคนต้นมีขนาดใหญ่กว้าง โคนใบสอบปลายใบแหลม ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน

 ดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ขนาดดอกประมาณ 1 ซม. ออกเป็นช่อปลายกิ่ง ช่อดอกม้วนงอ กลีบดอก 5 กลีบ 

ช่วงเวลาออกดอก  มิ.ย. - ต.ค.

แหล่งที่พบ : พบขึ้นบนความสูง 1,500 เมตรขึ้นไป มักอยู่บนที่โล่งแจ้งมีแสงแดดส่องถึง


ชมพูเชียงดาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pedicularis siamensis

ลักษณะ : ลำต้นสูงประมาณ 40-60 ซม.  ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ หรือรอบต้นในระนาบเดียวกัน แผ่นใบคล้ายเฟิร์น รูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ขนาดกว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 1.5-4.5 ซม. ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนมีประขาว ด้านล่างเป็นนวลแป้งขาว ก้านใบสั้น

ดอกสีชมพูแกมม่วง ออกเป็นช่อตั้งตรงตามซอกใบ ดอกยาว 2-4 ซม. ไม่มีก้านดอก กลีบร่องดอกห่อเป็นถ้วย กลีบดอกบนเป็นหลอดยาว ตอนปลายเป็นจงอยโค้งแหลม กลีบล่างแผ่กว้างแยกออกเป็น 3 แถว

ช่วงเวลาออกดอก  ต.ค. - ธ.ค.

แหล่งที่พบ : ดอยหลวงเชียงดาว



ฟอร์เก็ตมีน๊อทป่า

ชื่ออื่นๆ :  ...

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cynoglossum lanceolatum Forssk.

ลักษณะ : ลำต้นแข็ง สูงประมาณ 0.5-1 เมตร มีกิ่งก้านแตกแขนงรอบลำต้น ใบเล็กเรียว ปลายแหลมโคนมน มีขนอ่อนปกคลุมทั้งสองด้าน

ดอกสีน้ำเงินอมฟ้า 5 แฉก ออกตามปลายยอด มีหลายดอกทยอยบาน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ

ช่วงเวลาออกดอก  ตุลาคม - ธันวาคม

แหล่งที่พบ : พบตามทุ่งหญ้าโล่ง ระดับความสูง 1,500 เมตรขึ้นไป 



นางอั้วน้อย


ชื่ออื่นๆ :  ว่านข้าวเหนียว เอื้องข้าวตอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Habenaria dentata ( Sw.) Schltr

ลักษณะ : ต้นเหนือดินสูง 10-20 ซม. ใบรูปรี  ปลายมนหรือแหลม มี 3-5 ใบ

เรียงเป็นระยะเวียนรอบต้น แผ่นใบค่อนข้างหนาและอวบน้ำ ช่อดอกสูง 12-20 ซม.

ดอกค่อนข้างแน่น ขนาดดอก 1.2-1.5 ซม. กลีบปากเป็น 3 แฉก แฉกข้างกว้าง และขอบมน แฉกกลางผอมเรียว  

ช่วงเวลาออกดอก  กรกฎาคม - ตุลาคม

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามพื้นดินในที่ร่มตามป่าดิบชื้นทุกภาค


เอื้องนวลจันทร์


ชื่ออื่นๆ :  เอื้องเหลืองพิศมร เอื้องเหลืองศรีสะเกษ เอื้องดินลาว หัวข้าวเหนียว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathoglottis lobbii Lindl.

ลักษณะ : เป็นหัวขนาดเล็กสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ใบกว้าง 2 ซม. ยาว 20-30 ซม. ทิ้งใบร่วงหมดในฤดูร้อน  ดอกเป็นช่อตั้งตรงราว 20-30 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม ช่อละ 4-6 ดอก ออกรอบๆ ก้านช่อดอกโดยเรียงสลับกัน ดอกสีเหลือง กลีบนอกคู่ล่างมีเส้นสีม่วงประปราย ปลายปากดอกผายกว้างและมีร่อง โคนปากมีจุดและแถบสีแดง ขนาดดอก 2.5-3 ซม.

ช่วงเวลาออกดอก  พ.ค. - พ.ย.

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามพื้นดินขึ้นในทุ่งหญ้าและลานหินที่มีน้ำไหลผ่าน พบได้ทุกภาคของไทย แหล่งที่พบขึ้นเยอะ คือ ทุ่งโนนสน เขาสมอปูน ภูหินร่องกล้า และที่อื่นๆ 

 

                                                                        ว่านจุก

 ชื่ออื่นๆ :  เอื้องดิน  เอื้องดินใบหมาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Spathoglottis plicata Bl.

ลักษณะ : ลำต้นเป็นหัวแบบเผือกอยู่ใต้ดิน มีการเจริญทางด้านข้าง ใบรูปแถบ ใบยาวมาก ช่อดอกมี 8-15 ดอก ดอกออกเกือบทุกช่อ ดอกกว้าง 4 ซม. สีชมพูแกมม่วง  

ช่วงเวลาออกดอก  พฤษภาคม - ตุลาคม

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามพื้นดินที่ชุ่มชื้นในป่าดิบ พบได้ง่ายทางภาคตะวันออกและภาคใต้



ลิลลี่ดอย 

ชื่ออื่นๆ :  ไม่มี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : .....

ลักษณะ : เป็นพื้นล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นจะเจริญเติบโตในฤดูฝนและ ลำต้นจะแห้งไปในฤดูแล้ง หัวใต้ดินจะแตกต้นใหม่ในฤดูฝนถัดไป ลักษณะลำต้นแข็งตั้งตรง ความสูง 1-2 เมตร ใบแข็ง เล็กและเรียว ออกดอกที่ปลายยอด ลักษณะดอกมี 6 กลีบ ปลายกลีบม้วนโค้งขึ้นด้านบน จะทยอยบานจากล่างขึ้นบนจนสุดที่ปลายยอด เกสรห้อยลงและมีจำนวนเท่ากลีบ เกสรที่ได้รับการผสมจะพัฒนาเป็นฝักและมีเมล็ดเพื่อสืบพันธ์ต่อไป

ช่วงเวลาออกดอก  สิงหาคม - กันยายน

แหล่งที่พบ : ภูสอยดาว ที่ระดับความสูง 1,500 เมตรขึ้นไป นักท่องเที่ยวมือบอน

และพวกมักง่ายชอบดึงต้นขึ้นมาเพื่อจะนำลงไปปลูก ถอนขึ้นมาแล้วก็ทิ้งไว้แถวนั้นให้เห็นบ่อยๆ



กุหลาบพันปี


ชื่ออื่นๆ :  คำแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhododendron arboreum subsp.

ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 2-12 เมตร ใบแข็งแผ่นใบหนา รูปทรงรีขอบใบเรียบ ลักษณะดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อละ 4-12 ดอก ดอกสีแดงสด กลีบดอกเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ  

ช่วงเวลาออกดอก  มกราคา - กุมภาพันธ์

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามไหลเขาบนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,800 เมตรขึ้นไป  พบในหลายดอยในจังหวัดเชียงใหม่ แหล่งที่พบคือกิ่วแม่ปานบนดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง  ดอยเวียงผา ดอยม่อนจอง

 


กุง


ชื่ออื่นๆ :  หญ้าบัว หญ้าขนไก่ หญ้ากระเทียม กระถินทุ่ง กระถินนา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xyris pauciflora Willd.

ลักษณะ : เป็นหญ้าชนิดหนึ่งมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ขึ้นเป็นกอ ช่อดอกเดี่ยวไม่มีก้าน สูงราว 30-50 ซม. ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ดอกสีเหลืองมี 3 กลีบ ในแต่ช่อช่อดอก จะมีดอกอ่อนหลายดอกซ้อนกันอยู่ จะทยอยบานทีละดอกต่อวันบานวันเดียวแล้วจะโรย 

ช่วงเวลาออกดอก  ตุลาคม - พฤศจิกายน

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามทุ่งหญ้าทั้งบนเขาสูงและที่ราบตามท้องนาทุ่งหญ้าที่มีน้ำแฉะ




บุก

ชื่ออื่นๆ :  มันชูรัน หัววุ้น บุกรอ กระแท่ง ลอกใหญ่ อีผุก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus sp.

ลักษณะ : เป็นไม้มีหัวขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน มีใบโผล่ขึ้นจากดิน ก้านใบกลม อวบอ้วนสีเขียวอ่อน โคนมีสีเขียวเข้ม สูง 0.5-2 เมตร  ดอกมี 2 แบบ แบบที่มีชื่อดอกชูสูงขึ้นจากพื้น และดอกที่ออกบริเวณผิวดินซึ่งไม่มีก้านดอก

ลักษณะดอกมีเกสรเป็นหลอดปลายเรียวอยู่ตรงกลาง จานรองดอกห่ออยู่ด้านล่าง ของหลอดเกสร จานรองดอกมีหลายรูปแบบ บางต้นมีรองจานดอกสูงเท่าคน 

ช่วงเวลาออกดอก  เมษายน - กรกฎาคม

แหล่งที่พบ : พบทั่วไปในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาค

ประโยชน์  ใบอ่อนที่ยังไม่บานสามารถนำไปแกงส้มได้ ทานอร่อย  หัวขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ดินใช้ทำอาหาร แกง หรือทำไอครีมรสบุก และขนมหม้อแกงบุก นอกจากนี้ยังใช้ทำเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยลดความอ้วนอีกด้วย



จ๊าฮ่อม


ชื่ออื่นๆ :  หว้าชะอำ 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peristrophe lanceolaria (Foxb.) Nees.

ลักษณะ: ลำต้นสูง 1-1.5 เมตร ใบรูปรีหรือรูปหอก กว้าง 2-6 ซม. ยาว 9-16 ซม. ปลายเรียวแหลม ขอบใบเรียบโคนแคบ ท้องใบมีขนสั้น ปกคลุม ดอกออกเป็นช่อตามยอดหรือง่ามใบ ช่อดอกยาว 5-10 ซม.

สีชมพูหรือสีชมพูอมม่วง โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปกรวย

ปลายแยกเป็น 2 กลีบ ดังที่เห็นในภาพ

ช่วงเวลาออกดอก  พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์

แหล่งที่พบ : ขึ้นตามท่องหญ้าชายป่าดิบ พบได้ทั่วไป



เทียนอินทนนท์


ชื่ออื่นๆ :  ยังไม่ได้รับรายงาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  :   ยังไม่ได้รับรายงาน

ลักษณะ : เป็นไม้ล้มลุก ขึ้นเป็นพุ่มปกคลุมตามพื้นดิน ใบรี ขอบใบหยัก ออกดอกปลายยอด มี 2-3 ดอกต่อช่อ ทยอยบาน

ช่วงเวลาออกดอก  ตุลาคม - ธันวาคม 

แหล่งที่พบ : ไป พบมากที่ดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก

ประโยชน์ เป็นไม้คลุมดินในที่ร่มเงาต้นไม้ใหญ่



หยาดน้ำค้าง 

ชื่ออื่นๆ :  จอกบ่อวาย  หญ้าน้ำค้าง 

ดอกไม้ป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ : Drosera Burmanil

ลักษณะ : ลำต้นแนบติดกับพื้นดิน ใบรูปมนรีอวบอ้วนแผ่เป็น รัศมี กว้าง 4 ซม. ปลายงอโค้งคล้ายกับซ้อน ใบอ่อนสีเขียวและ มีขนเล็กๆ สีแดงจำนวนมากปกคลุมอยู่ตามขอบใบ ปลายขนจะมีตุ่มใสๆ ที่มีน้ำหวานเหนียวๆ ฉาบอยู่รอบๆ คล้ายหยาดน้ำค้างเพื่อล่อให้แมลงเข้ามาเกาะ

ช่วงเวลาออกดอก  กรกฏาคม - ตุลาคม

แหล่งที่พบ : ตามลานหินที่มีน้ำชื้นแฉะ



เอื้องปากนกแก้ว

ชื่ออื่นๆ :  เอื้องดิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrobium cruentum Rchb. f.

ลักษณะทั่วไป : เป็นกล้วยไม้ที่มีลำต้นใต้ดิน ใบยาวเรียวเหมือนใบอ่อนของมะพร้าว ในฤดูแล้งใบจะโทรมลง  มักขึ้นอยู่ในทุ่งหญ้าคา เมื่อถึงฤดูแล้งหลังโดนไฟป่าเผาแล้วฝนมา ก็จะแตกใบออกมาพร้อมทั้งแทงช่อดอกโผล่ขึ้นจากดิน ออกดอกไปทั่วบริเวณทุ่งหญ้า สวยงามมากๆ

แหล่งที่พบ : ตามทุ่งหญ้าคาบนที่สูง

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กรกฏาคม




กุหลาบขาวเชียงดาว 


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhododendron kiwl lm.

ลักษณะทั่วไป : ลำต้นแข็ง แตกเป็นทรงพุ่มเตี้ย ความสูงของต้นที่ขึ้นในบริเวณที่ปะทะลมประมาณ 0.75-1.0 เมตร บริเวณไม่ปะทะลม 1-1.5 เมตรช่อดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อมี 3- 5 ดอก

แหล่งที่พบ : บนเขาสูงที่เป็นภูเขาหินปูน มักขึ้นบนที่สูงตั้งแต่ 1,800 เมตร ขึ้นไป พบได้ที่ดอยหลวงเชียงดาว และ ดอยภูแว

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม



วนารมย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lespedeza sulcata Craib

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาขยายไปตามพื้นหญ้า ลักษณะเหมือนพืชคลุมดิน ดอกมีกลีบเป็นชั้นๆ ดังที่เห็นในภาพ โดยดอกชั้นล่างจะเริ่มบานก่อน แล้วบานไล่ขึ้นไปข้างบน มีดอกสวยไปจนกว่าจะบานสุดดอก เวลาดอกบานจะบานพร้อมกันทั้งพุ่มสวยงามมาก

แหล่งที่พบ : ขึ้นแซมบนทุ่งหญ้ากลางแจ้งที่ชุ่มชื้นและมีสภาพดินปนทรายร่วนซุย

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนกันยายน ถึง ตุลาคม



หางเสือลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nosema cochinchinense (Lour.) Merr

ลักษณะทั่วไป : ลำต้นสูง 30-60 ซม. สีแดง เป็นเหลี่ยมมนๆ มีขนนุ่มละเอียดปกคลุมอยู่หนาแน่น และแตกกิ่งก้านเล็กน้อย ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกเป็นหลอดเล็กๆ สีม่วงหรือม่วงอ่อน เรียงตัวอัดกันแน่นเป็นรูปทรงกระบอกใบ รูปขอบขนานแคบถึงรูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 4-6 ซม. ขอบใบหยักโค้งละเอียด โคนมีสีแดงแต้ม มีขนนนุ่มละเอียดปกคลุมทั้งสอง

สรรพคุณ : เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สิริมงคล

แหล่งที่พบ : ขึ้นปะปนตามทุ่งหญ้าป่าสนที่มีน้ำขังหรือชุ่มชื้นบนภูเขาสูงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูเรือ

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม


ฉัตรฟ้า 

ชื่อท้องถิ่น : นมสวรรค์  พนมสวรรค์  ฉัตรฟ้า

ชื่อวงศ์ : VERBERNACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum paniculatum Linn.

ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตรงเป็นเหลี่ยมสี่เหลี่ยมเป็นข้อๆไม่มีกิ่ง แต่มีก้านใบแตกออกจากลำต้นโดยตรง ใบสีเขียวแกมดำ ผิวใบระคายเล็กน้อย ขอบใบเป็นแฉก 5 แฉก ปลายแฉกแหลม ออกดอกตรงยอดมี 2 ชนิด คือ สีขาวกับสีแดง

สรรพคุณ : -  ดอก แก้เลือดในท้อง แก้พิษสัตว์

               - ส่วนใบแก้ลมและพิษฝีดาษ

               -  ต้นและราก แก้พิษแมงป่อง ตะขาบ แก้ไข้เหนือ ขับลมให้ออกมาทั่วตา

แหล่งที่พบ : ไทย อินโดนีเซีย พม่า จีน

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม



เทียนก้ามกุ้ง 


ชื่อสามัญ : เทียนภู

ชื่อท้องถิ่น : เทียนก้ามกุ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens pseudochinenis

วงศ์ : BALSAMINACEAE

ลักษณะทั่วไป : พืชล้มลุกขนาดสูงประมาณ 30-50 ซม.ลำต้นเป็นปล้องอวบน้ำ และเปราะหักง่ายใบเรียวยาว และมีหนามตามขอบใบดอกสีม่วงอมชมพูและมีจะงอยยาว ก้านดอกเรียบ กลีบเลี้ยงรูปไข่

แหล่งที่พบ : พบอยู่ตามทุ่งหญ้า บนภูเขาหินปูนทั่วไป

ช่วงเวลาออกดอก : ออกดอกตลอดทั้งปี




อรพิม

ชื่ออื่นๆ : คิ้วนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia Winitii, Craib

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่แข็ง ใบเป็นใบประกอบ ช่อหนึ่งจะมีใบ 15-20 ใบ แผ่นใบจะเว้าผ่ากลาง เป็นสองซีกเล็กๆ ดูคล้ายใบย่อย 2 ใบ จะออกสลับกันตลอดก้านใบ ดอกจะออกโคนก้านใบและยอดเถาเป็นช่อ ๆ ช่อใหญ่จะมีดอกประมาณ 10-20 ดอก ดอกจะทยอยกันบานจนหมดช่อ มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบเลี้ยง ดอกตูม และก้านดอก จะเป็นขนสีนํ้าตาลนุ่ม มีฝักยาว วัดได้ประมาณ 15-30 ซม. ออกดอก ฤดูฝนตลอดฤดูหนาว ถ้าจะปลูกขึ้นซุ้มต้องเป็นซุ้มที่แข็งแรงและ ขนาดใหญ่

แหล่งที่พบ :  ตามป่าไม้ผลัดใบและป่าโปร่งบนเขาหินปูนทางภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนสิงหาคม ถึง มกราคม




กระทือ


ชื่ออื่นๆ :  กะแวน กะแอน ระแอน แสมดำ กระทือป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet

ลักษณะทั่วไป : เป็นพืชตระกูลขิงข่า ลักษณะลำต้นเหมือนข่าแต่โตกว่า ใบรูปหอก ลำต้นสูง 1- 2 เมตร ปลายแหลม ขอบใบเรียว ก้านช่อดอกโผล่พ้นขึ้นมาจากเหง้าใต้ดินยาว 20-30 ซม.  ดอกเป็นกลีบซ้อนกันหลายชั้น ดอกจะเป็นหลอดขนาดเล็กเมื่อบานจะโผล่ออกมาจากกลีบที่เป็นชั้นๆ

แหล่งที่พบ : ตามป่าเบญจพรรณ และชายป่า

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนพฤษภาคม 



พวงหยก


ชื่อสามัญ : Gray Jade Vine , Emerald

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Strongylodon  macrobotrus  A.

วงศ์ : PAPILIONOIDEAE

ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อย เนื้อแข็ง เถามีสีน้ำตาลเข้ม แล้วจะทิ้งต้นย้อยลงมา แลดูสวยงาม ใบมีมีขนาดใหญ่ มีความกว้างประมาณ 4 ซม. และยาวประมาณ 13 ซม. จะออกสลับซ้าย - ขวาไปตลอดกิ่ง ใบหนึ่งก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะค่อนข้างรี มีปลายใบและโคนใบแหลมลักษณะของดอกจะออกเป็นช่อห้อยลง มีสีเขียวหยกดอกจะเริ่มทยอยบานจากบริเวณโคนช่อก่อน ตัวดอกมีลักษณะคล้ายกับดอกแค แต่ดอกพวงหยกจะมีขนาดใหญ่กว่า แต่ละดอกจะมีก้านดอกยึดติดกับแกนของช่อรวมกันเป็นพวง มีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ส่วนกลีบดอกนั้นจะแบน หนึ่งดอกจะมี 5 กลีบ มีขนาดต่างๆ ช่อดอกที่สมบูรณ์มีความยาวประมาณ 65-70 ซม.

ประโยชน์ : นิยมปลูกพวงหยกบริเวณริมกำแพง ซุ้มประตู หรืออาจ เป็นซุ้มที่นั่งเล่น หรือซุ้มในสวนสาธารณะ

ช่วงเวลาออกดอก : ประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึง มกราคม

 


ดอกหงอนนาค 

ชื่ออื่นๆ :  น้ำค้างกลางเที่ยง หญ้าหงอนเงือก หงอนเงือก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannia giganteum ( Vahl. ) Br.

ลักษณะ : ลำต้น : สูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นอวบน้ำ  ใบรูปดาบ กว้าง 4.12 มม. ยาว 15- 40 ซม. ออกสลับรอบข้อที่ผิวดิน

 ดอก :  ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด ดอกสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก กลีบดอก 3 กลีบ กลีบตรงกลางด้านบนจะตั้งฉากกับกลีบ ด้านข้างทั้ง 2 กลีบ ยามเช้าจะหุบดอก แล้วจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักหยดน้ำติดอยู่

แหล่งที่พบ : ขึ้นบริเวณลานดินทรายที่มีน้ำขังหรือทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาสูงๆ ที่ชุ่มชื้น จุดที่มีหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของไทยอยู่ที่ภูสอยดาว นอกจากนี้ยังพบได้อีกหลายแห่งเช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ และอีกหลายที่

ช่วงเวลาออกดอก  ส.ค. - ต.ค



สมาชิกกลุ่มดอกไม้ป่า

นางสาวจิดาภา    เรือนไทย เลขที่  8   

นางสาวตรีทิพย์   นึกไม่ลืม เลขที่  9   

นางสาวปิยะดา    เอี่ยมประสงค์ เลขที่  10 

นางสาวปนัดดา   ศรีประภา เลขที่ 11 

นางสาวผกามาศ  ชนะเลิศ  เลขที่ 18 

ชั้น ม.5/3

       
     ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

        เว็บ ทัวร์ดอย

Comments