จาก ราชดำเนิน ถึง รวันดา



 ราชดำเนิน ถึง รวันดา
 กดสังคมไว้ด้วยกำลัง
สื่อมวลชั่ว เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์คุมแค้น




ก่อนหน้า...ประเทศรวันดา เหมือนจะเจริญกว่าประเทศอื่นๆ ในทวีป (ยกเว้นแอฟริกาใต้) จนเกิด
กลุ่มทหารบ้านหัวรุนแรงชาวฮูตู โดยเป็นกลุ่มผู้กระทำการสังหารหมู่ คือ

กลุ่มอินเตราฮัมเว (Interahamwe) เป็นภาษา กินยาร์วันดา แปลว่า ผู้ที่สู้ด้วยกัน และ
กลุ่มอิมปูซูมูกัมบิ (Impuzamugambi) แปลว่า ผู้ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

ที่ต้องการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ชาวรวันดา เผ่าทุ๊ชซี่ (tutsi)  และเรียกชาวทุ๊ชซีว่า คุณแมลงสาบ
การดำเนินการ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นไปอย่างบ้าคลั่ง

ประวัติศาสตร์ ดินแดนนี้เดิมเรียกว่า Ruanda - Urundi เคยรวมอยู่กับ Burundi แล้ว ตกเป็น
อาณานิคมส่วนหนึ่งของเยอรมันในปี 2433 (1890) ในนามของ German East Africa ภาย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รวันดา ตกเป็นดินแดนในอาณัติของสันนิบาตชาติ และสหประชาชาติ
โดยมีเบลเยี่ยม เป็นผู้ดูแล ขณะนั้น รวันดามีการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในปี 2502 (1959) ได้เกิดสงครามระหว่างเผ่า ทำให้ชนเผ่า Tutsi หมดอำนาจลงอีก 2 ปีต่อมา
เบลเยี่ยม จัดให้มีการลงประชามติ  ซึ่งชาวรวันดาได้ตัดสินใจที่จะปกครองตนเอง เบลเยี่ยม จึง
มอบเอกราชให้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2505 (1962) และรวันดากลายเป็นสาธารณรัฐ

   
   

เบลเยี่ยมไปสร้างชนชั้น รวันดา

โดยชนเผ่า Tutsi ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยแต่ร่ำรวยมีการศึกษาดี และเป็นนักรบ
ส่วนชาว Hutu ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพวกยากจนและมีอาชีพทางกสิกรรมเป็น
ส่วนใหญ่


      ฮูตู  คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แมลงสาบ (ทุ๊ชซี่) เพื่อปกครองประเทศ
     ทุ๊ชซี่   ต้องรักษาเผ่าพันธุ์เพื่อกลับมาปกครองประเทศ

ชนในชาติ ประชากรประมาณ 8.16 ล้านคน ประกอบด้วย ชนเผ่า

Hutu ร้อยละ 80
Tutsi ร้อยละ 19
Twa (Pyamoid)ร้อยละ 1

   

ที่สื่อมีส่วนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน รวันดา มี
คนโดนฆ่าตาย 800,000-1,071,000 คน ในช่วงเวลาแค่ 100 วัน เท่านั้น
สาเหตุหนึ่ง มาจากสื่อเลวชั่วมีส่วนเขียน สื่อเสี้ยมสร้างความโกรธแค้นให้ คนในชาติโกรธเกลียด
กัน
เป็นเหตุให้เกิดการอารมณ์คุมแค้น ของชนในชาติ  แต่ละฝ่ายนำมาสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  ใน
ประเทศ รวันดา


การฆ่าเริ่มต้นขึ้นจากการยุยงของสื่อวิทยุ (ทำนองวิทยุบางคลื่นของไทยขณะนี้ที่ขยันสร้าง
ความเกลียดชังกระจายไปทั่วสังคม) คนบ้านใกล้กันที่เคยอาศัยเป็นเพื่อนบ้านกัน ก็จับมีดขึ้นมาฆ่า
กันศพตายเกลื่อนลานบ้านหากสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยพัฒนาไปแบบนี้มีโอกาส
นองเลือด แบบรวันดาแน่นอน หากทหารและพวกอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย ยังคิดที่จะ
กดสังคมไว้ด้วยกำลัง

สื่อในประเทศ คือตัวการส่งเสริมความชิงชัง เพิ่มเต็มความโกรธแค้น ระหว่างสองชนเผ่ายัง
มีส่วนสำคัญในการเติมเชื้อปะทุความรุนแรงที่พัฒนามาเป็นสงคราม กลางเมืองในประเทศ บุรุนดี
ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 (1993) มาจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 (2005) อีกด้วย

การฆ่ามีเป้าหมาย ไปที่ ชายชาวทุ๊ชซี tutsi ทุกคนตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆถึงชายชราด้วยเหตุ
ผลว่าคนพวกนี้อาจกลายไปเป็นกลุ่มกบฏ RPF ได้
  
ส่วนผู้หญิงถูกนำมาข่มขืนและพวกที่
รอดตายจำนวน2ใน3 ก็ถูกทิ้งไว้กับโรคเอดส์
นอกจากนั้นชาวฮูตูที่รักสันติก็ถูกฆ่าด้วยเช่นกัน

โดยคาดว่ามี ชาวทุ๊ชซี ถูกฆ่าตายประมาณ 750,000 คน และ ชาวฮูตู ผู้รักสันติ  ถูกฆ่าตายประ
มาณ 50,000 คน
  หลังเกิดเหตุรวันดาประสบปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จนถึงปัจจุบันซึ่งถูก
จัดอันดับให้เป็นประเทศที่ยากจนเป็นอันดับ3ของโลกและได้มีการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
รุนแรงครั้งนั้นติดต่อกันมายาวนาน

ซึ่งที่น่าตกใจอีกอย่างก็คือในเดือนมกราคมที่ผ่านมา การตัดสินผู้กระทำผิดยังไม่จบสิ้น  โดย
เพิ่งจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า

ชาวรวันดา 1 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 8 ของประชากรทั้งประเทศ  จะต้องขึ้นศาลทีละคน
เนื่องจากมีส่วนพัวพันกับ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น และมี คนประมาณ 8 แสนคนติดคุกอยู่ โดย
เชื่อกันว่าคงจะมีหลายคนที่เสียชีวิตไปก่อน
ได้รับการตัดสิน เหตุการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเรียกว่าคุกรุ่น
เพราะ ชาว ทุ๊ชซี หลายคนยังมีความเชื่อว่า การจะอยู่รอดก็คือต้องปราบปรามชาวฮูตู   ส่วน ชาวฮูตู
(Hutu) ก็เชื่อว่า
พวกเข้าคงโดนประทับตราบาป จากเหตุการณ์นั้นไปอีกนาน โดยไม่มีใครสนใจความ
ยากแค้นของเขา    
ในสมัยที่รัฐบาล ทุ๊ชซี (Tutsi) ปกครองประเทศเลย จึงเป็นไปได้ว่าอาจยังมีเหตุ
การณ์เลวร้าย เกิดขึ้นอีกในอนาคต

 และศาลได้ตัดสินให้ สื่อชั่วเลว มีความผิดติดคุก กันระนาวทั่วหน้า