พฤษภาทมิฬ 2535




พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
(รสช.)
ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ
และทหาร กับ ประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ทางการเมือง

chatchai

ชนวนเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช.
ได้ยึด
อำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์
บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล
และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจคณะ รสช. ได้เลือก นาย
อานันท์ ปันยารชุน
เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ
มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรม
การ
ร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวน
ผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ
คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร และมีการเตรียมเสนอ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค
สามัคคีธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่าง
ประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่า
เดินทางเข้าสหรัฐฯได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด


ในที่สุดจึงมีการเสนอชื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่าง
เป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้, ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้ง
เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย, ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้

25

พรรคเทพ พรรคมาร

พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย
ชัดเจน
พรรคที่ถูกเรียกว่า พรรคเทพ คือ พรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ของ พล.อ.สุจินดา
คราประยูร ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และได้ประกาศต่อสาธารณะมา
ตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่กระแส “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” เป็นกระแสหลักของสังคม
ไทยในขณะนั้น พรรคเทพ ประกอบด้วย 4 พรรคการเมืองคือ

พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง)
พรรคประชาธิปัตย์   (44 เสียง)
พรรคพลังธรรม       (41 เสียง)
พรรคเอกภาพ           (6 เสียง)

ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกอบด้วยพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่

พรรคสามัคคีธรรม   (79 เสียง)
พรรคชาติไทย        (74 เสียง)
พรรคกิจสังคม        (31 เสียง)
พรรคประชากรไทย   (7 เสียง)
พรรคราษฎร             (4 เสียง)

ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง
5 พรรคนี้ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลับหันมาสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร และเห็นว่าเป็นการพยายามสืบ
ทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)

การต่อต้านของประชาชน

พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะไม่รับตำแหน่ง
ทางการเมืองใดๆ แต่ภายหลังได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่ตรงกับที่เคยพูดไว้ เหตุการณ์นี้ จึงได้เป็นที่มาของประโยค
ที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหวอีก ด้วย

การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา ดังกล่าว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่างๆ ของประชาชน รวมถึงการ
อดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มี นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของ
พรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้
นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง


หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหาร เข้ามารักษาการใน กทม. และ
เริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใน บริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด
มากขึ้นเรื่อย ๆ


กระทั่ง ในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชน จากสนามหลวง ไปยังถนนราชดำเนิน
กลาง เพื่อไปยัง หน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่าง
ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด และมีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งจากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 18พฤษภาคม
รัฐบาลได้ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร และ ให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การ
ปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม ในบริเวณถนนราชดำเนิน จากนั้นจึงเข้าสลาย การชุมนุมในเข้ามืด
วันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน



ก่อนเที่ยงวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ทหารได้ควบคุมตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราช
ดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่อง ยืนยันว่าไม่มีการ
เสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลาย
พื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่างๆ ขณะที่
รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีกเจ็ดคน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, น.พ. เหวง โตจิราการ, น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์,
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, น.ส.จิตราวดี วรฉัตร และ นายวีระ มุสิกพงศ์
และยังปรากฏข่าวราย
งานการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในหลายจุด และเริ่มเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในคืนวันนั้นในบริเวณถนน
ราชดำเนิน



19 พฤษภาคม 2535 เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมาก
ขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความ
สงบ และไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใน
คืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบ เพื่อต่อต้านรัฐบาลโดย กลุ่มจักรยานยนต์ หลายพื้นที่ใน กรุงเทพมหานคร
เช่น การทุบทำลายป้อมจราจร และสัญญาณไฟจราจร


วันเดียวกันนั้นเริ่มมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจาก ตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของ
ประชาชน ขณะที่สื่อของรัฐบาลยังคงรายงานว่าไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงาน
ภาพของการสลายการชุมนุมและการทำร้ายผู้ ชุมนุม หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยบางฉบับเริ่มตีพิมพ์ภาพการสลายการ
ชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชน เอกชนในประเทศ

756px-soldiers_in_blcak_may

แผนไพรีพินาศ

แผนไพรีพินาศ เป็นแผนยุทธการจัดวาง กองกำลังและสลายการชุมนุม ในลักษณะของแผนเผชิญเหตุ จัดทำขึ้นโดย
กองกำลังรักษาพระนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบ ได้แก่ ทหาร
ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน นำไปปฏิบัติ ต่อมาในปี พ.ศ.2527 และ พ.ศ.2529 ได้มีการพัฒนาปรับปรุงแผนให้สอด
คล้องกับสถานการณ์มากขึ้น

ส่วนแผนที่มีผลบังคับใช้ขณะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือ แผนไพรีพินาศ/33 ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่

1. ขั้นการเตรียมการ โดยให้ทุกกองกำลังออกหาข่าว รวบรวมข่าวสาร และเตรียมกำลัง เจ้าหน้าที่ รวมถึง
อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบัติการ
2. ขั้นป้องกัน ใช้กองกำลังตำรวจในการสกัดกั้น ให้การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบ ทราบถึงข้อ
เท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์โดยถูกต้องและยุติการกระทำเอง ทางเจ้าหน้าที่จะปิดล้อมพื้นที่สำคัญ เพื่อ
ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งอารักขาสถานที่และบุคคลสำคัญของประเทศ
3. ขั้นปราบปรามรุนแรง หากการปฏิบัติการขั้นที่ 2 หรือกองกำลังตำรวจ ไม่สามารถที่จะระงับสถานการณ์
ได้สำเร็จ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว จึงใช้กองกำลังของกองทัพบก
กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เข้าระงับยับยั้งยุติภัยคุกคาม
4. ขั้นสุดท้าย คือ การส่งมอบพื้นที่และความรับผิดชอบ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือตำรวจรับผิดชอบ
ต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว

1239698048


กระแสพระราชดำรัส

หลังจากเหตุโศกนาฏกรรมได้ผ่านไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้เชิญ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ
พลตรี จำลอง ศรีเมือง
ให้เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕
เวลา ๒๑.๓๐ น. และ
ได้มีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง

ขอให้ท่าน โดยเฉพาะสองท่าน พลเอก สุจินดา และพลตรี จำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้า
หากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา
ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็น
ประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากัน
แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้
คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรง มันลืมตัว ลง
ท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วก็จะ
แก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้ว ก็ใครจะชนะไม่
มีทาง อันตรายทั้งนั้นมีแต่แพ้คือ
ต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ
ประชาชนจะเป็นประชาชน
ทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะ
ในกรุงเทพมหานคร
เสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่า
ชนะ เวลาอยู่
บนกองซากปรักหักพัง ”


พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หลังจากนั้นพลเอกสุจินดาก็ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ
ให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพลางไปก่อน

อ้างอิง :  หนังสือพระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆ , บริษัท อมรินทร์พรินติ้งฯ, ส.ค. ๒๕๔๐   



ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535

* 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 - คณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
* 22 มีนาคม พ.ศ.2535 - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พรรคสามัคคีธรรม ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับ
เลือกตั้งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพย์ติดจากสหรัฐอเมริกา
*   7 เมษายน    -  พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
*   8 เมษายน    -  ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
* 17 เมษายน    -  มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
* 20 เมษายน    -  พรรคฝ่ายค้านเริ่มการปราศรัยที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
*   4 พฤษภาคม -  พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงวันแรก
*   6 พฤษภาคม -  พล.อ.สุจินดา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ขณะเดียวกันบริเวณ
หน้ารัฐสภา มีผู้ชุมนุมร่วมประท้วง จนต้องมีการปิดประชุมโดยกระทันหัน
*   8 พฤษภาคม -  พล.อ.สุจินดา แถลงถึงเหตุผลที่ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
*   9 พฤษภาคม -  นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านร่วมกัน
ตกลงว่าจะแก้ไข รัฐธรรมนูญบางประการ และ พล.ต.จำลอง ประกาศเลิกอดอาหาร แต่ต่อมาพรรคร่วม
รัฐบาลได้ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลัง

* 11 พฤษภาคม -  พล.ต.จำลอง ประกาศสลายการชุมนุมและประกาศชุมนุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม
* 17 พฤษภาคม -  รัฐบาลจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งสกัดม็อบที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ โดยขน
รถสุขาของกรุงเทพ ฯ มาไว้ที่นี่หมด ช่วงเที่ยงคืนเริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร ต่อเนื่องถึง
เช้าวันที่ 18 พฤษภาคม

* 18 พฤษภาคม -  ก่อนรุ่งสาง รัฐบาลเริ่มจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาบ่าย
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุม
* 19 พฤษภาคม -  กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกจับกุมย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
* 20 พฤษภาคม -  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง
เข้าเฝ้า โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
* 24 พฤษภาคม -  พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง แถลงการณ์ร่วมกันผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่ง
ประเทศไทย และ พล.อ.สุจินดา ลาออกจากตำแหน่ง
* 10 มิถุนายน   -  แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอชื่อ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายก
รัฐมนตรี แต่ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร และ
รักษาการประธานรัฐสภา ตัดสินใจนำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ กลับมา
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

* 13 กันยายน   -  มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง นาย
ชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี



ประชาชนรวมตัวประท้วงที่ถนนราชดำเนิน



ต่อต้านพล.เอกสุจินดา


แกนนำผู้ชุมนุม


จำลอง-วีระ สมัยยังมีอุดมการณ์ร่วมกัน


อดอาหารประท้วง


ประท้วงยืดเยื้อ







แนวร่วมจากประชาชน



ผู้ชุมนุมที่ป้อมพระกาฬ


ทหารบุกควบคุมผู้ชุมนุม


ทหารเริ่มล้อมกรอบ






เผชิญหน้า


ผ่อนคลาย


รอฟังคำสั่ง


เข้าประชิด






ปะทะกันในช่วงดึก


ฉีดนํ้าไล่


เผาสถานที่ราชการ


ทหารบุก



หมอบ


บุกจับแกนนำ


จำลองถูกจับ


ทหารคุมตัว จำลอง


ผู้ชุมนุมไม่พอใจ


เตรียมสลายการชุมนุม


เผายางรถยนต์




พฤษภาทมิฬ


ฝนสีเลือด

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/515/14515/images/1_5.jpg
วันใบไม้ร่วง


ซากปรักหักพัง


บทสุดท้าย ไม่มีใครชนะ


พฤษภาคมรำลึก



  แด่ .. ทุกดวงวิญาณที่จากไป






บทสรุป

ปรากฏการณ์ที่สำคัญในเหตุการพฤษภาทมิฬ คือการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ประกอบด้วยชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากกรณี 14 ตุลาคม 2516 ทั้งนี้เนื่องจากสองทศวรรษที่ผ่านมา
เศรษฐกิจและสังคมไทยได้พัฒนาไปมาก ทำให้ชนชั้นกลางที่เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ปี2516 เห็น เด่นชัดขึ้นผู้ร่วมชุมชุม
หลายคนมีโทรศัพท์มือถือ ขับรถเก๋งส่วนตัวไปร่วมชุมนุมและมีเป็นจำนวนมากที่มีกิจการเป็นของตนเองจาก การสำรวจ
ของสามคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยใช้ผลสำรวจ 2,000 จุดพบ้อมูลที่น่าสนใจ คือ

อายุของผู้ชุมนุม
  • 20-29 ปี          39.4 %
  • 30-39 ปี          36.5%
  • 40-49 ปี          14.2%
  • 50 ปีขึ้นไป         6.7%
อาชีพของผู้ชุมชุม
  • เจ้าของกิจการ     13.7%
  • เอกชน               45.7%
  • ราชการ              14.8%
  • รัฐวิสาหกิจ            6.2%
รายได้ของผู้ชุมนุม
  • รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท    14.1%
  •   5,000 -  9,900 บาท        28.5%
  • 10,000 - 19,999 บาท        30.0%
  • 20,000 - 50,000 บาท        15.5%
  • สูงกว่า 50,000 บาท             6.2%


จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลดังกล่าว ผู้ร่วมชุมชุมเป็นชนชั้นกลางของสังคมมีจำนวนมาก ระดับและจำนวนของชนชั้นกลางแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่อายุ อาชีพ และรายได้ กล่าวได้ว่าเป็นความแตกต่างในแง่คุณภาพ ไม่ใช่เพียงปริมาณ อย่างไร
ก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยประสพความสำเร็จ โดยที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งแม้จะมีกำลังทหารหนุงหลัง ก็ไม่
สามารถปราบปรามประชาชนได้นั้นไม่ได้เกิดจากสภาพการขยายตัวของชนชั้น กลางเพียอย่างเดียว หากเกิดจากตัวแปราต่างๆ
หลายอย่างด้วยกันคือ

1. แนวโน้มของโลกปัจจุบันคือการมีระบบการเมืองแบบเปิด และเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ กระแสแห่งประชาธิปไตย
ดังกล่าวแผ่กระจายไปทั่วโลก แม้กระทั่งสหภาพโซเวียตก็หนีไม่พ้น

2. ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การศึกษาสื่อมวลชน
เทคโนโลยีสานสนเทศ

3. เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นประวัติศาสตร์ที่คอยกระตุ้นเตือน ความทรงจำถึงการต่อสู้
และการเสียสละ วิญญาณเสรีชนดังกล่าวมีการสืบทอดมาโดยความทรงจำ การศึกษาและการปลุกเร้า

4. เศรษฐกิจไทยไม่ใช่เศรษฐกิจการเกษตรเป็นหลักอีกต่อไป แต่เป็นเศรษฐกิจผสมมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง
และกายภาพ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองมีสูง การใช้อำนาจเผด็จการแบบสังคมเกษตรจึงไร้ผล

5. เทคโนเลยีการสื่อสารทำให้ปฏิบัติการของผู้อยู่ในอำนาจล้าสมัย การส่งโทรสาร การับข่าวสารจากต่างประเทศล้วน
แต่ทำให้การปิดข่าวสารและการบิดเบือนเป็นไป ได้ยาก6

6. การต่อต้านนายกรัฐมนตรีเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรีผิดคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ ประชาชนตอนที่เรียกร้องให้มีการแก้
รัฐธรรมนูญ ว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็มาเสียคำพูดเท่ากับเป็นการหลอกลวงประชาชน นอกจากนั้น
ท่าทีแข็งกร้าวและเชื่อมั่นในอำนาจเท่ากับเป้ฯการยั่วยุยิ่งขึ้น นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรียังเป็นสัญลักษณ์ ของ
เผด็จการทหาร และการสืบทอดอำนาจ ทำให้เกิดความเคืองแค้นให้หมู่ประชาชน

7. การประเมินพลังประชาชนต่ำและเข้าใจว่าเป็นมวลชนจัดตั้งของฝ่ายตรงข้ามเพียง อย่างเดียว บนฐานของการประ
เมินดังกล่าว จึงคาดว่าถ้ามีการกวาดล้างด้วยกำลังประชาชนผู้ประท้วงจะแตกกระเจิงเพราะความ รักตัวกลัวตาย
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม

8. วิกฤติแห่งความน่าเชื่อถือ การตระบัดสัตย์โดยอ้างว่า"เสียสัตย์เพื่อชาติ"ทำให้คำพูดทุกคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี
ของรัฐบาล สื่อมวลชนของรัฐ ขาดความน่าเชื่อถือ

9. ความเชื่อแบบเก่าที่ว่าอำนาจบริสุทธิ์สามารถสยบได้ทุกอย่างเป็นความเชื่อที่ล้า สมัย ไม่ทันเหตุการณ์โลกเป็นวุฒิ
ภาวะของคนรุ่นเก่าที่ไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลง ของโลก ทำให้มองภาพผิด ตีความข้อมูลผิด รับฟังแต่ข้อมูล
ของผู้สอพลอ จึงนำไปสู้ปัญหาวิกฤต ผลสุดท้ายคือการทำลายตนเอง



ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดียไทย
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

http://dk911superfly.exteen.com/20100506/entry-2


SelectionFile type iconFile nameDescriptionSizeRevisionTimeUser
Comments