สถานที่ท่องเที่ยว

              
 

ท่องเีที่ยวอำเภอท่าปลา


1. บ้านท่าเรือ ตำบลท่าปลา

     เป็นหมู่บ้านริมทะเลสาบ ตั้งอยู่หมู่ 9 บ้านท่าเรือ เป็นท่าเรือสำหรับขนถ่ายปลา และมีแพสำหรับ

นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะล่องแพเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำ และทะเลสาบเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ทั้งแบบค้างคืนหรือเช้าไป

เย็นกลับก็ได้ มีอาหารพร้อม สามารถติดต่อได้ที่ เกษณี แพทัวร์ โทร. 0 1605 6211 และแพสมบูรณ์

พร้อม โทร. 0 1971 2527, 0 1280 9188 การเดินทาง จากอุตรดิตถ์ ใช้เส้นทาง 1045 ประมาณ

 30 กิโลเมตร ถึงสามแยกร่วมจิต เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1163 ประมาณ 10 กิโลเมตร 

(ไปทางอำเภอท่าปลาและเขื่อนดิน) ถึง อำเภอท่าปลา เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1341 ไป

บ้านท่าเรืออีก 7 กิโลเมตร (ต่อด้วยทาง รพช. สายบ้านเลิศชัย-บ้านห้วยรกช้าง)

2. จุดชมวิวช่องเขาขาด เขื่อนดินช่องเขาขาด ตำบลท่าปลา

3. กลุ่มวัดหาดไก่ต้อย,วัดตีนดอยและวัดนาโห้ง ตำบลหาดล้า

ตั้งอยู่ที่บ้านผาซ่อม ตำบลผาเลือด เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินสร้าง

กั้นแม่น้ำน่านที่ผาซ่อม สันเขื่อนยาว 810 เมตร กว้าง 12 เมตร

 สูง 113.6 เมตร บริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์จะเป็นทะเลสาบน้ำจืด

ขนาดใหญ่มีทิวทัศน์ที่สวยสดงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง

พระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังมีพระพุทธสิริสัตตราชประดิษฐาน

บริเวณหน้าเขื่อน นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งให้บริการและอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยว

บริเวณเขื่อน การจองที่พัก การเช่าจักรยาน การให้เช่าเรือท่องทะเลสาบเหนือเขื่อน อัตราค่าเช่าเรือล่องในเขื่อนสิริกิติ์คือ

 เรือขนาด 150 คน ค่าเช่าชั่วโมงละ 1,700 บาท และเรือขนาด 30 คน ค่าเช่าชั่วโมง 1,400 บาท นอกจากนั้นยังมีสนาม

กอล์ฟขนาด 18 หลุม ให้บริการ เขื่อนสิริกิติ์มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว ราคา 500–1,200 บาท สอบถามรายละเอียด

สำรองที่พักได้ที่ โทร. 0 5541 2639–40 ต่อ 2500-5 หรือ www.sirikitdam.egat.com

และ

        การเดินทาง จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 (เขื่อนสิริกิติ์-ท่าปลา) ถึงเขื่อนสิริกิติ์ ระยะทาง

 58 กิโลเมตร หรือนั่งรถโดยสารจากกรุงเทพฯ ไปลงที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และต่อรถโดยสารสายอุตรดิตถ์-ฟากท่า-บ้านโคก

 รถจะจอดที่หอนาฬิกา ถนนสำราญรื่น หรือจะเหมารถแท๊กซี่บริเวณสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ก็ได้

        ส่วนอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 203 กิโลเมตร ภายในมีเกาะแก่งมากมาย

 เหมาะสำหรับการล่องแพชมวิวทิวทัศน์ จุดชมวิว เส้นทางสายป่าแดง น้ำกราย นางพญา ซึ่งลัดเลาะตามริมเขา มีทัศนียภาพ

ที่สวยงามมาก เนื่องจากเส้นทางสายนี้ตัดผ่านป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขาทำให้อากาศเย็นสบาย นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็น

พรรณไม้นานาชนิด เช่น กล้วยไม้ป่า พญาเสือโคร่ง และเฟิร์นพันธุ์ต่าง ๆ
       เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ จะมี 2 เส้นทาง คือ ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร และ 4 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะมีจุดชมวิว

ตลอดระยะทาง นอกจากนั้นยังมีสถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์

5.นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน

6. วัดเจดีย์กลางน้ำ ทะเลสาบสุริยันจันทรากลางเขื่อนสิริกิติ์

7. หน่วยอนุรักษ์ฯและที่ทำการอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ตำบลผาเลือด

      อยู่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยป่านานาชนิดที่ยังคงความสมบูรณ์ และ

เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 624,468 ไร่ ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง

 ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก เช่น เก้ง กวาง หมูป่า หมี และสัตว์ปีกจำนวนไม้น้อยกว่า

 200 ชนิด ได้รับประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จุดที่สูงที่สุดของอุทยานฯ คือ ยอดเขาภูพญาพ่อ 

สูงถึง 1,350 เมตร ซึ่งจะมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน ในฤดูหนาวอากาศหนาวจัด

8. อ่างเก็บน้ำวังชมภู ตำบลจริม

9. วัดน้ำบึง ตำบลจริม

10. กลุ่มน้ำตกในเขตตำบลน้ำหมัน จำนวน 8  แห่ง (กลุ่มน้ำตกนางพญา)

11. ถ้ำแสนหาญ (ตำบลท่าแฝก บ้านงอมถ้ำ หมู่ที่ 1)

12. น้ำตกห้วยผึ้ง (ตำบลท่าแฝก บ้านห้วยผึ้ง หมู่ที่ 4)

น้ำตกห้วยผึ้ง อยู่ที่ ม. 4 บ้านห้วยผึ้ง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกธรรมชาติที่สวยงามมาก 

มีความสูงประมาณ 150 เมตร เป็นน้ำตกที่น้ำใสสะอาด เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยว

13. ต้นสักใหญ่อันดับ 2 ของอุตรดิตถ์ (ตำบลท่าแฝก บ้านป่ากั้ง หมู่ที่ 5)

ต้นสักใหญ่ต้นนี้ อยู่ที่ ม. 5 บ้านป่ากั้ง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นต้นใหญ่ไม่น้อยกว่าสักใหญ่ที่สุด

ในโลกที่วนอุทยานต้นสักใหญ่ของอำเภอน้ำปาด

14. น้ำตกห้วยยาง (ตำบลท่าแฝก บ้านวังน้ำต้น หมู่ที่ 7)

15. บ้านประมงปากนาย เส้นทางท่องเที่ยวนางพญา-น่าน  (ตำบลท่าแฝก บ้านห้วยไผ่ หมู่ที่ 8)

 หมู่บ้านประมงเดิมเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำน่าน หลังการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ หมู่บ้านปากนายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ

อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งมีลักษณะเหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยทิวเขาเขียวขจี ชาวบ้านปากนาย

ประกอบอาชีพประมง มีแพร้านอาหารให้เลือกชิมปลาจากเขื่อน เช่น ปลากด ปลาบู่ ปลาคัง ปลาแรด ปลาทับทิม

 เป็นต้น และบางแห่งทำเป็นห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จากบ้านปากนายสามารถเช่าเรือล่องไปตามลำน้ำน่าน

สู่อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม เกาะแก่ง เรือนแพ ชาวประมง ในช่วงนอกฤดูฝน จะมีแพลากไป

วัดปากนาย สามารถนั่งรับประทานอาหารบนเรือได้ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และมีแพขนานยนต์ข้ามฟากไปยัง

 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 

16. ภูพญาพ่อ ตำบลนางพญา (เขตรอยต่ออุตรดิตถ์-แพร่)

ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน เป็นจุดสูงสุดบนเส้นทางสายเชิงทอง-กิ่วเคียน สูง 1,350 เมตรจาก
ระดับน้ำทะเลและ ยังเป็นยอดเขาสูงสุดที่แบ่งเขตแดนระหว่างแพร่กับอุตรดิตถ์ บนภูพญาพ่อมีศาลซึ่งเป็นที่เคาร
พของชาวบ้านในท้องถิ่น บริเวณนี้เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่มองเห็นเขาและผืนป่ากว้างไกลไปจนสุดสายตาที่อ่างเก็บ
น้ำเขื่อนสิริกิติ์ เส้นทางช่วงต่อไปถนนจะไต่ระดับลงจากเขาจนไปสิ้นสุดที่ อำเภอท่าปลา และสามารถเดินทาง
ต่อไปถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติได้ 

 กิจกรรม - ชมพรรณไม้ - ดูนก - เดินป่าระยะไกล - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ - แค็มป์ปิ้ง  ชมทิวทัศน์ 
 

17. แก่งนางพญาและโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ตำบลนางพญา

    แก่งนางพญาจะเป็นแก่งหินน้อยใหญ่ลดหลั่นกันลงไป อยู่กลางลำน้ำนางพญา มีน้ำไหลตลอดปี บริเวณแก่งดูสวยงามมาก

นอกจากนี้ในอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ยังมีน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเชิงทอง น้ำตกห้วยมุ่น และน้ำตกดอยผาหมอก ซึ่ง

เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำไหลตลอดปี เนื่องจากมีสภาพป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นน้ำตกที่อยู่ใกล้หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ

 เชิงทอง สามารถเดินทางจากจังหวัดแพร่สะดวกกว่า คือ จากตัวอำเภอแพร่ เข้ามาทางวัดพระธาตุช่อแฮ พอถึงวัดพระธาตุ

ช่อแฮ ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 9 กิโลเมตร
       การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ 35 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 กิโลเมตรที่ 43–44 

(อุตรดิตถ์-เขื่อนสิริกิติ์) ผ่านสามแยกร่วมจิต และสามแยกห้วยเจริญจะพบทางแยกซ้ายมือ เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร 

จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน
       อุทยานลำน้ำน่านมีบ้านพักรับรอง 2 หลัง ราคา 900 บาท/หลัง และสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ โดยสอบถามได้ที่ศูนย์

บริการนักท่องเที่ยวอุทยานลำน้ำน่าน โทร. 0 5541 9236 หรือ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ

พันธุ์พืช เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 2920-1 ต่อ 724–725, 0 2579 5734, 0 2579 7223

ที่ตั้ง
ปัจจุบัน เรายังไม่พบหลักฐานที่ระบุว่า เจดีย์กลางน้ำอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่บ้านใด ตำบล

ประวัติพระธาตุกลางน้ำ ท่าปลาเก่า  ประวัติเจดีย์และพระนางพญากรุกลางน้ำ

                                                                 ผู้เขียน ธวัช นันตะเงิน

องค์การบริหารส่วนตำบลผาเลือด  อ.ท่าปลา  จ.อุตรดิตถ์  จัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่

   


ใดของอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ หากประมาณหรือคาดคะเนจาก หมู่บ้านและตำบลที่ใกล้ที่สุด พออนุ

โลมได้ว่า น่าจะอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่ที่8 ตำบลผาเลือด ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ

                ประการแรก จุดที่จะมองเห็น เจดีย์กลางน้ำ ได้สะดวกชัดเจนที่สุดคือ บริเวณท่าเรือ

เก่าในเขตอุทยานลำน้ำน่าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ 8 ตำบลผาเลือด ณ จุดนี้ เป็นริมฝั่งของอ่างเก็บน้ำของ

เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อมองไปทางทิศตะวันออกจะเห็นเกาะที่เป็นภูเขาสูง โผล่พ้นน้ำสีคราม บนสุดของภูเขาเป็นองค์เจดีย์

เปล่งประกายสีทอง ยามต้องแสงแดดอ่อนยามเย็น ประหนึ่งเจดีย์องค์นั้นจะลอยเด่นอยู่ในฟากฟ้าสีคราม

                ประการที่สอง จุดที่จะมองเห็นเกาะอันเป็นที่ตั้งของเจดีย์กลางน้ำคือ บริเวณสถานที่พักผ่อนบนสันเขื่อนสิริกิติ์

 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ 10 ตำบลผาเลือด ณ จุดนี้แม้จะมองไม่เห็น เจดีย์กลางน้ำ แต่ก็สามารถ

มองเห็นเกาะ อันเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์นั้นได้อย่างชัดเจน

                นอกจากเหตุผลทั้งสองประการที่กล่าวมาแล้วนี้ยัง หาความสมเหตุสมผลอย่างอื่นไม่ได้ว่า

เจดีย์กลางน้ำ น่าจะอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่บ้าน ตำบลใดได้อีก

ภูมิประเทศ

                ท่ามกลางผืนน้ำกว้างของทะเลน้ำจืด อ่างกักเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ มีเกาะที่โผล่พ้นผิวน้ำสีคราม

พื้นที่กว่า 8 ไร่ อุดมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ตามธรรมชาติของ ป่าโคกหรือป่าแดง อาทิเป็นไม้เต็ง ไม้รัง 

ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้มะกอก ไม้สมอ แซมด้วยไม้สัก            และไผ่บงคาย

                นับแต่จุดแรกที่เรือจอดเทียบเท่า จะเห็นปลาผุดว่ายได้ไม่ยาก เมื่อขึ้นฝั่งมีทางเดินขึ้นเขา

ไม่ลาดชันนัก เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ โดยไม่เหนื่อยมากนัก ประมาณสักร้อยเมตรเศษๆ ก็จะถึงยอดบนสุด

อันเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์ รอบองค์เจดีย์เป็นลานกว้างพอจุคนได้สัก 200 คน เห็นจะได้ บนลานแห่งนี้มอง

เห็นทัศนีย์ภาพของทะเลที่เวิ้งข้าง ฟองคลื่นสีขาวล้อเล่นกันอยู่ไกลลิบ

                ลักษณะขององค์เจดีย์ เป็นเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสีเหลี่ยม ลดเหลื่อมขึ้นไปจากพื้นสู่

ยอดเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นสูงประมาณ 1 เมตร จนถึงฐานชั้นที่สามจะมีเจดีย์เล็กๆ               ทั้งสี่มุม ถัดขึ้นไป

เป็นลายปูนปั้น บัวคว่ำ บัวหงาย แล้วจึงเป็นตัวเจดีย์ ซึ่งมีลักษณะ ระฆังคว่ำทรงแปดเหลี่ยมสีทองเหลือง

อร่ามทั้งองค์ สุดยอดแหลมขององค์เจดีย์เป็นฉัตร 7 ชั้น ฝีมือช่างไทยภาคเหนือ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ

ขององค์เจดีย์ มีฐานพระพุทธบาทจำลอง ถัดลงมาทางทิศใต้เป็นศาลาและวิหาร

ความเป็นมา

                จากการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่า เจดีย์กลางน้ำ สร้างขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณา

ในเชิงประวัติศาสตร์ และการขุดค้นวัตถุโบราณ น่าจะกล่าวได้ว่าการสร้างเจดีย์กลางน้ำน่าจะอยู่ในราว

ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวคือ

                เชิงประวัติศาสตร์  มีเอกสารของทางราชการเป็นใบเสร็จเก็บเงินค่าราชการใช้แทนหนังสือ

เดินทาง ช่วงปี พ.ศ. 2457 และ ร.ศ. 124  130 ระบุว่า อำเภอ/แขวงท่าปลา มีอีกชื่อหนึ่งว่า น่านใต้ ซึ่ง

ระบุว่าขึ้นอยู่กับเมืองน่าน และบางฉบับใช้ว่า นครน่าน

                ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้คนเมืองน่านได้รับผลกระทบจากสงครามไทยกับพม่า บ้านเมือง

ถูกทิ้งร้างไปถึง 23 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงแต่งตั้งเจ้าหนาน

นันทปโชติขึ้นเป็นพระยามงคลวรยศ ให้ไปฟื้นฟูและปกครองเมืองน่าน

                นับแต่นั้น พระยามงคลวรยศ ได้มาตั้งมั่นที่ บ้านท่าปลา หรือ น่านใต้ การที่เจ้าเมืองจะฟื้นฟู

บ้านเมืองได้ ย่อมเลือกที่ตั้งที่ชาวเมืองนั้นมีความมั่นคงเข้มแข็ง เหมาะที่จะตั้งมั่นได้ ดังนั้นจึงน่าจะวินิจฉัย

ได้ว่าความเป็นปึกแผ่นของชาวท่าปลานั้นน่าจะมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2336

                ความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของชาวท่าปลา น่าจะก่อ

สร้างองค์เจดีย์ที่กล่าวถึงนี้ในยุคสมัยนั้น ทั้งนี้เนื่องจากชาวท่าปลาได้สร้างวัดที่เชิงเขาลูกหนึ่งใกล้หมู่บ้าน

                ในภาคเหนือจะเรียกภูเขาว่า ดอย เชิงเขาหรือเชิงดอยนั้นชาวบ้านเรียกว่า ตีนดอย ดังนั้น

วัดที่สร้างขึ้นจึงเรียกว่า วัดตีนดอย หลังวัดเป็นดอยสูง การเดินจากตีนดอยถึงยอดดอยนั้นประมาณว่า

กว่าสองร้อยเมตร เพราะมองจากบริเวณวัดจะเห็นเพียงยอดเจดีย์ที่โผล่แมกไม้เสียดสู่ฟ้าไกลลิบตา

                เจดีย์ เป็นคำที่ชาวบ้านแถบนั้นแทบไม่รู้จัก แต่สิ่งที่เป็นเจดีย์นั้นพวกเขาเรียกว่า พระธาตุ 

ถ้าจะถามว่า ดอยที่อยู่หลังวัดตีนดอยนั้นชื่ออะไร พวกเขาจะตอบว่า       ดอยพระธาตุ

                การก่อสร้างเจดีย์หรือพระธาตุ 

บนยอดดอยที่สูงขนาดนั้นด้วยการขนวัสดุ

ก่อสร้าง นับตั้งแต่ อิฐ หิน ไม้ กระเบื้อง ฯลฯ 

ขึ้นไปบนยอดเขาได้ขนาดนั้น ชุมชนต้องเข้ม

แข็ง ผู้คนมากมายและเปี่ยมล้นด้วยพลังศรัทธา

ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเข้มแข็ง

และศรัทธาในตัวผู้นำ

                จากคำบอกเล่าต่อๆกันมาเล่าว่า 

ผู้นำของชาวบ้านในการก่อสร้างพระธาตุแห่งนี้คือ “ตุ๊เจ้าบุญหลง นักบุญแห่งเมืองเหนือ

                ตุ๊เจ้าบุญหลงท่านนี้ เดิมเป็นพระธุดงค์ ชาวเหนือจะเรียกพระภิกษุว่า ตุ๊เจ้า ดังนั้นจึงเรียกพระ

ธุดงค์รูปนี้ว่า ตุ๊เจ้าบุญหลง ครั้นลาสิกขาบทแล้วจึงขานนามว่า เจ้าบุญหลง

                เชิงหลักฐานทางวัตถุโบราณ จากการขุดค้นวัตถุโบราณในช่วงปี พ.ศ. 2513 โดยหน่วยศิลปากร

ที่3 สุโขทัย ซึ่งดำเนินการก่อนที่เขื่อนสิริกิติ์จะเริ่มกักเก็บน้ำ หรือก่อนที่น้ำจะท่วมอำเภอท่าปลาในพื้นที่ 4 

ตำบล พบวัตถุโบราณกว่า 2000 รายการ จากวัด 18 แห่ง ในตำบลท่าปลา ต.จริม(จะริม)  ต.หาดล้า และ 

ต.ท่าแฝก ได้แก่ พระพุทธรูป เครื่องใช้ เครื่องประดับ และเงินตราที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นฝีมือช่างยุคต้น

กรุงรัตนโกสินทร์ มีเพียงพระพุทธรูปบางองค์ที่เป็นฝีมือช่างเชียงแสนตอนปลาย ซึ่งอาจเคลื่อนย้ายและตก

ทอดกันมาแต่บุกเบิกสร้างบ้านเมือง

                จากที่กล่าวข้างต้น จึงอนุมานได้ว่า การก่อสร้างพระธาตุหรือเจดีย์องค์นี้ของชาวท่าปลา น่าจะ

อยู่ในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์และเราคงต้องเชื่อเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะค้นพบหลักฐานอื่น

ก่อนน้ำท่วม

                พระธาตุ ก่อนน้ำท่วม ตั้งอยู่บนภูเขาสูงในอาณาเขตของวัดตีนดอย บ้านตีนดอย ตำบลท่าปลา

 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์

                การเดินทางมานมัสการพระธาตุ สามารถมาได้เกือบทุกทิศทาง โดยเว้นทางทิศใต้ ซึ่งเป็น

ภูเขาและไม่มีหมู่บ้าน

                ด้านตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านท่าปลา และที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ชาวบ้านจะเดินทางด้วย

เท้า เป็นส่วนใหญ่ รองลงไปอาจเป็น ม้า รถจักรยาน และ รถจักรยานยนต์ การเดินทางตามถนนสายหลัก 

(มีเส้นเดียว) ผ่านหมู่บ้านนาโป่ง บานนาโห้ง แล้วเดินข้ามทุ่งนาไปบ้านร้องดินหม้อ จากนั้นข่ามทุ่งนา

อีกครั้งหนึ่งก็ถึง บ้านตีนดอย

                ด้านเหนือ ตามถนนสายหลักถัดจากบ้านนาโห้งเป็นบ้านหัวนาเดินข้ามทุ่งก็จะถึงบ้านตีนดอย 

(ตามเส้นทางนี้เดินด้วยเท้าอย่างเดียว)

                ด้านตะวันตก นับจากหมู่บ้านที่ไกลที่สุดคือ บ้านต้นผึ้ง เดินข้ามทุ่งด้วยเท้าหรือจะใช้จักรยาน

ก็ได้ แต่เห็นจะจูงรถเสียเป็นส่วนใหญ่ เดินทางผ่านบ้านต้นหมื่น แล้วข้ามทุ่งอีกครั้งถึงบ้านร้องน้ำชำ จากนั้น

ก็เดินข้ามทุ่งอีกครั้งก็ถึงบ้านตีนดอย

                จากลักษณะที่ตั้งดังกล่าวส่งผลให้การนมัสการพระธาตุในแต่ละปีซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนหก 

ผู้คนจะมาจากสารทิศ เริ่มจากการทำบุญที่วัดตีนดอยในช่วยเช้าหลังจากเสร็จ             ศาสนพิธี เหล่าสาธุ

ชนจะเดินขึ้น ไปนมัสการพระธาตุ มีการแห่บั้งไฟตามด้วยผีตลก จากหมู่บ้านต่างๆ เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง

ด้วยศรัทธาบุญ       หลังจากนมัสการพระธาตุแล้วจึงจุดบั้งไฟ บั้งไฟนั้นจะมีขนาดเท่าใดนั้นไม่มีเกณฑ์หรือกติกา

อะไร                การบุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนหก หรือบุญขึ้นดอยพระธาตุที่มีการจุดบั้งไฟเป็นประจำ

ทุกปี แม้จะไม่ประกวด ก็เหมือนประกวด ไม่แข่งขันก็เหมือนแข่งขัน ไม่มีรางวัลใดๆ ชัยชนะที่ได้แม้จะไม่

ประกาศ แต่ทุกคนก็รับรู้ความเหนือกว่าของบั้งไฟที่พุ่งสู่ท้องฟ้าเหมือนจะบอกว่า ข้าชนะแล้วมันเป็นศักดิ์ศรี

และเป็นศรีของสล่า (ช่างและคนทั้งหมู่บ้านผู้ชนะ

ความคิดและความเชื่อ

                พระธาตุ คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุที่อยู่บนยอดดอยก็ประดุจสรวงสวรรค์

แห่งพระผู้เป็นเจ้า..

                ในแต่ละปีหากใครไม่ไปนมัสการพระธาตุก็จะไม่สบายใจ เสมือนหนึ่ง ในปีนี้ไม่ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า 

คนโบราณมักมีเรื่องราวหลากหลายเล่าให้ฟัง อาทิ นายหิง นันตะเงิน (ปู่ของผู้เขียน) เล่าให้ฟังว่า

         ไอ้น้อย คืนนี้ค่อนรุ่ง (วันเพ็ญเดือนหก) พ่อจะปลูกให้มึงดู มึงจะเห็นดวงไฟลอยมา

ที่พระธาตุ   มาจากไหน?...

                อีกฟากหนึ่งของดอยพระธาตุจะเป็นแม่น้ำน่าน ริมแม่น้ำน่านฝั่งใต้ลำน้ำที่บ้านปอแก้ว แก้วที่ว่า

นี้เป็นหินสีเม็ดลำไย เข้มบ้างจางบ้าง มีคนมาเจียระไนเป็นหัวแหวนหินแก้วงดงามยิ่งนัก

                ในแต่ละปีและปีละครั้งในคืนวันเพ็ญเดือกหก จะมีดวงไฟสีเขียวนวลลอยขึ้นสู่ผิวน้ำลอยขึ้นช้าๆ 

แล้วก็ดับไปปู่บอกว่า พระธาตุเสด็จแล้ว!!!!

                อีกท่านหนึ่ง คุณลงจันทร์ คำแสน เล่าว่า... พระธาตุองค์นี้สร้างแต่เดิมมาแล้ว ก่อนที่       ตุ๊เจ้า

บุญหลงจะมาพบเป็นพระธาตุที่ไม่มียอด เมื่อตุ๊เจ้าบุญหลงมาพบจึงคิดที่จะเชิญชวนญาติโยมต่อเติม

พระธาตุโดยทำยอดให้แล้วเสร็จครั้งนั้น เจ้าอาวาสวัดตีนดอยชื่อพระอาจารย์              ศรีนวลดำริว่า การที่

จะยกยอดพระธาตุขึ้นประดิษฐ์ฐานนั้นจะต้องประกอบพิธียกธง 20 วา ครั้นกำหนดเวลาแล้วตุ๊เจ้าบุญหลงได้เตือน

พระอาจารย์ศรีนวลว่า ฤกษ์ตามกำหนดนั้น ไม่ดีให้เลื่อนออกไป พระอาจารย์ศรีนวลไม่ได้เชื่อฟัง ได้

ทำการประกอบพิธียกยอดพระธาตุตามฤกษ์เดิม....

                ครานั้นได้เกิดอาเพศบนท้องฟ้ามืดครึ้ม มีนกแร้งบินเต็มไปหมด นกแร้งดังกล่าวจิกตีกันอล

หม่านบนพื้นดิน ธงยาว 20 วา ที่ขึงเตรียมไว้เกิดลุกไหม้! ผู้คน ณ ที่นั้นเห็นเป็นอัศจรรย์ หวาดหวั่นหนึกลับ

บ้านเรือนตน ตุ๊เจ้าบุญหลงเห็นเช่นนั้นจึงแก้อาเพศ โดยบริกรรมอาคม มือโบกไปมาประหนึ่งว่าไล่อาเพ 

ไม่นานนักบนท้องฟ้าจึงสงบ นกแร้งที่จิกตีกันในท้องฟ้าก็ลาศนาการไปสิ้น ท้องฟ้ากลับโปร่งใสตามเดิม...

                เรื่องราวอันเหลือเชื่อที่เล่าต่อกันมาจากคนยุคเก่าที่อพยพมาจากบริเวณที่น้ำท่วมยังคงกล่าว

ขวัญกันต่อมา บางท่านที่มีชีวิตอยู่ยังยืนยันว่าได้เห็นกับตาตนเอง

                ดังนั้นเรื่องของวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคง ลี้ลับอยู่ต่อไป


 
 

 
 
 
 
 
 

 
Comments