แขวงเชียงขวาง

แขวงเชียงขวาง:แผ่นดินแห่งสมรภูมิ

ตั้งอยู่ท่างทิศตะวันออกของหลวงพระบาง  ติดกับประเทศเวียดนาม  เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของลาวพวน  มีเรื่องเล่าตามประวัติศาสตร์ว่า เมื่อขุนบรมสร้างเมืองแถง(เดียนเบียนฟู)  เป็นราชธานีแล้ว ได้ส่งพระโอรสไปครองเมืองต่างๆโดยรอบ โดยโอรสองค์ที่ 7 คือท้าวเจืองได้ครองเมืองพวน(หรือเชียงขวางในปัจจุบัน) 
หลังสมัยขุนเจือง เชียงขวางก็ตกเป็นเมืองขึ้นของญวนได้ชื่อว่า “เมืองตรันนินห์”  เป็นที่มาของชื่อที่ราบสูงใจกลางแขวง  ต่อมาตกอยู่ในอำนาจของไทยเพราะอยู่ในเขตปกครองของประเทศราชหลวงพระบาง เมื่อชาติตะวันตกแผ่อิทธิพลเข้ามาในอินโดจีน  ไทยต้องเสียลาวให้แก่ฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาติต่างๆ ในอินโดจีน ได้แก่ ญวน ลาว กัมพูชา เรียกร้องเอกราชคืนจากเจ้าอาณานิคมได้สำเร็จ  แต่การเมืองภายในแตกออกเป็นฝ่ายซ้าย  (ได้รับการสนับสนุนจากซีไอเอของสหรัฐอเมริกา)  รบราแย่งชิงอำนาจกันจนกลายเป็นสงครามอินโดจีน   สงครามที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์  คร่าชีวิตผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  บ้านเมืองเสียหายยับเยิน  แขวงเชียงขวางที่เคยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และสัตว์ป่าชุกชุมโดนระเบิดสารเคมีและการหักร้างถางพง  จนเหลือแต่ทุ่งหญ้าและภูเขาหัวโล้น รวมทั้งพูเบี้ย  ภูเขาที่สูงที่สุดในลาว (2,820 เมตร) 
โพนสะหวัน/โพนสวรรค์ (Phonsavan)
เป็นเมืองสร้างใหม่แทนเมืองเชียงขวางเดิมที่ถูกระเบิดเสียหาย  และทางการลาวไม่ต้องการฟื้นฟู  จึงได้ย้ายหน่วยงานราชการมาตั้งเมืองใหม่ที่เขตเมืองโนนสุข หรือ เมืองแปก  เปลี่ยนเป็นบ้านโพนสะหวันเมื่อ พ.ศ. 2510 ในตัวเมืองมีถนนตัดเป็นตาราง  บางส่วนราดยางแล้ว  บางส่วนเป็นลูกรัง  อาคารบ้านเรือนบนถนนสายหลักเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนจากระเบิด ใจกลางเมืองมีตลาดตั้งอยู่สองฟากถนน  ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้าจากจีนและเวียดนาม


เที่ยวเชียงขวาง

ทุ่งไหหิน เชียงขวาง : "แผ่นดินแห่งสมรภูมิ"

    

ทุ่งไหหิน เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเชียงขวาง  รู้จักกันไปทั่วโลกในนามว่า เพลนออฟจาร์ส์ (Plain of Jars) เป็นทิวที่ราบสูง  ภูเขา  และถ้ำที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีและไม้พุ่มเตี้ย   มีภาชนะหินรูปทรงคล้ายไหขนาดต่างๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไป  ใบเล็กสูงประมาณเอว  ใบใหญ่ขนาดคน  2-3 คนลงไปนั่งรวมกันได้  ตามข้อสันนิษฐานของนักวิชาการว่า ไหเหล่านี้สร้างขึ้นประมาณ  3-4 พันปีมาแล้วเพื่อใช้ในพิธีศพ  เพราะขุดพบเศษกระดูกที่เผาแล้วและเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ที่ใช้ในพิธีศพบรรจุอยู่ในไห  พบเถ้าถ่านกระดูกมนุษย์ขวานหินขัด ลูกปัดแก้ว  เครื่องปั้นเดินเผา เครื่องประดับสำริด เครื่องมือ เครื่องใช้ทำจากเหล็กในบริเวณโดยรอบ   แต่ตามตำนานชาวบ้านว่าเป็นไหเหล้าของขุนเจือง  เมื่อตีเมืองเชียงขวางจากพวกญวน  ได้ก็จัดงานฉลองอยู่ที่ทุ่งนี้นาน 7 เดือน ทุ่งไหหินเปิดให้เข้าชมได้ 3 จุด  ห่างจากเมืองโพนสะหวัน  12 , 25 และ 35 กิโลเมตร ตามลำดับ   จุดที่เข้าชมได้สะดวกที่สุดคือจุดที่ 1  มีทางเดินจากที่จอดรถไปจนถึงทุ่ง 
 ทุ่งไหหิน (The Pain of jars)

แหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงขวางคือการไปชมทุ่งไหหิน ดินแดนอันเป็นปริศนาว่าสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อใคร และไว้ทำอะไร แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปให้กับดินแดนแห่งนี้ได้ เล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ไหหินเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ใส่เหล้า ใช้ในงานเฉลิมฉลองหลังจากสงครามเสร็จสิ้น โดยไหใบที่ใหญ่ที่สุดเป็นของกษัตริย์ชื่อว่า ขุนเจือง ส่วนนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาทำการศึกษาไหหินเหล่านี้เมื่อปี พ.ศ.2473 โดยใช้ช้างเป็นพาหนะและใช้เวลาในการเดินทางในภูมิภาคนี้นานถึงสามปีเต็ม ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของไหหินเหล่านี้ว่า กำเนิดจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองเมื่อช่วงเวลา 300 ปีก่อนคริสตการ ถึง พ.ศ.843 น่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเนื่องในงานพิธีศพ ส่วนนักโบราณคดีของลาว เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับกลุ่มไหหินที่มีทางถนนเข้าไปถึงโดยสะดวกในเมืองโพนสะหัวนแขวงเชียงขวาง ซึ่งทางรัฐบาลลาวได้ทำการกู้ระเบิดหมดแล้ว มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ

กลุ่มที่ 1

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหัวนมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 15 นาที

มีไหหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในทุ่งหญ้าประมาณ 334 ใบ และมีขนาดไหใหญ่มากกว่าในกลุ่มอื่นๆ มาก ลักษณะเด่นของไหกลุ่มนี้คือขอบไหจะอยู่บริเวณด้านนอก ใบใหญ่ที่สุดมีน้ำหนัก 6 ตัน ตั้งอยู่เนินเขาทางด้านขวามือ ปากไหหันหน้าไปทางสนามบินทุ่งไหหิน บริเวณที่ตั้งของไหหินแห่งนี้นับเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมองเห็นสนามบินทุ่งไหหิน กองบัญชาการกองทัพอากาศลาวและตัวเมืองโพนสะหัวน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทุ่งไหหินมองเห็น ภูแก็ง แหล่งที่นำหินมาใช้สร้างไหหินกลุ่มที่ 1 ถัดมาทางด้านซ้ายมือมีบันไดปูนเดินลงไปยังทุ่งไหหินอีกจุดหนึ่ง ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นไหหินจำนวนเป็นสิบๆ ใบวางเรียงรายอยู่เต็มทุ่งหญ้า

เมื่อเดินลงมาถึงด้านล่างก่อนถึงไหหินอีกกลุ่มหนึ่ง ทางซ้ายมือมีทางแยกเข้าไปถ้ำไห ระยะประมาณ 50 เมตร ภายในถ้ำมีลักษณะเป็นปล่องความสูงประมาณ 60 เมตร  ลักษณะภายในถ้ำไม่ลึกมากนักจุคนได้ประมาณ 50-60 คน ในอดีตถ้ำแห่งนี้ลาวเคยใช้เป็นที่หลบภัยสงครามของชาวเมืองเชียงขวางยามเมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิดพร้อมกับใช้เป็นคลังเก็บอาวุธและเชื้อเพลิงว่าในอดีตใช้เป็นสถานที่เผาศพ เนื่องจากบริเวณแพดานถ้ำมีช่องอยู่ 3 ช่องที่แสงสว่างสามารถส่องลอดลงมาภายในถ้ำ น่าจะใช้เป็นที่ระบายอากาศเวลาเผาศพ แล้วนำกระดูกมาบรรจุไว้ในไหหินบริเวณใก้ลเคียง ถัดจากถ้ำไหเดินต่อมายังบริเวณกลุ่มไหหินด้านล่าง จะพบไหหินจำนวนมากกว่าด้านบนจุดเด่นอยู่ที่ไห 2 ใบ ใบหนึ่งมีฝาปิดอยู่ด้านบน ส่วนอีกใบที่อยู่ใกล้ๆ กันมีรูปคนแกะสลักไม่มีหู

หลังจากนี้คุณสามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวที่สวยบนเนินเขาระยะทางประมาณ 500 เมตร ระหว่างทางจะพบไหหิน 2 ใบตั้งอยู่ทางซ้ายและขวา จากจุดนี้สามารถมองเห็นสนามบินได้อย่างชัดเจน เดินต่อมาจนถึงบริเวณด้านบนจะพบไหหินอีก ใบ ลักษณะเป็นที่ราบกว้าง อากาศเย็นสบาย มีเก้าอี้ไว้ไห้นั่งพักผ่อน สามารถชมวิวได้ 360 องศา เหมาะทั้งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าที่สวยงาม บริเวณรอบๆ ทุ่งไหหินบนจุดชมวิวจะพบร่องรอยการขุดสนามเป็นแนวยาวเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศ และหลุมระเบิดขนาดใหญ่หลายหลุมตลอดจนร่องรอยไหหินที่แตกกระจายอันเป็นผลิตผลจากฝูงบิน B-52ของอเมริกา

กลุ่มที่ 2

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหัวนมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 35 นาที

กลุ่มที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูก มีไหหินกระจัดกระจายอยู่ในทุ่งหญ้าประมาณ 94 ใบ จากลานจอดรถเดินขึ้นมาตามบันไดปูนมาถึงเนินเขาจุดแรก และหากมองลงมาด้านล่างตรงบริเวณทางขึ้นจะมองเห็นหมู่บ้านนาโคท่ามกลางทุ่งนาอันเขียวขจี จึงเรียกทุ่งไหหินกลุ่มนี้อีกชื่อว่า กลุ่มไหหินนาโค ลักษณะเด่นของกลุ่มนี้อยู่ที่ไหส่วนใหญ่มีขอบอยู่ด้านใน

จากไหหินจุดแรกมีททางเดินลงมาไหหินจุดที่สองระยะทางประมาณ 100 เมตร บริเวณนี้จะพบฝาปิดที่สกัดเป็นรูปคนไม่มีหัว จุดเด่นอยู่ที่ไหใบที่ยาวที่สุดประมาณ 3 เมตร และถ้าสังเกตไหแต่ละใบจะมีหน้าตัดต่างๆ ภายในสกัดเป็นรูปตามโครงสร้างของหินที่ตัดมา บริเวณรอบๆ จึงสามารถพบเศษหินกระจัดกระจายอยู่โดยรออบ และหากคุณเป็นคนที่ชอบการเดินทางชมธรรมชาติ จากจุดนี้มีทางเดินจากไหหินกลุ่มที่ 2 ไปกลุ่มที่ 3 ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง

กลุ่มที่ 3

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 45 นาที

จากกลุ่มไหหินนาโคถัดลงมาราว 10 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านเชียงดีมาถึงลานจอดรถ หลังจากนั้นข้ามสะพานไม้ไผ่เดินมาตามคันนาประมาณ 300 เมตร ระหว่างทางจะผ่านผืนนาอันเขียวขจี ฝายกั้นน้ำ ตลอดจนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้าน มาถึงไหหินลาดค่าย ประกอบด้วยไหหินประมมาณ 150 ใบกระจายอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ เมื่อมองลงมาจะเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทุ่งนาสีเขียวของหมู่บ้านเชียงดื บนเนินเขาลูกต่อไปได้อย่างสวยงามนอกจากนี้ยังสามารถเดินไปชมไหหินบริเวณอื่นๆ ของกลุ่ม 3 ได้สะดวกเช่นกัน

จุดเด่นของไหหินกลุ่มนี้คือ  มีขนาดเล็กกว่ากลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ข้างในถูกสกัดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมากที่สุดและนับเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง หากคุณต้องการเดินทางมาเที่ยวชมกลุ่มไหหินทั้ง 3 ไม่สามารถเหมารถสามล้อจากในโพนสวรรค์มาได้ เนื่องจากทางการคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แม้ว่ากลุ่มไหหินทั้ง 3 จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว แต่ในหลายพื้นของเมืองโพนสวรรค์ยังไม่ได้ทำการกอบกู้ระเบิด ดังนั้นเพื่อความสะดวกปลอดภัยในการท่องเที่ยวคุณควรติดต่อบริษัททัวร์หรือรถยนต์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้วจึงจะสามารถนั่งรถเข้าไปในกลุ่มไหหินทั้ง 3 ได้

 


หมายเหตุ
  1. ทุ่งไหหินเป็นสมรภูมิรบสำคัญในสงครามปลดปล่อยดินแดน เต็มไปด้วยหลุมเพลาะและกับระเบิด  บางจุดยังไม่ได้รับการสำรวจ  จึงไม่ควรเดินเที่ยวออกนอกบริเวณที่ทางการกำหนดไว้
  2. ถนนในเชียงขวางส่วนใหญ่เป็นลูกรัง  เต็มไปด้วยหลุมบ่อ  พาหนะเดินทางที่ใช้ได้คือรถสองแถว  ปิกอัพ  และขับเคลื่อนสี่ล้อ  สามารถติดต่อเช่าเหมาคันพร้อมคนขับได้จากสนามบิน  โรงแรมและสถานีโดยสาร

เชียงขวาง แผ่นดินแห่งสมรภูมิ กว่า 40 ปีแล้ว แผ่นดินตรงนี้ที่นานาประเทศแย่งกันครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศษ อเมริกา เวียดนาม จีน แผ่นดินบนขุนเขาที่ไกลแสนไกล การเดินทางก็ลำบาก แต่สิ่งหนึ่งของเมืองเชียงขวางที่อยากให้ไปสัมผัสก็คือทุ่งไหหินและบรรยากาศที่หนาวเย็นเกือบตลอดปี

• ในปี พ.ศ. 2513 แขวงเชียงขวาง เคยเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดนับครั้งไม่ถ้วน ในยุคสงครามอินโดจีน หรือสงครามเวียดนามที่ผ่านมา อาจเพราะว่าในอดีตเชียงขวางคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศลาว เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์ประมาณ 400 กิโลเมตรและจากเมืองโพนสะหวันซึ่งเป็นเมืองหลวงของเชียงขวาง ขวางข้ามเทือกเขอันสลับซับซ้อนบนทางหลวงหมายเลข 7 ไปสิ้นสุดที่ด่านน้ำกลั่น ชายแดนทางตอนเหนือของประเทศเวียตนามระยะทางเพียงแค่ 130 กิโลเมตรซึ่งในช่วงสงครามอินโดจีนเส้นทางสายนี้เคยใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงรวมทั้งอาวุธยุโธปกรณ์ต่างๆจากประเทศเวียตนามเหนือ สู่ขบวนการประเทศลาวซึ่งในขณะนั้นเป็นพันธมิตรซึ่งกันและกันและเส้นทางสายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเส้นทางโฮจิมินห์ ความที่อยู่ใกล้เวียตนามเหนือทำให้ขบวนการลาวตัดสินใจตั้งกองบัญชาการใหญ่ขึ้นที่นี่กองทัพอากาศอเมริกันจึงส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี 52 เข้ามาทิ้งระเบิดปูพรหมหมายทำลายล้างขบวนการลาวอย่างหนัก หมู่บ้านใหญ่น้อยหลายร้อยแห่งตลอดจนวัดวาอารามถูกทำลายแทบทั้งหมด ส่งผลให้ราษฏรและทหารฝ่ายขบวนการประเทศลาวต้องอพยพเข้าไปอยู่ตตตามถ้ำและหุบเขาทั่วไปในแขวงเชียงขวางและข้างเคียง
• ในอดีตในสมัยช่วงทศวรรษที่ 1830 แขวงเชียงขวางถูกรวมเข้าอยู่กับเวียตนาม ชาวเชียงขวางในสมัยนั้นถูกบังคับให้แต่งกายและใช้ขนบธรรมเนียมของเวียตนาม แต่ความรักอิสระและทรนงในชาติพันธ์ของตนเองทำให้ชาวเชียงขวางทุกคนลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาความเป็นอธิปไตยของตนเองไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ท้ายที่สุดชาวเชียงขวางก็ไม่อาจต้านทานกำลังจากประเทศเพื่อนบ้านผู้ทรงอิทธิพลในขณะนั้นจึงตกเป้นเมืองขึ้นของเวียตนามอยู่ชั่วระยะหนึ่ง 
• แม้สงครามอินโดจีนจะผ่านพ้นไปสามสิบกว่าปีแล้ว แต่บาดแผลและร่องรอยจากสงครามยังคงอยู่สภาพของสิ่งปรักหักพังของเมืองคูน เมืองหลวงเก่ายังคงมีร่องรอยให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ซึ่งจากซากปรักหักพังบางแห่งทางรัฐบาลลาวได้อนุรักษ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงพิษภัยของสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อในอดีต ร่องรอยของหลุมระเบิดขนาดใหญ่จากฝูงบิน บี 52 ของอเมริกันยังคงมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป ปัจจุบันได้ถูกดัดแปลงให้เป็นบ่อเลี้ยงปลาในนาข้าว ซากของลูกระเบิดน้ำหนักหลายสิบตันถูกดัดแปลงมาเป็นรั้วบ้าน เสาบ้าน รางข้าวหมู ที่นั่งเล่น เตาปิ้งบาร์บีคิวสำหรับนักท่องเที่ยว
• ปัจจุบันเมืองเชียงขวางเริ่มฟื้นตัวเรื่อยๆค่อยเป็นค่อยไป มีสิ่งดีๆมอบเป็นของกำนัลแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนเสมอ ชาวเชียงขวางไม่เคยลืมอดีตที่โหดร้ายของสงครามที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีอคติกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและผู้มาเยี่ยมเยือนทุกคนช่วยกันก่อสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ คือเมืองโพนสะหวันแทนเมืองคูนเมืองหลวงเก่าที่ถูกทำลายลงด้วยพิษสงคราม 
• เมืองโพนสะหวัน เมืองหลวงใหม่ของแขวงเชียงขวาง อยู่ห่างจากเมืองคูนเมืองหลวงเก่าที่ถูกทำลายลงไปเมื่อครั้งสงครามระยะทางห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากทุ่งไหหินหนึ่งระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร เมืองโพนสะหวันเดิมมีชื่อว่าเมืองแปก ซึ่งแปลว่าต้นสน สาเหตุเพราะว่าสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ประกอบกับมีเทือกเขาอันสลับซับซ้อน จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นสนสามใบ ซึ่งอยู่ในเทือกเขาตลอดทั้งสองข้างของถนนหมายเลข 7 ถนนยุทธศาสตร์เดิมในอดีตสู่ชายแดนประเทศเวียตนามตอนเหนือ ตลอดจนทุ่งดอกบัวตองชาวลาวเรียกว่าดอกบัวขม ออกดอกสีเหลืองอร่ามบานสะพรั่ง แซมด้วยดอกคริสต์มาสสีแดงสดที่ชาวลาวนิยมปลูกเป็นรั้วบ้านบานสะพรั่งต้อนรับลมหนาวของเดือนพศฤจิกายนของเส้นทางแห่งนี้

• เมืองคูน เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวาง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองโพนสะหวัน เมืองหลวงใหม่ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งในปี พ.ศ.2512 ช่วงสงครามอินโดจีน เมืองคูนแห่งนี้ถูกอเมริการะดมทิ้งระเบิดอย่างหนัก จนวัดอารามที่สวยงามพังทลายจนหมดสิ้น ส่วนอาคารสถานทูตฝรั่งเศสนั้นแม้จะได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดไม่น้อยแต่ก็ยังคงอยู่รอดมาได้ ส่วนตึกบางแห่งที่เหลือแต่เพียงซากปรักหักพัง ทางการลาวยังคงสภาพเดิมเอาไว้เพื่อให้ชาวลาวรุ่นหลังได้เห็นพิษภัยความหายนะของสงครามที่เกิดขึ้นในอดีต หลังสงครามอินโดจีนสิ้นสุดลง ทางการลาวได้ทำการย้ายเมืองหลวงจากเมืองคูนมาอยู่ที่เมืองโพนสะหวันในปัจจุบันนี้ ภายในตัวเมืองคูนเมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวางจะเห็นวัดอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ติดริมถนนทางด้านซ้ายมือมีชื่อว่าวัดเพีย มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี วัดเพียแปลเป็นภาษาไทยว่า วัดใหญ่ คำว่าเพียแปลว่าใหญ่ ตัวพระอุโบสถมีแต่เพียงซากปรักหักพัง ซึ่งเกิดจากพิษภัยของสงครามคงเหลือแต่พระพุทธรูปปางสมาธิที่ทำมาจากปูนความสูงประมาณ 10 เมตร ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง เป็นที่เคารพบูชาของชาวเมืองคูนและประชาชนลาวทั่วไป ด้านข้างมีกุฏิพระใช้เป็นที่จำพรรษาของภิกษุสามเณร ก่อนถึงวัดเพียประมาณ 100 เมตร จะมีทางแยกลูกรังซ้ายมือเข้าไปยังพระธาตุฝุ่น ระยะทางประมาณ 200 เมตร เป็นพระธาตุเก่าแก่องค์หนึ่งในเมืองคูน รอบฐานองค์พระธาตุฝุ่นจะสมบูรณ์ไปด้วยดอกบัวตองหรือที่ชาวลาวเรียกว่า ดอกบัวขม ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งรอบฐานองค์พระธาตุฝุ่น ริมถนนทางเข้าพระธาตุคือตลาดเมืองคูน เป็นตลาดขนาดเล็กที่มีชนเผ่าต่างๆ นำผลผลิตทางการเกษตรและของป่ามาวางขายริมถนนราคาถูก ชาวลาวในเมืองคูนมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันพอสมควร ตลอดสองข้างทางจากเมืองโพนสะหวันไปยังเมืองคูน(เมืองหลวงเก่า) ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จะแลเห็นวิวทิวทัศน์ท้องทุ่งนา ลักษณะคล้ายขั้นบันได รวงข้าวสีทองเหลืองอร่ามรอการเก็บเกี่ยว สลับกับเทือกเขาหัวโล้นเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา ภาพวิถีชีวิตชาวนาลาวกำลังช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งนา ซึ่งเป็นประเพณีโบราณและเป็นภาพที่หาดูได้ยากแล้วในเมืองไทย ภาพของชาวนากำลังช่วยกันฟัดข้าวอยู่กลางท้องถิ่น โดยใช้เครื่องมือช่วยในการฟัดชนิดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร คือ ซากลูกระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52
สถานที่ที่น่าสนใจ
• ตลาดเช้าชนเผ่า จากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันออกบนทางหลวงหมายเลข 7 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของตลาดเช้าของชนเผ่าต่างๆ ในแขวงเชียงขวาง ซึ่งจะนำพืชผักผลไม้รวมทั้งสัตว์ป่าที่หาได้ในบริเวณนี้มาวางขายกันตอนเช้าตรู่ตั้งแต่ 05.00 –08.00 น. และจะมีเฉพาะวันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น มีชาวจีนและชาวเวียตนามนำสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น เสื้อกันหนาว สบู่ ยาสีฟัน รองเท่า สิ่งของบริโภค เช่นน้ำมันพืช อาหารกระป๋อง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นของที่ผลิตจากประเทศจีนและเวียตนามจำหน่ายในราคาย่อมเยา สินค้าที่นำมาจากประเทศไทยมีน้อยมาก อีกทั้งราคายังแพงกว่า ชาวลาวนิยมใช้สินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยเพราะมีคุณภาพดีกว่า นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาชมตลาดเช้าชนเผ่า อาจจะต้องตื่นแต่เช้า ประมาณ 04.00 น. จากนั้นนั่งรถฝ่าความหนาวเย็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 7 ตลาดเช้าชนเผ่า อยู่ทางขวามือต้องเอาไฟฉายติดไปด้วย เพราะอากาศในตอนเช้ามืดมาก
• หมู่บ้านชนเผ่าม้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองโพนสะหวัน ทางหลวงหมายเลข 7 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากตลาดเช้าชนเผ่าไม่กี่กิโลเมตร นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากยุโรปชอบเดินทางมาเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะยังคงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าม้งเอาไว้ เช่น การตำข้าว การตีเหล็ก แต่สิ่งที่มีลักษณะพิเศษกว่าหมู่บ้านม้งอื่นๆคือ การนำเอาซากลูกระเบิด B-52 มาดัดแปลงทำเป็นรั้วบ้าน เสาบ้าน ทั้งตีเหล็กรางข้าวหมู ซึ่งมีเห็นแทบทุกหลังคาเรือน 
• อนุสาวรีย์ทหารลาว – เวียตนาม ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารลาวและเวียตนามในสงครามอินโดจีน ที่ช่วยกันต่อสู้ขับไล่มหาอำนาจอเมริกาให้ออกไปจากอินโดจีน
• นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ตลอดจนความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ในแชวงเชียงขวางแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามให้นักท่องเทียวได้มาสัมผัส วิวทิวทัศน์ของขุนเขาอันสลับซับซ้อน สีเขียวขจีคล้ายพรมกำมะหยี่จากธรรมชาติ สัมผัสอากาศอันหนาวเย็นตลอดทั้งปี เปรียบเสมือนกับได้เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศนิวซีแลนด์ แต่เป็นนิวซีลาว


วัดเพียวัด

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองคูนมาทางทิศตะวันออกประมาณ 500 เมตร หากคุณเดินทางมาภายในตัวเมืองคูนจะเห็นวัดอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือมีชื่อว่า วัดเพียวัด สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 วัดเพียแปลเป็นภาษาไทย ว่า วัดใหญ่ คำว่า เพีย แปลว่า ใหญ่ ตัวพระอุโบสถพังทลายลงเกือบหมด ซึ่งเกิดมาจากพิษภภัยของสงคราม ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังเสาปูน และพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง สูงประมาณ 10 เมตร เป็นที่เคารพบูชาของชาวเมืองคูนและชาวลาวทั่วไปด้านข้างมีพระอุโบสถใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจ ภายในมีพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 633 ปี

 

พระธาตุฝุ่น

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองคูนมาทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร

เล่าสืบต่อกันมาว่าใจกลางพระธาตุเป็นที่เก็บฝุ่นจากการเผาอัฐิของพระพุทธเจ้าชาวลาวจึงเรียกพระธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุฝุ่น เป็นพระธาตุเก่าแก่องค์หนึ่งในเมืองคูน สร้างด้วยอิฐยอดเจดีย์มีรูปแกะสลักช้าง ภายในองค์พระธาตุมีช่วงทะลุเดินถึงกันได้ ยามลมหนาวมาเยือนรอบฐานองค์พระธาตุฝุ่นจะเต็มไปด้วยดอกบัวตองสีเหลืองบานสะพรั่งหรือที่ชาวลาวเรียกว่า ดอกบัวขม ถัดมาที่ด้านหลังขององค์พระธาตุเมื่อมองออกไปทางทิศตะวันตก จะเห็นพระธาตุจอมเพชรตั้งอยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพวนในอดีต

 แหล่งที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองโพนสะหวัน

หลังจากเที่ยวชมตัวเมืองคูนเมืองหลวงเก่าของเชียงขวางที่ถูกกองทัพอเมริกาทิ้งระเบิดอย่างหนัก ในสมัยสงครามอินโดจีน จนวัดวาอาราม  บ้านเรือนพังทลายลงหมดสิ้น ทางการลาวจึงได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองคูนมาอยู่ที่เมืองโพนสะหวันหลังสงครามสิ้นสุดลงปัจจุบันเมืองโพนสวรรค์หรือ เมืองแปก เป็นเสมือนคูนย์กลางของการท่องเที่ยวในแขวงเชียงขวาง เนื่องจากมีเคาน์เตอร์ทัวร์ เกสต์เฮาส์ โรงแรมขนาดใหญ่ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองก็น่าสนใจ ใช้เวลาไม่มากนักประมาณครึ่งวันก็เที่ยวได้รอบแล้ว

บริษัทปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร

บริษัทปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ศูนย์ผลิตผ้าทอที่มีคุณภาพและใหญ่ที่สุดของแขวงเชียงขวาง เป็นแหล่งผลิตผ้าต่างๆ เช่น ผ้าตัดเสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าปูตโตะ มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้ง อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และหากคุณต้องการชมขั้นตอนการทอผ้าแล้วเจ้าหน้าที่ยินดีพาคุณไปชมตั้งแต่ขั้นตอนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การย้อมสีจากธรรมชาติ และการทอผ้า ก่อนกลับไม่ควรพลาดแวะซื้อเป็นของที่ระลึกกลับไป

 ศูนย์หัตถกรรมนาวัง

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันออกประมาณ 4 กิโลเมตรจะเห็นป้ายทางเข้าแล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามาประมาณครึ่งกิโลเมตร

จุดเด่นของคูนย์หัตถกรรมนาวังคือ สินค้าทุกชิ้นทำมมาจากไม้โลงเลง ไม้เนี้อหอมพิเศษที่มีเฉพาะในแขวงเชียงขวางและแขวงซำเหนือ เป็นไม้ทที่มีค่าที่สุดของชาวลาวชาวบ้านในคูนย์จะนำมาแกะสลักทำเป็นของใช้และของตกแต่งต่างๆ ตั้งแต่ รูปแกะสลักสถานที่ท่องเที่ยวในลาว ไม้แกะสลักงาช้าง ชุดน้ำชา สินค้า เหล่านี้จะส่งขายไปที่ตลาดในเมือง เวียงจันทน์ และหลวงพระบางแต่ราคาจะสูงกว่าที่ศูนย์หัตถกรรม

 อนุสาวรีย์ลาว

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันออกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์ลาวสามารถชมวิวทิวทัศน์ตัวเมืองโพนสะหวันได้รอบนับเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งส่วนทางทิศตะวันตกของอนุสาวรีย์ลาวสามารถมองเห็นอนุสาวรีย์ลาว-เวียดนามตั้งอยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่ง เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารลาวและทหารเวียดนามในสงครามอินโดจีนที่ต่อสู้ขับไล่มหาอำนาจอเมริกาให้ออกไปจากอินโดจีน

 แหล่งท่องเที่ยวนอกตัวเมืองโพนสะหวัน

นอกจากตัวเมืองเก่าและตัวเมืองใหม่ของโพนสะหวันแล้ว บนทางหลวงหมายเลข 6 ถนนที่ตัดจากตัวเมืองทั้งสองยังเป็นเส้นทางที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทุ่งบัวตองที่ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งรับลมหนาวแซมด้วยสีแดงสดของดอกคริสต์มาส ตลอดจนทิวสนสองฟากฝั่งสลับภูเขาทุ่งหญ้าสีทองจนมีใครหลายคนกล่าวว่า สวิสเซอร์แลนด์ สวิสเซอร์ลาว ดังนั้นหากคุณนั่งรถมาท่องเที่ยวนอกตัวเมืองแล้ว นอกจากจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านแล้วยังได้ชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาทุ่งหญ้าและป่าสนที่งดงามอีกด้วย

หมู่บ้านชนลาวสูง (ม้ง)

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันอออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร

นักท่องเที่ยวต่างชาติจากทวีปยุโรปนิยมเดินทางมาเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะยังคงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีชนเผ่าเอาไว้อย่างเหนียวแน่น จุดเด่นน่าชมของหมู่บ้านแห่งนี้คือ การนำเอาซากลูกระเบิด B-52 มาดัดแปลงทำเป็นรั้วบ้าน เสาบ้าน ทั่งตีเหล็ก รางข้าวหมู กระถางปลูกต้นหอม ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นำไปขายให้กับพ่อค้ารับซื้อเศษเหล็ก

 เมืองพูกรูด

นอกจากซากของลูกระเบิดที่ชาวบ้านนำมาดัดแปลงทำเป็นรั้วบ้าน กระถางปลูกต้นหอมของหมู่บ้านชนเผ่าม้งแล้ว หากมีเวลาพอควรแวะชมรถถังที่เมืองพูกรูด อยู่ถัดจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันตกประมาณ 25 กิโลเมตร ในปี พ.ศ.2511-2513 เมืงพูกรูดเคยเป็นสนามรบที่รุนแรงเป็นช่วงที่กองทัพอากาศอเมริกาทิ้งลูกระเบิดมากที่สุด เรียกบริเวณนี้อีกชื่อว่าสนามรบพูกรูด เห็นได้จากรถถังรัสเชียที่ทหารประเทศลาวกับเวียดนามเหนือเคยใช้ในสมัยสงสครามเวียดนาม บริเวณทางเข้าไปสำนักงานเมืองพูกรูด

 ถ้ำพระ

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันมาทางทิศตะวันตกประมาณ 45 กิโลเมตรจากตัวเมืองโพนสวรรค์มาประมาณ 42 กิโลเมตรก่อนถึงถ้ำพระจะผ่านหนองน้ำที่เรียกว่า หนองตั่ง หนองน้ำธรรมชาติสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร มีน้ำตลอดปี หลังจากนั้นนั่งรถต่อมาผ่านทิวทัศน์ที่งดงามของทุ่งบัวตอง ที่ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งรับลมหนาวมาราว 3 กิโลเมตรจะถึงบริเวณถ้ำพระ

ถ้ำพระ หรือ ถ้ำเชียงงา  เป็นถ้ำขนาดใหญ่ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2537 ภายในมีพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร สันนิษฐานว่าสร้างราวปี พ.ศ. 1320 รวมทั้งพระทองคำและพระไม้องค์เล็กอีกจำนวนมาก ผนังด้านในทางขวาของพระพุทธรูปพบภาพเขียนสีเกี่ยวกับพุทธศาสนา

 หมู่บ้านเชียงงา

ที่ตั้ง: ถัดจากถ้ำพระมาทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร

หลังจากเที่ยวชมถ้ำพระแล้ว ก่อนกลับคุณจะบอกให้พนักงานในถ้ำพระพาไปหมู่บ้านเชียงงาก่อนก็ได้ หมู่บ้านเชียงงาเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาวลุ่ม ที่เหลือเป็นพวกขมุ ภายในหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของวัดเชียงงา ด้านขวามีพระอุโบสถที่ถูกทำลายด้วยระเบิดในสมัยสงครามเวียดนามจุดเด่นน่าชมอยู่ที่พระพุทธรูปเก่าแก่และโบราณวัตถุหาดูยากตั้งแต่ระฆัง ถ้วยชาม กาน้ำจากจีน หม้อต้มน้ำดื่ม ฯลฯ

 หมู่บ้านผ้าทอ

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองคำมาทางทิศตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร

นอกจากหมู่บ้านผ้าทอ (บ้านซาง) จะเป็นแหล่งผลิตผ้าไหม ผ้าทอ ที่ขึ้นชื่อของเชียงขวางแล้วภายในหมู่บ้านยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนส่วนใหญ่ประกออบอาชีพทำนา หาปลา และทำไคแผน ถัดมาทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตรจะพบบ่อน้ำร้อนขนาดเล็กสามารถเดินไปเที่ยวชมได้สะดวกก่อนกลับแวะซื้อผ้าทอจากชาวบ้านได้ในราคาย่อมเยา

 ถ้ำปิว

ที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองคำมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร

ในอดีตถ้ำปิวเคยเป็นสถานที่หลบภัยของชาวบ้านในช่วงที่กองทัพอเมริกาเริ่มทิ้งระเบิดลงในพื้นที่แขวงเชียงขวาง สว่นด้านบนของถ้ำ ทหารลาว และเวียดนามใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพ คอยสกัดกั้นกองทัพอากาศอเมริกา จนมาถึงในปี พ.ศ.2511 สมัยสงครามเวียดนามกองทัพอากาศของอเมริกาได้ยิงจรวดสารเคมีถล่มพื้นที่เขตนี้ ส่งผลให้ชาวบ้านทั้งชาย หญิง เด็ก และคนชราจำนวน 437 คนที่เข้าไปอาศัยหลบอยู่ภายในถ้ำเสียชีวิตทั้งหมด หลังจากนั้นขบวนการประเทศลาวได้นำศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ไปฝังบริเวณด้านหลังอนุสาวรีย์ถ้ำปิว ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่ผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณทางขึ้นมาถ้ำปิว

 










http://www.tripdeedee.com/Laos/chiengkwang.php

http://www.oceansmile.com/Lao/Chiangkhang.htm

Comments