จะเกิดอะไร ถ้าไทยรบกับเขมร



จะเกิดอะไร ถ้าไทยรบกับเขมร...อำมาตย์หน้าโง่




การตัดสินใจก่อสงคราม 

ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เขาไม่ได้ดูศักยภาพของกองทัพเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ใช้ในการตัดสินใจจะ
เปรียบเทียบและวัดกันที่  "พลังอำนาจของชาติ " ซึ่งประกอบด้วยพลังอำนาจ 5 อย่าง ด้วยกันคือ

1.พลังอำนาจทางการเมือง

1.1 ภายในประเทศ
1.2 ระหว่างประเทศ
(มิตร+ศัตรู)

2.พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ

3.พลังอำนาจทางสังคมจิตวิทยา (เช่น ขวัญกำลังใจ ปชช. ความสามัคคีเป็นต้น)

4.พลังอำนาจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่

5.พลังอำนาจทางการทหาร


5.1 มีตัวตน
5.1.1 กำลังพล
     5.1.1.1 กำลังรบหลัก
     5.1.1.2 กำลังสำรอง(กำลังพลสำรอง,กำลังกึ่งทหาร,กลุ่มพลังมวลชน,กำลังคน เป็นต้น)
5.1.2 กำลังยิง
5.1.3 การดำเนินกลยุทธ
5.1.4 การสื่อสาร


5.2 ไม่มีตัวตน (ขวัญ กำลังใจนักรบ ความฮึกเหิม ห้าวหาญ)









 
ศึกใหญ่ของชาติไทย 2 ครั้ง กับต่างชาติในรอบ30ปี


 


ไม่มีใคร(ชาติ) ไหนที่อยากเข้าสู่สงคราม  
ในทางเดียวกันเมื่อมีการสู้รบ ก็ไม่มีใคร
ที่อยากเป็นผู้แพ้และสูญเสีย...ไม่มีใครกล่าวเอาไว้ แต่ผู้เขียนกล่าวเอง

รัฐเผด็จการทหาร
จะดำรงอยู่ได้ด้วยกองทัพ ย่อมต้องคงไว้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารอย่างเลี่ยงไม่ได้  
ดังเช่นการจัดสรรงบประมาณทางทหารที่เพิ่มเกิน30% ในยุครัฐบาลปฏิวัติ คมช.

การรบที่สมรภูมิ ร่มเกล้า และ ช่องบก เป็นตัวอย่าง ความไม่รู้ เป็นคำตอบที่นายทหารระดับ
ผบ.เหล่าทัพปฎิเสธไม่ได้ คนที่บอกว่าเราชนะ หรือเสมอ ในครั้งนั้น มันหลอกตัวเอง
ในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า ระหว่างปี พ.ศ. 2530-2531 ต่อจาก การรบที่ช่องบก 2528-2530
โดยการวางแผนของ เวียดนาม  ไทยได้บทเรียนในการรบมาอีกหลายบท.......
ที่เราไม่เคยคาดคิดว่าประเทศ เล็กๆ  จะมีเทคโนโลยีทางทหารบางอย่าง  ที่เหนือกว่าเรา
ทหารฝ่ายตรงข้าม ที่รบกับเราเป็นกองกำลังผสมระหว่าง เวียดนามและลาว โดยมีโซเวียต
และมิตรประเทศ เป็นที่ปรึกษา  

                        


ความเก่งกาจของทหารปืนใหญ่ไทยที่เคยลือลั่นไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำในการยุทธที่ร่มเกล้า-ช่องบก
หมดแล้วสิ้นลาย ราชาแห่งสนามรบ เพราะความอ่อนด้อย และขาดความเป็นมืออาชีพ หลงตัวว่า
ข้าเก่งกาจ แต่งเครื่องแบบหล่อเท่ห์ ถอดแบบ มาจากประเทศลูกพี่ชาติมหาอำนาจ

  

หลอกตัวเองว่ารู้ทันข้าศึก แต่ทว่า...ข้าศึกกลับรู้หมดทุกอย่าง รู้ว่าเราจะทำอะไร รู้ว่าเราจะรบแบบไหน
รู้ว่าเราคิดอย่างไร รู้ว่าเราเรียนจากตำราเล่มไหน รู้ๆๆๆๆๆๆ รู้ไปหมด ส่วนเรานั้น ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ และก็ ไม่รู้
ไม่รู้แม้กระทั้งทหารที่เรารบด้วยนั้น ทหารลาวหรือทหารเวียดนาม เอ?? หรือทหารคิวบา หรือรัสเซีย ...
ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผลการรบออกมาในแบบที่เรารู้ๆกันอยู่

           **ตั้งแต่ปี 2504-2505 และปี 2517-2534
โซเวียตส่งทหารเข้ามาในลาวทั้งหมด 1840 นาย เสียชีวิตในลาว 8 นาย


ในระหว่างการรบเราสูญเสียมากมาย
เพราะ ลาวอยู่ในยุทธภูมิที่เหนือกว่า นั้นคือเนิน 1428 ตามที่ได้กล่าวมา


กองทัพไทยเราจึงอยู่ในระยะยิง จะยิงปืนใหญ่หรือทิ้งระเบิดทำลายก็ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีเป้าหมาย
ที่แน่ชัด
ว่ากันว่าเรายิงจนกระสุนปืนใหญ่(สำรอง) เกือบหมดกองทัพเลยทีเดียว
(ใช้ปืนใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการครั้งนี้ 7 กองร้อย รวมกระสุน ปืนใหญ่ที่ใช้ไปทั้งหมด 21,791 นัด)
แม้จะพยายามใช้ทหารราบตีขึ้นเขาก็ทำได้ยาก  ตอนนั้นทางไทยเองก็ยืนยันแน่ชัดที่จะไม่ให้ มีการรบ
บานปลายเข้าไปถึงในแดนลาว ทำให้เราเหมือนเป็นเป้ายิงของปืนใหญ่ทหารลาว ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า







      
                               ช่องบก
                     มกราคม 2528 - ธันวาคม 2530

เขตสามเหลี่ยมมรกต ชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี.
เป็นพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน 3 ประเทศ คือ ไทย,ลาว,กัมพูชา มีทิวเขาพนมดงรัก
กั้นเป็นแนวเขตแดน มีเส้นทางติดต่อเดินข้ามไปมาหากันได้
 

ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน มีป่าทึบยากแก่การตรวจการณ์ ทั้งทางพื้นดิน และ
ทางอากาศ ใช้เป็นแหล่งซ่อนพราง และกำบังเป็นอย่างดี
  

ในสมรภูมิการรบ ฝ่ายตรงข้ามยิงถล่มด้วยปืนใหญ่...จะยิงถล่มเป็นชุด 50 นัดบ้าง...100 นัดบ้าง
...200 นัดบ้าง...เป็นการรบแบบจิตวิทยา  ใช่ปืนใหญ่ยิงใบปลิวข้ามมา...มีใจความประมาณว่า...
" อยากเจอหน่วยทหารไทยที่รบเก่งที่สุดของประเทศไทย "
ปืนใหญ่ที่ทหารไทยใช้ยิงเป็นระยะพิสัยใกล้...เมื่อยิงแล้วต้องรีบเก็บพ่วงใส่ท้ายรถ...ขับหนีออก
จากจุดยิง...เพราะภายในไม่ถึง 2นาที จะโดนสวนด้วยปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม...ส่วนฐานปืนใหญ่
พิสัยไกลของไทยจะตั้งอยู่ที่ บ้านเก่าขาม อ.น้ำยืน...ก่อนถึงอำเภอน้ำยืนประมาณ 10-20 กม...
อีกแห่งที่ บ้านแปดอุ้ม...และเมื่อลึกเข้าไปในพื้นที่ทำการรบ...การส่งกำลังบำรุงและเสบียงทำได้
เพียงการเดินเท้าเท่านั้น...โดยใช้ล่อเป็นสัตว์บรรทุก
 
บันทึกการรบ ที่รุนแรงมากเหตุการณ์หนึ่ง ใน 1หมู่ทหารพรานที่ไปกันถูกซุ่มอยู่ 3 วัน
ต้องกินฉี่ตัวเอง...กินเลือดของเพื่อนที่ถูกยิง...สุดท้ายต้องทิ้งศพเพื่อนไว้แล้วฝ่าออกมาตอนกลางคืน
...รอดมาได้ 2 คน ปะทะกันจะจะ มองเห็นในกลุ่มของทหารเวียตนามและเขมร มีทหารคิวบา,รัสเซีย
อยู่ด้วย

สงครามที่ถูกลืม คือ ยุทธภูมิช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ปี 2530 ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงนัก
ห่อศพนักรบกล้า นอนหลับสบายอยู่ในเปล  ต้องลำเลียงส่งดึงขึ้นทางหน้าผา มากมายหลายร่าง
ทหารพรานจู่โจมจากค่ายปักธงชัย โคราช ตายและพิการกันมาก จนแทบจะหมดกองร้อย และ
การรบรุนแรง โหดเหี้ยมกว่าศึกร่มเกล้า

ความสูญเสีย

...ทุกครั้งที่มี ฮ.มาลงที่ลานสวนสนาม ร.6 พัน 3...ลูกเมียเหล่าทหารจะวิ่งกันวุ่นวายเพื่อไปดูว่า...
มีคนที่เรารักอยู่ในนั้นด้วยหรือปล่าว...ถ้ากลับมาทาง ฮ.ถึงแม้จะหนักมากแต่ก็มีโอกาสรอดเพราะถึงมือหมอ
แต่หากกลับมากับขบวนรถ ยีเอ็มซี เป็นไปได้ 2 ทางคือ...สับเปลี่ยนกำลังพล หรือไม่ก็เป็นศพกลับมา
...ที่โรงพยาบาล อ.นาจะหลวย...ข่าวเล่าว่า...ศพทหารกองกันจนสูงเกือบเท่าหลังคา โรงพยาบาล
(ชั้นเดียวในตอนนั้น)...ต้องใช้ผ้าใบคลุมไว้กันอุจาดตา

ทหารจากค่ายบดินทร์เดชา ร.16 พัน 2 จ.ยโสธร ถูกข้าศึกลวงเข้าพื้นที่สังหาร
พลาญหิน
...บริเวณที่ทหารไทยถูก ละลาย ทั้งกองร้อย



     



ผู้หมวด พี่จ่า ผู้หมู่  เพื่อน  น้อง หลายท่าน จาก ร.16 พัน 2 ....พิการ...พลีชีพที่นี่

ช่วงที่ผมประจำการอยู่นั้น การรบเริ่มเพิ่มความรุนแรง ก่อนผลัดเปลี่ยนกำลังไม่ถึงเดือนก็ถึงขั้นดุเดือด
และความสูญเสียมากขึ้น พี่จ่านพดล ผบ.หมู่ ของผมเสียตาไปข้างนึง หมวดบูรพา นายทหารหนุ่มจาก
รั้ว จปร.โดนเคย์โมเละทั้งตัว เพื่อนๆเสียชีวิตเหยียบกับระเบิดโดนกระสุนปืนใหญ่..มีทั้งลาวขาว-ลาวแดง
..เขมรขาว-เขมรแดง ยุ่งกันไปหมด..หมู่บ้านแถวนั้นเหมือนบ้านร้าง..กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งข้าม หลุดเข้า
มาเป็นประจำ

2-3 เดือนหลังปลดประจำการ  ผมไปรับหนังสือรับรองที่กองพัน....สภาพกองพันเหมือนค่ายร้าง...
จ่ากองร้อยบอกผม ว่า  เอ็งโชคดี ที่ปลดก่อน รุ่นน้องเอ็ง เจ็บ-ตาย เหลือไม่กี่คน

หมอ(เสนารักษ์)บอกว่า ศพทหารเรียงเต็มชั้นล่างโรงนอนหน่วยฝึกทหารใหม่เลย   

หลังจากสูญเสียฐานหลายแห่ง ทหารเวียดนามเริ่มถอนทหารออกไปจากพื้นที่กลับเข้าไปตั้งในกัมพูชา
เนื่องจากการสูญเสีย และการส่งกำลังบำรุงที่ถูกรบกวนจากในเขตกัมพูชาเอง จากเขมรแดง และกอง
กำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังเขมรแดงได้เข้าตีฐานของทหารเวียดนามที่ตั้งในเขตกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
โดยได้รับการสนับสนุนการยิงปืนใหญ่จากฝั่งไทย ทำให้เวียดนามถูกตีขนาบ จึงต้องถอนกำลังกลับเข้า
มาในเขตกัมพูชาเหมือนเดิม หลังจากนั้นทางไทยได้เข้ามายึดและตั้งแนวป้องกันเนินต่างๆอย่างแน่นหนา
เป็นอันสิ้นสุดของการรบอันดุเดือดที่สุด


        

           เป็นการเล่าจากความทรงจำในครั้งอดีต





SelectionFile type iconFile nameDescriptionSizeRevisionTimeUser
Comments