สรุปคำบรรยาย อ.กิจบดี

คำบรรยาย




สรุปคำบรรยาย อ.กิจบดี 
 ปรัชญาและหลักกฎหมายมหาชน
บรรยายโดย รศ.ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช 

พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ปี 2539 คือ การดำเนินการใดๆ ก็ตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำทางปกครอง หรือสัญญาทางปกครอง ขั้นตอน การเตรียมการหรือการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะให้มีคำสั่งทางปกครอง หรือกฎ หรือการกระทำอื่นใดในเรื่องของสัญญาต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเรียกว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นั่นก็คือ มีกฎหมาย มีผู้ใช้กฎหมายคือ เจ้าหน้าที่ กฎหมายให้อำนาจผู้ใช้กฎหมายในการใช้อำนาจทำอะไรก็ตามต้องผ่านวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ช่วงนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อกฎ ต่อสิทธิ หรือสถานภาพของบุคคล การเตรียมการ เช่น การตั้งพนักงานสอบสวนทางวินัย คนที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนยังไม่มีผลกระทบต่อตัวเองจนกว่าคณะกรรมการสอบวินัยมีมติหรือมีคำสั่งให้ไล่ออก หรือปลดออก จึงจะมีผลกระทบ
                                                                
เพราะฉะนั้นขั้นตอนก็ต้องตรวจสอบ การดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็คือหลักการใช้กฎหมาย Rule of Law แต่ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะไม่เป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและเมื่อไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนมันก็เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ เมื่อออกคำสั่งไปก็เป็นการกำกับที่ไม่ชอบ ในหลักของกฎหมายมหาชนก็ต้องเป็นหลักที่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ในวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
                        
เช่น เรื่องสัญญาทางปกครองซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการของสัญญา สมมติว่าเทศบาล (หน่วยงานทางปกครอง) มีอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.เทศบาล ให้อำนาจหน้าที่เทศบาลไว้ เทศบาลก็ตั้งคณะกรรมการ (เจ้าหน้าที่) เทศบาลมีที่ดินอยู่ 1 แปลง ให้เจ้าหน้าที่ทำสัญญากับนายเอ เพื่อให้ใช้ที่ดินไปทำตลาดเพื่อให้ประชาชนนำผลผลิตในชุมชนมาขาย คนที่ทำสัญญาคือ นายเอ จะเห็นว่าการทำสัญญานี้เป็นสัญญาปกครองเพราะตลาดนั้นไปใช้เพื่อบริการสาธารณะในการให้ประชาชนในชุมชนในเทศบาลสามารถใช้ตลาดได้ในราคาแผงที่ได้กำหนดไว้ ใน พรบ.หน้าที่ของเทศบาลคือการบริการสาธารณะ แบบนี้เรียกว่าสมประโยชน์

แต่ถ้าหากว่านายเอทำตลาดแล้วตลาดไม่ติด การประมูลตลาดจึงขาดทุนนายเอจึงไปทำสัญญากับนายซี ให้นายซีนำที่ดินสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าเพื่อจ้างคนในชุมชนมาเป็นเจ้าหน้าที่ของห้างฯ กรณีอย่างนี้จะไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติเพราะห้างฯ ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของการบริการสาธารณะ นั่นคือต้องนำหลักของการบริการสาธารณะมาใช้

กรณีนี้ประชาชนก็ฟ้องเทศบาลว่า เทศบาลทำไม่ถูกต้อง วิธีการแก้ปัญหาคือ เทศบาลต้องบอกเลิกสัญญากับนายเอก่อน หลักของการที่จะสามารถแก้ไขด้วยเมื่อเป็นสัญญาปกครองจะแก้ไขด้วยการใดก็ได้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เพราะฉะนั้นเมื่อนายเอผิดสัญญาก็บอกเลิกสัญญาแล้วให้นายเอส่งมอบที่ดินให้กับเทศบาล กรณีพิพาทนี้ต้องนำคดีไปฟ้องศาลปกครอง แต่ในกรณีที่สัญญาระหว่างนายเอกับนายซี เป็นสัญญาทางแพ่งต้องฟ้องศาลยุติธรรม

ตัวอย่างเรื่องคำสั่งทางปกครอง นายเอ (ซี 8) นายบี (ซี 8) นายซี (ซี 8) นายดี (ซี 8)
มีคำสั่งแต่งตั้งเลื่อนระดับ ซี 9 เป็นคำสั่งทางปกครอง การดำเนินการตามต้องเป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หมายความว่า การที่จะลงคำสั่งมีกฎหมาย เจ้าหน้าที่ การแต่งตั้งระดับผู้บริหารต้องผ่านโรงเรียนการบริหารแต่เมื่อปรากฏว่านายบี ไม่ได้ผ่านโรงเรียนผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชาก็กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ว่าให้ผู้ที่ผ่านวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เท่ากับผ่านโรงเรียนบริหารมีสิทธิที่ได้รับแต่งตั้งเลื่อนระดับ ซี 9 เหมือนกัน นายดีผู้มีสิทธิดีกว่าคือผ่านโรงเรียนผู้บริหารแต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนระดับเป็น ซี 9 นายดีจึงถือว่าเป็นผู้ถูกกระทบกระเทือนจากการใช้อำนาจ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองบอกว่าเป็นการออกคำสั่งไม่ชอบ เมื่อเห็นว่าคำสั่งไม่ชอบก็ต้องอุทธรณ์ก่อนตามหลักมาตรา 42 วรรคสอง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ต่อมาอุทธรณ์ยืน นายดีก็นำคดีขึ้นฟ้องศาลปกครองว่าคำสั่งไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ก็ใช้หลักของกฎหมายมหาชนมาพิจารณาว่าในวิธีปฏิบัติชอบหรือไม่ หลังจากนั้นก่อนที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งนายบีก็เป็น ซี 11 ในที่สุดศาลตัดสินว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งไม่ชอบ เมื่อเป็นคำสั่งไม่ชอบคนที่ได้เลื่อนระดับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องกลับไปเป็น ซี 8 เช่นเดิม
นี่เป็นตัวอย่างการปฏิบัติราชการที่ไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามหลักการของกฎหมายมหาชน คือการดำเนินการนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อคำสั่งไม่ชอบ คนที่ได้ ซี 11 นายดีก็ร้องศาลต่อศาลว่ากรณีนี้ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลเป็นละเมิดอำนาจศาล ศาลก็ต้องเรียกปลัดให้แก้ไข

เรื่องซื้อคอมพิวเตอร์ อธิการบดีทำสัญญากับบริษัทหาดใหญ่ คอมพิวเตอร์จัดซื้อคอมพิวเตอร์ 100 เครื่อง เพื่อใช้ในการเรียนการสอนคณะวิทยาศาสตร์ในสัญญาระบุว่าหากบริษัทไม่สามารถส่งมอบคอมพิวเตอร์ได้ตามกำหนดจะถูกปรับวันละ 1,000 บาท เมื่อถึงกำหนดไม่สามารถส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ อธิการบดีจึงปรับวันละ 1,000 บาท 30 วันตามสัญญา ถามว่า บริษัทจะนำคดีไปฟ้องศาลปกครองว่าการสั่งปรับเป็นคำสั่งไม่ชอบเพราะไม่เปิดโอกาสให้บริษัทอุทธรณ์ก่อนตามมาตรา 42 วรรคสอง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง ปี 2542
จากคดีนี้ต้องมาดูว่าการซื้อคอมพิวเตอร์เป็นสัญญาปกครองหรือไม่
หลักพิจารณา ซื้อคอมพิวเตอร์ไปแล้วไปใช้ในการเรียนการสอน (คอมพิวเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์) ถึงไม่มีคอมพิวเตอร์ก็สามารถบริการสาธารณะได้ ไม่ได้ทำให้คณะวิทยาศาสตร์ล้มเลิก คอมพิวเตอร์นั้นเป็นเพียงอุปกรณ์เท่านั้นไม่ใช่เป็นตัวบริการสาธารณะ เพราะฉะนั้นการที่อธิการบดีสั่งปรับ การสั่งปรับดังกล่าวไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามกฎหมาย แต่เป็นการปรับตามสัญญาทางแพ่ง เพราะฉะนั้นคดีนี้ต้องไปฟ้องศาลแพ่ง อย่างนี้เป็นต้น

เรื่องการจดทะเบียนสมรสซ้อน นายสมชายได้จดทะเบียนกับนางสาวสมจิตต์ ต่อมานายสมชายได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมใจและมีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อนางสาวสมจิตต์รู้เรื่องจึงไปฟ้องเพิกถอนทะเบียนสมรสของนางสมใจ (จากกรณีดังกล่าวมีผลทางแพ่งและทางปกครองอย่างไร)
ในแต่ละกฎหมายแต่ละยุคสมัยเกิดวิธีการที่ไม่เหมือนกัน เราจึงไม่ควรนำกฎหมายหนึ่งมาใช้กับอีกสมัยหนึ่ง หรือนำหลักการของกฎหมายหนึ่งมาใช้กับหลักการของอีกกฎหมายหนึ่ง
อย่างในกรณีทางแพ่งจะถือว่าเป็นโมฆะ (ไม่เป็นผลมาตั้งแต่แรก) ในทางปกครอง นางสมใจกับบุตรจะโมฆะไม่ได้ ในทางปกครองต้องดูว่าผลเสียหายที่เกิดขึ้นต้องมีการเยียวยา
ในทางอาญาการจดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นการแจ้งความเท็จ
ในทางปกครองหรือทางกฎหมายมหาชน ความสัมพันธ์ระหว่างนางสมใจกับบุตรไม่ได้เป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นในหลักกฎหมายมหาชนกับกฎหมายแพ่งไม่เหมือนกัน ไม่มีโมฆะแต่จะเป็นการจดทะเบียนไม่ชอบ แต่การจดทะเบียนไม่ชอบได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้วจากการใช้อำนาจ จากการออกคำสั่งทางปกครอง (การรับจดทะเบียน) ต้องย้อนกลับไปดูว่าวิธีปฏิบัติก่อนที่นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนมีการตรวจสอบก่อนแล้วหรือไม่ ถ้าไม่ตรวจสอบถือว่านายทะเบียนไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นการประมาทเลินเล่อแล้วก่อให้เกิดความเสียหายตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9(3)

รัฐบาลรับจำนำข้าวจากชาวนาแต่ไม่มีที่เก็บจึงได้ไปเช่าท่าข้าวของกำนันทรงเก็บข้าวที่รับจำนำไว้ ต่อมารัฐบาลได้บอกเลิกสัญญาการเช่าต่อกำนันทรง กำนันทรงเห็นว่ารัฐบาลบอกเลิกสัญญาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าทำให้เสียหาย กำนันทรงจะนำคดีไปฟ้องศาลใด เพราะเหตุใด
หลักพิจารณา ดูว่าสัญญาเช่าระหว่างกำนันทรงกับรัฐบาลเป็นสัญญาปกครองหรือไม่ (สัญญาปกครองก็คือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเป็นรัฐ การดำเนินการทางสัญญานั้นต้องบริการสาธารณะ) ในกรณีนี้การเช่าเป็นการบริการสาธารณะหรือไม่ การรับจำนำข้าวจากชาวนาก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติ (ถือว่าเป็นการบริการสาธารณะ) เมื่อเป็นบริการสาธารณะก็เป็นสัญญาปกครอง หลักของกฎหมายแพ่งนั้นการเลิกสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่หลักปกครองได้ คือ เพื่อประโยชน์สาธารณะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายรัฐ ตัวแทนของรัฐสามารถเลิกสัญญาคราวใดก็ได้ การบอกเลิกสัญญาของรัฐก็ไม่จำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวก่อน เพราะฉะนั้นคดีนี้ต้องนำคดีไปขึ้นศาลปกครอง

นายมีชัยมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งยังไม่มีโฉนด ต่อมาได้ไปขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดิน (การออกโฉนดเป็นคำสั่งทางปกครอง) และสำนักงานที่ดินได้ออกโฉนดให้เรียบร้อย ต่อมานายมีชัยได้นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้กับนายทวีศักดิ์และโอนโฉนดที่สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้อง ต่อมาสำนักงานที่ดินได้แจ้งให้นายทวีศักดิ์ทราบว่าได้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและนายทวีศักดิ์ได้นิ่งเฉย อีก 6 เดือนต่อมา นายทวีศักดิ์ได้นำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลปกครองเรียกค่าเสียหาย ถ้าท่านเป็นศาลปกครองจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่
หลักพิจารณา คดีนี้เป็นคดีปกครองหรือไม่ ต้องเข้าใจมาตรา 9 (1)-(6) ว่าเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของคำสั่งหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องของคำสั่งทางปกครองก็จะรับไว้พิจารณา ถ้าหากไม่ใช่เป็นเรื่องของคำสั่งทางปกครองก็จะไม่รับไว้พิจารณา
เมื่อพิจารณาแล้วก็ดูว่าการออกโฉนดนั้นทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ เสียหายตั้งแต่เมื่อไร

องค์การบริหารส่วนตำบลได้ตกลงซื้อที่ดินของนายแมน ต่อมาต่อรองราคาและประมูลราคาแล้วตกลงว่า อบต. เอาที่ดินของนายแดงแล้ว ต่อมา อบต.เรียกนายแมนไปต่อรองราคาอีกจากเดิมขาย 35 ล้านต่อรองเหลือ 30 ล้าน ถึงวันทำสัญญานายกเทศมนตรีไม่ยอมทำสัญญาเพราะจะขอฟรีๆ อีก 5 ล้าน (25 ล้าน) อ้างว่าราคาแพงแล้วจึงไปตกลงซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ถามว่าถ้าท่านเป็นนายแมนจะทำอย่างไร จะให้นายแมนไปฟ้องคดีที่ศาลใด
หลักพิจารณา ต้องดูในหลักว่าเป็นหลักแพ่งหรือหลักปกครอง
กรณีนี้ในการต่อรองราคากันเรียบร้อยแล้วการที่จะบอกเลิกสัญญานายกเทศมนตรีจะต้องมีเหตุผล มีข้อเท็จจริง มีข้อสนับสนุน มีข้อกฎหมายว่าทำไม่จึงไม่เอาที่ดินของนายแมน ในความเห็นของอาจารย์ต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครอง เนื่องจากเป็นกรณีละเมิดทางปกครอง โดยฟ้องเรียก 30 ล้าน ให้จ่าย
1.
ให้บังคับซื้อ
2.
ให้จ่ายราคา 30 ล้าน
แต่กรณีนี้ข้อเท็จจริง ข้อสนับสนุน ข้อกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองก็มีทำไมไม่ทำตามกฎหมาย ในส่วนที่ไปเลือกซื้ออีกแปลงตรงนี้ต้องมีการดำเนินการกัน เมื่อเกิดละเมิดอย่างนี้จึงต้องไปดู พรบ.ละเมิดปกครอง ปี 2539 เพราะการละเมิดนี้เป็นละเมิดปกครองใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าละเมิดปกครองโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ แต่ถ้าหากไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงองค์การบริหารส่วนตำบลก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดละเมิดขึ้นมาก็ต้องฟ้องหน่วยงานทางปกครอง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นนิติบุคคล การฟ้องทางละเมิดปกครองนั้นต้องฟ้องหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลเสมอ ต้องดูว่าเป็นละเมิดปกครองหรือไม่เพราะจะมีละเมิดปกครองและละเมิดทั่วไป

ประเด็นสำคัญตามตัวอย่างทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า แต่ละเรื่องจะใช้หลักกฎหมายที่แตกต่างกัน บางทีเรื่องเดียวกันใช้หลักกฎหมายแพ่งก็มีผลเป็นอย่างหนึ่ง ใช้หลักกฎหมายมหาชนก็อย่างหนึ่งเพราะผลของการตัดสินคดี ผลของสัญญา หรือในแต่ละเรื่องหลังจากตัดสินแล้วจะมีผลกระทบต่อบ้านเมืองที่แตกต่างกัน

สรุป
กฎหมายมหาชน เป็นชื่อเรียกในการเรียนการสอนกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจปกครองว่ามีแนวคิดทฤษฎีและหลักการอย่างไร ไม่ใช่เป็นชื่อของกฎหมายที่มีใช้อยู่จริงแต่เป็นเรื่องของการศึกษาว่า การเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจปกครองว่าอำนาจปกครองมีแนวคิดทฤษฎีอย่างไร
ที่มาของกฎหมายมหาชน เป็นครอบครัว ชุมชน เมือง นคร แล้วมีการปกครองเป็นอย่างไร

การใช้อำนาจปกครองในแต่ละยุคแต่ละสมัย
ในอดีตตลอดเวลาที่ผ่านมาการปกครองอำนาจจะอยู่ที่คนๆ เดียว ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในทางปกครอง การใช้อำนาจปกครองตรวจสอบไม่ได้
โดยทั่วไปที่ผ่านมาในสมัยก่อนการปกครอง ลักษณะการใช้อำนาจก็ต้องดูแต่ละยุคสมัยในการเข้ามามีอำนาจก็ต้องเหมาะสมในแต่ละยุคแต่ละสมัยซึ่งแตกต่างกัน ในสมัยก่อนการเข้าสู่อำนาจต้องใช้กำลัง ใช้ความสามารถจึงเกิดทฤษฎีอำนาจอยู่ที่กษัตริย์คนเดียว จากหลักการดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา คือ ประชาชนถูกกดขี่ ขาดสิทธิเสรีภาพจากการใช้อำนาจปกครองของผู้ปกครอง

จากตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ต้องการคือการแก้ปัญหาที่เกิดกับประชาชน คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกรบกวนสิทธิเสรีภาพจากการใช้อำนาจปกครอง จึงเกิดการพัฒนาการรักษาประโยชน์ของประชาชนที่เกิดการกระทบกระเทือนจากการใช้อำนาจปกครองนั้นเกิดหลักการต่างๆ เหล่านี้ คือ
หลักการแบ่งแยกอำนาจ เป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ โดยกำหนดว่าแต่ละอำนาจมีที่มาอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ควบคุมตรวจสอบกันอย่างไรเพื่อมีจุดมุ่งหมายปลายทางมาแก้ไขปัญหานี้
ดังนั้นจึงเกิด กิจบดีโมเดล 1 (รัฐธรรมนูญ 2550)
จากหลักการแบ่งแยกอำนาจได้พัฒนามาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก่อให้เกิด
-
หลักความเสมอภาค
-
หลักการมีส่วนร่วม
-
หลักการใช้อำนาจ
-
หลักการตรวจสอบ
จากหลักการทั้งหมดได้นำมาเขียนเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหา
รัฐธรรมนูญ (จากการใช้หลักแบ่งแยกอำนาจ)

อำนาจตุลาการ
กำหนดให้ศาลเป็นผู้ใช้อำนาจ และแบ่งศาลออกเป็น 4 ศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลยุติธรรม ที่มาของศาลจะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม จะต้องเป็นคนมีความรู้ คนที่จะมาเป็นศาลรัฐธรรมนูญคณะกรรมการสรรหาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ดังนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยถูกแทรกแซงทางการเมือง เพราะฉะนั้นตุลาการศาลยุติธรรมก็ถูกแทรกแซงทางการเมือง ที่แบบนี้เพราะคนขาดคุณธรรม เขาต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหา แต่ตัวเองกลับมาสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นการปฏิวัติของสนธิจึงยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญช่วงหนึ่งช่วงที่มีการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 และเกิดศาลรัฐธรรมนูญใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 50 ต่อไปนี้จึงกำหนดใหม่ว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมาจากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 2 คน สาขารัฐศาสตร์ 2 คน

อำนาจบริหาร
กำหนดให้ ครม. เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจบริหาร กำหนดที่มาของอำนาจใหม่ว่า ที่มาของ ครม.ประกอบด้วย นายก 1 คน รมต.ไม่เกิน 35 คน นายกต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น ส่วน รมต.จะมาจาก ส.ส.หรือไม่ก็ได้แต่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

อำนาจนิติบัญญัติ
เคยมีสภาเดียว สมาชิกประเภทเดียว สภาเดียวสมาชิก 2 ประเภท มี 2 สภา สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง มาจากการแต่งตั้ง มาจากการสรรหา มาจากการเลือกตั้งประเทศไทยเปลี่ยนมาหมดแล้ว แต่ในปัจจุบันจะแบ่งครึ่งทั้งหมด คือ ส.ว. เดิมมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่มา ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด ส.ส.ทั้งหมดเลือกตั้งหมดแบ่งเขตเบอร์เดียว แบ่งเขตรวมเบอร์ ตอนนี้มีปาร์ตี้ลิส และอีกส่วนหนึ่งเป็นบัญชีรายชื่อ ถามว่าเปลี่ยนแปลงตอนนี้เป็นการกำหนดที่มาของอำนาจใหม่ ปัญหาต่างๆ ของชาติก็ไม่หมดไปเพราะพฤติกรรมของคนในชาติหมกมุ่นอยู่กับการตีความ ไม่ได้ดูว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์หรือไม่ พฤติกรรมของคนในชาติที่ไม่สำนึกว่าหลักการของระบอบเป็นอย่างไร ต้องหาคนมากำหนด ระบบพรรคการเมืองต้องมีกฎหมายบังคับ หลักการต่างๆ มาจากพฤติกรรมของคนในชาติในการเลือกตั้ง ยุบพรรค รวมพรรค

เพราะฉะนั้นหลักก็คือต้องโปร่งใส ต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชน เลือกตั้งต้องโปร่งใส ทั่วถึง เมื่อได้อำนาจมาแล้วแต่ละอำนาจใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร ควบคุมตรวจสอบกันอย่างไร หลักการต่างๆ เหล่านี้ก็เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชน

หลักของการถ่วงดุล เช่น อำนาจตุลากร อำนาจบริหาร จะทำอะไรไม่ได้ถ้าหากอำนาจนิติบัญญัติไม่บัญญัติกฎหมายให้ เพราะฉะนั้นอำนาจนิติบัญญัติที่บัญญัติกฎหมายให้กฎหมายก็มีเพียง
-
รัฐธรรมนูญ
-
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
-
พระราชบัญญัติ
-
พระราชกำหนด
-
ประมวลกฎหมาย
-
ประกาศคณะปฏิวัติ
--------
รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 22 กฎมณเฑียรบาลไม่ใช่กฎหมายที่ใช้สำหรับเรา ไม่ได้เกี่ยวกับสภา เพราะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัติรย์โดยเฉพาะ เมื่อดำเนินการสำเร็จแล้วได้ส่งให้สภาเพื่อทราบ (อยู่ในบทพระราชอำนาจ)

คำสั่งคณะปฏิวัติอาจชอบในขณะนั้น แต่เมื่อมาใช้ปัจจุบันเมื่อไม่ชอบก็สามารถที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ สามารถควบคุมตรวจสอบได้
กฎ ได้แก่ พรฎ. กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ข้อบังคับ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ตามมาตรา 5 พรบ.วิธีปฎิบัติราชการปกครองปี 2539 กฎ มาจากการใช้อำนาจปกครองหรืออำนาจบริหาร ไม่ได้เกิดจากอำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภา เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่นสภาท้องถิ่นไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจนิติบัญญัติ แต่สภาท้องถิ่นนั้นใช้อำนาจปกครองตามพระราชบัญญัติ ไม่ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ สภาท้องถิ่น สภา กทม. สภาเทศบาล สภาจังหวัด สภาต่างๆ เหล่านี้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคืออำนาจปกครอง ไม่ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นเมื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติกับการใช้อำนาจปกครองจึงนำคดีไปขึ้นศาลแตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นกฎหมายนำคดีไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นกฎนำคดีไปขึ้นศาลปกครองยกเว้นเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาบางเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองโดยตรงต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย เพราะฉะนั้นในการควบคุมตรวจสอบจะมีกระบวนการควบคุมตรวจสอบ นี่คือหลักของกฎหมายมหาชน คือ หลักในการควบคุมตรวจสอบ

อำนาจปกครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
อำนาจปกครองอาจอยู่ในชื่อของกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ประมวลกฎหมาย หรือชื่อของประกาศหรือคำสั่งของทหารที่ยึดอำนาจได้

ในรัฐธรรมนูญจะเห็นว่า อำนาจปกครองตามรัฐธรรมนูญจะมีอยู่ 3 อำนาจ เริ่มจากมาตรา 6 เป็นต้นมา (อำนาจนิติบัญญัติ-รัฐสภา, อำนาจบริหาร-ครม., อำนาจตุลาการ-ศาล)

ตัวอย่างที่ขอนแก่น ถามว่าในฐานะที่ท่านเป็นคนไทยและเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังจะจบการศึกษาไปเป็นผู้นำของคนในสังคม จงอธิบายว่า ที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ การใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ การควบคุมอำนาจของทั้งสามอำนาจ ในแต่ละอำนาจมีการถ่วงดุลตรวจสอบกันอย่างไร ถ่วงดุลตรวจสอบก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน

อำนาจปกครองตามกฎหมายอื่น คือ
1.
อำนาจในการออกกฎ
2.
อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง
3.
อำนาจในการกระทำทางปกครอง
4.
อำนาจในการทำสัญญาทางปกครอง
จะเห็นว่าการบริหารราชการตามรัฐธรรมนูญ การบริหารราชการบ้านเมืองจะปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
จากรัฐธรรมนูญออกมาเป็นการบริหารอื่นๆ คือเรื่องของการออกกฎ เพราะฉะนั้นการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ การบริหารส่วนกลาง การบริหารส่วนราชการส่วนภูมิภาค การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคำสั่ง การออกกฎ การกระทำทางปกครองหรือสัญญาทางปกครอง

กฎกระทรวง ในพระราชบัญญัติต่างๆ จะให้อำนาจรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ออกประกาศกระทรวง
ระเบียบมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นข้อบังคับ คนที่จะออกข้อบังคับได้จะต้องเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ออกกฎจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหงหรือไม่สร้างภาระให้เกิดกับนักศึกษาจนเกินควร
การออกกฎต้องโดยชอบด้วยหลักเกณฑ์ ชอบด้วยหลักกฎหมาย
อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกคำสั่ง เช่น ประกาศผลสอบ ได้รับการบรรจุ แต่งตั้งโยกย้าย ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย สอบข้อเท็จจริง ไล่ออก เพราะฉะนั้นคำสั่งทางปกครองต้องชอบ

การกระทำทางปกครอง การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการต่างๆ ที่ทำให้เกิดการบริการสาธารณะถือว่าเป็นการกระทำทางปกครอง
การทำสัญญาปกครอง เป็นการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง กระทำ ทำสัญญาต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ปี 2539 ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญาและหลักกฎหมายมหาชนคือการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนจากการใช้อำนาจปกครอง คือ การใช้อำนาจในการออกกฎ ออกคำสั่ง การกระทำ หรือสัญญา

วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หมายความว่า การเตรียมการหรือการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่จัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือกฎ จะเห็นว่าจะเกี่ยวกับการออกกฎ ออกคำสั่งหรือการรวมถึงการดำเนินการใดๆ ทางปกครองต้องชอบ นี่คือหลักความชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะออกกฎหรือออกคำสั่ง หรือเรื่องอื่นๆ จะต้องชอบนี่คือหลักการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ถ้าไม่มีวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองใครจะทำอะไรก็ทำได้ ใครจะออกคำสั่งเมื่อไรก็ออกได้ นั่นคือหลักการในสมัยก่อน

เจ้าหน้าที่ หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ตามมาตรา 5 พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจก็ตาม เช่น ในการพิจารณาปกครองคู่กรณีต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายของตนเข้ามาในการพิจารณาปกครองได้ สมมุติว่าข้าราชการครูถูกร้องเรียนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ครูคนนั้นสามารถนำเอาทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายหรือใครก็ได้เข้าไปด้วยได้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาปกครอง แต่ถ้าหากไม่ให้เข้า แล้วไปออกคำสั่ง คำสั่งนั้นไม่ชอบเพราะไม่เป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพราะคนที่เข้าไปอาจไม่รู้กฎหมายแล้วถูกหลอกล่อ

คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า
(1)
การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย อุทธรณ์ การรับรองและการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ
(2)
การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่เราจะเป็นเจ้าของที่ดินต้องผ่านกระบวนการปกครองไปที่ดินสลักหลังโฉนด นั่นเป็นคำสั่งปกครอง ถ้าหากโต้แย้งในเรื่องของกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องของศาลแพ่ง แต่ถ้าหากโต้แย้งในเรื่องของคำสั่ง ออกกฎในเรื่องของการรับจดทะเบียนชอบไม่ชอบเป็นเรื่องของปกครอง เช่น

นายเอ มีที่ดินมาก มีถนนหลวงอยู่ในความดูแลของทางหลวงชนบท (หน่วยงานทางปกครอง) ซึ่งมีหน้าที่บริการสาธารณะคือดูแลเรื่องความปลอดภัยในท้องถนน การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของถนนต่างๆ มีเกาะกลางถนนกรมทางหลวงจึงตัดถนนเพื่อกลับรถแต่ได้ตัดเข้ามาในที่ของนายเอซึ่งกรมทางหลวงก็รู้ว่าติดที่ดินของนายเอ แต่เพื่อดำเนินการเพื่อบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า กรมทางหลวงชนบทนั้นมีอำนาจหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องของการใช้อำนาจเป็นการกระทำทางปกครองเพื่อบริการสาธารณะ เมื่อมีการกระทำทางปกครองแล้วละเมิดคนอื่นจึงเข้า ม.9 (3) พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เพราะฉะนั้นกรมทางหลวงชนบทก็จะต้องให้การชดใช้แก่นายเอ ถ้านายเอไม่พอใจก็ต้องอุทธรณ์ ถ้าอุทธรณ์แล้วยังไม่พอใจในเงินที่ให้ก็ต้องฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองก็ต้องพิจารณาโดยใช้หลักการบริการสาธารณะว่านายเอสูญเสียเท่าใด รวมได้เท่าไร เป็นอย่างไร
ในกรณีเดียวกันนายเอมีที่ดินมาก นายเอจึงปลูกสร้างอาคารเป็นร้านอาหารแต่เนื่องจากกรมทางหลวงชนบทจะขยายถนนมาถึงบ้านของนายเอ กรมทางหลวงบอกว่านายเอต้องออกไปเพราะที่ตรงนี้เป็นที่ของกรมทางหลวง นายเอบอกว่าเป็นที่ของตนเอง

ทั้งสองกรณีนี้ไม่เหมือนกัน กรณีแรกเป็นการละเมิดปกครองโดยกรมทางหลวงยอมรับว่าตัดถนนเข้ามาในที่ดินของนายเอ นายเอได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง (มีกฎหมาย มีกรมทางหลวง มีการดำเนินการ แต่การดำเนินการเกิดความเสียหายแก่นายเอ จึงเข้ามาตรา 9(3) ละเมิด) แต่กรณีหลังเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่านายเอมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือกรมทางหลวงได้เวนคืนขยายออกไปแล้ว ตรงนี้ก็ต้องไปฟ้องกันที่ศาลแพ่ง

จะเห็นว่าใน พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ว่าคำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจเท่านั้น เพราะฉะนั้นในมาตรา 9 ที่บอกว่า กระทำโดยมีอำนาจหน้าที่หรือไม่มีอำนาจหน้าที่ว่าคนทำนั้นมีอำนาจหน้าที่นั้นหรือไม่ อย่างไร
คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยจะต้องระบุวันเดือนปีที่ทำคำสั่งลงชื่อ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ลงลายมือชื่อ สำหรับเรื่องของวันเดือนปีจะได้รู้ว่าทำเมื่อไร ลายมือชื่อใช่หรือไม่ ตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่หรือไม่

การออกคำสั่งทางปกครองจะต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง
1.
คำสั่งทางปกครองนั้นก่อนออกคำสั่งจะต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ
2.
จะต้องมีข้อกฎหมายอ้างอิง
3.
จะต้องมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
ดังนั้นกระบวนการที่จะใช้อำนาจทางปกครองนั้นต้องมีหลักการ ต้องมีหลักกฎหมาย ต้องชอบด้วยกฎหมายที่วางหลักไว้ว่าหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร

ทฤษฎีหรือหลักในการใช้กับกฎหมายมหาชน
1.
หลักความเสมอภาค
2.
หลักการมีส่วนร่วม
3.
หลักการใช้อำนาจ
4.
หลักการตรวจสอบ
เช่น ในเรื่องของการบริการสาธารณะ หลักของความต่อเนื่อง ต้องแก้ไขได้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ได้ดุลยภาพ ได้ความเหมาะสม มองถึงผลประโยชน์ร่วมกัน

สรุปโดยง่ายๆ ว่ากฎหมายมหาชนเป็นอย่างไร อันดับแรกต้องรู้จักกฎหมายมหาชนว่ากฎหมายมหาชนอยู่ในชื่ออะไรบ้าง
กฎหมายมหาชนเป็นเรื่องของการปกครอง เพราะฉะนั้นเรื่องปกครองจึงอยู่ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ประมวลกฎหมาย ประกาศหรือคำสั่ง จะเห็นว่าชื่อของกฎหมายมหาชนจะอยู่ในชื่อใดก็ได้และเมื่อเป็นกฎหมายมหาชนเหมือนกันก็ต้องมีหลักการเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ในชื่อใด นี่คือสาเหตุที่กฎหมายอาญาไม่เป็นกฎหมายมหาชนในความหมายของกฎหมายมหาชนในปัจจุบัน โดยไม่ใช่มองว่ากฎหมายอาญาเป็นกฎหมายส่วนรวม

จากตรงนี้จึงแยกให้เห็นว่าเมื่อบัญญัติเป็นกฎหมายออกมาแล้วมาแยกอย่างไรว่าเป็นแพ่งหรืออาญา โดยมีการแยกที่กรณีพิพาท ถ้ากรณีพิพาททางแพ่งตาม ป.วิแพ่ง ป.วิอาญา นำคดีขึ้นศาลยุติธรรมใช้หลักในการพิจารณาใช้หลักการกล่าวหา มีวิธีคิด มีบทลงโทษซึ่งแตกต่างกันออกไป อาญาก็มีวิธีการลงโทษ เป็นแพ่งหลักของกฎหมายแพ่งเป็นอย่างไร เรื่องแพ่งคิดอย่างไรกับอาญาก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นไปตามวิธีพิจารณาความแพ่ง วิธีพิจารณาความอาญา
ถ้าหากมีกรณีพิพาทอย่างเดียวกันแต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารก็ต้องไปศาลทหาร แต่ถ้าหากว่ากฎหมายไม่ว่าจะชื่อใดก็ตามอาจจะเกิดกรณีพิพาทที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ในการออกกฎ ในการออกคำสั่ง ในการกระทำหรือเกี่ยวกับเรื่องของสัญญาเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครอง การใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ในการดำเนินการใช้อำนาจทางปกครองก็ต้องดูในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปี 2542 ว่าในกรณีพิพาทปกครองนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง นั่นคือเป็นไปตามเขตอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปี 2542

เพราะฉะนั้นอำนาจปกครองก็จะมีเท่าที่บัญญัติตามมาตรา 9 คือในเรื่องของผู้ใช้กฎหมายที่มีหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บอกว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ผู้ใช้กฎหมาย) กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ หรือออกกฎไม่ชอบ ออกกฎไปขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ออกกฎโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ ออกกฎไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือออกคำสั่งไม่ชอบไม่เป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการการทางปกครอง ปี 2539 หรือออกคำสั่งด้วยใช้ดุลพินิจไม่ชอบ หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหน้าที่หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้น

อำนาจปกครองมี 7 อย่าง คือ
1.
อำนาจนิติบัญญัติ -->ตามรัฐธรรมนูญ
2.
อำนาจบริหาร-->ตามรัฐธรรมนูญ
3.
อำนาจตุลาการ --> ตามรัฐธรรมนูญ
4.
อำนาจในการออกกฎ --> ตามกฎหมายอื่น
5.
อำนาจในการออกคำสั่ง--> ตามกฎหมายอื่น
6.
อำนาจในการกระทำทางปกครอง--> ตามกฎหมายอื่น
7.
อำนาจในการทำสัญญาทางปกครอง--> ตามกฎหมายอื่น

ผู้ใช้อำนาจทางปกครองมี 5 อย่าง
1.
รัฐสภา
2.
คณะรัฐมนตรี
3.
ศาล
4.
หน่วยงานของรัฐ
5.
เจ้าหน้าที่


 

Comments