เว็บมาสเตอร์

สถิติคนเข้าชม

หมวดตั้งกระทู้เว็บของข้าพเจ้า

ห้องรวบรวมเอกสารของข้าพเจ้า

ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย


กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาระ ภูมิศาสตร์

ที่ตั้งและลักษณะทั่วไปของประเทศไทย
                ที่ตั้ง  ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีน มีที่ตั้งตามพิกัดภูมิศาสตร์ดังนี้
                ตั้งอยู่ประมาณระหว่างละติจูด 5 องสา 37 ลิปดาเหนือ กับ 20 องสา 27 ลิปดาเหนือและระหว่างลองจิจูด 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออก กับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก  หรือบริเวณซีกโลกเหนือในเขตละติจูดต่ำ ระหว่างเส้นศูนย์สูตร กับเส้นทรอปิกออกฟเคนเซอร์ นั่นเอง จึงจัดอยู่ในประเทศเขตร้อน
                จากที่ประเทศไทยทำเลที่ตั้งเป็นคาบสมุทร จึงส่งผลดีต่อการเพาะปลูกของประเทศตลอดมา และประเทศไทยตั้งอยู่ท่ามกลางดินแดนของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

                อาณาเขตติดต่อ

                1. อาณาเขตติดต่อกับสหภาพพม่า  มีดินแดนดินต่อกับพม่าในภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้รวม 10 จังหวัด แนวพรมแดนอาศัยทิวเขาและแม่น้ำเป็นเส้นกั้นเขตแดนตามธรรมชาติ
                2. อาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพรมแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือ รวม 11 จังหวัด มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทางน้ำที่สำคัญ ส่วนพรมแดนทางบกมีทิวเขาหลวงพระบางกั้นทางตอนบน และทิวเขาพนมดงรักบางส่วนกั้นเขตแดนตอนล่าง
                3. อาณาเขตติดต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชา มีพรมแดนติดต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก รวม 7 จังหวัด
                4. อาณาเขตติดต่อกับมาเลเซีย มีพรมแดนติดต่อกับมาเลเซีย ในภาคใต้ 4 จังหวัด มีเทือกเขาสันกาลาคีรีและแม่นำโก – ลก จังหวัดนราธิวาสเป็นเส้นกั้นแดน
                5. อาณาเขตทางทะเล ติดต่อกับทะเลทั้งด้านอ่าวไทยและด้านทะเลอันดามันรวมเป็นระยะทาง 2,705 กิโลเมตร
                1 ) อาณาเขตติดต่อกับอ่าวไทย มีทั้งสิ้น 16 จังหวัด อยู่ในภาคกลาง 3 จังหวัด ภาคตะวันออก 4 จังหวด ภาคตะวันตก 2 จังหวัด ภาคใต้ 7 จังหวัด
                2 ) อาณาเขตติดต่อกับทะเลอันดามัน มีทั้งสิ้น 6 จังหวัด อยู่ในภาคใต้
ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย
                ลักษณะภูมิประเทศ คือ สภาพทั่วๆ ไปบนผิวโลก มีลักษณะทางภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ในแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันไป
                ปัจจัยที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ
                เกิดจากการผันแปรของเปลือกโลกเนื่องจากพลังงานภายในโลก ทำให้เปลือกโลกถูกบีบอัดยกตัวสูงขึ้นหรือทะเลต่ำลงและอีกประการหนึ่งเกิดจาก การกระทำของตัวกระทำต่างๆ
                นอกจากการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว การกระทำของมนุษย์ก็มีส่วนในการทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศบางอย่างได้เช่น กัน แต่มีขอบเขตจำกัดกว่าการกระทำตามกระบวนการทางธรรมชาติ

ลักษณะโครงสร้างภูมิประเทศของไทย
                มี ลักษณะโครงสร้าง ภูมิประเทศที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกกับการกระทำของแม่น้ำลำธารใน ระยะเวลาที่ผ่านมา  และเขตภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมิศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 เขตใหญ่ ดังนี้
                1. เขตภูเขาและหุบเขาภาคเหนือ  บริเวณ ที่สูงและภูเขาทั้งหมดในภาคเหนือ  ภูมิประเทศบริเวณที่สูงของภาคนี้ มีลักษณะเป็นภูเขาและหุบเขาสลับกันเป็นแนวยาว บริเวณที่สูงภาคเหนือนี้ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ
                ภาคเหนือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญหลายชนิด อาชีพของประชากรในภาคนี้ ได้แก่ กาเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์  และการทำเหมืองแร่
                2. เขตที่ราบลุ่มภาคกลาง บริเวณที่ราบตอนกลางและตอนล่างของลุ่มแม่น้ำทั้งหมดที่ไหลลงสู่อ่าวไทย จึงทำให้บริเวณแอ่งแผ่นดินที่ต่ำถูกทับถมด้วยโคลนตะกอนสูงๆ ขึ้น จนในที่สุดอยู่เหนือระดับน้ำ กลายเป็นที่ราบ ซึ่งเป็นบริเวณที่ราบกว้างขาวงที่สุดในประเทศ  เขตที่ราบภาคกลางอาจแบ่งได้เป็น 2 บริเวณ
                2.1 บริเวณที่ราบลุ่มน้ำตอนบนและบริเวณขอบที่ราบตอนล่าง
                2.2 บริเวณที่ราบลุ่มน้ำตอนล่าง
                3. เขตเทือกเขาและหุบเขาภาคตะวันตก บริเวณนี้อยู่ทางด้านตะวันตกของเขตที่ราบภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทิวเขาและหุบเขาสลับซับซ้อน มีลักษณะเป็นเทือกเขาและหุบเขามากกว่าที่ราบซึ่งคล้ายกับภาคเหนือ  ประชากรในภาคนี้มีไม่มากนักเพราะเป็นเขตป่าเขา  ภาคตะวันตกเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายประเภทมีความสำคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  มีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม มีป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นแหล่งผลติแร่โลหะและอโลหะที่สำคัญในด้านอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นแหล่งพลังงานน้ำมันที่นำมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาล
4. เขตชายฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย เป็นเขตที่มีเนื้อที่น้อยที่สุด ภูมิประเทศโดยทั่วไปจะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบชายฝั่งทะเล  มีฝนตกชุกและมีป่าไม้เหมือนภาคใต้และภาคเหนือมีการเพาะปลูกพืชไร่และการค้า เหมือนภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทางเศรษฐกิจหลายอย่าง
                5. เขตที่ราบภาคตอวันออกเฉียงเหนือ   พื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง  ลักษณะของพื้นที่เป็นแอ่งคล้ายจานลาดเอียงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ไปทางบริเวณ แม่น้ำโขง  แม้ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นภาคที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด หากทางด้านทรัพยากรธรรมชาติทีสำคัญเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว อาจด้อยกว่าภาคอื่นๆ
                6. เขตคาบสมุทรภาคใต้  เป็นพื้นที่ราบ บริเวณชายฝั่งทะเล และภูเขาที่เป็นแกนหรือสันของคาบสมุทร มีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างจากภาคอื่นๆ  อย่างชัดเจน พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเทือกเขา ซึ่งเป็นแกนกลางเขตคาบสมุทรที่สำคัญ ลักษณะชายฝั่งทางภาคใต้มีลักษณะของพื้นแผ่นดินที่มีการยกตัวสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ชายฝั่งอ่าวไทยจึงมีที่ราบชายฝั่ง เป็นบริเวณกว้างจึงเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของภาคใต้ ภาคใต้เป็นแหล่งที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าหลายชนิด โดยเฉพาะตามแนวชายฝั่งทะเลและน่านน้ำทั้ง 2 ด้าน  เป็นแหล่งสัตว์น้ำและแร่ธาตุที่มีความสมบูรณ์ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตพืช เศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด

ลักษณะภูมิอากาศ

                ปัจจัยที่มีผลต่อภูมิอากาศของประเทศไทย
                1. ที่ตั้งตามแนวละติจูด  ประเทศไทยตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร โดยมีระยะห่างตามแนวละติจูดจากเส้นศูนย์สูตรไม่มากนัก จึงได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ตลอดทั้งปีและถือว่าเป็นเขตร้อน
                2. ความใกล้ไกลจากทะเล ส่วนตอนบนของประเทศอยู่ในพื้นที่แผ่นดินใหญ่ ส่วนตอนล่างเป็นคาบสุทรอยู่ติดทะเล จึงทำให้ภูมิอากาศแต่ละภาคแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิปริมาณน้ำฝนหรือฤดูกาล

                3. ลักษณะภูมิประเทศ  ที่มีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศ

3.1 ความสูงของพื้นที่
3.2 การวางตัวของภูเขา
3.3 ทิศทางของลมประจำ  ลมมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยมี 2 ชนิด ตามทิศทางลมที่พัดมาคือ
      1 ) ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
      2 ) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

                องค์ประกอบของภูมิอากาศ

                1. อุณหภูมิ  อุณหภูมิในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 บริเวณอย่างกว้างๆ ตามลักษณะภูมิอากาศ คือ
                1.1 ประเทศไทยตอนบน  ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก
                1.2 ประเทศไทยตอนล่าง ได้แก่ ภาคใต้ อุณหภูมิตลอดทั้งปีจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
                2. ปริมาณน้ำฝน มีค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักเกิดในรูปของฝนตกหนักในระยะสั้น และมักพบในเวลาเย็นหรือเช้าตรู่  การพิจารณาฝนในประเทศไทยอาจแบ่งออกได้เป็น 2 บริเวณ คือ
                2.1 ประเทศไทยตอนบน 
                2.2 ประเทศไทยตอนล่าง
                3. ฤดูกาล  ประเทศไทยแบ่งฤดูกาลออกเป็น 3 ฤดู ดังนี้
                3.1 ฤดูฝน  เริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนเมษายน มีระยะเวลา 5 – 6 เดือน โดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ได้พัดปกคลุมประเทศไทยแล้ว
                3.2 ฤดูหนาว เริ่ม ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์  มีระยะเวลา 3 เดือน  ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทยทำให้อุณหภูมิลดลง
                3.3 ฤดูร้อน  เริ่มตั้งแต่กลางเดือนภุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม มีระยะเวลา 3 เดือน  เป็นระยะที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกำลังลง
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละภาค
ภาคเหนือ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรองลงมาคืออุตสาหกรรม
1. การเกษตรกรรม  ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำป่าไม้
2. การอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขั้นต้น
3. การทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะแร่แมงกานีส ซีไลต์ ฟลูออไรต์ และดินขาว เป็นแร่ที่ผลิตได้มากกว่าภาคอื่นๆ ของประเทศ

4. การคมนาคมขนส่ง มีระบบการคมนาคมขนส่งทางถนน ทางรถไฟ และทางอากาศ
5. การท่องเที่ยว  การท่องเที่ยวมีความสำคัญค่อนข้างมาก มีแหล่องท่องเที่ยว ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ภาคกลาง
1. การเกษตรกรรม  มี แม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน และทีการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ การเลี้ยงสัตว์ จังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งเลี้ยงสุกรที่สำคัญที่สุดของประเทศ
2. การอุตสาหกรรม  โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
3. การทำเหมืองแร่ ภาคกลางเป็นเขตหินใหม่ที่เกิดจากการทับถมของโคลนตะกอน แร่ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นแร่อโลหะและแร่เชื้อเพลิง
4. การคมนาคมขนส่ง  เป็นจุดรวมของการคมนาคมขนส่งทั้งทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ และทางอากาศ
5. การท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1. การเกษตรกรรม  มีการเลี้ยงสัตว์มากกว่าภาคอื่นๆ นอกจากนี้ก็จะมีการทำนา การปลูกพืชไร่ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี
2. การอุตสาหกรรม  ส่วนใหญ่เป็นโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร  โรงงานจะตั้งอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาค
3. การทำเหมืองแร่ มีแร่เพียง 2 –3 ชนิด จังหวัดที่มีการทำเหมืองแร่คือ เลย นครราชสีมา อุดรธานี และหนองบัวลำภู
4. การคมนาคมขนส่ง มีการคมนาคมขนส่งทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ และทางอากาศ
5. การท่องเที่ยว ที่สำคัญในภาคนี้จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
ภาคตะวันออก
1. การเกษตรกรรม ส่วนใหญ่จะมีการปลูกพืชไร่ มีการทำนาบริเวรลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำปางปะกง  มีการทำสวนผลไม้และยางพาราที่จังหวัด จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และมีการประมงทั้งประมงน้ำจืดและประมงน้ำเค็ม
2. การอุตสาหกรรม มีมากในจังหวัดชลบุรีและรองลงมาคือระยอง
3. การทำเหมืองแร่ แร่ที่สำคัญมี 3 ชนิด รัตนชาติ ทรายแก้ว พลวง
4. การคมนาคมขนส่ง มีการคมนาคมขนส่งทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ และทางอากาศ
5. การท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักจักกันดีทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ภาคตะวันตก

1. การเกษตรกรรม มีการทำนาบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ  การปลูกพืชไร่  การทำสวนผลไม้  การเลี้ยงสัตว์ การประมงแหล่งประมงน้ำจืดทำกันมากบริเวณเขื่อนและแม่น้ำสายใหญ่ๆ มีการทำประมงน้ำเค็มในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
2. การอุตสาหกรรม  มีการทำอุตสาหกรรมน้ำตาลมาก การผลิตเครื่องปั้นดินเผา และอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรด
3. การทำเหมืองแร่ มีทิวเขาซึ่งเป็นหินเก่าแก่มีแหล่งแร่ที่เกิดจากหินอัคนี เช่น แร่ดุก แร่ตะกั่ว แร่สังกะสี แร่เฟลด์สปาร์ แร่ฟลูออไรต์ และแร่รัตนชาติ
4. การคมนาคมขนส่ง มีการคมนาคมขนส่งทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ
5. การท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมมากในจังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ตากอากาศตามชายฝั่งทะเล และตลาดน้ำดำเนินสะดวก

ภาคใต้

1. การเกษตรกรรม มีการปลูกข้าว แหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดคือ จังหวัดนครศรีธรรมราชา พัทลุงและสงขลา ไม่ยืนต้นที่ปลูกกันมาก ได้แก่ ยางพารา มะพร้าว เป็นต้น ไม้ผล ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ลางสาด เป็นต้น มีการเลี้ยงโคและกระบือมากกว่าเขตอื่นๆ  มีการทำประมงน้ำเค็มในทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล
2. การอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงงานถลุงแร่ดีบุก  อุตสาหกรรมทำปลากระป๋อง ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ได้แก่ การแปรรูปไม้ เป็นต้น
3. การทำเหมืองแร่ ภาคใต้มีการผลิตแร่ที่สำคัญหลายชนิด
4. การคมนาคมขนส่ง การขนส่งทางถนน ทางหลวงสายหลักคือถนนเพชรเกษม มีการคมนาคมขนส่งทางรถไฟ ทางน้ำ และทางอากาศซึ่งเป็นบริการของบริษัทการบินไทย
5. การท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ มีธรรมชาติสวยงามทั้งที่เป็นเกาะ ถ้ำ น้ำตก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ หาดใหญ่ ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี สมุย

อ้างอิงจาก http://www.sangkomdelivery2u.ob.tc/m2.html

Comments