รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย
บุกพิสูจน์ หมู่บ้านที่มีคนจำอดีตชาติได้มากที่สุดในโลก 
 
ประมวลภาพการขุดหากระดูกในอดีตชาติ
 ของ นายธีระพันธ์ วงศ์คำภา ผู้จำอดีตชาติรายหนึ่ง
ที่จำได้ว่า กระดูกในอดีตชาติของเขาถูกฝังอยู่บริเวณต้นตะแบกเก่าที่มีต้นโพธิ์กาฝากขึ้นคร่อมอยู่
 
 
 
 วู้ดดี้ร่วมทำพิธีก่อนขุดพิสูจน์ 
 
 
นายก อบต.และชาวบ้านตะคร้อที่ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
 
คนทรงเริ่มทำพิธี ทำพิธีเสร็จตอนเที่ยงเศษๆ พอจะเริ่มขุดฝนก็ตก
ฝนตกอยู่เกือบ 2 ชั่วโมงก็หยุด
 
 
บริเวณต้นตะแบกเก่า ที่มีต้นโพธิ์กาฝากขึ้นคล่อมอยู่ ถ่ายก่อนฝนจะเริ่มตก
 
 
พอฝนหยุดตก ทีมงานไฟและสไลด์ของวู้ดดี้ก็ต้องลงมือขุดเอง 
เพราะคนในหมู่บ้านตะคร้อไม่มีใครกล้าขุด ถึงวู้ดดี้จะจ้างเป็นค่าแรงก็ไม่มีใครกล้าขุด
เพราะพวกเขากลัวอาถรรพ์ของสถานที่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว
(คนขวาสุด คุณไตรเทพ ไกรงู จากคอลัมน์พระเครื่อง น.ส.พ.คมชัดลึก มาติดตามรายงานข่าว)
 
 
ใช้แรงคนขุดประมาณ 1 ชั่วโมง คนก็เริ่มหมดแรง จึงต้องเปลี่ยนเป็นรถแแบ็กโฮเล็ก
รอกันเกือบชั่วโมง กว่ารถแแบ็กโฮจะมาถึง
 
 
เมื่อรถแแบ็กโฮเล็กมาถึงก็เริ่มขุด ขุดไปได้ไม่กี่นาที เจ้าของที่ดินก็เข้ามาโวยวายไม่ยอมให้ขุดต่อ
ทีมงานต้องเดินทางไปเกือบ 10 กม. เพื่อไปเจรจากับเจ้าของที่ อยู่นาน
เพราะไม่มีใครแจ้งให้ทราบว่าจะมีการขุด คนที่ติดต่อไปบอกแค่เพียงว่าจะมาทำพิธีเท่านั้น
สุดท้ายเจ้าของที่ก็อนุญาต เพราะเห็นว่า ธีระพันธ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน
บอกว่าเขาอยากจะขุดเพื่อนำเอากระดูกของเขากับเพื่อนทหารในอดีตชาติ ที่อยู่ใต้พื้นดินบริเวณนี้
ขึ้นมาทำพิธีส่งวิญญาณเพื่อให้ดวงวิญญาณพวกเพื่อนๆทหารของเขา ที่เป็นผีเฝ้าทรัพย์สมบัติ
อยู่บริเวณแถบนี้ทั้งหมดจะได้ไปผุดไปเกิดซะที แต่เจ้าของที่อนุญาตให้ทีมงานขุดได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น
เพราะเกรงว่าต้นไม้จะโค่นลงมาและที่ดินจะเสียหายไปมาก 
 
 
รถขุดเริ่มได้ขุดต่อตอนประมาณ 5 โมงเย็น ขุดไปได้พักใหญ่ก็พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาโบราณ
และอิฐดินเผาโบราณ  เป็นระยะๆ แต่ยังไม่พบโครงกระดูก
ตามที่ผู้จำอดีตชาติได้บอก ต่อมา รถขุดเกิดเครื่องยนต์ดับโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อตรวจสอบก็พบว่าสายน้ำมันหลุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของเวลาวู้ดดี้จึงตัดสินใจยุติการขุด เพื่อถ่ายซีนอื่นต่อ
สรุปเวลาตั้งแต่เริ่มทำพิธี ฝนตก ไปเจรจากับเจ้าของที่ดิน จนกระทั่งยุติการขุด รวมประมาณ 8 ชั่วโมง
แต่เวลาที่ได้ทำการขุดจริงๆทั้งคนทั้งรถ ทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ
หลังจากนั้นทีมงานวู้ดดี้ก็ไปถ่ายซีนอื่นๆต่อ จนเกือบเที่ยงคืน จึงถ่ายทำเสร็จและเดินทางกลับ กทม.
 
 
 
เศษอิฐ หินลับมีด และเศษภาชนะดินเผาโบราณที่ขุดพบ 
 
 
ภาพใต้ฐานของหินลับมีด(ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร)หรืออาจเป็นชิ้นส่วนของโบราณสถาน
 
 
ด้านบนเรียบมีหยักตรงกลาง
 
 
 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา และหินที่มีพื้นผิวเรียบ
 
 
 
 เศษอิฐดินเผาโบราณ อาจเป็นชิ้นส่วนของโบราณสถาน
 
 
           สรุปว่าการขุดพิสูจน์ในวันนั้น เรายังขุดไม่พบโครงกระดูกตามที่ ธีระพันธ์ บอก อาจเป็นเพราะเรายังขุดไม่ลึกพอ หรือยังขุดไปไม่ถึงชั้นดินเก่า  แต่เราก็ขุดพบเศษภาชนะดินเผา หินสลัก และเศษอิฐดินเผาโบราณ จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็พอจะแสดงให้เห็นเค้าลางของความเป็นไปได้อยู่พอสมควร คิดว่าคงจะต้องหาโอกาสไปขุดพิสูจน์กันอีกสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนกันต่อไป
          
           ความจริงแล้วบริเวณที่เราตั้งใจจะขุดพิสูจน์ความทรงจำในอดีตชาติของ ธีระพันธ์ กันจริงๆนั้น เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่ ธีระพันธ์ เคยบอกว่าเขาเคยฝังสมบัติไว้เมื่อชาติที่แล้ว ตอนที่เขาเกิดมาเป็นพ่อของ นายทร หัสสะโต(อายุ 88 ปี เมื่อ 2541) แต่ตอนนี้บริเวณที่เขาฝังสมบัติไว้นั้นอยู่ในบริเวณรั้วบ้าน ของนายบวนและนางติ๋ม บัวไข และวันนั้น นายบวนและนางติ๋มอยู่ที่กรุงเทพฯไม่อยู่ในหมู่บ้าน และไม่อนุญาติให้ทีมงานวู้ดดี้ขุด พวกเขาบอกว่าได้สร้างศาลพระภูมิเจ้าที่และรั้วบ้านปิดบริเวณนั้นไปหมดแล้ว ถ้าไปขุดก็ต้องรื้อศาล หรือไม่ รั้วบ้านก็อาจจะพัง จึงไม่อนุญาตให้ขุด ทีมงานของวู้ดดี้พยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าของบ้านแล้วแต่ไม่สำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนไปขุดที่บริเวณใต้ต้นโพธิ์กาฝาก ดังกล่าวแทน
            
            
 
 
นางติ๋ม บัวไข ชี้ให้ดูบริเวณที่ ธีระพันธ์ บอกว่าฝังสมบัติไว้ในเมื่อชาติที่แล้ว
(ภาพนี้ถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ.2541)
  
 

        

 

            

 
 
    
 
ภาพถ่ายปัจจุบัน ถ่ายเมื่อวันที่ 21/9/52 วันที่รายการวู้ดดี้ไปถ่ายทำ
บริเวณใต้ฐานของศาลพระภูมิเจ้าที่ ในภาพ คือบริเวณที่ธีระพันธ์บอกว่าเขาฝังสมบัติไว้เมื่อชาติที่แล้ว
และเขาเคยพา นางส่วงผู้เป็นแม่ไปขุด เมื่อตอนเขาอายุได้ประมาณ 3-4 ขวบ(เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว)
 
 
 
 
 
 

 
ที่มาที่ไปเกี่ยวกับเรื่องราวของคนจำอดีตชาติได้ ในหมู่บ้านตะคร้อ
และเหตุการณ์ในวันถ่ายทำรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย โดยละเอียด 
 
โดย : ธวัชชัย ขำชะยันจะ (ผู้เขียน/เว็บมาสเตอร์)
        
สำหรับข้อมูลเรื่องราวของคนจำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านตะคร้อนั้น เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนได้มาจากการสอบสวน และสัมภาษณ์ ผู้ที่อ้างว่าจำอดีตชาติได้ ผู้ใกล้ชิด และพยานที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน สิงหาคม พ.ศ.2541 จนถึงปี พ.ศ.2543 หรือเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าจะพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ออกไป เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะชน แต่ด้วยเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ถ้าได้ให้ข้อมูลนี้กับคณะศึกษาวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนจึงได้มอบข้อมูลเบาะแสทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับ คณะศึกษาวิจัยคณะนี้ไป โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆเลย
ตอนนั้นนอกจากผู้เขียนและครอบครัวผู้ใกล้ชิดของผู้ที่อ้างว่าจำอดีตชาติได้แล้ว ยังมีผู้ที่ทราบเรื่องนี้อีกไม่กี่คน คือมี ท่านอาจารย์นิศา เชนะกุล ท่านอาจารย์สุตทยา วัชราภัย ท่าน รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ท่านพระเทพวิสุทธิกวี(พิจิตร ฐิตวณฺโณ)  และดร.วิเชียร สิทธิประภาพร เท่านั้น และเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการศึกษาวิจัย ผู้เขียนจึงได้เก็บงำเรื่องราวทั้งหมดนี้ไว้นานกว่า 10 ปี  เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงได้นำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ให้สาธารณะชนได้รับรู้
ถ้าถามว่า "ข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?" ก็ต้องตอบว่า "เป็นข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนและสัมภาษณ์จริง ทุกข้อความที่ได้บันทึกไว้ ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบได้ จากผู้ที่ให้ข้อมูลเอง"  ถ้าถามว่า "การจำอดีตชาติได้ตายแล้วเกิดใหม่ มีอยู่จริงหรือไม่ ?" ก็ต้องตอบว่า  "ณ ตอนนี้ท่านคงจะต้องพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะปลงใจให้เชื่อหรือไม่เชื่อได้ เพราะถึงแม้ว่าผู้เขียนหรือใครๆ แม้แต่ ท่านโมเสส พระเยซู ท่านศาสดามูฮำหมัด หรือพระพุทธเจ้า ท่านจะยืนยันว่า มันไม่มีอยู่จริง หรือ มันมีอยู่จริง  ท่านก็คงจะยังไม่สามารถปลงใจให้เชื่อได้ 100 เปอร์เซ็นอยู่ดี" เพราะฉะนั้นลองศึกษาข้อมูลเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ แล้วนำความรู้และข้อสังเกตต่างๆที่ได้ นำไปทดลอง สังเกต สอบถาม สอบสวน และสัมภาษณ์ คนใกล้ชิดที่มีลักษณะที่น่าสนใจดู แล้วท่านก็จะได้พบกับคำตอบที่แท้จริง ด้วยตัวของท่านเอง 
ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกท่านได้รับทราบโดยละเอียด เพื่อความเข้าใจเรื่องราวตามความเป็นจริง
คือนับตั้งแต่ที่ผู้เขียนได้ทำการเก็บข้อมูล สอบสวน และสัมภาษณ์พยานหลักฐานต่างๆ ของคนจำอดีตชาติในหมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ.2541 เป็นต้นมา ตอนนั้นผู้เขียนอยู่ที่บ้านที่กรุงเทพฯ ต้องเทียวมาเทียวไประหว่างกรุงเทพฯกับบ้านเกิดที่บ้านตะคร้อ เพื่อเก็บข้อมูลสอบสวนสัมภาษณ์พยานหลักฐานต่างๆ จนได้ข้อมูลครบถ้วนในระดับหนึ่ง 
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2542 ผู้เขียนได้เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมของ ท่านอาจารย์นิศา เชนะกุล ที่ ชมรมกฏแห่งกรรม ท.เลียงพิบูลย์ ที่ราชนาวีสโมสร ท่าช้าง กรุงเทพฯ  ก็ได้เล่าเรื่องที่ผู้เขียนกำลังศึกษาเกี่ยวกับคนที่จำอดีตชาติได้ให้ท่านฟัง ท่านอาจารย์นิศา จึงได้แนะนำให้ผู้เขียนไปพบกับ อาจารย์สุตทยา วัชราภัย ซึ่งตอนนั้นท่านได้รับเชิญให้มาบรรยายเกี่ยวกับการศึกษาคนที่จำอดีตชาติได้ ในงานวันวิสาขบูชาที่สนามหลวง เมื่อได้พบและได้รู้จักกับ ท่านอาจารย์สุตทยา ก็ได้ทราบว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่เคยร่วมงานกับคณะศึกษาวิจัยคนจำอดีตชาติ จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศอเมริกา มากว่า 6 ปีแล้ว  ท่านเป็นอาจารย์พิเศษที่สถาบันนิด้า เคยเป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคลของ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด(มหาชน) และเป็นผู้ติดตามสอบสวนและบรรยายเกี่ยวกับการหลอกลวงต้มตุ๋นในรูปแบบต่างๆทั่วประเทศ ผู้เขียนได้เล่าเรื่องราวของคนจำอดีตชาติได้ในหมู่บ้านตะคร้อให้ท่านฟัง ท่านก็อยากจะพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่และได้ขอให้ผู้เขียนพาท่านไปที่หมู่บ้านตะคร้อ ผู้เขียนก็ยินดีและได้พาท่านไปที่บ้านเกิดของผู้เขียนที่บ้านตะคร้อ
ท่านไปพักอยู่ที่บ้านของผู้เขียน 4 วัน กับ 5 คืน และได้ไปสังเกตสอบถามคนจำอดีตชาติได้บ้าง ออกหาคนจำอดีตชาติรายใหม่ๆในหมู่บ้านใกล้เคียงบ้าง ปรากฏว่าพวกเราได้เบาะแสของคนจำอดีตชาติได้รายใหม่ในหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวนมาก  ซึ่ง อาจารย์สุตทยา ท่านบอกว่าจากประสบการณ์ที่ท่านเคยสืบหาเบาะแสของคนจำอดีตชาติได้ ในภาคกลางและภาคอีสานมากว่า 6 ปี ได้พบและสัมภาษณ์คนที่จำอดีตชาติได้มาแล้วมากกว่า 60 ราย ท่านยังไม่เคยเจอหมู่บ้านที่ไหนที่มีคนจำอดีตชาติได้มากขนาดนี้ นับเป็นสถิติใหม่ของท่าน ที่ท่านสามารถสืบหาเบาะแสของคนที่จำอดีตชาติได้ 8-9 ราย ภายใน 2 วัน
 
 

ต่อมาท่านอาจารย์สุตทยา ได้แนะนำให้ผู้เขียนได้รู้จักกับ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาชีวประสาท มหาวิทยาลัยมหิดล(ศาลายา) และท่านเป็นเลขาธิการ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทยอยู่ด้วย ท่านอาจารย์นัยพินิจ ได้เคยให้ผู้เขียนไปบรรยายเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในสมาคมค้นคว้าทางจิตฯ เมื่อปี พ.ศ.2543  และแนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับ ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร ซึ่งตอนนั้นยังเป็นลูกศิษย์ปริญญาเอกของท่าน ที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลคำสัมภาษณ์ให้กับคณะศึกษาวิจัยคนจำอดีตชาติได้จาก มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ต่อจากท่านอาจารย์สุตทยา

 

            ต่อมาผู้เขียนได้ให้ข้อมูลและเบาะแสของคนที่จำอดีตชาติได้ทั้งหมด ในหมู่บ้านตะคร้อและหมู่บ้านใกล้เคียงนี้ กับคณะศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ผ่านทาง ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร ไปทั้งหมด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เพื่อหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการศึกษาวิจัยในทางวิชาการ โดยไม่ได้หวังและไม่ได้รับผลประโยชน์ทางด้านเงินทองหรือชื่อเสียงใดๆเลย ซึ่งคณะศึกษาวิจัยจากอเมริกาก็ได้เริ่มเข้ามาเก็บข้อมูลและพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างอิสระตามหลักวิชาการแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน   และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาวิจัยของ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ผู้เขียนได้เก็บงำเรื่องราวของคนจำอดีตชาติได้ทั้งหมดนี้ไว้นานนับ 10 ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2552 เห็นว่าได้เวลาอันควรที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน ผู้เขียนจึงได้นำความจริงเรื่องนี้ทั้งหมดออกมาเผยแพร่ให้กับสาธารณะชนได้รับทราบ เป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อย่อของผู้เขียนว่า TK  ผ่านทาง 3 เว็บไซต์ 3 ช่องทาง เมื่อเดือน มีนาคม 2552 ในรูปแบบ E-Book อ่านฟรีไม่เสียสตางค์ คือ

 

       www.reincarnation.tk (ย่อชื่อเว็บไซต์) และ 
 
 
    - จากนั้นเมื่อเดือน มิถุนายน 2552 ได้มีทีมงาน "นิตยสารภควา"  ได้ค้นหาข้อมูลคนระลึกชาติ และได้พบข้อมูลของคนจำอดีตชาติได้ที่ผู้เขียนโพสไว้ในเว็บไซต์   ก็ติดต่อเข้ามาทางอีเมล
 

 

 

 

    - ต่อมา มีทีมงานของรายการเรื่องจริงผ่านจอ(ช่อง 7) ไปพบข้อมูลในเว็บไซต์ที่ผู้เขียนโพสไว้ ก็ได้ติดต่อขอข้อมูล ผู้เขียนก็ให้ข้อมูลไปด้วยความยินดี แต่ก็เงียบไป อาจเป็นเพราะเรื่องราวอาจจะไม่ตรงกับคอนเซ็ปของทางรายการ หลังจากรายการเรื่องจริงผ่านจอเงียบไป ผู้เขียนก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังทีมงานของรายการตีสิบ และเล่าเรื่องราวให้ฟัง(เป็นรายการเดียวที่ผู้เขียนติดต่อไป) และบอกว่าอยากให้ตีสิบทำเรื่องนี้ ทีมงานตีสิบก็รับเรื่องขอเบอร์ไว้ แต่ก็เงียบไปเช่นกัน  

 

    - หลังจากนั้นเมื่อเดือน กรกฎาคม 2552 ทีมงาน "นิตยสารภควา" (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น นิตยสารมหามงคล) ได้นำเรื่องของ เทเวศน์ เรียบสัมพันธ์ ไปลงในนิตยสาร ซึ่งผู้เขียนก็อนุญาตโดยไม่คิดค่าเรื่องแต่อย่างใด

 

 

    - ต่อมาเมื่อเดือน สิงหาคม 2552 ท่านบรรณาธิการบริหารของนิตยสารภควา ได้ติดต่อมาว่าจะนำเรื่องราวที่ผู้เขียนเขียนไว้ใน E-Book ไปจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ซึ่งในที่สุดก็พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คชื่อว่า "ตะคร้อหมู่บ้านโลกตะลึง คนจำอดีตชาติ 16 กรณีศึกษา ตายแล้วเกิด" คำนิยมโดย รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี และ ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร มีจำหน่ายที่ร้านซีเอ็ดฯ เซเว่นฯ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เปิดเผยชื่อและนามสกุลจริงโดยไม่ใช้นามปากกา เพราะเห็นว่าในเมื่อเราเขียนเรื่องราวชีวิตจริง ก็ควรจะใช้ชื่อสกุลจริงไม่ควรที่จะใช้นามปากกา และต่อมาก็ได้เปิดเผยไว้ในเว็บไซต์ด้วย เพื่อที่จะให้ทุกท่านสามารถตรวจสอบ พิสูจน์ และสอบถามกันได้ตามต้องการ 

 

 

    - หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเดือน กันยายน 2552 ได้มี คุณไตรเทพ ไกรงู นักข่าว น.ส.พ.คมชัดลึก ที่เขียนคอลัมน์พระเครื่อง ได้เดินทางมาสัมภาษณ์ผู้เขียนถึงภูเก็ต และได้นำเรื่องราวไปลงใน น.ส.พ.คมชัดลึกคอลัมน์พระเครื่องติดต่อกันถึง 4 วัน คือ ฉบับวันที่ 8-11 กันยายน 2552

 

 

    - ต่อมาเมื่อ วันที่ 14 กันยายน 2552 ได้มีรายการทีวี 4-5 รายการ ที่ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ติดต่อให้ไปออกรายการ เช่น รายการวีไอพี(ช่อง 9) รายการ 9 ร่วมใจคนไทยไม่ทิ้งกัน(ช่อง 9) รายการตีสิบ(ช่อง 3) รายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร(TPBS) ซึ่งผู้เขียนก็ให้เกียรติและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกรายการ ถ้าเห็นว่าเรื่องราวที่ผมทำไว้มีประโยชน์ ก็แล้วแต่ว่าใครจะนำเสนอในแง่มุมไหน ผู้เขียนไม่ได้เลือกหรือปิดกั้นรายการใดเลย

        ปรากฏว่าตอนนั้นมีรายการวีไอพี(ช่อง 9)ติดต่อนัดไปบันทึกเทปวันที่ 17 ก.ย. แต่ทีมงานได้เข้าไปเก็บภาพและข้อมูลเบื้องต้นในหมู่บ้านก่อนแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.ย. (มีโปรแกรมจะออกอากาศช่วงวันที่ 28 ก.ย.หรือไม่ก็ วันที่ 5 ต.ค. 52) และมีรายการ 9 ร่วมใจคนไทยไม่ทิ้งกัน(ช่อง 9) นัดให้ไปออกอากาศสดในวันที่ 16 ก.ย.  และทีมงานได้เข้าไปเก็บภาพและข้อมูลเบื้องต้นในหมู่บ้านก่อนแล้วเมื่อวันที่ 14 ก.ย. เช่นกัน  เมื่อรับนัดแล้วผู้เขียนก็ขับรถออกเดินทางจากบ้านที่จังหวัดภูเก็ต ไปยังบ้านเกิดที่หมู่บ้านตะคร้อ จ.นครสวรรค์

       ถึงบ้านตะคร้อตอนสายๆประมาณ 10.00 น. ของ วันที่ 15 ก.ย. จากนั้นตอนประมาณเที่ยงวัน ทีมงาน "รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย" ได้ไปพบเรื่องราวในหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค และได้ติดต่อขอเบอร์โทรศัพท์ของผู้เขียนจากสำนักพิมพ์แล้วโทรติดต่อเข้ามา ว่าจะเข้ามาถ่ายทำรายการเลยในเย็นวันนั้น ผู้เขียนก็บอกคิวที่จะต้องไปรายการต่างๆตามที่นัดไว้ให้ฟัง เขาฟังแล้วก็ตกลง บอกให้ผู้เขียนเตรียมคนจำอดีตชาติได้ไว้สัก 4 เคส จากนั้นเขาก็เตรียมกองและออกเดินทางจาก กรุงเทพฯเกือบบ่าย 2 โมง ถึงหมู่บ้านตะคร้อ  5 โมงเย็นเศษ ผู้เขียนเองก็เพิ่งจะมาถึงหมู่บ้านเหมือนกัน ก็ยังไม่รู้ว่ามีคนที่จำอดีตชาติรายไหนอยู่บ้านกันบ้าง หลังจากขับรถตระเวนไปตามบ้านของคนที่จำอดีตชาติได้แล้ว ปรากฏว่ามีหลายรายที่ไปเรียนอยู่ในตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 100 กม. บางรายไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ บางรายไปทำงานอยู่ที่พัทยา มีรายที่อยู่ในหมู่บ้านไม่กี่คน ก็เลยต้องเอาเท่าที่อยู่และมาร่วมรายการได้ 4 ราย ผู้เขียนก็ได้ไปบอกกล่าวและนัดเวลาไว้ทั้งครอบครัวฝ่ายอดีตชาติและครอบครัวในปัจจุบันชาติ พร้อมทั้งพยานบุคคล ตามที่รายการวู้ดดี้นัดไว้  ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลานัด มีรายหนึ่งคือรายของ นพพร ใจเร็ว ซึ่งมีเรื่องราวในอดีตชาติที่ไม่ดีนัก แต่เป็นรายที่มีรอยแผลเป็นตรงกับรอยแผลของคนตาย มีหลักฐานเป็นรูปธรรม และมีครอบครัวและพยานฝ่ายอดีตกับปัจจุบันพร้อม แต่เด็กอายที่จะพูดถึงเรื่องราวในอดีตชาติ เลยไม่ยอมมาร่วมรายการพยายามหลบพ่อกับแม่แถมปิดมือถือ เลยมาแต่พ่อแม่ในปัจจุบันชาติ และครอบครัวพี่น้องในอดีตชาติ เป็นที่น่าเสียดาย 

       สรุปว่าใน วันที่ 15 ก.ย. รายการของวู้ดดี้ได้เริ่มถ่ายทำตั้งแต่ประมาณ 20.00 น. จนถึงประมาณ 23.00 น. โดยมีคนที่จำอดีตชาติได้มาร่วมถ่ายทำเพียง 3 รายคือ รายของ วัชระ ใจเร็ว น้องหมูหวาน แล้วก็ ธีระพันธ์ วงษ์คำภา แต่ในรายของ วัชระนั้น เด็กลืมอดีตชาติไปแล้ว ก็เลยไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก มีแต่ข้อมูลที่แม่ในอดีตชาติ และยายในปัจจุบันชาติเล่าให้ฟังเท่านั้น รายการวู้ดดี้จึงเน้นไปที่เรื่องราวของ น้องหมูหวานและ เรื่องราวของธีระพันธ์ ในการถ่ายทำในวันแรก เมื่อเก็บกองแล้วก็นัดถ่ายทำกันอีกครั้งวันที่ 21 ก.ย. เพราะวู้ดดี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่ยังได้ข้อมูลไม่พอและยังอยากพิสูจน์คำพูดของ ธีระพันธ์ ที่พูดถึงสมบัติที่ฝังไว้ในอดีตชาติ(ชาติที่แล้ว) และที่พูดถึงวิญญาณเพื่อนทหารในอดีตชาติ(ชาติก่อนโน้น ก่อนชาติที่แล้ว)มาเข้าฝันบอกให้ช่วยไปขุดเอากระดูกของพวกเขาที่บริเวณต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นมาทำพิธีส่งวิญญาณให้ด้วย พวกเขาจะได้ไปผุดไปเกิดซะที

       เช้าวันที่ 16 ก.ย. ทางรายการ 9 ร่วมใจได้เหมารถตู้ไว้ให้ น้องหมูหวาน(เด็ก 2 ขวบที่ยังจำอดีตชาติได้ รายใหม่)และครอบครัว

เดินทางไปร่วมรายการสดที่ห้องส่งของช่อง 9 อสมท. ตอน 11.00 น. ส่วนผู้เขียนขับรถไปเองและต้องนอนค้างที่กรุงเทพฯเพราะวันรุ่งขึ้นวันที่ 17 ต้องไปบันทึกเทป รายการวีไอพี แถวแจ้งวัฒนะ

 

 

       วันที่ 17 ก.ย. ทางรายการ วีไอพี ได้นัดครอบครัวของ น้องหมูหวาน และครอบครัวของ เทเวศน์ เรียบสัมพันธ์ ซึ่งทำงานอยู่พัทยาให้มาบันทึกเทปโทรทัศน์  วันนั้นก่อนบันทึกเทป ทางรายการวีไอพี ทราบว่ารายการวู้ดดี้ไปถ่ายทำแล้ว และรายการวู้ดดี้น่าจะชิงออกอากาศก่อน ก็ไม่ค่อยจะแฮปปี้นัก แต่ก็ถ่ายทำจนเสร็จ ต่อมาเมื่อทราบว่ารายการวู้ดดี้ จะออกอากาศเรื่องนี้ก่อน รายการวีไอพี ก็เลยยกเลิกเทปนั้น ไม่ได้นำมาออกอากาศ ด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือทางการค้า ประเภทใครเร็วใครได้ ซึ่งผู้เขียนเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องการค้า ธุระกิจ หรือเรื่องเงินๆทองๆนี้มาตั้งแต่ต้น ผู้เขียนมองแต่ประโยชน์ ที่สาธารณะชนจะได้เมื่อความจริงในเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปเท่านั้น แต่ก็พอจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ เพียงแต่รู้สึกเสียใจที่ทำให้รายการเขาต้องเสียเวลาเสียเงินค่าน้ำมันรถค่าเดินทางมาร่วมรายการให้กับพวกเรา โดยไม่ได้นำเทปไปออกอากาศ  

 

 

       วันที่ 18-19 ก.ย. ผู้เขียนต้องขับรถเดินทางลงมาทำธุระด่วนที่ จังหวัดพัทลุง แล้ววันที่ 20 ก็ขับรถกลับไปที่หมู่บ้านตะคร้ออีกครั้งเพื่อเตรียมตัวถ่ายทำรายการวู้ดดี้อีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 21

       วันที่ 21 ก.ย. รายการวู้ดดี้มาถึงแต่เช้า เตรียมพานพุ่มบายศรีมาทำพิธีพร้อม ตามที่คนทรงบอก เมื่อแต่งหน้าเสร็จแล้ว คนทรงในหมู่บ้านที่ "ชื่อจอน" ก็บอกให้ทุกคนไปที่บ้านหรือตำหนักของคนทรงก่อน และบอกว่าต้องทำพิธีก่อน 11.00 น.(แต่คนทรงพาทัวร์ตำหนักจนเลยเวลา) พวกเราเริ่มมาทำพิธีที่บริเวณต้นโพธิ์กาฝาก กลางไร่มันของชาวบ้าน ริมถนนใหญ่ ตอนประมาณ 11.30 น. ตอนกำลังทำพิธีเมฆฝนก็เริ่มตั้งเค้ามืดครึ้ม ลมพัดแรง พอทำพิธีเสร็จประมาณเที่ยงวัน ฝนก็ตกหนัก พวกเราต้องมาหลบฝนที่ ที่ทำการ อบต. ฝนตกอยู่ประมาณ ชั่วโมงครึ่ง จนกระทั่งประมาณบ่ายโมงครึ่งจึงหยุดตก ทุกคนจึงทะยอยกันมาบริเวณใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ที่จะขุดหาโครงกระดูกเพื่อนทหารในชาติก่อนโน้นของ ธีระพันธ์   ตามที่เขาเล่าให้ฟัง กันอีกครั้ง  พวกเรายืนรอเพื่อจะติดต่อขออนุญาติเจ้าของไร่มันสำปะหลัง และรอคนงาน อบต.ตะคร้อ ที่นายก อบต.ขอให้มาช่วยขุดตามที่ ธีระพันธ์บอก ปรากฏว่าเรารอกันเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ยังไม่เจอตัวเจ้าของไร่มัน และคนงานที่นายก อบต.ขอให้ช่วยขุดก็ไม่มีใครกล้าขุด   เพราะทุกคนในหมู่บ้านตะคร้อรู้กิตติศัพท์อาถรรพ์ของที่บริเวณนั้นดี

       มีชาวบ้านหลายคนได้เจอกับตัวเอง บางคนมีประสบการณ์อาถรรพ์ บางคนแค่เป็นบ้าสติเลอะเลือน แต่บางคนก็ถึงกับเสียชีวิต และเป็นที่รู้กันดีว่า ถ้าใครนำเอาเศษกระเบื้อง ซากของโบราณ หรืออาวุธโบราณ ที่อยู่บริเวณนั้นมาไว้ที่บ้านก็จะอยู่ไม่ได้ ต้องเอามาคืนไว้ที่เดิม มีผู้หญิงในหมู่บ้านรายหนึ่งไปเอากำไลโบราณที่ได้มาจากบริเวณนั้นมาใส่ ตอนนี้เสียสติไปแล้ว

        มีผู้สูงอายุในหมู่บ้านท่านหนึ่ง ชื่อ นางสม บรรทุกรรม เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตัวแกเองมีไร่มันสำปะหลังอยู่แถวๆบริเวณนั้น มีครั้งหนึ่งแกไปถอนหญ้าที่อยู่ระหว่างร่องมัน แล้วไปเจอสตางค์รู แกก็เก็บใส่กระเป๋าเอามาไว้ที่บ้าน ปรากฏว่าวันนั้นแกปวดท้องอย่างหนัก เหมือนมีใครมาบิดไส้ แกก็ไปหาหมอ หมอก็จัดยาธาตุมาให้กิน แต่ก็ไม่หาย ตอนนั้นแกจำได้ว่าแกก่อไฟเตาถ่าน และนอนปวดท้องบนแคร่(โต๊ะ)ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน(บ้านพื้นใต้ถุนสูงประมาณ 2 เมตรเศษ)และแกเอาสตางค์รูนั้นวางไว้บนเขียงที่อยู่ข้างเตาไฟนั้น ปรากฏว่าจู่ๆไฟในเตาก็ลุกโพลงพุ่งขึ้นไปจนถึงพื้นกระดานไม้บนบ้าน แกกลัวไฟจะไหม้บ้าน ก็หันไปเรียกให้คนมาช่วยดับไฟ พอหันกลับมาอีกที ไฟในเตาก็กลับเป็นปกติ ตอนนั้นแกนึกถึงสตางค์รูที่แกเก็บมาจากในไร่ขึ้นมาทันที พอแกนึกขึ้นมาได้แกก็ยกมือขึ้นพนมแล้วบอกว่า "ฉันขออภัยนะ ที่เอาเหรียญสตางค์รูมา ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวฉันจะเอาไปคืนไว้ที่เดิมนะ" พอพูดจบอาการปวดท้องของแกก็หายเป็นปลิดทิ้ง อย่างน่าอัศจรรย์ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ผมทราบ ซึ่งความจริงแล้วอาถรรพ์ของสถานที่บริเวณนั้นมีมานับร้อยๆปีแล้ว คนเฒ่าคนแก่ท่านเล่าต่อๆกันมา

       เมื่อรอเจ้าของไร่มันกับคนขุดที่นายกจะเอามาช่วยไม่ไหว วู้ดดี้ก็ตัดสินใจที่จะเริ่มขุดโดยไม่รอเจ้าของไร่ และบอกจ้างคนขุดใครก็ได้สัก 4-5 คน ให้ค่าเหนื่อยชั่วโมงละ 250 บาท แต่ก็ยังไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าขุด จนกระทั่งทีมงานไฟและทีมงานสไลด์ของวู้ดดี้รับอาสาขุดกันเอง จากนั้นก็รอกว่าอุปกรณ์และคนขุดจะพร้อม ก็ประมาณบ่าย 2 จึงได้เริ่มใช้จอบขุดกัน โดยใช้แรงคน 4-5 คน ตามภาพด้านบน พอขุดไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง คนขุดก็เหนื่อยขุดต่อไปไม่ไหว จึงติดต่อว่าจ้างรถแม็คโครเล็กเข้ามาขุด รอรถขุดอยู่เกือบ 1 ชั่วโมง พอรถขุดมาถึง และเริ่มขุดไปได้ไม่กี่นาทีเราก็ได้ยินเสียงคนโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง ผู้เขียนกับทีมงานวู้ดดี้ก็ออกไปดูปรากฏว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่เรากำลังขุดกันอยู่

       ผู้เขียนก็เพิ่งจะทราบตอนนั้นว่า คนที่เช่าที่ทำไร่มันกับเจ้าของที่เป็นคนละคนกัน และเพิ่งจะทราบว่าท่านนายก อบต. ได้โทรติดต่อกับเจ้าของที่ดินแล้ว แต่คุยกันยังไม่ทันจบฝนก็ตกหนักสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี จึงติดต่อไม่ได้ เจ้าของที่ดินจึงทราบแต่เพียงว่าจะมีรายการทีวีมาทำพิธีที่บริเวณที่ดินของเขาเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะมีการขุดพื้นดินกันด้วย เมื่อเขาผ่านมาพบเข้าพอดี กอปรกับมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังวิพากษ์กันว่า การที่ทีมงานจะเข้าไปขุดจะต้องขออนุญาตใครดี มีคนหนึ่งบอกว่าเป็นสิทธิ์ของคนที่เช่าทำไร่ บังเอิญเจ้าของที่ดินมาได้ยินพอดีจึงเป็นเรื่อง ตอนแรกเขาโมโหมากบอกว่าใครอนุญาตให้ขุด ถึงกับจะแจ้งตำรวจว่าเราบุกรุกที่ดินเขา แต่พอผู้เขียนเข้าไปอธิบายให้ฟัง เจ้าของที่ ซึ่งรู้จักผู้เขียนมาตั้งแต่เด็กๆ  ก็เริ่มอ่อนเสียงลงแล้วบอกว่าถ้าจะขุดก็ให้ไปขออนุญาตกับแฟนของเขาก่อน ผู้เขียนกับทีมงานของวู้ดดี้จึงต้องเดินทางไปเกือบ 10 กิโลเมตร เพื่อไปเจรจาขอขุดเอากระดูกของเพื่อนทหารในอดีตชาติของ ธีระพันธ์ ที่ทำหน้าที่เฝ้าสมบัติบริเวณนั้นอยู่ และอาจมีกระดูกของธีระพันธ์ในชาติก่อนนั้นรวมอยู่ด้วย ขึ้นมา เมื่อได้พูดคุยอธิบายเหตุผลให้เจ้าของที่ฟัง เขาก็เข้าใจและอนุญาตพวกเราขุดได้ โดยไม่ได้เรียกร้องเงินทองแต่อย่างใด เพราะน้องสาวของเขาคนหนึ่งที่ชื่อ น.ส.นงนุช สุขเทพ ก็จำอดีตชาติได้เช่นกัน และธีระพันธ์เองก็มีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินบอกกับพวกเราว่าถ้าเป็นการขุดกระดูกในอดีตชาติของหลาน(ธีระพันธ์)ขึ้นมาทำพิธีเขาก็อนุญาต แต่ก็อนุญาตให้พวกเราขุดในวงจำกัดเพราะเขาเกรงว่าต้นโพธิ์จะโค่นลงมา

       พอได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินรถแม็คโครก็เริ่มขุดต่อ ตอนนั้นเวลาประมาน 17.00 น.แล้ว ขุดไปได้พักใหญ่ก็พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาโบราณ อิฐดินเผาโบราณ เป็นระยะๆ แต่ยังไม่พบโครงกระดูก ตามที่ ธีระพันธ์บอก ตอนนั้นผู้เขียนเองก็หิวมากเพราะยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า จึงออกมาหาอะไรกินบริเวณรอบนอก ต่อมา เวลาประมาณ 18.30 น. รถแม็คโครเกิดเครื่องยนต์ดับโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อตรวจสอบก็พบว่าสายน้ำมันหลุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของเวลาวู้ดดี้จึงตัดสินใจยุติการขุด เพื่อถ่ายซีนอื่นต่อ สรุปเวลาตั้งแต่เริ่มทำพิธี เวลาประมาณ 11.00 น. ฝนตก ไปเจรจากับเจ้าของที่ดิน จนกระทั่งยุติการขุด รวมทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมง แต่เวลาที่ได้ทำการขุดจริงๆคือใช้คนขุดประมาณ 1 ชั่วโมง(ขุดไปได้ไม่มาก) และใช้รถแม็คโครเล็กขุดอีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่ใช่ขุดกัน 8 ชั่วโมงแล้วไม่พบอะไรเลยอย่างที่รายการวู้ดดี้นำเสนอไป และจากที่ผู้เขียนสังเกตลักษณะของชั้นดิน ผู้เขียนคิดว่าเราน่าจะยังขุดไปไม่ถึงชั้นดินเก่า แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของเวลาวู้ดดี้จึงตัดสินใจยุติการขุด เพื่อถ่ายซีนอื่นต่อ หลังจากนั้นทีมงานวู้ดดี้ก็ไปถ่ายซีนอื่นๆต่อ จนเกือบเที่ยงคืน จึงถ่ายทำเสร็จและเดินทางกลับ กรุงเทพฯ

 

 

       ต่อมาหลังจาก "รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย" ได้ออกอากาศทาง ช่อง 9 ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552 เวลา 22.30 น. ก็ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เช่น

   
 
 
ความคิดเห็นของวู้ดดี้หลังรายการออกอากาศ
 

 

เมื่อคืนรายการ Rating สูงสุดในรอบปี พี่น้องชาวไทยชอบอะไรแบบนี้หรือ???? Oh my god. (วู้ดดี้โพสเอง)

 

RT @Natthaphon_nrru:ผมได้ดูรายการตอนที่สัมภาษณ์หมู่บ้านที่ระลึกชาติได้หลายคน คุณวูดดี้เชื่อหรือเปล่าคับ ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งคับ>ไม่ครับ 9:49 PM Oct 3rd from UberTwitter   (วู้ดดี้ตอบว่า ไม่เชื่อ)

 

ข้อความจาก
twitter.com/woodytalk
 
ตัวอย่างความคิดเห็นของผู้ชมรายการจาก 
 
men.mthai.com
 
ดูเหมือนกัน ตอนแรกก็เชื่อกึ่งนึง ว่าเป็นไปได้คนระลึกชาติได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน 50+ คน มันดูเหมือนเป็นไปได้ยากมากๆ เหมือนอุปทานหมู่ __ และที่ขุดสมบัติ หากไม่มีป้าอ้วนมา บอกว่าไม่ต้องการให้เห็น__หากในการขุดครั้งนี้ไม่พบอะไรจริงๆ ก็คงรู้สึกเฉย แต่มีป้าอ้วนเข้ามา รู้สึกว่าเฮ้ยอะไรหว่ะ หลอกกันรึป่าว
..........................

เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่เริ่มเลยครับ........................พระทรงเนรมิตรสร้างทุกอย่าง........................มนุษย์เกิดครั้งเดียวตายหนเดียว รอวันพิพากษาเท่านั้นครับ........................ ต้องต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดทางเดียวเท่านั้นครับ

ตาสว่าง.คอม

ตอนแรกถ้าขุดเจอเจ้าแม่จะได้มีส่วนแบ่งไง เผอิ๊ญญญญเสือกขุดไม่เจอ เจ้าแม่เลยรีบเรียกไปบอกว่า "แม่ไม่ให้เจอ.. แม่จะให้เจอแต่กระดูกนะลูก" ขุดไป 8 ชม. ไม่เจอแมวอะไรซักอย่างเลยวู๊ดดี้ ถึงกับเซ็งเป็ดเซ็งไก่


      

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ชมรายการส่วนใหญ่ เชื่อว่าเรื่องราวของคนจำอดีตชาติได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีของ ธีระพันธ์ เป็นเรื่องที่คนในหมู่บ้านตะคร้อแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกลวงประชาชน ซึ่งผู้เขียนก็เข้าใจเพราะผู้เขียนเองดูทีไรก็รู้สึกขัดใจทุกที เลยต้องลงมือตัดต่อเอา ตอนที่มี "พระนางจันเทวี" เข้าสิงออกไป เลยพอดูได้ไม่ขัดใจ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองไม่ได้โทษการนำเสนอของรายการวู้ดดี้ฯเขาทั้งหมด เพราะเขานำเสนอภาพเหตุการณ์จริง ซึ่งผู้เขียนก็เปิดให้เขาได้พิสูจน์ ถ่ายทำ และตัดต่อได้อย่างอิสระเต็มที่ เพียงแต่มีนิดหนึ่งที่ รายการวู้ดดี้ชี้นำให้ผู้ชมไม่เชื่อตามตัวเองอยู่พอสมควร คือ

                1. วู้ดดี้ได้พบและสัมภาษณ์ผู้จำอดีตชาติได้แค่ไม่กี่นาที ก็ชี้นำคนดูว่าเหมือนนิยาย โดยไม่ได้พยายามพิสูจน์ความจริง

                     อะไรเพิ่มเติมเลย แม้แต่รายเดียว คือไม่ได้สืบพยานแวดล้อม ไม่ได้สอบสวนข้อมูลใดๆเลย                    

                2. วู้ดดี้นำเสนอเรื่องเวลาในการขุดไม่ตรงกับความเป็นจริง คือบอกว่าขุดกัน 8 ชม. แต่ขุดจริงๆแค่ 2 ชม.กว่าๆ ทำให้ผู้

                     ชมเข้าใจผิดไป

                3. วู้ดดี้ไม่ได้นำเสนอความจริงบางส่วน เกี่ยวกับวัตถุโบราณหลายชิ้นที่ขุดพบ(ในภาพด้านบน) โดยบอกว่าขุดไม่พบ

                    อะไรเลย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง 

 

        แล้วยังมีตัวแปรที่ไม่น่าเชื่อถือ อย่างคุณน้าคนที่อ้างว่าเป็นวิญญาณแม่ของธีระพันธ์ในอดีตชาติเมื่อพันปีเข้าสิง แทรกเข้ามาอีก พวกเราเองก็คาดไม่ถึง แล้วธีระพันธ์เองก็เออออไปด้วย ไม่รู้ว่าน้าแกอยากดัง อยากออกทีวี หรือเป็นของจริง พวกเราไม่รู้จริงๆ แล้วยังมีคนเห็นวิญญาณเด็กผมจุกนุ่งโจงกะเบนนั่งอยู่บนต้นโพธิ์อีก เรื่องแบบนี้พิสูจน์ยาก ผู้เขียนเองไม่ได้ลบหลู่ เพียงแต่วันนั้นผู้เขียนกับวู้ดดี้ งงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่สามารถไปห้ามหรือไปควบคุมอะไรกับเขาได้

        สำหรับเรื่องราวของ "พระนางจันเทวี" นี้ เมื่อผู้เขียนกลับมาถึงบ้านที่ภูเก็ต ผู้เขียนได้ข่าวจากธีระพันธ์ว่าน้าคนนั้นถูก "พระนางจันเทวี" เข้าสิงอยู่หลายครั้งตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันนั้น ครอบครัวของน้าคนนั้นบอกว่าไม่เป็นอันทำการทำงานกันเลย ขอให้แม่ของธีระพันธ์ซึ่งอยู่กับลูกสาวที่กรุงเทพฯ มาทำพิธีให้หน่อย แล้ววิญญาณของพระนางจันเทวีก็ยังไปเข้าสิงลูกสาวของพี่สาวธีระพันธ์(เด็กเรียนอยู่ชั้น ป.6) ที่อยู่กรุงเทพฯ แล้วบอกกับยายหรือแม่ของธีระพันธ์ว่า ให้ไปทำพิธีเชิญวิญญาณของเธอให้เข้าไปอยู่ในหุ่น(ตุ๊กตา)ผู้หญิง แล้วให้เอาไปไว้ที่บ้านที่ตะคร้อ ทำให้แม่ของธีระพันธ์ต้องเดินทางกลับจากกรุงเทพฯมาที่บ้านตะคร้อมาทำพิธีให้(มีชาวบ้านตะคร้อกว่า 30 คนมาร่วมชมพิธี)เธอจึงยอมเลิกเข้าสิงน้าคนนั้น เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าก็พอมีเค้าความเป็นไปได้อยู่บ้างนิดหน่อย จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งเท่าที่ค้นหาชื่อนี้พบว่า อาจจะเป็นแม่ของพระสังข์ในละครจักรๆวงศ์ๆเรื่องสังข์ทอง หรือไม่ก็เป็นพระมเหสีของพระยาศรีธรรมมาโศกราชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ที่ชื่อ "พระนางจันเทวี ศรีรัตนฉายา" ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ทางแถบเมืองละโว้ลพบุรี ในช่วงปี พ.ศ.1800-1900)  แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก เอาเท่าที่เราสามารถพิสูจน์ได้ดีกว่า

        โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนยังหวังว่าเมื่อมีโอกาส อาจจะเป็นช่วงหน้าแล้งหลังจากที่เจ้าของเขาขุดมันสำปะหลังเสร็จแล้ว ผู้เขียนจะหาทางหาทุนที่จะกลับไปขุดพิสูจน์กันอีกครั้ง ซึ่งอาจจะต้องยกหน้าที่นี้ให้กับหน่วยงาน อบต. หรือหน่วยงานราชการ ที่จะทำการขออนุญาตเจ้าของที่ดินเพื่อทำการขุดพิสูจน์ความจริงที่เดิมกันอีกครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ ถ้านางติ๋มและนายบวน บัวไข อนุญาตให้ขุดพิสูจน์ในบริเวณรั้วบ้านของพวกเขา ที่ตอนเด็กๆธีระพันธ์บอกว่าเมื่อชาติที่แล้วเขาได้ฝังสมบัติไว้ ก็จะได้ขุดพิสูจน์ความความทรงจำในอดีตชาติของ ธีระพันธ์ กันต่อไป และถ้ามีความคืบหน้า หรือมีการกำหนดวันเวลาที่จะขุดพิสูจน์อีกครั้งแน่นอนแล้วจะแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์ www.reincarnation.tk ครับ เผื่อว่าท่านอยากจะไปร่วมพิสูจน์เรื่องนี้พร้อมๆกันอีกครั้ง 

        อันนี้เป็นการพิสูจน์กรณีของ ธีระพันธ์ วงษ์คำภา ส่วนกรณีของผู้ที่จำอดีตชาติได้ทั้งหมดในหมู่บ้านรวมทั้งครอบครัว พยานหลักฐานและพยานบุคคลทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบันชาติ มากกว่า 300 คน  ก็ยังคงพร้อมสำหรับการพิสูจน์จากทุกท่านเสมอ  ไม่ว่าจะวันนี้หรือจะอีกกี่ปีก็ตาม     หรือเพียงแต่ท่านนำวิธีการติดตามสังเกตเด็กที่จำอดีตชาติได้ตายแล้วเกิด และวิธีการอื่นๆที่ชาวบ้านตะคร้อได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ไปใช้ติดตามสังเกต เด็กที่เกิดใหม่ ใกล้ๆตัวของท่าน ท่านอาจจะมีโอกาสได้พิสูจน์เรื่องนี้ ด้วยตัวของท่านเอง

  

            ซึ่งวิธีการติดตามสังเกตคนที่จำอดีตชาติได้ตายแล้วเกิด รวมทั้งการป้ายศพนั้น เป็นภูมิปัญญาของคนไทยเรา ที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว ไม่ได้มีเฉพาะในหมู่บ้านตะคร้อเท่านั้น จากการศึกษาค้นคว้าพบว่ามีปรากฏอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า เวียดนาม เขมร และลาว เพียงแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยนไป วิธีการเหล่านี้ได้ถูกลืมเลือนไป หากทุกท่านได้เรียนรู้และนำวิธีการเหล่านี้ไปติดตามสังเกต และหาโอกาสพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต ท่านก็จะไม่ติดใจสงสัยอีก และเมื่อท่านได้รู้แล้วท่านจะนำไปใช้ประโยชน์หรือนำไปบูรณาการอย่างไรกันต่อไป ก็แล้วแต่ภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล            

            "ความจริงก็ยังเป็นความจริง  ความจริงย่อมคงทนต่อการพิสูจน์" ถึงตอนนี้ผู้เขียนถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพราะได้บอกเล่าเรื่องราวของคนที่จำอดีตชาติได้ ในหมู่บ้านตะคร้อกับสาธารณะชนไปหมดแล้ว  และมีคำตอบให้กับตัวเองแล้วในเรื่องนี้ ส่วนหน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงก็คงจะเป็นหน้าที่ของทุกท่าน ที่จะต้องเรียนรู้วิธีการติดตามสังเกต และหาโอกาสพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง  แล้วท่านจะไม่ติดใจสงสัยอีก จากนั้นก็จะได้ก้าวเดินไปข้างหน้าให้ถูกทิศถูกทางเสียที

        
                   
 
             ขอความเจริญในธรรม จงมีแด่ผู้ที่มีโยนิโสมนสิการ
 
ธวัชชัย ขำชะยันจะ
ผู้เขียน / เว็บมาสเตอร์