กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน

กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน
   (12th SS. Panzer Division Hitler Jugend)


สัญญลักษณ์ประจำหน่วยของ กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน


      

กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน (12th SS. Panzer Division Hitler Jugend) ถือกำเนิดขึ้น
มาจาก ยุวชนฮิตเลอร์ ที่ พรรคนาซี ได้ทำการอบรมทั้งทางด้านวินัย และความเชื่อในด้านลัทธินาซี โดยการ
อบรมนี้พรรคนาซี จะเริ่มปลูกฝังแนวความคิด ความเชื่อ  ให้กับเยาวชนชายเยอรมัน  ตั้งแต่อายุ 10-14 ปี  โดย
พรรคนาซี จัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า จุงโฟล์ค(Jungvolk) คอยกำกับดูแล ส่วนเด็กผู้หญิงอายุ 10-14 ปี พรรคก็จะ
ให้เข้าอบรมในหน่วยที่มีชื่อว่า จุงมาเดล (Jungmadel)

   http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/images/Artur%20Axmann.jpg
ผู้บัญชาการยุวชนฮิตเลอร์ Artur Axmann กับ กองพลน้อยฮิตเลอร์จูเก้น
ในการฝึกอบรม ยุวชนฮิตเลอร์ ณ. สถานที่สวนสนาม Wünsdorf, Zossen
Wünsdorf เป็นอำเภอหนึ่งของเมือโซสเซนในจ.Teltow Flaming รัฐบรันเดนบูร์ก

เด็กผู้ชายอายุ 10-14 ปีที่ต้องการเข้าร่วมในจุงโฟล์ค ต้องผ่านการคัดเลือกหรือการทดสอบทางร่างกายด้วยการ
วิ่ง 50 เมตรใน 12 วินาที ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กที่จะเข้าร่วม จะมีสมรรถภาพที่แข็งแรง

ใน จุงโฟล์ค เด็กๆจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับลัทธินาซี ความเป็นชนชาติที่เข้มแข็งของชาวอารยัน ตลอดจนเรียน
รู้เกี่ยวกับอาวุธพื้นฐานทั่วไป เมื่อเด็กๆผ่านจุงโฟล์คมาแล้ว และมีอายุ 15-18 ปี ก็จะเข้าเป็นสมาชิกของ ยุวชน
ฮิตเลอร์
หรือ ฮิตเลอร์จูเกน (Hitler Jugend-Hitler Youth) ซึ่งการเป็นสมาชิกของยุวชนฮิตเลอร์ ถือเป็นภาค
บังคับของเด็กเยอรมันทุกคนที่ต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์กร

ในปี 1943 เยอรมันสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการกำลังพลเข้ามาทดแทนกำลังพล ที่
สูญเสียไป จึงมีการเปิดรับยุวชนฮิตเลอร์ที่มีอายุ 17 ปีเป็นต้นไปเข้าประจำการในกองพล เอส เอส ฮิตเลอร์จูเกน
ซึ่งกองพลนี้มีบทบาทอย่างมากในการรบที่นอร์มังดีของฝรั่งเศส ในการต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกใน
วันดี เดย์ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการรบเพื่อป้องกันเบอร์ลินในการรบช่วงสุดท้ายของ สงครามอีกด้วย

กำลังพลของกองพลนี้ มีความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง ถึงความเป็น

      "ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าชนชาติอื่นของชนชาติอารยัน และเป็นความภาคภูมิใจของพรรคนาซี"
   (they are the flower of the Nazi Party) 
     เป็นกำลังทหารที่เข้าร่วมโดยความสมัครใจ


     
     รถถัง PanzerIV มีการทำ ซิมเมอร์ริท (Zimmerit) ซึ่งเป็นเครื่องป้องกันทุ่นระเบิดแม่เหล็ก
    ทำให้ไม่สามารถเกาะติดตัวถังของรถถังได้ ในภาพจะเห็นเป็นรอยขีดสั้นๆ(นูนขรุขระ)โดยรอบคัน

แรกเริ่มนั้น กองพลมีที่ตั้งอยู่ที่ บีเวอร์ลู (Beverloo) ในประเทศ เบลเยี่ยม โดยใช้กำลังพลที่เป็นครูฝึกจากหน่วย
เอส.เอส. ที่มีชื่อเสียงจาก  กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1st SS. Panzer
Division Leibstandarte Adolf Hitler)
จำนวนกว่า 1,000 คน ซึ่งครูฝึกเหล่านี้ ก็ถูกบรรจุเป็นกำลังของกองพล
ฮิตเลอร์จูเกนด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีนายทหารที่มีประสบการณ์สูงอย่าง เช่น พันตรี เกอร์ฮาร์ด ไฮน์  (Gerhard
Hein)
ผู้ซึ่งได้รับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค จาก กรมต่อสู้รถถังที่ 209 ของกองทัพบกเยอรมัน
(กองทัพบกเยอรมัน เป็นคนละส่วนกับหน่วย เอส.เอส. หน่วย เอส.เอส. จะขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพบก
   แต่กองทัพบกไม่ขึ้นการบังคับบัญชากับหน่วย เอส เอส)


12th SS. Panzer Division Hitler Jugend in Normandy 1944
     กองพลยานเกราะเอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน

6 มิถุนายน 1944 พันธมิตรยกพลขึ้นบกใน วัน ดี เดย์ ที่นอร์มังดี ของฝรั่งเศส กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12
ฮิตเลอร์จูเกน ถูกส่งเข้าต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร ฮิตเลอร์จูเกนต่อสู้อย่างบ้าบิ่นและสามารถสร้างความเสียหายให้กับ
พันธมิตรได้เป็นอย่างมาก แต่การโจมตีทางอากาศของพันธมิตร ทำให้การเสริมกำลังของเยอรมันเป็นไปได้อย่าง
ยากลำบาก ขบวนยานเกราะขบวนรถไฟที่มุ่งสู่นอร์มังดี ถูกโจมตีเสียหายยับเยิน เมื่อขาดกำลังหนุน เยอรมันก็อ่อน
เปลี้ยลง และถูกพันธมิตรวางแผนล้อมกรอบที่ ฟาเล่ย์ (Falaises) ในเดือน ส.ค. 1944 กำลังพลของฮิตเลอร์จูเกน
สูญเสียอย่างมาก ทั้งกองพลเหลือกำลังพลเพียง 600 คน จนต้องมีการปรับกำลังใหม่

ภายหลังจากปรับกำลังใหม่แล้ว กองพลฮิตเลอร์จูเกน ก็เข้าสู่สมรภูมิที่ ป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) เบลเยี่ยม ใน
ฤดูหนาว ปี1944 ทหารของกองพลนี้รบอย่างห้าวหาญ แต่ก็ถูกกำลังทางอากาศของพันธมิตรโจมตีจนทำให้ความ
กล้าหาญ และเสียสละของเหล่า ยุวชนฮิตเลอร์ ในกองพลนี้ไร้ผลอย่างสิ้นเชิง หลังจากความล้มเหลว ในสมรภูมิ
ป่า Ardennes,
กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน ก็ถูกส่งไปรบใน Budapast ฮังการี กับกองทัพ
รัสเซีย และต้องถอยทัพเข้าไปในออสเตรีย

กองพลฮิตเลอร์จูเกน ถูกตีถอยกลับไปในเขตเยอรมัน พร้อมกับความสูญเสีย ในช่วงปลายของสงคราม  ยุวชน
ฮิตเลอร์
เหล่านี้จำนวนมาก ยอมสละชีวิต เพื่อปกป้องกรุงเบอร์ลินจากการบุกเข้ามาของรัสเซีย

จนในที่สุด กรุงเบอร์ลิน ก็แตก พร้อมๆกับการละลายหายไปของกองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน

ทหาร เอส.เอส.ที่ 12 ที่เหลือกว่า 10,000 นาย ได้ขอยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐอเมริกา ณ.เมือง Enns
ออสเตรีย
เมื่อ 5 พฤษภาคม 1945





 
ภาพโปสเตอร์ เชิญชวนให้ยุวชนฮิตเลอร์ เข้าร่วมเป็นกำลังพลของเอส.เอส.ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนที่จะถูกเกณฑ์
เป็นทหารในกองทัพเยอรมัน ตามปกติถึง 3 ปี ด้วยหลักเกณฑ์นี้ทำให้หน่วย เอส.เอส.มีโอกาสที่จะได้กำลังพลที่มี
ประสิทธิภาพ มีความตั้งใจจริง และมีจิตใจรุกรบก่อนกองทัพเยอรมัน ซึ่งส่งผลให้ หน่วยเอส.เอส.ทั้ง 38 กองพล
เป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดใน กองทัพนาซีเยอรมัน



เหล่า ยุวชนฮิตเลอร์ กับสัญญลักษณ์ของยุวชนฮิตเลอร์ พรรคนาซีทำการหล่อหลอมทั้งร่างกาย จิตใจ และแนวความ
คิดของความเป็นเลิศของชนชาติอารยัน ให้กับเยาวชนเยอรมันเหล่านี้ตั้งแต่อายุ 10ปี เมื่อครั้งยังเป็นจุงโฟล์ค(Jungvolk)
และอบรมปลูกฝังอุดมการณ์ต่างๆ มาจนเป็น ฮิตเลอร์จูเกน (Hitlerjugend - หรือ Hitler youth ในภาษาอังกฤษ) ใน
ช่วงอายุ 17 ปี ส่งผลให้เกิดความรักชาติ จนบางคนอาจเลยเถิดไปเป็นความคลั่งชาติ และหลงในชาติตนเอง



กำลังพลของ กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน ในแนวรบด้านตะวันออก ในปี1945 ซึ่งเป็นปีที่เยอรมัน
ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับในทุกแนวรบ ทหารเอส.เอส.ต้องทำงานอย่างหนัก ในการเคลื่อนที่ไปแก้สถานการณ์คับขันจากจุดหนึ่ง
ไปยังอีกจุดหนึ่ง ในภาพจะเห็นพัฒนาการของอาวุธประจำกาย ที่ทหารทุกคนในภาพ ต่างใช้อาวุธปืนอัตโนมัติทั้งสิ้นไม่ว่า
จะเป็นปืนกล เอ็มจี 42 ขนาด7.92มม.พร้อมขาทรายที่ทหารคนแรกสะพายอยู่ สองคนหลังใช้ปืนกลมือ เอ็มพี 40 ขนาด
9 มม.และคนหลังสุดที่เห็นแต่ด้านหลัง มีลำกล้องของปืนกล เอ็มจี 42 โผล่ออกมาให้เห็น   ซึ่งในช่วงแรกๆของสงคราม
ทหารส่วนใหญ่จะใช้เพียงปืนเล็กยาวเท่านั้น สิ่งนี้อาจแสดงให้เห็นว่า สงครามมีการพัฒนาไปในทางที่มีการทำลายล้างกัน
อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทหารเพียงคนเดียวสามารถทำลายล้างข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก ด้วยอาวุธปืนอัตโนมัติเพียง
กระบอกเดียว

     
เอส.เอส.แพนเซอร์เกรนาเดียร์(12.SS-Pz) ในการต่อสู้ ใกล้เมืองก็อง ประเทศฝรั่งเศส

  สิงหาคม 1944-การต่อสู้ในนอร์มังดี ฝรั่งเศส ของ กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน


8 สิงหาคม 1944 ขบวนรถถังเยอรมันจากกองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน ประสบความสำเร็จ
ในการรบต่อต้านการรุกของฝ่ายพันธมิตร สร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อกองกำลังทหารแคนาดาฝ่ายพันธมิตร

    ยุวชนฮิตเลอร์ สังกัด กองพลยานเกราะ เอส.เอส.ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน



   กลุ่มยุวชนฮิตเลอร์ ที่ตกเป็นเชลยหลังการรบ



The 12.SS-Panzer-Division Hitlerjugend ("Hitler Youth") was a German Waffen SS armoured division
which saw action on both the Eastern and Western fronts during World War II. As with all parts of the
Waffen-SS, it was found to be a criminal organization by the Nuremberg Trials. The 12th SS Panzer-
Division in particular established a reputation for atrocities in the first days it saw combat in Normandy.


The Hitlerjugend was unique because the majority of its junior enlisted men were drawn from members
of the Hitler Youth born in 1926,while the NCOs and officers were generally veterans of the Eastern Front.


The idea of a Waffen-SS division composed of Hitlerjugend (HJ) members was first proposed by SS-
Gruppenführer Gottlob Berger in January 1943. Berger approached Reichsführer Heinrich Himmler with
the proposition, and Himmler soon became an enthusiastic advocate.




The plan for a combat division made up of all HJ members born in 1926, was passed on to Adolf Hitler
for his approval. Hitler was also enthusiastic about the idea, and on 10 February 1943, the official order
for the creation of an HJ division was issued. Berger nominated himself as the divisional commander,
but Himmler instead chose 1.SS-Panzergrenadier-Division Leibstandarte SS Adolf Hitler (LSSAH) veteran,
SS-Oberführer Fritz Witt.


A competition was held to design insignia for the new unit. The winning design, picked from thousands
of entries, depicted the Hitlerjugend sigrune crossing a key from the 1.SS-Panzergrenadier-Division
LSSAH's insignia.


By 1 September 1943, over 16,000 HJ recruits had completed their six-week basic training and were listed
on the rosters of the SS-Panzergrenadier-Division Hitlerjugend. As training continued in Beverloo, Belgium,
the division was notified that it was to be formed as a panzer rather than a panzergrenadier unit, and the
division was redesignated SS-Panzer-Division Hitlerjugend. Many of the recruits were so young that they
were supplied with sweets and candiesinstead of the standard tobacco and alcohol ration. In late October
1943 the division received its final designation, 12.SS-Panzer-Division Hitlerjugend.

While the HJ members, who had grown up under NSDAP propaganda, were fanatically committed to the
Nazi cause,they lacked any military aptitude. To provide a skilled backbone for the division, veterans from
the 1.SS-Panzer-Division LSSAH were assigned to the Hitlerjugend division as officers and NCOs. Training
for the division was unusual. Witt, realising that the division had to be made ready for combat as quickly
as possible, ignored many rules and regulations and instead focused on realistic combat scenarios and live-
fire exercises. A result of this was that the morale of the HJ was exceptionally high, and the relationship
between the officers, NCOs and men was an informal one, based on mutual trust and respect.

In March 1944, the HJ was deemed ready for active service and was ordered to move to Caen in Normandy,
where it was to form a part of Panzergruppe West, the German armoured reserve.


Throughout the spring of 1944, the division continued training exercises in the peaceful area around Caen,
familiarising itself with the terrain. This was to prove invaluable in the months to come. On 27 May, Witt
celebrated his 36th birthday and his recent promotion to SS-Brigadeführer.The peaceful 'holiday atmosphere',
as one grenadier described it, was soon to be shattered.

At the beginning of June 1944, the division was declared ready for combat operations. The Division's tank
strength at this time was 81 Panther ausf A / G and 104 Panzer IV ausf H / J tanks. The division was also
equipped with Jagdpanzer IV/L70 tank destroyers, three prototype Wirbelwind flak vehicles, along with a
number of 20mm, 37mm and 88mm flak guns, Hummel, Wespe and sIG 33 self-propelled guns and regular
towed artillery pieces.

However, its tank destroyer unit, SS-Panzerjäger-Abteilung 12,
was not ready for action and was understrength in Jagdpanzer IV.

Normandy Campaign
On 6 June 1944, the Western Allies launched Operation Overlord, the invasion of Normandy. The HJ,
along with the 21.Panzer-Division, was the closest armoured unit to the landing beaches. Due to Hitler's
authorisation being required to release the panzer units, the HJ was not ordered to the front until 1430
on 6 June. The division's advance to the areas near Sword and Juno Beaches was severely hampered by
incessant allied Jabo (fighter-bomber) attacks. Forward elements of the HJ finally reached their assembly
area near Evrecy at 2200 on 6 June.



On 7 June, SS-Standartenführer Kurt Meyer's ("Panzermeyer") SS-Panzergrenadier-Regiment 25, along
with the II./Abteilung from SS-Obersturmbannfuhrer Max Wünsche's SS-Panzer-Regiment 12,were
supported by artillery and ordered to crush advancing Canadian infantry and armour and drive through
to the coast, still only a few miles away. In Meyer's words they were to "throw the little fish into the sea".
Although they destroyed many Canadian tanks and overran a company of the North Nova Scotia High-
landers in Authie, the attack failed to break through the advancing Canadians. Meyer had relied on the
shock value of the rapid attacks that had served his units so well on the Eastern front but here in
Normandy, as both sides were to discover, effective scouting was a key element to an attack. The 25
Regiment had been forced to launch their attack into the flank of the Canadian advance a full hour before
Meyer initially planned to strike.

Without support from other units on his own flanks and no reconnaissance information with which to plan
his attack it was initially very successful but rapidly lost its momentum. The North Novas in Authie bought
time for the other companies of their regiment to establish defensive positions. The Sherbrooke Fusiliers
lost over 25 Sherman tanks to the Panzer IV tanks and anti tank guns of 12th SS in the opening minutes
of the counterattack. The 12 SS managed to push the portion of the Canadian spearhead they attacked
back two miles but the remaining North Nova Scotia Highlanders, without artillery support or any armour
halted the 25th regiment and established a firm defence.

According to accounts from Canadian prisoners who survived the events, the youth of the Hitler Jugend
were frustrated and mad with rage and there were numerous incidences of North Nova prisoners being
shot, bludgeoned to death and even run over with a truck while they were being marched along a road.
Battle casualties for the day on both sides were virtually even. Both forces suffered approximately 80
killed and around 175 wounded or captured. It was a hard and bloody fight to a draw.

Meyer set up his command post in the Abbey Ardennes, whose towers provided an excellent view of the
countryside. In the early evening of June 7th, as he planned the regiment's next moves, a further 18
Canadians were interrogated and then executed on the grounds of Abbey. In all over 100 Canadians from
several regiments are documented as having been killed after surrendering to the 12SS. Meyer's regiment
was deployed near the villages of Authie and Buron, in positions covering the vital Carpiquet Aerodrome.
Forced to stay in place to contain the North Nova's brigade they were unavailable the next day to support
the 26th Regiment in its attacks. They would remain on the same ground until driven off in vicious hand
to hand fighting with the Highland Light Infantry of Canada on July 8th.

On 8 June, SS-Panzergrenadier-Regiment 26 under command of SS-Obersturmbannfuhrer Wilhelm Mohnke
arrived on the battlefield. Meyer's attack had pushed back one part of the Canadian advance but another
brigade had occupied a group of small villages two miles into the German line.They crossed behind Meyer's
regiment and the 26th took up positions to their west. After planning and positioning the regiment for a
powerful thrust the I Battalion launched an attack towards Norrey-en-Bessin, defended by the Regina Rifles
of 3rd Canadian Division. Their orders were to drive over the Canadians and force a deep wedge between
them and the British division to the west. Again, no reconnaissance of the Canadian positions was done and
this time the youth of the 12th SS infantry would wade into a maelstrom of defensive fire from firmly
established defensive positions.



The attack, launched at 0330 hours some 8 hours after Meyer's battle ended, had little initial success.
The various companies in the attacking 12th SS failed to co-ordinate their moves towards the Canadians
and despite heavy casualties during repeated attempts by the infantry, Canadian artillery and supporting
heavy machine guns of the Cameron Highlanders of Ottawa took a heavy toll of each attacking company
of SS troops. The Regina Rifles held their ground, and the I Battalion fell back.

On the Canadian right, the II Battalion attacked the Royal Winnipeg Rifles defending the village of Putot
-en-Bessin. The Battalion managed to break into the village and surround several companies, effectively
pushing the Winnipeg's out of the village, inflicting 256 casualties - of which 175 were taken prisoner 
However a counter-attack launched at 20:30 by the Canadian Scottish regained Putot-en-Bessin, and the II
Battalion withdrew and dug-in south of the village. By nightfall on June 8th the Canadians were sitting in
a firm position well within the critical area near Caen and the Carpiquet airfield,and further attacks against
Norrey-en-Bessin and Bretteville L'Orguilleuse between June 8th and June 10th failed to dent the Canadian
defence.

Both sides had suffered serious losses, and again many Canadian prisoners were executed after their
surrender. The SS-Aufklärungs-Abteilung 12(reconnaissance battalion) under SS-Sturmbannführer
Gerhard Bremer participated in the attacks on June 8th and they were responsible for the after the
battle killing of over a dozen Canadian troops. Bremer himself is reported to have been directly involved.
The 2nd Battalion of the Monke's 26th Regiment murdered a further 20 some odd men, most from the
Winnipeg Rifles in Putot. Before their capture the men who defended Putot had inflicted numerous
casualties on the 2nd Battalion but the bodies of the murdered Canadians were found well away from
the village.

Following the battle SS-Aufklärungs-Abteilung 12 deployed to the west of Mohnke's regiment, and by
the evening of 8 June the division, having failed in its assignment to drive the Canadians into the sea,
had effectively halted the units of the 3rd Canadian Infantry Division in the Allied advance on Caen.
These Canadian units were the only ones in the entire D-Day effort that managed to reach their assigned
objectives.

Despite the ferocity of the 12th SS counterattacks, the Division failed to fulfil its orders to throw the
attacking allies back into the sea. Once British troops had moved up to the positions now firmly held
by the troops of the 3rd Canadian Infantry Division that faced the 12th SS, the British dug in and
established a firm line of defence from which they could launch future attacks. The allies were firmly
on the continent to stay. The panzer army that contained the 12SS and the 21st Army Group they
opposed, settled into a bitter series of battles that would finally lead to the liberation of Normandy.

On 14 June, a British naval barrage hit the divisional command post in Venoix, killing Witt and leaving
the division without a commander. The thirty-three-year-old "Panzermeyer" was ordered to take
command of the division, becoming the youngest divisional commander of either side during the war.

Over the next four weeks, the division managed to halt all Allied attempts to take Caen, despite the
Allies' superior numbers and overwhelming air supremacy. The ferocity of the combat during this
period equalled or exceeded anything the German troops had encountered on the Eastern front.
(In this case also, Meyer was convicted of war crimes - he had ordered his men not to take prisoners.)
No such order was given on the Allied side of the lines but it was scarcely needed. Time and again to
he consternation and often sadness of the attacking Allied troops, the brave youth of the 12SS fought
to the bitter end. Despite their successes in breaking up several major attacks, the division suffered
immense losses, and in the first week of July 1944, Meyer ignored orders to hold the line north of Caen
and withdrew the shattered remnants of his division south of the city. In the fighting from the day after
D-Day until 9 July the division had lost 4,000 dead with a further 8,000 wounded and missing.

The division was to have little respite though, and on 19 July took part in the defence against the Anglo
-Canadian Operation Goodwood. Following this, the division was pulled out of the line and used to form
the mobile reserve for I.SS-Panzerkorps. Rather than rest and refitting, the division found itself involved
in constant fire-brigade actions. In early August, the division took part in defensive actions to halt two
Allied operations, Totalize and Tractible. At the launch of Totalize, the sixty remaining panzers of the HJ
were faced with over 600 tanks of the Canadian First Army. Despite these odds, the division managed to
halt the offensive short of its objectives.

Hitlerjugend, reduced to a few thousand men and a handful of vehicles, now took part in operations to
try and keep the Falaise Pocket open and to help trapped German forces to escape. During this period
the Panzer regiment's commander, Max Wunsche, was captured by British forces.On the 20th of August
as the pocket collapsed and tens of thousands of troops of the Seventh Army went into captivity.The
scattered remnants of the division were pulled back behind the Seine River.

While they had established a reputation as fierce combatants, the actions of those men responsible for
the murders of Canadian prisoners had forever sullied the escutcheon of the 12th SS.

Withdrawal - Wacht Am Rhein
Hitlerjugend was given a brief respite, but received virtually no reinforcements or equipment.The division
was soon thrown back into battle, and took part in the fighting withdrawal to the Franco-Belgian border.
By September 1944, the division counted less than 2,000 men, without armour or heavy equipment. On
6 September, Kurt Meyer was captured by Belgian partisans. Meyer had removed his SS uniform and was
wearing the uniform of a regular German army officer.In the confusion of the withdrawal,the division was
unable to undertake a rescue attempt.SS-Obersturmbannführer Hubert Meyer was placed in command
of the division.

In November 1944, the division was pulled out of the line and sent to Neinburg in Germany, where it
was to be reformed.The majority of the much-needed reinforcements were transferred Luftwaffe and
Kriegsmarine personnel, and the reformed division would never match the elite status it had boasted in
the spring of 1944. Late in the month, Hubert Meyer was replaced by SS-Obersturmbannführer Hugo
Kraas, and the division was attached to SS-Oberstgruppenführer Sepp Dietrich's 6.SS-Panzer-Armee,
which was forming up for Operation Wacht Am Rhein (the Second Battle of the Ardennes, popularly
known as the Battle of the Bulge),a large-scale offensive to recapture Antwerp and halt the Allied advance.

The operation opened on 16 December 1944. Kampfgruppe Peiper from the Leibstandarte SS Adolf Hitler
led the assault, breaking through the enemy lines. The HJ, which was to follow the Kampfgruppe and
exploit the breakthrough, became bogged down in traffic jams caused by the 12.Volksgrenadier-Division.
When the division reached the front, it was met with heavy resistance from American troops stationed on
the Elsenborn Ridge. Despite several intense efforts, the division could not budge the American defenders.
As a result, the division was ordered to swing left and follow the advance line of the remainder of the
Leibstandarte SS Adolf Hitler. American defenders prevented the division from reaching its objective, and
after the destruction of Kampfgruppe Peiper, the advance of Dietrich's army altogether. Near the end of the
year, the HJ was shifted south to take part in the efforts to capture Bastogne, and saw heavy fighting around
the city. By 18 January 1945, the HJ, along with all the German forces, had been pushed back to its starting
positions.

Hungary - Austria
On 20 January 1945, Dietrich's 6.SS-Panzer-Armee was ordered east to Hungary where it was to take part
in an offensive to recapture the Hungarian oilfields and open the way to Budapest, where 45,000 men of
the IX.SS-Gebirgskorps had been encircled.

While the division was in transit, the IV.SS-Panzerkorps launched several ill-fated relief operations. The HJ,
alongside the LSSAH as a part of I.SS-Panzerkorps arrived in Hungary in early February 1945, only a few
days before the city fell. The division was thrown into action against the Gran Bridgehead, a strong salient
formed by the Soviets over the Danube near the town of Gran. The HJ and the LSSAH both fought well,
and by the end of February the bridghead had been destroyed.

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/36/Bundesarchiv_Bild_101I-297-1740-19A%2C_Frankreich%2C_SS-Division_%22Hitlerjugend%22%2C_Panzer_IV.jpg
      SS-Division "Hitlerjugend", Panzer IV

The division was next to take part in Operation Frühlingserwachen (Spring Awakening), the operation to
retake the Hungarian oilfields. Hitler, desperate to keep the operation a secret, had ordered that no recon-
naissance of the battlefield was allowed before the attack began.The attack got underway on 6 March 1945
in atrocious conditions.The spring thaw meant that the German attack was confined to a few narrow roads,
and after initial successes, the offensive was aborted after a Soviet counterattack threatened to encircle the
German forces. After the failure of "Frühlingserwachen", Hitler lost faith in the Waffen-SS and ordered that
the honorary cuffbands issued to the divisions involved in the attack be returned. Outraged at the order,
Dietrich refused to pass it on to his men.

In mid-March, a heavy Soviet counterattack near Stuhlweissenberg split Armeegruppe Balck in half and
resulted in a general withdrawal towards Vienna. The HJ was involved in many desperate rearguard actions,
and on 13 April fell back from Vienna. Withdrawing through Odenburg and Hirtenburg, the division reached
Linz, Austria near the American lines. On 8 May 1945, 10,000 survivors of the division surrendered to the
Americans near Enns. In a final act of defiance, the division refused to drape their vehicles with white flags,
as the Americans had ordered. Surrendered to the Americans on May 8th, 1945.

 


 
 
 

SelectionFile type iconFile nameDescriptionSizeRevisionTimeUser
Comments