เพชฌฆาตผู้พิชิตรถถังเอ็ม 1 อับบรามส์


เพชฌฆาตผู้พิชิตรถถังเอ็ม 1 อับบรามส์

ลงพิมพ์ในนิตยสาร Military ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552
โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ



ในห้วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกเมื่อปี 1991   รถถัง เอ็ม1 เอ1 อับบรามส์ (M 1 A 1 Abrams) ของสหรัฐอเมริกา
ได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมากว่า เป็นรถถังที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง และเชื่อกันว่า ไม่มีอาวุธชนิดใดใน
โลกนี้สามารถทำลายรถถังดังกล่าวได้ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นความจริง เพราะตลอดห้วงเวลาของยุทธการ “พายุทะเลทราย”
(Operation Desert Storm) ไม่มีรถถัง เอ็ม 1 แม้แต่คันเดียวถูกทำลายจากฝ่ายอิรัก จะมีก็แต่ได้รับความเสียหายจากการ
ยิงของรถถังฝ่ายเดียวกัน ที่เหลืออีก 18 คันได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

แต่ในช่วงสงครามอิรักครั้งที่2 นับตั้งแต่ยุทธการ “Iraqi Freedom” เปิดฉากขึ้นตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมายอดความสูญเสีย
ของ รถถังเอ็ม1 อับบรามส์ ทั้งรุ่น เอ็ม1 เอ1 และ เอ็ม1 เอ2 ที่มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธปืน
ใหญ่ประจำรถที่มีความกว้างปากลำกล้อง 120 ม.ม.กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว



หน่วยแรกๆ ที่ประสบกับความเสียหายได้แก่ กองพันที่ 2 กรมยานเกราะที่ 70 กองพลยานเกราะที่ 1 ของสหรัฐฯ ที่เคลื่อนที่
เข้าสู่กรุงแบกแดด ซึ่งพลประจำรถต่างประหลาดใจเป็นอย่างมากกับอาวุธที่ทำความเสียหายให้กับรถ ถังของพวกเขา  โดย
อาวุธลึกลับดังกล่าวเจาะทะลุป้อมปืนของรถถัง ทำให้ผู้บังคับรถได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่แขนและขา ส่วนพลประจำ
รถคนอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

ในช่วงแรกๆที่ รถถังเอ็ม 1 ถูกโจมตีได้รับความเสียหายนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าอาวุธพิเศษชนิดใด ที่มีอานุภาพใน
การทำลายรถถังที่มี น้ำหนักกว่า 67 ตันนี้ได้ เพราะลำพังจรวดต่อสู้รถถัง อาร์พีจี 7 ที่มีอายุการใช้งานมานานกว่า 40 ปี คง
ไม่มีพิษสงอะไรกับรถถังเอ็ม 1

เนื่องจากอาร์พีจี 7 สามารถเจาะเกราะได้เพียง 360 มิลลิเมตรเท่านั้น ในขณะที่เอ็ม 1 มีเกราะหนาถึง 610 มิลลิเมตร



บางคนถึงกับพยายามหาเหตุผลโน้มน้าวให้เห็นว่า เป็นการยิงของฝ่ายต่อต้านที่บังเอิญอย่างที่สุดบ้าง lucky shot บ้างก็
กล่าวว่าเป็นอาวุธลับที่อดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนประดิษฐ์คิดค้นขึ้น อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ในช่วงแรกนั้นสหรัฐฯ
ยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรถถังชั้นยอดของพวกเขา ส่งผลให้เกิดการศึกษาและวิเคราะห์ถึงอาวุธต่างๆที่สามารถ
หยุดยั้งรถถังที่ดีที่สุดในโลกอย่างเอ็ม 1 ได้

อย่างไรก็ตามเมื่อการรบก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 และปีที่ 3 จำนวนของ รถถังเอ็ม 1 กลับถูกทำลายเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับยอดการเสีย
ชีวิตของพลประจำรถที่เพิ่มสูง ขึ้นตามมา เช่น

ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2005 รถถังเอ็ม1 เอ1 สังกัดกรมทหารราบที่ 110 กองพลทหารราบที่ 28 ถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีขณะ
ทำการลาดตระเวนในเมืองคาลิดิยา(Khalidiya) ทำให้พลประจำรถคือ จ่าสิบเอกไมเคิล ซี แพรอทท์ อายุ 49 ปี และจ่าสิบตรี
โจชัวร์ เอ เทรานโด อายุ 27 ปี เสียชีวิตทั้งสองนาย



ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม รถถังเอ็ม1 เอ1 สังกัดหมวดที่ 3 กองพลน้อยที่ 2 กองพลทหารราบที่ 3 ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
ขณะปฏิบัติการรบในกรุงแบกแดด ทำให้จ่าสิบเอกเคอร์ติส เอ ไมเคิล อายุ 28 ปี พลประจำรถเสียชีวิต

และ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 25 ธันวาคม รถถังเอ็ม 1 เอ 1 สังกัดกองร้อย ดี กองพันที่ 1 กรมยานเกราะที่ 64
กองพลทหารราบที่ 3 ก็ถูกโจมตีในกรุงแบกแดดอีก ทำให้พลทหารเซอร์จิโอ กูดิโน อายุ 22 ปี เสียชีวิตในซากของรถถัง

จากข้อมูลจากศูนย์ยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ฟอร์ตนอกซ์ (The Army's Armor Center at Fort Knox) ระบุว่า มี
รถถังเอ็ม 1 กว่า 80 คันที่ปฏิบัติภารกิจในอิรักได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องขนส่งกลับมายัง
สหรัฐฯ และยังมีรถถังเอ็ม 1 อีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับความเสียหายตั้งแต่น้อยมาก ไปจนถึงปานกลางแต่สามารถซ่อมแซม
ได้ในโรงงานซ่อมยานเกราะของกองทัพสหรัฐฯ ในประเทศอิรักเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

นักวิเคราะห์หลายคนมอง เห็นตรงกันว่า”การรบในเมือง” (Urban warfare) เป็นการรบที่ไม่เหมาะกับการใช้รถถังซึ่งถูกออก
แบบมาสำหรับการรบในสมรภูมิ โล่งแจ้ง โดยในห้วงเวลาปี 2004 -2006 เป็นห้วงเวลาที่พลประจำรถถังเอ็ม 1 ได้รับบาดเจ็บ
และเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด



จากสถิติพบว่าพลประจำรถถังเอ็ม 1 ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ภายในตัวรถมากกว่า 15 นายเสียชีวิต ทั้งๆที่รถถังรุ่นนี้ได้ชื่อว่า เป็น
รถถังที่สามารถปกป้องพลประจำรถได้อย่างยอดเยี่ยม (extraordinary crew protection) รวมทั้งยังมี พลประจำรถอีกเป็น
จำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะปฏิบัติ ภารกิจอีกด้วย

ทำให้มีการปรับปรุงรถถังเอ็ม 1 อย่างขนานใหญ่เพื่อลดจุดอ่อนต่างๆ โดยในปี 2007 General Dynamics Lands System
ได้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการรบในเมือง (TUSK – Tank Urban Survivability Kits) เพื่อนำไปประกอบกับรถถังเอ็ม 1 ให้สา
มารถปฏิบัติการรบในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น เสริมเกราะป้องกันด้านข้างและด้านหลังของตัวรถที่มักถูกโจมตีจากเครื่องยิง จรวดต่อสู้รถถังในระยะประชิด รวมไปถึง
การติดตั้งเกราะกำบังให้กับปืนกลหนักขนาด 7.62 ม.ม. เหนือป้อมปืนของพลบรรจุกระสุน (Loader)

ส่วนปืนกลขนาด 12.7 ม.ม. ของผู้บังคับรถนั้นก็สามารถบังคับได้ด้วยรีโมทคอนโทรลจากภายในรถ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะ
ต้องออกมาทำการยิงนอกตัวรถ เป็นต้น ทำให้อัตราการเสียชีวิตของพลประจำรถถังเอ็ม 1 ลดลง

จากห้วงเวลาที่ ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์ว่าอาวุธที่ใช้ทำลายรถถังเอ็ม 1 ของฝ่ายต่อต้านในอิรักนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3
ประเภทหลักๆ คือ

1. เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังรุ่นใหม่ของรัสเซียที่มีประสิทธิภาพสูง
2. เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังรุ่นเก่าทั่วไปที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเช่น อาร์พีจี 7(RPG – Rocket-propelled Grenade)
3. การใช้ระเบิดแสวงเครื่อง (IED –Improvised Explosive Device) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำลาย
   ยานยนต์ต่างๆ ของสหรัฐฯ ในอิรัก



สำหรับ เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังประเภทแรกนั้น มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากลุ่มต่อต้านในอิรักได้ใช้อาวุธจรวดต่อสู้รถถัง
ประทับบ่าของรัสเซียรุ่นใหม่ที่มีความรุนแรงและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจรวดต่อสู้รถถังเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งเผย
โฉมในอิรักเป็นครั้งแรก แต่ได้ถูกใช้ในการรบมาแล้วหลายครั้งในตะวันออกกลางและในเชคเนีย (Chechnya)

โดยเฉพาะเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบอาร์พีจี 29 ที่ประเทศซีเรียจัดซื้อจากรัสเซียแบบ “เหมาหมด” ในปี 1999-2000
แล้วจัดสรรให้กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) นำไปต่อสู้กับรถถังเมอคาว่า (Merkava) ของอิสราเอลในเลบานอนเมื่อ
ปี 2006 มาแล้ว ส่งผลให้อิสราเอลได้รับรู้ถึงพิษสงของจรวดต่อสู้รุ่นใหม่นี้เป็นอย่างดี

หากย้อนกลับไปศึกษาข้อมูลการพัฒนาเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังของรัสเซีย จะพบว่าเมื่อประมาณปี 1988 รัสเซียได้ทำ
การพัฒนาจรวดต่อสู้รถถังที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทัดเทียมกับการพัฒนายานเกราะของฝ่ายตะวันตก
ที่มีความก้าวหน้าไป อย่างมาก

เริ่มต้นจากการผลิตจรวดหรือหัวรบ (warhead) รุ่นใหม่สำหรับยิงจากเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบอาร์พีจี 7 ที่มีใช้การ
อย่างแพร่หลาย นั่นคือ จรวดแบบ “พีจี 7 วีอาร์” (PG-7VR) ซึ่งถูกออกแบบมาให้สามารถเจาะเกราะที่มีความหนาได้ถึง
600 ม.ม. เจาะเหล็กได้หนา 500 ม.ม. และทำลายกำแพงอิฐที่มีความหนา 1.5 เมตรได้ โดยกลุ่มต่อต้านในอิรักจะใช้
จรวดแบบพีจี 7 วีอาร์ นี้ ยิงจากเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 7 ไปที่บริเวณด้านซ้ายของรถถังเอ็ม 1 ค่อนไปทางด้านหน้าซึ่ง
เป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์ส่วนหนึ่ง จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับรถถังได้

ตัวอย่างของความสำเร็จของ จรวดชนิดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2004 เมื่อกลุ่มต่อต้านใช้จรวดพีจี 7 วีอาร์ ยิง
จากเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบอาร์พีจี 7 ใส่รถถังเอ็ม1 เอ1 จนเกิดไฟลุกท่วมทั้งคันขณะทำการรบในกรุงแบกแดด

นอกจาก พีจี7 วีอาร์ แล้วรัสเซียยังมีการพัฒนาเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบประทับบ่ารุ่นใหม่คือ“อาร์พีจี 22” ซึ่งเป็น
เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก “อาร์พีจี 18” ที่มีความคล้ายคลึงกับเครื่องยิงจรวดแบบ “เอ็ม 72”
(M 72) ของสหรัฐฯ ที่ตัวจรวดจะบรรจุอยู่ในเครื่องยิงเรียบร้อยแล้ว เป็นเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบพร้อมยิง พลยิง
เพียงแต่ยืดลำกล้องเครื่องยิงออก ก็สามารถทำการยิงได้เลย โดยใช้เวลาในการเตรียมเครื่องยิงเพียง 10วินาทีเท่านั้น



จรวด อาร์ พี จี 22

อาร์พีจี 22 ใช้กระสุนจรวดขนาด 72.5 ม.ม. เจาะเกราะที่มีความหนาได้ 400 ม.ม. ระยะยิงหวังผล 150 - 200 เมตร
ซึ่งจากข้อมูลไม่ปรากฏว่ากลุ่มต่อต้านในอิรักใช้เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง ชนิดนี้แต่อย่างใด อันอาจเป็นผลเนื่องมาจาก
เครื่องยิงจรวดแบบนี้ ไม่สามารถบรรจุกระสุนใหม่ได้ เป็นการ “ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง” จึงไม่เกิดความคุ้มค่าในการซื้อหามา
ใช้ปฏิบัติการในสภาวะที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน

เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังที่มีการพูดถึงมากที่สุดใน ปัจจุบันคือ “อาร์พีจี 29” (RPG 29) ซึ่งได้รับสมญาจากโลกตะวันตก
ว่า“แวมไพร์”(Vanpire) เป็นเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังที่มีการคาดการณ์กันว่า เป็นอาวุธที่ฝ่ายต่อต้านใช้ทำลายรถถังเอ็ม1
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จนกระทั่งสำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA-Central Intelligence Agency) ประกาศให้จรวดต่อสู้
รถถังแบบ อาร์พีจี 29 เป็นอาวุธร้ายแรงที่ทหารสหรัฐฯในอิรัก   จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งจากรายงานของสถานีโทร
ทัศน์อัลจาซีราห์ ระบุว่า   มีกลุ่มต่อต้านในอิรัก 2 กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอิหร่านและกลุ่ม “เฮซบอลเลาะห์”
ใน ปาเลสไตน์ ใช้เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังชนิดนี้


จรวด อาร์ พี จี 29

เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบอาร์พีจี 29 เป็นเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบประทับบ่าขนาด 105 ม.ม. ที่ใช้พลยิงเพียง
คนเดียว มีอานุภาพในการเจาะเกราะที่มีความหนาถึง 750 ม.ม. เพียงพอที่จะเจาะเกราะของรถถังเอ็ม 1 ที่มีความหนา
610 ม.ม.ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเจาะกำแพงอิฐได้หนา 1,500 ม.ม.และที่สำคัญคือมีระยะยิงหวังผลสูงถึง 500 เมตร
ผู้ยิงจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยงเข้าไปยิงเป้าหมายในระยะใกล้

ซึ่งจากวิดีโอที่กลุ่มต่อต้านในอิรักที่ชื่อ“คาตาอิบ เฮซบอลเลาะห์”(Kata’ib Hezbollah)นำออกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต
ในการโจมตีรถถังเอ็ม 1 ของสหรัฐฯ บริเวณ Umm Al-Kebr ในกรุงแบกแดด เมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 แสดงให้เห็น
ว่าอาร์พีจี 29 มีอานุภาพสูงมาก สามารถทำลายรถถังเอ็ม 1 ได้แม้จะเป็นการยิงตรงหน้าค่อนไปทางตอนล่างของรถถัง
ซึ่งเป็นบริเวณที่พลขับปฏิบัติหน้าที่อยู่ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้พลขับรถถังเอ็ม 1 ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจาก
การโจมตี

พันเอก รัส โกลด์ (Col. Russ Gold) ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการรบในอิรักและปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย เสนาธิ
การของศูนย์ยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐฯ วิเคราะห์ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นว่า

“มันเป็นเรื่องปกติในการรบ สหรัฐฯ ใช้รถถังเอ็ม 1 เป็นจำนวนมากในการรบในสมรภูมิอิรักทั้งปริมาณรถ และปริมาณ
ภารกิจ จึงทำให้มันตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายต่อต้าน และเมื่อข้าศึกรู้ว่าจุดอ่อนของเราอยู่ที่ไหน เขาก็จะโจมตีตรงจุด
อ่อนนั้นเหมือนที่เรากระทำอยู่เช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามเรากำลังมีการพัฒนาเกราะของรถถังเอ็ม1 อย่างต่อเนื่องโดย
เฉพาะเกราะป้องกันบริเวณเครื่องยนต์และเกราะด้านข้างให้มีความหนามากกว่า ที่เป็นอยู่เพื่อป้องกันจุดอ่อนดังกล่าว”

อาวุธประเภทที่สอง ที่กลุ่มต่อต้านใช้ทำลาย รถถังเอ็ม 1 ก็คือเครื่องยิงอาวุธจรวดต่อสู้รถถังแบบธรรมดาทั่วไป คือ
อาร์พีจี 7 ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายในอิรัก รวมทั้งมีขายในตลาดมืดกลางกรุงแบกแดดและเมืองใหญ่ๆทั่วอิรัก อันเนื่อง
มาจากความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการควบคุมคลังอาวุธของอิรักในช่วงแรกของการยึดครองในปี2003 ทำให้เกิดการ
ขนถ่ายอาวุธชนิดนี้ออกจากคลังได้เป็นจำนวนมาก



นอกจากนี้ยังมีรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ที่พบว่า ในปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ จัดส่งอาวุธจรวดต่อสู้
รถถังแบบอาร์พีจี 7 จำนวน 7,500 กระบอกไปให้กองกำลังทหารอิรักที่สหรัฐฯ จัดตั้งขึ้น ได้เกิดการรั่วไหลของอาวุธ
ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทั้งระหว่างการจัดส่งและจากคลังจัดเก็บอาวุธในอิรัก อันเนื่องมาจากความด้อยประสิทธิภาพ
ของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ ที่รับจ้างดำเนินการขนส่งดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2004 มีการขนส่งเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังอาร์พีจี 7 จำนวน 2,389กระบอก แต่มี
เพียง 499 กระบอกเท่านั้นที่ส่งถึงมือกองกำลังทหารอิรักที่สหรัฐฯจัดตั้งขึ้น ส่วนที่เหลือถูกส่งเข้าตลาดมืดและกลาย
เป็นอาวุธกลับมาทำลายกองทัพสหรัฐฯ ในอิรักต่อไป

การโจมตีด้วยอาวุธจรวดแบบธรรมดานี้ ได้ถูกประยุกต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ด้วยการโจมตีจุดอ่อนของรถถัง
พร้อมกันหลายๆเครื่องยิง เช่นโจมตีจากด้านหลังของรถซึ่งเป็นบริเวณเครื่องยนต์ที่มีเกราะบาง หรือโจมตีจากมุมสูง
หรือจากบนอาคาร โดยอาศัยข้อจำกัดที่ว่า รถถังเอ็ม1 นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ในการต่อสู้กับรถถังด้วยกันจึงมีเกราะ
หนามากเฉพาะบริเวณด้านหน้า เพื่อป้องกันกระสุนจากรถถังฝ่ายตรงข้าม

แต่สำหรับในอิรักนั้น รถถังเอ็ม 1 ถูกนำมาใช้ในการรบในเมือง (urban warfare) ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้รถถังในการ
ปฏิบัติการ และทำให้กลุ่มต่อต้านสามารถใช้อาคารสถานที่ต่างๆ ในเมืองเป็นจุดซุ่มโจมตีรถถังได้ในมุมอื่นๆ ที่เป็น
จุดอ่อน เช่น ด้านหลังหรือด้านข้าง



ระเบิดแสวงเครื่อง (IED - Improvised Explosive Device)

อาวุธประเภทที่สาม ที่ฝ่ายต่อต้านสหรัฐฯ ในอิรักใช้ในการทำลายรถถังเอ็ม 1 ก็คือการใช้ ระเบิดแสวงเครื่อง
(IED- Improvised Explosive Device) ที่มีความรุนแรงสูง เช่น ใช้กระสุนปืนใหญ่ขนาดตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 155 ม.ม.
จำนวนหลายนัดจุดระเบิดในคราวเดียวกัน หรือใช้ระเบิดของอากาศยานขนาดตั้งแต่ 250-500 ปอนด์ ฝังไว้บริเวณใต้ผิว
ถนน เพื่อหวังผลในการทำลายบริเวณใต้ท้องรถที่มีความเปราะบางมากที่สุด

รวมทั้งอาจโจมตีด้วยการสนธิกำลังกันระหว่างการใช้ระเบิดแสวงเครื่องเพื่อทำให้ รถถังเกิดความเสียหายก่อน แล้วระดม
ยิงซ้ำบริเวณที่เป็นจุดอ่อนด้วยจรวดต่อสู้รถถังอาร์พีจี 7 หรือแม้กระทั่งระเบิดมือ ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการพิสูจน์
แล้วว่า ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำลายรถถังเอ็ม 1 อันทรงประสิทธิภาพนี้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การพัฒนาอาวุธขนาดเล็กแต่มีศักยภาพการทำลายล้างสูงดังเช่น เครื่องจรวดต่อสู้รถถัง
แบบต่างๆนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาเทคนิคการต่อสู้แบบกองโจร เช่นการใช้ระเบิดแสวง
เครื่องที่ฝ่ายต่อต้านในอิรักนำมาใช้ ได้กลายเป็นการปฏิบัติการที่มีราคาถูกแต่ได้ผลคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ
รถถังเอ็ม 1
และยานยนต์หุ้มเกราะต่างๆ  ตลอดจนบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ  ที่มีราคาแพงมหาศาลจนไม่สามารถ
คำนวณเป็นตัวเงินได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลควบคู่ไปกับการพัฒนาดังกล่าวก็คือ อาวุธและแนวคิดในการปฏิบัติการต่างๆ ดังกล่าวได้กลาย
เป็นเขี้ยวเล็บของกลุ่มก่อการร้ายต่างๆทั่วโลก ที่ปฏิบัติการท้าทายมหาอำนาจ ตลอดจนท้าทายอำนาจรัฐต่างๆ รวมทั้งยัง
เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ในสังคม โลกอย่างโหดเหี้ยม อำมหิตต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด





บทความนี้ เป็นสิทธิของ
พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ
ลงพิมพ์ในนิตยสาร Topgun ประจำเดือนกรกฎาคม 2552
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ของผู้ที่สนใจ
จึงขออนุญาตท่านเจ้าของ นำออกเผยแพร่เพื่อเป็นเกียรติและประโยชน์สาธารณะมา ณ โอกาสนี้

...รุ่งศิลา 14 กมภาพันธ์2554




SelectionFile type iconFile nameDescriptionSizeRevisionTimeUser
Comments