search

ทานตะวัน

ทานตะวัน (sunflower) เป็นพืชที่ออกดอกปีละหนึ่งครั้ง (Annual plant) อยู่ในแฟมิลี Asteraceae มีฐานรองกลุ่มดอก (Inflorescence) ขนาดใหญ่ ลำต้นโตได้สูงถึง 3 เมตร ฐานรองกลีบดอกอาจกว้างได้ถึง 30 เซนติเมตร ชื่อ"ทานตะวัน"ถูกใช้อ้างอิงถึงพืชทั้งหมดในจีนัส Helianthus ด้วยเช่นกัน

ทานตะวัน เป็นพืชท้องถิ่นของอเมริกากลาง

 

ทานตะวัน (Sun Flower)
มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Helianthus Annus Var. Macrocarpus (DC CK11)
เป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด สามารถขึ้นได้ดีในสภาพดินทั่ว ๆ ไป เนื่องจากมีระบบรากลึกสามารถหาอาหารได้ไกล ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เป็นพืชตระกูลเดียวกับเบญจมาศ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกกันมากในเขตอบอุ่น การที่มีชื่อเรียกว่า "ทานตะวัน" เพราะลักษณะการหันของช่อดอกและใบ จะหันไปตามทิศของดวงอาทิตย์ คือ หันไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทิศตะวันตกในตอนเย็นแต่การหันจะลดลงเรื่อย ๆ หลังจากมีการผสมเกสรแล้ว จนกระทั่งช่วงดอกแก่ ช่อดอกจะหันไปทางทิศตะวันออกเสมอ

 

ในสายตาคนทั่วไป ทานตะวันคือดอกไม้แห่งความภาคภูมิใจและความร่าเริง และนักชีววิทยารู้จักต้นไม้ชนิดนี้ในนาม Heli anthus annuus ซึ่งเป็นคำผสมในภาษากรีก โดยการนำคำ helio ซึ่งแปลว่า ดวงอาทิตย์มารวมกับ anthus ซึ่งแปลว่าดอกไม้ ทั้งนี้เพราะเวลาทานตะวันบาน มันจะหันหน้าดอกสู้ดวงอาทิตย์ตลอดเวลา

ตำนานเกี่ยวกับดอกทานตะวันเล่าว่า Clytie คือนางไม้ผู้หลงรักเทพ Apollo แห่งดวงอาทิตย์ แต่ Apollo ไม่ได้รู้จักรักตอบ นางจึงได้นั่งหันหน้าส่งสายตาจ้องมองเทพบุตรสุดที่รักของนาง โดยไม่มองอะไรอื่นใดเลยทั้งวันตั้งแต่วินาทีแรกที่ดวงอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งถึงวาระที่ดวงอาทิตย์ตก จนในที่สุด ร่างของนางได้กลายสภาพ ขาทั้งสองข้างได้กลายเป็นลำต้น ใบหน้าได้กลายเป็นดอกไม้ และผมสีทองของนางได้กลายเป็นกลีบดอกสีเหลืองของทานตะวัน ซึ่งก็ยังหันหน้ารับดวงอาทิตย์ที่นางหลงใหลอย่างไม่เสื่อมคลาย

หลักฐานที่พบทางมนุษยวิทยาได้แสดงให้เรารู้ว่า ชาวอินคาในเปรูนับถือทานตะวัน เพราะถือว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพอาทิตย์ ส่วนชาวอินเดียนแดงใช้ดอกทานตะวันตกแต่งแซมผมสาวพรหมจาริณีเพราะถือว่ามันเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสก็ทรงโปรดดอกทานตะวันมาก ถึงกับโปรดให้สร้างสวนทานตะวันในพระราชวัง

ประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกอีกว่า ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่อทหารล่าอาณานิคมของสเปนรุกรานอเมริกากลาง ทหารเหล่านี้ ได้ปล้นสะดม ได้รวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ที่ชาวยุโรปไม่เคยพบเห็นมาก่อนนำสู่ยุโรป ทานตะวันก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่นายพล Caravel ได้นำจากเม็กซิโกสู่สเปน ในปี พ.ศ. 2053 และในเวลาต่อมา Matthias de Lobd นักพฤกษศาสตร์ก็ได้เรียกพืชที่มีดอกสีเหลืองส้ม กลมใหญ่เหมือนดวงอาทิตย์ว่า Helianthus

ในระยะแรกๆ ผู้คนในยุโรปนิยมปลูกทานตะวันเป็นไม้ประดับ ในสวนพฤกษศาสตร์ในคฤหาสน์ แต่อีก 200 ปีต่อมา เมื่อทานตะวัน แพร่พันธุ์สู่รัสเซีย ชาวนารัสเซียผู้หนึ่งชื่อ D. Bokarev ได้พบว่า เมล็ดทานตะวันมีรสดี ความนิยมชมชอบในดอกทานตะวันจึงได้ ย้ายสถานที่จากสวนสู่ครัว และในปี พ.ศ. 2372 E. Voronezh ก็ได้พบอีกว่าเมล็ดทานตะวันมีน้ำมัน เขาได้เรียกน้ำมันนั้นว่า postnoe maslo ซึ่งแปลว่า น้ำมันสำหรับการใช้ในพิธีทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ ทานตะวันจึงเป็นที่ชื่นชมกันมากขึ้น เพราะได้มีการพบว่า น้ำมันทานตะวันสามารถนำไปทำเนยเทียม สบู่ สีทาบ้าน น้ำมันชักเงา สิ่งทอและน้ำหอมได้ด้วย

ทานตะวันเป็นพืชไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นตั้งตรง และมีขนปกคลุมในระยะแรกลำต้นจะออมน้ำ มันจึงเปราะและหักง่าย แต่พอมัน มีอายุมากขึ้น ลำต้นก็จะแข็งแรงขึ้นโดยมีความสูงตั้งแต่ 0.5-5 เมตร แต่ก็มีทานตะวันบางพันธุ์ที่สูงถึง 12 เมตร ใบทานตะวันมีลักษณะ เป็นรูปหัวใจมีสีเขียว ใบจะแตกแบบตรงข้ามกัน โดยทำมุม 90o กับคู่ใบที่เกิดมาก่อน และมีขนาดตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร ตามปกติ ใบจะมีขนปกคลุมเช่นกัน ต้นหนึ่งๆ อาจมีใบตั้งแต่ 8-70 ใบ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อมของมัน โดยมันจะขึ้นได้ดีในที่ ที่ไม่มีน้ำขังและอุณหภูมิสูง มันมักออกดอกในหน้าร้อน กลีบดอกมีสีเหลือง ใจกลางดอกมีสีน้ำตาล แต่ดอกทานตะวันสีเหลืองแดงก็มี ดอกทานตะวันบางพันธุ์ใหญ่คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวถึง 30 เซนติเมตรก็มี ดอกทานตะวันหนึ่งดอกมีดอกย่อยนับพันเรียงรายกัน อยู่บนช่อดอก การเป็นดอกสมบูรณ์เพศคือมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน ทำให้มันไม่ต้องพึ่งพาอาศัยแมลง ผลของมันมีสีดำ ดำแถบเทา ดำแถบขาว และขาวแถบเทา เมล็ดทานตะวันมีความยาวตั้งแต่ 7-25 มิลลิเมตร และกว้างตั้งแต่ 4-13 มิลลิเมตร และเมล็ดเหล่านี้นี่เองที่เวลานำไปสกัดแล้วจะให้น้ำมัน รากของทานตะวันนั้นเป็นรากแก้วที่สามารถหยั่งลงในดินได้ลึกตั้งแต่ 150-270 เซนติเมตร

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โลกปลูกทานตะวันประมาณ 2 ล้านไร่ และได้น้ำมันทานตะวันประมาณ 1 แสนตัน ปัจจุบันนี้สถิติ การผลิตน้ำมันทานตะวันได้เพิ่มประมาณ 7 เท่า เพราะได้มีการพัฒนาพันธุ์ของต้นทานตะวันให้มีดอกใหญ่ และเมล็ดหนัก โดยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพเมื่อ 30 ปีก่อน ได้เกิดวิกฤติการณ์น้ำมัน ทุกคนเกรงว่าน้ำมันจะหมดโลก เพราะปริมาณน้ำมันดิบ ที่โลกมีน้อย จะทำให้น้ำมันมีราคาแพง แต่ขณะนี้น้ำมันมีพอใช้และมีราคาไม่แพงนัก ถึงกระนั้นเราทุกคนก็ตระหนักได้ดีว่า เราจำต้องหา แหล่งน้ำมันหรือแหล่งพลังงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในอนาคต

น้ำมันพืชเป็นตัวเลือกตัวหนึ่งที่อาจนำมาใช้แทนน้ำมันดีเซลได้ และนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบว่าพืชเช่น ปาล์ม มะพร้าว ถั่วลิสง ทานตะวัน มะกอก และถั่วเหลืองให้น้ำมันได้ ณ วันนี้ งานทดสอบและพัฒนาการใช้น้ำมันพืชในเครื่องยนต์ดีเซล จึงมีทั้งการใช้น้ำมันพืชดิบ น้ำมันพืชที่ได้รับการแปลงรูปเพื่อให้มีสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล และการใช้น้ำมันผสมระหว่างน้ำมันพืชและน้ำมันดีเซล

ข้อมูลการทดลองปัจจุบันแสดงให้เรารู้ว่า น้ำมันทานตะวันให้ค่าความร้อนต่ำกว่าน้ำมันดีเซล ดังนั้น ถ้าขายในราคาเท่ากัน ผู้บริโภคจะเสียเปรียบ นอกจากคุณสมบัติด้านการให้ความร้อนแล้ว น้ำมันทานตะวันยังมีความหนืดสูง ซึ่งเป็นข้อเสีย เพราะนั่น หมายความว่าการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจะเกิดช้าและไม่สมบูรณ์ เพราะไม่สามารถทำให้มันเป็นละอองได้ง่าย ผลที่ตามมาคือเครื่องยนต์ ชำรุด เนื่องจากปั๊มทำงานหนัก และผงถ่านที่ไม่ลุกไหม้จะเข้าไปผสมปนกับน้ำมันหล่อลื่น นอกจากนี้ การที่น้ำมันทานตะวันมีกำมะถันน้อย ดังนั้น การนำน้ำมันทานตะวันมาผสมกับน้ำมันดีเซล จะช่วยลดอัตราส่วนของกำมะถันในน้ำมันผสมลง ผลที่ตามมาคือแก๊สซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (SO2) ถูกปลดปล่อยออกมาน้อยกว่าน้ำมันดีเซล

ความจริงวิศวกรชาวเยอรมันชื่อ Rudvlf Diesel ได้เคยใช้น้ำมันถั่วเหลืองในรถยนต์ ในงานแสดงรถยนต์ที่กรุงปารีส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 แล้ว และเมื่อ 30 ปีก่อนนี้ ก็ได้มีการนำแอลกอฮอล์ ethanol ที่ผลิตได้จากการหมักข้าวโพดมาผสมกับน้ำมันดีเซลธรรมดาเรียก gasohol ซึ่งนักวิจัยก็ได้พบว่า น้ำมันชนิดนี้ลุกไหม้ดีกว่าน้ำมันดีเซล ให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และไฮโดรคาร์บอน (CH) น้อยกว่า

ขณะนี้ J.M. Perez แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania State ในสหรัฐอเมริกา กำลังศึกษาการทำงานของเครื่องจักร ที่หล่อลื่นด้วยน้ำมันทานตะวัน เพื่อศึกษามลพิษในไอเสีย การสึกหรอหรือปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดกับเครื่องยนต์ และหาทางลดเขม่า และฝุ่นละอองในไอเสียให้ได้ค่ามาตรฐาน รวมทั้งหาวิธีที่จะทำให้มันทำปฏิกิริยากับออกซิเจนช้าลง เพราะการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเร็ว ทำให้คุณสมบัติของมันเปลี่ยนไป หรือเวลาอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เจ้าของรถยนต์ก็ไม่ต้องการให้น้ำมันทานตะวันแข็งตัว เป็นต้น

ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 K.O. Pope แห่ง Geological and Ecological Aretic Research ที่เมือง Aquasco ในรัฐ Maryland ของสหรัฐอเมริกากับคณะ ได้พบซากฟอสซิลของเมล็ดทานตะวันที่บริเวณ สามเหลี่ยมของแม่น้ำ Grijalva ในเม็กซิโก การวัดอายุของเมล็ดทานตะวันแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกากลางที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศ Mexico ปัจจุบัน ได้รู้จักทำไร่ทานตะวันแล้ว

ซึ่งการพบครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าเรารู้ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใดของโลกเคยปลูกหรือไม่ปลูกพืชชนิดใด เราก็สามารถ
ล่วงรู้ว่า กสิกรในอดีตทำไร่อะไรและอย่างไร และเราก็จะเข้าใจว่าการกสิกรรมอันเป็นอารยธรรมหนึ่งของมนุษย์เกิดได้อย่างไร และเพราะเหตุใดด้วย