วัดราชาธิวาสวิหาร


วัดราชาธิวาสวิหาร

วัดราชาธิวาสวิหาร  เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ พัฒนาโดยพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ไทยในราชจักรีวงศ์มาโดยลำดับ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  พระพุทธศาสนาในประเทศไทย และเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีมาโดยตลอด  มีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหารและเป็นพระอารามหลวงฝ่ายธรรมยุต

 

ที่ตั้งวัด

วัดราชาธิวาสวิหาร  ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๓ ถนนสามเสน ซอย  ๙ (ซอยวัดราชาแขวงวชริพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

 

เขตและอุปจาร

วัดราชาธิวาสวิหาร  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกหรือฝั่งพระนคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น  ๓๔ ไร่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา  มีอาณาเขตวัดดังนี้

ทิศเหนือ  จรดคลองวัดราชาถึงถนนสามเสน  ถัดไปเป็นโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลและบ้านญวน

ทิศใต้  จรดคลองท่อ  ท่าวาสุกรี  และหอสมุดแห่งชาติ

ทิศตะวันออก  จรดที่ธรณีสงฆ์ของวัด  ถัดไปเป็นถนนสามเสน  และสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา

ทิศตะวันตก  จรดแม่น้ำเจ้าพระยา

 

นามและความเป็นมาของวัด

วัดราชาธิวาสวิหาร  เดิมชื่อว่า วัดสมอราย คู่กับ วัดสมอแครง (วัดเทวราชกุญชร)  อันอยู่ใกล้กันในปัจจุบันนี้ วัดสมอราย เป็นวัดโบราณเก่าแก่มากสันนิษฐานกันว่าสร้างสมัยกรุงละโว้  หรือก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง แต่หลักฐานจากกอง พุทธสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า วัดนี้สร้างเมื่อพ.ศ. ๑๘๒๐  และ  ผูกพัทธสีมา  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ 

วัดสมอรายนี้สมัยก่อนนั้นท่านได้เล่ากันไว้ว่า สภาพของวัดเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่หนาบ้าง      บางบ้าง เหมาะสำหรับเจริญสมณธรรมของภิกษุผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดของพระฝ่ายอรัญวาสี วัดนี้จึงเป็นวัดฝ่ายสมถะ พระสงฆ์มีกติกาวัตร เป็นระเบียบเรียบร้อยกวดขันดี เป็นที่นับถือของประชาชนทั่วไป  โดยเฉพาะพระสงฆ์วัดนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิปัสนาธุระอย่างดียิ่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  ๕ ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า  คำว่า สมอ  มาจากภาษาเขมรว่า ถมอแปลว่า หิน  ถมอราย  แปลว่าหินเรียงราย  สมอแครง   แปลว่าหินแข็ง

ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์วัดสมอรายนับเป็นวัดฝ่ายวังหน้า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑)  กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ทรงปฏิสังขรณ์   และ   พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ครั้งเมื่อทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า       ลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร  ทรงผนวช  พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ และเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์  ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุข) วัดพระศรีสรรเพชญ์  เป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่อทรงอุปสมบทแล้วทั้งสามพระองค์ก็เสด็จมาประทับที่วัดสมอราย เมื่อจุลศักราช๑๑๕๖  ปีขาล  พ.. ๒๓๓๗  เดือน ๘   

กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เมื่อทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้า     กรมขุนเสนานุรักษ์ ทรงผนวชพร้อมหางนาค คือ พระพงษ์นรินทร์  ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้ากรุงธนบุรี และนักองเอง (พระราชบุตรบุญธรรมในรัชกาลที่ 1  ที่ทรงอุปการะไว้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีพระเจ้ากรุงกัมพูชา)  ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเมื่อทรงผนวชแล้ว  ทั้งสามพระองค์ก็เสด็จมาประทับที่วัดสมอราย                

ครั้นตอนปลายรัชกาลที่ ๒  สมเด็จพระลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อวันพุธ  เดือน ๘  ขึ้น ๑๒ ค่ำ  ปีวอก  จุลศักราช ๑๑๘๖ ( พ.ศ. ๒๓๖๗ )  หลังจากประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุปฏิบัติอุปัชฌาย์วัตรตามพระวินัยแล้วก็เสด็จมาจำพรรษาที่วัดสมอรายนี้ จนถึงวันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘   นั้นเองก็สิ้นรัชกาลที่ ๒  และยังประทับที่วัดนี้จนตลอดพรรษา  แล้วเสด็จไปประทับที่วัดมหาธาตุบ้าง วัดสมอรายบ้างจน  พ.ศ. ๒๓๗๒  พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎฯ  จึงเสด็จมาประทับที่วัดสมอรายเป็นการถาวร โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ ทรงทราบจึงรับสั่งให้ปลูกพระตำหนักถวายเป็นพระตำหนักช่อฟ้าใบระกา ๕ ห้อง มีเฉลียงรอบ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ  ปัจจุบันอยู่ในเขตสังฆาวาส  คณะใต้

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เมื่อทรงประทับที่วัดสมอรายทรงเพียรพยายามศึกษาพระไตรปิฎก     ถือพระพุทธวจนะในพระไตรปิฎกเป็นหลัก  ทำให้ทรงเห็นว่าวิธีปฏิบัติพระธรรมวินัยของพระสงฆ์     ในสมัยนั้นแตกต่างไปจากพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นอันมาก  ต่อมาทรงเลื่อมใสในความเคร่งครัดวินัยของพระมอญ ชื่อ ซาย พุทธวํโสเป็นพระราชาคณะที่พระสุเมธาจารย์ อยู่วัดบวรมงคล(วัดลิงขบ) มีพระประสงค์จะประพฤติเคร่งครัดเช่นนั้น  จึงทรงอุปสมบทใหม่ซ้ำ ณ ศาลาโบสถ์แพ ในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดราชาธิวาสวิหารและทรงตั้งลัทธิสมณวงศ์ขึ้นใหม่ชื่อ ธรรมยุติกนิกายแปลว่า ฝ่ายเคร่งครัดธรรม  กำหนดด้วยการฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาใหม่เป็นการตั้งคณะธรรมยุตขึ้นในปีพ..๒๓๗๖ ทรงใช้วัดสมอรายเป็นศูนย์กลางในการสั่งสอน และเผยแพร่ความคิดของพระองค์ ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดราชาธิวาส ๗ พรรษา   ทรงยกย่องทำนุบำรุงมิได้เลือกว่าเป็นธรรมยุติ หรือมหานิกาย ข้อใดซึ่งควรแนะนำให้ดำเนินไปในทางปฏิบัติที่ชอบที่ควรก็ได้ทรงแนะนำชักชวนโดยธรรมิกอุบาย  พระสงฆ์ฝ่ายคณะมหานิกายก็พลอยประพฤติดีขึ้นด้วยเป็นอันมาก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ทรงปรารภว่า  วัดสมอรายเป็นที่ประทับระหว่างทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   พระบรมชนกนาถของพระองค์พร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์  จึงทรงพระราชทานนามเสียใหม่ว่า   วัดราชาธิวาสวิหาร”  เมื่อปี พ.. ๒๓๙๔ ซึ่งมีความหมายว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา   แต่ตามเอกสารต่างๆ เรียกวัดนี้ว่า  วัดราชาธิวาส”  ตลอดสมัยรัชกาลที่ ๕  ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒  เจ้าอาวาสในครั้งนั้น  ได้ขอพระราชทานให้เติมคำว่า  วิหาร  ต่อท้ายเป็น วัดราชาธิวาสวิหาร  ตามนามเดิมครั้งสมัยรัชกาลที่ ๔  และตลอดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ วัดราชาธิวาสวิหาร ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ตลอดมาทุกรัชกาลตามปรากฏการบูรณะและปฏิสังขรณ์ดังนี้

 

การบูรณะและปฏิสังขรณ์

ในรัชกาลที่ ๑   กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท   ทรงปฏิสังขรณ์

ในรัชกาลที่ ๓  กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงปลูกพระตำหนักช่อฟ้าใบระกา  ๕ ห้อง มีเฉลียงรอบ ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ไว้เป็นที่ประทับ  และได้มีการปฏิสังขรณ์  ๓ ครั้ง

                   ในรัชกาลที่ ๔   ได้มีการปฏิสังขรณ์ต่อจากรัชกาลที่ ๓  อีกมาก

                   ในรัชกาลที่ ๕   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อสร้างใหม่หมดทั้งวัด ที่ปรากฏอยู่คือ พระอุโบสถ  พระเจดีย์  ศาลาการเปรียญ  กุฏิไม้ทาสีแดง  หอสวดมนต์  ถนนหิน  ลานหิน  ภูเขาถมอ  เสาหิน  เขื่อนคู  ถนนผ่ากลางวัด  พร้อมทั้งสะพาน  หล่อพระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ  ซึ่งเป็นการซ่อมแซมและบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่

                   ในรัชกาลที่ ๖   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เขียนภาพเวสสันดรชาดก ที่ฝาผนังพระอุโบสถ  สร้างพระวิหารสมเด็จพระอัยยิกา  กุฏิเจ้าอาวาสและอื่นๆ อีกมาก

                   ในรัชกาลที่ ๗   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานพระตำหนักพญาไทมาประดิษฐานไว้  ในวัด  และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ โปรดให้สร้างกุฏิตึกแถว  ๓ หลัง ในคณะบน และได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์การบูรณปฏิสังขรณ์หลายประการ

                   ในรัชกาลที่ ๙   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  บูรณะพระสัมพุทธวัฒโนภาส  ฐานชุกชี  บูรณะพระอุโบสถ   ศาลาการเปรียญ  พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

ปูชนียสถานและถาวรวัตถุในวัด

                   . พระอุโบสถ     ทรงแบบขอมคล้ายนครวัด เดิมเป็นพระอุโบสถเก่า ปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓  และมาซ่อมแซมต่อเติมในสมัยรัชกาลที่ ๔  ต่อมาก็ชำรุดทรุดโทรมมาก ผนังโบสถ์เก่าแยก รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์   ทรงออกแบบสร้างใหม่ถวาย เมื่อ ร..๑๒๗ (พ.. ๒๔๕๑) แต่ให้รักษาผนังพระอุโบสถเดิมไว้ด้วย ด้วยเป็นสถานที่อนุสรณ์สำคัญของฝ่ายธรรมยุต ดังนี้สมเด็จฯ จึงคิดแบบโดยวางเสาและผนังโบสถ์ใหม่ คร่อมโบสถ์เก่าไว้อย่างแนบเนียน พระอุโบสถแห่งนี้มีเสาพาไลโดยรอบ ด้านหน้ามีประตู ๓ ช่อง มีห้องเป็น ๓ ตอน ห้องหน้าเป็นระเบียง ห้องกลางเป็นห้องพิธี มีพระสัมพุทธพรรณีเป็นพระประธาน มีเศวตฉัตร ๙ ชั้น (ร.๕ หล่อพระราชทาน)                    หลังพระประธานเป็นซุ้มคูหา เบื้องบนมีภาพพระพุทธเจ้าอยู่เหนือเมฆกำลังตอบปัญหาของพระสารีบุตร ในเรื่องพุทธวงศ์ และมีพระอินทร์มาเฝ้า ที่ใกล้พระประธานมีรูปศากยกษัตริย์พระประยูรญาติมาเฝ้าอยู่เบื้องหลัง มีซุ้มคูหาเป็นตราประจำ ๕ รัชกาล คือรัชกาลที่ ๑ - ๕   บนเพดานเป็นลวดลายดาววิจิตร        ฝาผนังทั้ง ๓ ด้าน มีภาพเวสสันดรชาดกครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์  ซึ่งร่างแบบภาพเขียนโดย สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์  และระบายสีด้วยวิธีการแบบใหม่คือเฟรสโก โดยระบายสีลงบนผนังในขณะที่ปูนฉาบฝาผนังยังไม่แห้ง โดยศาสตราจารย์ชาวอิตาเลียนชื่อ ริโครีบานประตูหน้าต่างทุกบานลายรดน้ำ       ทรงข้าวบิณฑ์ ด้านในเป็นภาพเทวรูปทุกช่อง ตอนหลังสุดมีผนังห้องและประตูผ้าม่านผ่านถึงตอนที่ ๓ เป็นที่ประดิษฐาน  พระประธานองค์เดิมของวัดนามว่า พระสัมพุทธวัฒโนภาส” 

                   . พระเจดีย์    ทรงชวาในสมัยศรีวิชัย  เดิมเป็นพระเจดีย์ที่ รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างขึ้น เป็นแบบมหายาน มีปล้องไฉน ๖ ปล้อง และในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.. ๒๔๕๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เป็นรูปทรงชวาในสมัยศรีวิชัย ครอบพระเจดีย์องค์เดิมแต่ยังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาล  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างต่อมา ท่านผู้ควบคุมให้ออกแบบสร้างพระเจดีย์คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ เมื่อสร้างพระเจดีย์เสร็จแล้วได้ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลามหายานสมัยศรีวิชัย   คือพระยานิพุทธ    ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอัญเชิญมาจากพระเจดีย์บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย มาประดิษฐานอยู่บนซุ้มพระเจดีย์ทั้ง ๔ ทิศ นอกจากนั้นรอบพระเจดีย์ยังประดิษฐานรูปสิงห์ปูนปั้น ๓๐ ตัว โดยรอบพระเจดีย์  เลียนแบบมาจากเจดีย์วัด           แม่นางปลื้มและวัดธรรมิกราชที่อยุธยา  สิงห์เป็นเครื่องหมายของศากยกษัตริย์ ซึ่งในที่นี้หมายถึง       พระบารมี ๓๐ ทัศน์ของพระพุทธเจ้า

                   ๓. วิหารพระอัยยิกา เป็นแบบจตุรมุข หันหน้าสู่ทิศตะวันออก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาล  ที่ ๖ โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระอัยยิกาอันเป็นพระชนนีของพระองค์ที่พิราลัยแล้ว จึงทรงสถาปนาอนุสาวรีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา ซึ่งเป็นพระราชอัยยิกา(ยาย) ในรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ และเป็นพระราชปัยยิกา(ย่าทวด)ในรัชกาลปัจจุบัน ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปแบบรัชกาลที่ ๖ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ และ ภายใต้พุทธบัลลังก์เป็นที่บรรจุพระสรีรังคารสมเด็จพระปิยมาวดีฯ

                   ๔. ศาลาการเปรียญ   สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ ทำด้วยไม้สักทั้งหลัง เลียนแบบมาจากศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี หน้าบันทั้งสองด้านมีตราเป็นเครื่องหมายสำคัญไว้ คือ ด้านหน้าทางแม่น้ำเจ้าพระยามีตราจุลมงกุฎ คือพระเกี้ยวอันเป็นเครื่องหมายรัชกาลที่ ๕ ด้านหลังทิศตะวันออกมีตราวชิราวุธอันเป็นเครื่องหมายรัชกาลที่ ๖ ภายในศาลาการเปรียญมีธรรมาสน์สมัยรัตนโกสินทร์อันงดงามซึ่งออกแบบโดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

                   ๕.  พระตำหนักพระจอมเกล้าฯ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ สร้างถวาย  พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครั้งยังทรงผนวชและประทับอยู่ที่วัดราชาธิวาสวิหาร  เมื่อ พ.. ๒๓๗๒  เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของวัดนี้

                   .  พระตำหนักสี่ฤดู   สร้างขึ้นโดยจำลองชื่อพระตำหนักสี่ฤดู ในวังสุโขทัย

                   .  พระตำหนักสมเด็จพระพันปีหลวง (พระตำหนักพญาไท) เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ สร้างด้วยศิลปะไทยผสมยุโรป ได้รับพระราชทานให้ย้ายมาจากพระตำหนักพระราชวังพญาไททั้งหลัง  เมื่อ พ..๒๔๗๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

                   ๘.   ศาลาโบสถ์แพ   จำลองจากโบสถ์แพกลางน้ำหน้าวัดซึ่งทรุดโทรมไป  สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๖  พระธรรมวโรดม อุตตมะ เป็นเจ้าอาวาสชักชวนอุบาสก อุบาสิกา และเจ้านายฝ่ายหน้า ฝ่ายในสมทบทุนเป็นอันมาก

                   ๙.    กุฏีเจ้าจอมสว่าง สร้างเมื่อ พ..๒๔๗๒ เจ้าจอมสว่างเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕

                   ๑๐.  แท่นพระร่วงจำลอง  คือพระแท่นศิลาอาสน์จำลอง  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้จำลองไว้อยู่ข้างต้นโพธิ์ หน้าพระตำหนักสี่ฤดู  เมื่อ พ..๒๓๗๖ พระแท่นศิลาอาสน์จำลองนี้จำลองจากพระแท่นมนังคศิลา สมัยพ่อขุนรามคำแหง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นไว้กลางดงตาล ชานเมืองสุโขทัย  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชะลอมาเมื่อครั้งทรงผนวช  ปัจจุบันพระแท่นมนังคศิลา เก็บรักษาไว้ที่วิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง และใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

                   ๑๑.  ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (โพธิ์ลังกา) ต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้หรือเป็นต้นไม้แห่งปัญญาของพุทธศาสนิกชน ที่วัดราชาธิวาสวิหาร  มีที่สำคัญอยู่ ๒ ต้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศใต้ของพระอุโบสถ เป็นต้นโพธิ์ที่นำมาจากประเทศศรีลังกา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  ทรงนำมาปลูกไว้ เรียกว่า โพธิ์ลังกา

พระพุทธรูปสำคัญ

                   . พระสัมพุทธพรรณี      เป็นพระประธานองค์หน้า นามว่า พระสัมพุทธพรรณี เป็นพระประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้หล่อจำลองขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.. ๒๔๕๑ อันเป็นดิถีคล้ายกับวันพระบรมราชประสูติกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว       

                ในรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้าพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๕   ไว้ใต้ฐานชุกชี

                   . พระสัมพุทธวัฒโนภาส   เป็นพระประธานองค์หลัง นามว่า พระสัมพุทธวัฒโนภาส เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะอยุธยา เป็นพระประธานองค์เดิมในอุโบสถ

                  ในรัชกาลที่๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมราชสรีรางคารสมเด็จพระ       ศรีสวรินทรา บรมราชเทวี  พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ไว้ใต้ฐานชุกชี  และเมื่อ พ..๒๕๒๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุเส้นพระเกศาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  ไว้ด้วย

                . พระนิรันตราย   รัชกาลที่ ๔ ทรงรับมาจากพระเกรียงไกร กระบวนยุทธ  ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อ พ.. ๒๓๙๙ และโปรดเกล้าฯ   ให้หล่อพระนิรันตรายแบบมีซุ้มเรือนแก้วขึ้นใหม่รวม ๑๘ องค์ แล้วพระราชทานไปตามวัดธรรมยุต ๑๘ วัด เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นที่มาของคณะธรรมยุต ซึ่งวัดราชาธิวาสเป็นหนึ่งใน ๑๘ วัด ที่ได้รับพระราชทาน

                   .  พระพุทธรูปอู่ทอง  ปางห้ามสมุทร  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำประดิษฐานไว้ที่หน้าบันพระอุโบสถด้านหน้า  ผันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก      ในลักษณะห้ามภยันตราย

                   .  พระพุทธรูปศิลาแบบมหายาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำ มาจากประเทศอินโดนีเซีย มี ๔ องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มพระเจดีย์ทั้ง ๔ ทิศ

                   .   พระพุทธรูปเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิ เป็นพระประธานองค์ใหญ่บนศาลาการเปรียญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๗  ทรงพระราชทานแก่วัดราชาธิวาสวิหาร

                   .   พระสันติภาพ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อขึ้นที่วัดราชาธิวาสวิหาร  เมื่อ พ..๒๔๘๙  สร้างเป็นอนุสรณ์ที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง อันแสดงถึงสันติภาพของโลกกลับมาสู่โลก     อีกครั้งหนึ่ง

                   .   พระพุทธรูปสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ที่หอธรรมสงเคราะห์ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

                   .   พระพุทธรูปสมัยลพบุรี (หลวงพ่อนาค) เป็นพระศิลาปางนาคปรกศิลปะลพบุรี ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด พระธรรมวโรดม (เซ่ง  อุตตมเถร) ได้อัญเชิญมาจากจังหวัดลพบุรี       ในสมัยรัชกาลที่ ๖

                   ๑๐. พระพุทธไสยา ประดิษฐานอยู่ ณ ห้องประชุมตึกไชยันต์   โรงเรียนวัดราชาธิวาส สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบมีลักษณะเหมือนสามัญมนุษย์ที่งามที่สุด ที่ฐานบรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมหิศร ราชหฤทัย

                   ๑๑.  พระพุทธรูปสิหิงค์จำลอง   ประดิษฐานอยู่ในศาลาสวัสดิวัตน์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน  เสด็จเททอง เมื่อวันที่  ๒๘  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔

                   ๑๒. พระพุทธรูปในวิหารพระอัยยิกา ลักษณะรูปแบบคล้ายพระพุทธรูปแบบคันธารราฐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระพุทธรูปเป็นองค์แทนสมเด็จพระปิยมาวดี        พระอัยยิกาในพระองค์  องค์พระขนาดเท่าคนจริง  ประดิษฐานในวิหารพระอัยยิกา คณะใต้

 

ลำดับเจ้าอาวาส

สมัยเมื่อวัดนี้ยังเป็นวัดมหานิกาย มีเจ้าอาวาสปกครองวัดโดยลำดับดังนี้ คือ

๑.   พระปัญญาพิศาลเถร (นาค)

                .  พระปัญญาพิศาลเถร (ศรี

                .  พระธรรมวิโรจน์ (คง

                .  พระธรรมวิโรจน์ (นก

                .  พระภาวนาภิราม (รอด

เจ้าอาวาสเมื่อเปลี่ยนเป็นวัดธรรมยุติแล้ว คือ

สมเด็จพระพุฒาจารย์   (เขียว  จันทสิริ  ป.ธ. ๘)  พ.ศ. ๒๔๓๐ ๒๔๕๑

พระศิริธรรมมุนี    (จาบ  เขมโก  ป.ธ. ๗   พ.ศ. ๒๔๕๑ ๒๔๕๔

           

พระธรรมวโรดม ( เซ่ง  อุตฺตโม ป.ธ.๕)      
พ.ศ. ๒๔๕๕ ๒๔๕๘

พระศาสนโสภณ ( ปลอด    อตฺถการี  ป.ธ.๙)
 พ.ศ. ๒๔๘๕ ๒๕๐๓

           

พระสุธรรมาธิบดี ( เพิ่ม  อาภาโค ป.ธ.๙ )  

พ.ศ. ๒๕๐๖   ๒๕๔๒

พระธรรมกวี ( ลือชัย  คุณวุฑฺโฒ  ป.ธ.๗) 

พ.ศ. ๒๕๔๒ ปัจจุบัน


ประวัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เขียว จันทสิริ  ป.ธ.๘ )
 อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

 

นามเดิมของท่าน ชื่อ  เขียว   เกิดเมื่อวันอังคาร  แรม ๑๓ ค่ำ  เดือนยี่  ปีมะเส็ง  จุลศักราช ๑๑๙๕  ตรงกับวันที่  ๗  เดือนมกราคม  พ.ศ. ๒๓๗๖  ที่บ้านสวนริมวัดสมอราย กรุงเทพมหานคร

บิดาชื่อ นายน่วม  รับราชการเป็นที่หมื่นพร ในกรมพระตำรวจในพระบรมหาราชวัง  มารดาชื่อทรัพย์  ท่านเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง ๑๑ คน อายุได้ ๑๑  ขวบโยมได้พามาฝากเรียนหนังสือไทย  หนังสือขอมที่วัดสมอราย พ.ศ. ๒๓๙๘ อายุย่าง  ๒๓  ปี อุปสมบทเป็นภิกษุธรรมยุติกนิกาย บนศาลาโบสถ์แพ หน้าวัดสมอราย โดยมีพระอริยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์  พระจันทรโคจรคุณ  จันทรังสี (เวลานั้นยังเป็นพระปลัดยิ้ม ) กับพระพรหมมุนี  สุมิตโต (เวลานั้นเป็นพระมหาเหมือนเปรียญ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ๒ องค์  พ.ศ. ๒๔๒๙  รัชกาลที่ ๕  โปรดนิมนต์ท่านพร้อมกับคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ไปครองวัดราชาธิวาสวิหาร ครั้นวันที่ ๑๖   มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘  จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามจารึกในพระสุพรรณบัฏพิเศษว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์  อเนกสถานปรีชา  สัปตวิสุทธิจริยาสมบัติ  นิพัทธธุตคุณ  สิริสุนทรพรตจาริก  อรัญญิกมหาปรินายก  ตรีปิฏกโกศล  วิมลมัชฌิมคณฤศร  บวรสังฆาราม  คามวาสี  อรัญวาสี  สถิต  ณ  วัดราชาธิวาสวิหาร  พระอารามหลวง  ”  

                ตลอดชีวิตสมณเพศท่านฝักใฝ่วิปัสสนาธุระ และคันถธุระ เทศน์สั่งสอนประชาชนมาโดยตลอด  สอนให้ศิษย์รู้พระปริยัติธรรม บริบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร ปฏิบัติสมณกิจ ท่านยังมีความสันโดษยินดีในที่วิเวก เป็นที่ควรเคารพบูชา  สมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพด้วยโรคลมจับดวงหทัย เมื่อวันที่  ๒  มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕  อายุ  ๗๙  ปี  ๒  เดือน   พรรษาได้  ๕๗  พรรษา




พระศิริธรรมมุนี (จาบ  เขมโก  ป.ธ. ๗ )
 อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

 

                นามเดิมของท่านชื่อ  จาบ  ”  เกิดเมื่อวันจันทร์  เดือน ๗  ปีเถาะ  พ.ศ. ๒๔๑๐  ที่ตำบลท่าวัง

อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช    เมื่ออายุ  ๒๐  ปี บวชเป็นพระมหานิกาย ในสำนักท่านอุปัชฌาย์  แก้ว  วัดจันทร์   มีเจ้าอธิการเอี่ยม  วัดวังตะวันออก และพระครูกาชาติ (ย่อง) วัดวังตะวันตก  เป็นอนุกรรมวาจา ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์  จังหวัดสงขลา และปีรุ่งขึ้นเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่    วัดพระเชตุพน ฯ  พอย่างขึ้นเดือน ๗  ร.ศ. ๑๐๙   ได้แปลงเป็นพระธรรมยุตในสำนักของพระพรหมมุนี (แฟง) วัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อครั้งยังเป็นพระกิตติสารมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นกรรมวาจาจารย์     ศึกษาจนสอบไล่ได้เป็นเปรียญเอก  ท่านเดินทางไปสั่งสอนประชาชนแถบมลายู ๑ พรรษา  ต่อมาเป็นพระราชาคณะตำแหน่งพระภัทรมุขมุนี เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร ได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๑๒ ปี   และในพ.ศ. ๒๔๕๑ (ร.ศ.๑๒๗)  ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ในเวลาต่อมาท่านอาพาธด้วยโรคนอนจำวัดไม่หลับ ได้ลาออกกลับไปพักรักษาตัวที่วัดโพธิ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่ออาการทุเลาก็สั่งสอนประชาชนแถบแหลมมลายูต่ออีก ๕ ปี  สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรับสั่งให้กลับมาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในกรุงเทพฯ ไม่ปลอดภัยท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดศรีทวี  จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูมิลำเนาเดิมจนกระทั่งมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๔๙๗ อายุได้ ๘๗ ปี พรรษาได้ ๖๗  พรรษา




พระธรรมวโรดม ( เซ่ง  อุตฺตโม   ป.ธ. ๕ )
อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

 

นามเดิมของท่านชื่อ เซ่ง   เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓  ที่บ้านปากคลอง  อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บิดาชื่อ ตี๋  มารดาชื่อ สุข  อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ณ วัดมัชฌิมาวาส  จังหวัดสงขลา ครั้นอุปสมบทแล้วกลับมาอยู่ที่วัดคงคาสวัสดิ์  จังหวัดพัทลุง และในปีนั้นได้เข้ามาอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส  ทรงพระกรุณาโปรดให้ย้ายมาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และทรงตั้งให้เป็นพระครูใบฎีกา ฐานานุกรมในพระองค์ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้  ความสามารถและปฏิบัติดีทำให้ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์มาโดยตลอด และในพ.ศ. ๒๔๕๔ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส วิหาร  ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่  พระธรรมวโรดม     มีราชทินนามตามจารึกในหิรัญบัฏว่า พระธรรมวโรดม  บรมญาณอดุล  สุนทรนายก  ตรีปิฏกคุณาลังการภูสิต  ทักษิณทิศคณิสสร  บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดราชาธิวาสวิหาร พระอารามหลวง  สมเด็จมหาสมณเจ้า  ทรงสรรเสริญไว้ว่า  ท่านรู้จักแสดงเทศนาให้เหมาะแก่บริษัทผู้ฟัง และถูกความต้องการแห่งพระศาสนาและราชอาณาจักร    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกเป็นพระคณาจารย์เอกในทางแสดงธรรม  ท่านเป็นผู้วางระเบียบการศึกษา  การบริหาร เป็นประโยชน์ทั้งแก่ภิกษุสามเณร ศิษย์วัด อุบาสกอุบาสิกา พุทธมามกะทั้งในวัดและในจังหวัดมณฑล บรรดาสิ่งก่อสร้างเท่าที่ปรากฏอยู่บัดนี้ เกิดขึ้นในยุคที่ท่านครองวัดราชาธิวาสวิหารเกือบทั้งสิ้น  ท่านอาพาธด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอได้รับการรักษาในพระอุปถัมภ์ของพระศรีสวรินทรา  บรมราชเทวี   พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  จนในที่สุดท่านมรณภาพเมื่อวันที่  ๑๓  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๔๘๕   อายุได้  ๖๓  ปี    พรรษาได้  ๔๑  พรรษา



พระศาสนโศภน ( ปลอด  อตฺถการี  ป.ธ. ๙ )
อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

                นามเดิมของท่านชื่อ ปลอด วัฒโนดร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๕  ณ ตำบลบ่อยาง   อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา  บิดาชื่อ นายฮวด    มารดาชื่อ  นางคิ่น  มีพี่น้องรวม ๑๐  คน

การศึกษาเบื้องต้น  จบวิชาสามัญ ชั้นมัธยม  ๖  จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ   อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ชั้นมัธยม ๘  จากสวนกุหลาบวิทยาลัย  กรุงเทพมหานคร  ขณะที่กำลังเตรียมตัวไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ  เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านอุปสมบท ในวันที่ ๑๔  มิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๖๕  ณ พัทธสีมาวัดธรรมบูชา  ตำบลตลาด  อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี   มีพระธรรมวิโรจนเถระ(พลับ) เมื่อดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูศาสนภารพินิจ เป็นพระอุปัชฌาย์  ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (เซ่ง  อุตฺตมเถร )  เมื่อดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมโกศาจารย์ เป็นกรรมวาจาจารย์  ครั้นบวชแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงบวชต่อมาจนถึงมรณภาพ พระศาสนโศภน เข้ามาอยู่ที่วัดราชาธิวาสวิหารโดยท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (เซ่ง  อุตฺตมเถร )ได้สั่งให้พระครูสังฆพินัย ไปรับมาอยู่ด้วย  ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าก่อนที่ท่านจะมาอยู่ ณ วัดราชาธิวาสวิหารนั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตมเถร) ได้สุบินนิมิตคือฝันว่า มีช้างเผือกขาวปลอดเข้ามายังสำนักวัดราชาธิวาสวิหาร พระศาสนโศภนท่านใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี  ชั่วระยะเวลาเพียง  ๑๐  ปี ก็เล่าเรียนสำเร็จชั้นสูงสุด  จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๗๕  สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค   ตลอดชีวิตสมณเพศท่านได้ทำคุณประโยชน์นานัปการ  อาทิ  ผู้อำนวยการศึกษาพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดราชาธิวาส วิหาร รองแม่กองสอบนักธรรมสนามหลวง  กรรมการตรวจสอบบาลีชั้นเปรียญธรรมเอกสนามหลวง  เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและภูเก็ต  เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร  เป็นผู้นำพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่เป็นนิจ  ท่านอาพาธด้วยโรคอัมพฤกษ์  ต่อมาอธิษฐานเข้าจำพรรษาที่วัดราชาธิวาสวิหาร และมรณภาพด้วยอาการอันสงบที่กุฏิตึกแดง เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ รวมอายุได้ ๗๖ ปี   พรรษาได้  ๕๖  พรรษา




พระสุธรรมาธิบดี ( เพิ่ม  อาภาโค  ป.ธ. ๙ )
อดีตเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

 

                นามเดิมของท่าน ชื่อ เพิ่มนามสกุล  นาควานิช  เกิดวันอาทิตย์ที่ ๓๑  ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๙   ณ บ้านทุ่งหลวง  ตำบลนาสาร  อำเภอเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช    บิดาชื่อ  นายแป้น  มารดาชื่อ นางหนู  นาควานิช  ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ  ๒๐  ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่  ๒  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๔๘๐  ณ วัดราชาธิวาสวิหาร  โดยมีพระธรรมวโรดม ( เซ่ง  อุตฺตมเถร )เป็นพระอุปัชฌาย์    พระครูโสภิตอาวาสวัตร (ฮั้ว โสภิโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์และมีเจ้าจอมสว่างในรัชกาลที่ ๕ เป็นโยมอุปัฏฐาก เป็นเจ้าภาพบวชให้ ได้นามฉายาว่า อาภาโค หลังจากอุปสมบทแล้ว พระมหาเพิ่ม  อาภาโค  ก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗  ซึ่งในปีนั้นมีผู้สอบได้ ป.ธ.๙  เพียงรูปเดียวเท่านั้นในประเทศไทย  ต่อมาท่านกลับภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระมหาธาตุ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มีพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน  อุฏฺฐายีมหาเถร) ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร  ตลอดระยะเวลาจากพ.ศ. ๒๕๐๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมเวลา ๓๕ ปี ที่ครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ได้รับการปรับปรุงพัฒนาในทุกด้านกุฏิวิหารอาคารถาวรวัตถุ ได้รับการบูรณะหมดทุกหลัง ทั้งสร้างเพิ่มเติมอย่างมีระเบียบสวยงามลักษณะเด่นของท่าน  คือ  เป็นคนตรง  มักน้อย สันโดษ และเป็นนักประชาธิปไตย

                ท่านอาพาธด้วยโรคหัวใจกำเริบ หมอถวายการรักษาจนอาการทุเลา วันที่ ๑๙  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๒  จึงกลับมาพักรักษาตัวที่วัดราชาธิวาสวิหาร เพราะเกรงว่าจะขาดพรรษาและตั้งใจจะไปร่วมประชุมมหาเถรสมาคม  แต่อาการทรุดลงและมรณภาพด้วยหัวใจขาดเลือด  เมื่อวันที่ ๒๖  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒    อายุได้ ๘๒  ปี  พรรษาได้  ๖๓  พรรษา




พระธรรมกวี ( ลือชัย  คุณวุฑฺโฒ  ป.ธ. ๗ )
เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

               

                นามเดิมของท่าน ชื่อ ลือชัย  นามสกุล ไสยวรรณโณ  เกิดเมื่อวันที่  ๗  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๔๗๓  ณ  บ้านทำนบ  ตำบลทำนบ  อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา  บิดาชื่อ นายหวาน  มารดาชื่อ   นางยก  ไสยวรรณโณ  ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่  ๕  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๓  ณ พัทธสีมาวัดห้วยพุด ตำบลรำแดง  อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา โดยมีพระครูโสภนศีลาจาร ( แดง  โสณเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระครูจันทวิมล (คิ่น  จนฺทคุตฺโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา คุณวุฑฺโฒการศึกษาแผนกธรรมและบาลี   พ.ศ. ๒๕๙๕  สอบได้นักธรรมชั้นเอก   พ.ศ. ๒๕๐๒ สอบได้เปรียญธรรม  ๗ ประโยค   พ.ศ. ๒๕๑๒  ท่านได้ทำคุณประโยชน์นานัปการ  อาทิ  เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร   เป็นผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง  เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดลิเจีย  อำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี   เป็นพระอุปัชฌาย์   เป็นเจ้าคณะแขวงวชิรพยาบาล  เขตดุสิต  กรุงเทพมหานครเป็นกรรมการสงฆ์ภาค ๑๖-๑๗-๑๘ (ธรรมยุติ)  เป็นกรรมการบริหารวัดมกุฏกษัตริยารม  ฝ่ายการศึกษา  เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดราชาธิวาสวิหาร  ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร   

พระธรรมกวีเป็นพระภิกษุที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ทั้งด้านการปกครองการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการศึกษาให้แก่ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป  เกียรติบัตรพิเศษได้รับประกาศเกียรติคุณ  จากกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับประกาศเกียรติคุณ  จากหนังสือพิมพ์สื่อสารธุรกิจ เป็นบุคคลตัวอย่างประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๒  สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

Comments