แขวงสะหวันนะเขต

สะหวันนะเขต:ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว

เป็นเมืองหลวงของแขวง  ชื่อตามทางการคือเมืองคันทบุลี  แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า เมืองสะหวันนะเขต  หรือ สะหวันเฉยๆ ประวัติศาสตร์เมืองสะหวันนะเขตเริ่มในสมัยขอมเรืองอำนาจ  เมืองนี้มีชื่อว่า “สุวันนะพูมประเทศ”  เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ พ.ศ. 2120  ท้าวหลวงและนางสิมได้อพยพผู้คนจากภาคเหนือลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่า หวงโพนเมืองสิม  (ห่างจากตัวเมืองปัจจุบัน 18 กิโลเมตร)  ครั้งถึง ฑ.ศ. 2185 ท้าวสิมพะลีบุตรชายได้พาชาวบ้านหลายสิบครอบครัว แยกออกไปตั้งเมืองใหม่ในเขตสะหวันนะเขตปัจจุบัน เรียกกันว่า บ้านท่าแร่  เพราะมีแร่ธาตุและทองคำอยู่มาก  จนถึง พ.ศ. 2462  เมื่อฝรั่งเศสได้ครองลาว  ก็ตั้งสำนักงานผู้ว่าราชการแผ่นดินประจำแขวงที่ท่าแร่   และตั้งชื่อใหม่เป็นสะหวันนะเขตแต่นั้นมา
จากเมืองสะหวันนะเขตมีทางหลวงหมายเลข 9 ตัดตรงไปยังชายแดนเวียดนามที่ลาวบาว  ถนนสายนี้ช่วยให้การค้าระหว่างไทยกับเวียดนามเป็นไปโดยสะดวก  ดังนั้นในโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยไทย-ลาวแห่งที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร-เมืองสะหวันนะเขต  จึงมีแผนสร้างทางต่อจากชายแดนของลาวไปยังเมืองดองฮาและดานังในเวียดนาม  นอกจากเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าแล้ว  ยังเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลสายแรกของลาว 
ตั้งอยู่ทางตอนล่างของประเทศ มีพื้นที่ประมาณ 21,774 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 886,969 คน (ข้อมูลปี 52) จึงทำให้สะหวันนะเขตเป็นเมืองที่มีขนาดเนื้อที่ และจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของลาว ประกอบด้วย 14 เมือง (อำเภอ) คือ เมืองสะหวันนะเขต (อำเภอเมือง) เมืองอุทุมพอน เมืองอาดสะพังทอง เมืองพิน เมืองเซโปน เมืองนอง เมืองท่าปางทอง เมืองสองคอน เมืองจำพอน เมืองชนบุลี เมืองไซบุลี เมืองวีละบุลี เมืองอาดสะพอน และเมืองไซพูทอง เดิมเมืองสะหวันนะเขต (อำเภอเมือง) มีชื่อว่า “เมืองคันทะบุลี” จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2548 ทางการได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เสียใหม่เป็น“เมืองไกสอน พรหมวิหาน” เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ท่านไกสอน พรหมวิหาน อดีตประธานประเทศ ในโอกาสครบรอบวันเกิด 85 ปี อย่างไรก็ตามชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งนักท่องเที่ยวก็ยังนิยมติดปากเรียกชื่อ “เมืองสะหวันนะเขต” เช่นเดิม  ด้วยความเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าสงวนแห่งชาติถึง 2 แห่ง คือ ดงพูเวียง, พูช้างแฮ่ จึงทำให้เมืองมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการผลิตพืชผลเกษตรอย่างเหลือเฟือ และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. พ.ศ.2549 ส่งผลให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้า   และคมนาคมที่สำคัญที่สุดในภาคใต้ของประเทศลาว
สถานที่ตั้ง : อยู่ติดชายแดนประเทศเวียดนามและอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหารของประเทศไทยไทย 
• เมืองหลวง : เมืองสะหวันนะเขตหรือชื่อตามทางการคือเมืองขันธบุรี 
• สะหวันนะเขต: มีประชากรอาศัยมากสุดถึง 824,662 คน ประมาณ 15 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาวลาวลุ่ม ไทดำ กะเลิง กะตัง ลาเว้ ปาโก ส่วน เป็นแขวงที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ สปป.ลาว รองจากเมืองหลวงกำแพงพระนครเวียงจันทน์ สะหวันนะเขตตั้งอยู่ห่างจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน มาทางทิศใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของแขวงสาละวัน โดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติ
• ประวัติศาสตร์เมืองสะหวันนะเขตเริ่มในสมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองนี้มีชื่อว่า สุวันนะพูมประเทศ เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2120 ท้าวหลวงและนางสิมได้อพยพผู้คนจากภาคเหนือลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่าหลวงโพนเมืองสิม ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับไปพระธาตุอิงฮัง ครั้นถึง พ.ศ. 2185 ท้าวสิมพะลีบุตรชายได้พาชาวบ้านหลายสิบครอบครัวแยกออกไปตั้งเมืองใหม่ในเขตสะหวันนะเขตเรียกกันว่า บ้านท่าแร่ เพราะอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุและทองคำจนถึงปี พ.ศ. 2462 เมื่อลาวตกเป็นประเทศอาณานิคม ฝรั่งเศสได้ตั้งสำนักงานผู้ว่าราชการแผ่นดินประจำแขวงที่ท่าแร่ และตั้งชื่อใหม่เป็น สะหวันนะเขต

สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง
• ตลาดสิงคโปร์ : ตั้งอยู่ถนนศรีสว่างวงศ์ ตรงข้ามสถานีวิทยุกระจายเสียงสะหวันนะเขตห่างจากด่านศุลกากรสะหวันนะเขตมาประมาณ 0.5 กิโลเมตร เปิดเวลา 05.00-18.00 น. ตลาดสะหวันนะเขตเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของแขวงเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของชาวบ้านที่นี่ เปิดมาประมาณ 6 ปีแล้ว สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่าตลาดสิงคโปร์เพราะสิงคโปร์เคยให้เงินช่วยเหลือในการก่อสร้างแทนตลาดเก่าในตัวเมือง มีของนานาชนิดให้เลือกสรร ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค และเครื่องประดับมากมาย ถ้าเป็นช่วงเทศกาลจะมีตลาดนัดขายของจากประเทศไทย จีน เวียดนาม และลาว นอกจากนี้ยังเป็นท่ารถต่างอำเภอของสะหวันนะเขตด้วย มีอาหารสด อาหารท้องถิ่น ขนมท้องถิ่น ผลไม้และอาหารสำเร็จรูป มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เครื่องมือก่อสร้าง อุปกรณ์แต่งรถ ยาเส้น เสื้อผ้า ทองรูปพรรณให้เลือกซื้อมากมาย 

• วัดชัยสมบูรณ์ : ตั่งอยู่ห่างจากด่านศุลกากรสะหวันนะเขตมาทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร วัดชัยสมบูรณ์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดใหญ่ เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของแขวงนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2439 จุดเด่นอยู่ที่ผนังด้านนอกพระอุโบสถที่เป็นภาพปูนปั้นนูนต่ำรูปอูฐและแรดนอเดียว พื้นปูด้วยกระเบื้องแบบฝรั่งเศส ประตูวัดหันหน้ามาทางทิศใต้ตามแบบสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนานิกายเถรวาท ถัดมาทางซ้ายมือเป็นกุฎิวัด ที่ใช้เป็นอาคารเรียนของพระสงฆ์ และเป็นห้องเรียนสอนหนังสือให้กับเด้กชาวลาว ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบกึ่งฝรั่งเศสยุคอาณานิคมและกึ่งพระพุทธศาสนา มีหอกลองขนาดใหญ่ ที่ด้านบนสามารถชมทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงได้สวยงามและชายฝั่งจังหวัดมุกดาหาร
• วัดเจ้า : ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดชัยสมบูรณ์ วัดเจ้า หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าศาลเจ้าสุตตโน เป็นศาลขนาดกลางตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีรูปปั้นเจ้าสุตตโนรูปหล่อทองคำสูงเท่าคนปกติยืนอยู่ด้านหน้า สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บวงสรวงบูชาเทพและภูตผีต่างๆ ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าได้มาทำบุญ สักการะที่ศาลแห่งนี้แล้ว จะอยู่เย็นเป็นสุข ด้านบนเป็นศาลาบ้านไม้ สามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของริมโขงได้
• อนุสาวรีย์ท่านกุรวงศ์ : ตั้งอยู่บนถนนสุดธนู ตรงข้ามศาลเจ้าจีน ห่างจากวัดชัยสมบูรณ์ประมาณ 500 เมตร ท่านกรุวงศ์เป็นวีรบุรุษในสมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และเป็นอดีตรัฐมนตรีกลาโหมคณะรัฐบาลฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) อนุสารีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อร่วมจารึกประวัติศาสตร์วีรชนสมัยสงครามของประเทศลาว รุปปั้นหินปูนสีดำทะมึนขนาดเท่าคนจริง เชิดชูเกียรติท่ากรุวงศ์ สร้างขึ้นหลังจากที่ท่านถูกลอบสังหารโดยท่านอยู่ในชุดขุนนางชั้นสูง สวมเสื้อไม่มีปก ยืนอยู่กลางลานสวนดอกไม้ล้อมรั้วเหล็กขนาดเล็ก รูปหล่อนี้ถูกเก็บไว้เป็นเวลานาน เพราะเหตุผลทางการเมืองเพิ่งจะนำมาตั้งเมื่อ ปีพ.ศ. 2538
• โบสถ์เซนต์เทเรซ่า : ตั้งอยู่ห่างจากอนุสาวรีย์กรุวงศ์ประมาณ 1 กิโลเมตร ตัวโบสถ์เซนต์เทเรซ่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบศิลปะฝรั่งเศส ส่วนปลายสร้างเป็นตึกทรงกลมคล้ายกับหอคอยในประเทศฝรั่งเศส ขวามือตรงประตูทางเข้ามีซุ้มดอกไม้ จัดตกแต่งคล้ายอุโมงค์สวยงามมาก ด้านในมีรูปปั้นพระแม่มารีขนาดเล็กตั้งอยู่ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องและกระจกแบบฝรั่งเศสดูอบอุ่นเงียบสงบ โบสถ์นี้นับเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับผู้คนในชมชนเวียดนาทที่นับถือศาสนาคริสต์
• 
ถนนสีเมือง : ในอดีตถนนสายนี้ถือเป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะเป็นถนนที่มีร้านค้าตั้งอยู่ตลอดทั้งสาย ปัจจุบันร้านค้าเก่าแก่เหล่านั้นยังคงสภาพตัวตึกและอาคารดั้งเดิมสมัยยุคอาณานิคมไว้ แต่บางส่วนอาจถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารที่ดูทันสมัยขึ้น ตลอดจนอาคารบ้านเรือนของชาวลาวที่สร้างขึ้นสลับกัน แต่ก็ดูกลมกลืนและเป็นรูปแบบเฉพาะที่หาดูได้เฉพาะถนนสายนี้เท่านั้น
• 
พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ : ตั้งอยู่ห่างจากวัดชัยสมบูรณ์ 500 เมตร เวลาเปิด 08.00- 12.00 น. และ 13.00-16.00 น. พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสะหวันนะเขต แสดงร่องรอยการปรากฏของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และความสามรถของนักโบราณคดีชาวลาวที่ร่วมกับนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสขุดหาร่องรอยและหลักฐานไว้ได้มากมาย
   จุดเด่นที่น่าชมคือ การค้นพบกระดูกและรอยเท้าไดโนเสาร์ 2 ประเภท 4 สายพันธุ์ คือประเภทกินเนื้อ 1 สายพันธุ์ ประเภทกินพืช 3 สายพันธุ์ โดยร่องรอยกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ถูกค้นพบที่สะหวันนะเขตนั้นเป็นส่วนหางของไดโนเสาร์พันธุ์ Saltasaurus ค้นพบกระดูกสมบูรณ์ครบทั้งหางและมีตู้กระดูกอีกกว่า 10 ตู้เก็บชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์ ซากก้อนหินทองคำ ทองแดง หินกล้า ที่ถูกค้นพบที่บ่อขุดหินแขวงสะหวันนะเขต ฟอสซิลหินรูปหอย ปลา และเต่าโบราณ ที่น่าสนใจมาก
   นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วรศีรษะและฟันของสัตว์ดึกดำบรรพ์ลักษณะคล้ายกิ้งก่ายักษ์เป็ฯสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เกิดก่อนยุคสมัยของไดโนเสาร์จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ด้วย
• พิพิธภัณฑ์แขวงสะหวันนะเขต : ตั้งอยู่ห่างจากด่านศุลกากรสะหวันนะเขตไปทางทิศใต้ 3 กิโลเมตร อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลประจำแขวง เวลาเปิด วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น. และ 14.00-16.00 น. พิพิธภัณฑ์แขวงสะหวันนะเขตนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในตัวตึกสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส ภายในอาคารมีเรื่องราวและเหตุการณ์เกี่ยวกับสงครามปลดปล่อยและสงครามอินโดจีน บอกเล่าเรื่องราวอดีตแห่งการต่อสู้ของวีรชนลาวที่ร่วมกันต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีกระทะและโอ่งทองคำ ที่ถูกค้นพบในสมัยอดีตมาตั้งโชว์ในตู้กระจก รวมไปถึงเส้นทางโฮจิมินห์แสดงความเป็นพี่น้องกันระหว่างลาวกับเวียดนามที่ร่วมกันต่อสู้สงคราม ตลอดจนตัวอย่างอาวุธยุทธโธปกรณ์ให้ชมอีกด้วย ถัดมาภายนอกมีซากปืนโบราณใหญ่ 4 อัน และซากเครื่องบินรบลำเล็ก 1 ลำ หันหน้าออกสู่แม่น้ำโขงคล้ายกับป้อมปืนต่อสู้สมัยสงครามอินโดจีนและสงครามปลดปล่อยประเทศจากฝรั่งเศส
• วัดรัตนรังษี : ตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์แขวงสะหวันนะเขต 1 กิโลเมตร วัดรัตนรังสีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2494 เพื่อเป็นโรงเรียนสอนพระธรรม บริเวณภายในวัดมีต้นไม้ขึ้นโดยรอบ บรรยากาศร่มรื่น ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว 15 เมตร ประดิษฐานอยู่ในศาลาลองธรรม ถือเป็นพระปางที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธามาก จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ หน้าต่างกรุกระจกรอบพระอุโบสถและศาลาลองธรรมที่สวยงามและภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติ
สถานที่ท่องเที่ยวนอกตัวเมือง
• พระธาตุอิงฮัง : ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 13 ประมาณ 13 กิโลเมตร เลียบถนนไปบ้านโพนสิม พระธาตุอิงฮังเป็นพระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนมในประเทศไทย ทุกปีชาวลาวจะมีงานนมัสการพระธาตุอิงฮังเป็นงานยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับที่ชาวไทยจัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุพนม งานทั้งสองมีขบวนแห่เทียนและการฟ้อนรำถวายองค์พระธาตุเช่นเดียวกัน แต่งานพระธาตุอิงฮังจะจัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมส่วนพระธาตุพนมจะจัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือนสาม เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี องค์พระธาตุมีความสูง 25 เมตร ตัวประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน มีภาพแกะสลักแนวกามาวิจิตของฮินดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ได้รับการบูรณะในสมัยอาณาจักรล้านช้างและสมัยฝรั่งเศสปกครอง ฐานเบื้องล่างองค์พระธาตุเจาะเป็นช่อง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ในอดีตเปิดให้เข้าไปได้เฉพาะผู้ชาย แต่ปัจจุบันปิดไม่ให้เข้าไป รอบผนังกำแพงวัดด้านในสร้างเป็นศาลาเดินวนรอบวัด มีพระปางเงินจำนวน 160 องค์ เป็นฝีมือการหล่อของพุทธศาสนิกชน 2 ชาติ คือช่างคนไทยกับช่างคนลาว

• ปราสาทเรือนหิน : ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากสะหวันนะเขตมาทางทิศใต้ ไปตามทางหมายเลข 13 ประมาณ 90 กิโลเมตร ปราสาทเรือนหินเป็นซากปราสาทขอมเก่าแก่อายุกว่าพันปี อยู่ในเมืองไชยภูทอง
• พระธาตุโพน : ตั้งอยู่เส้นทาวเดียวกับที่จะไปปราสาทเรือนหิน ห่างจากสะหวันนะเขตประมาณ 65 กิโลเมตร
พระธาตุโพนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองไชยภูทอง องค์เจดีย์เป็นทรงกลมสีขาวขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายพระธาตุหมากโมที่หลวงพระบาง กล่าวกันว่าสร้างมา 500 ปีเศษแล้ว

• ป่าสงวนภูช้างแห : รัฐบาลสวีเดนร่วมกับรัฐบาลลาวเป็นผู้จัดนำเที่ยวบริเวณนี้เพียงรายเดียว ด้วยรูปแบบผสมผสานระหว่างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เดินผจญภัยศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตลอดเส้นทาง สำหรับนักเดินทางที่ชอบการผจญภัยการมาที่ป่าสงวนภูช้างแห เรียกได้ว่าตอบสนองได้อย่างถึงรสถึงแก่น คุณอาจเริ่มต้นด้วยการเดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ดูสัตว์ป่า กิจกรรมเดินเขา ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ด้านบนที่มองเห็นแนวป่าและแนวเขาลาดยาวทั่วบริเวณ ปิดท้ายด้วยการใช้ชีวิตแบบโฮมสเตย์กับชาวบ้านชนกลุ่มน้อยท้องถิ่น เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่และเปลี่ยนวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวลาวดั้งเดิม และประเพณีเฉพาะกลุ่มชนท้องถิ่น
• เซโปน : ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสะหวันนะเขต มาตามทางหลวงหมายเลข 9 ประมาณ 190 กิโลเมตร เซโปนเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากภัยภิบัติเมื่อครั้งเกิดสงครามทำลายลงมากที่สุด เพราะในอดีตเซโปนเป็นเมืองผ่านเส้นทางสายโฮจิมินห์อันเป็นเส้นทางรบที่มีชื่อเสียงมากในสงครามอินโดจีน เป็นเครือข่ายของถนนทุรกันดารที่ซับซ้อนเลียบชายแดนลาว – เวียดนาม ตั้งต้นจากโพนสะหวันนะเขตลงมาถึงอัตตะปือและมีทางต่อไปยังกัมพูชาได้ จุดเด่น เซโปนยังคงร่องรอยของอดีตไว้อย่างชัดเจน ถนนรอบเมืองที่มีซากปรักหักพัง ซากอาวุธยุทโธปกรณ์ ทิ้งหลงเหลือไว้ได้เห็นได้ชินตา ในอดีตเส้นทางนี้พวกเวียดมินห์สร้างไว้เพื่อลำเลียงพลสู้กับทหารฝรั่งเศส พ.ศ. 2506 – 2517 ช่วงสงครามอินโดจีน กองทัพเวียดนามเหนือใช้เป็นเส้นทางลำเลียงพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาพยายามทำลายเส้นทางนี้โดยการทิ้งระเบิดอย่างหนัก จนทิ้งร่องรอยแห่งสงคราม และความพังพินาศปรากฏอยู่ชัดเจน ปัจจุบันยังคงมีกับระเบิดและซากอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นเครื่องยืนยันเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมตลอดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก
ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
• ที่แขวงสะหวันนะเขตมีที่พักให้เลือกมากมายตั้งแต่เกสต์เฮาท์ราคาถูก ไปจนถึงโรงแรมหรูสะดวกสบาย ตกแต่งด้วยศิลปะตกทอดจากประเทศฝรั่งเศส

ร้านอาหาร 
• รอบตัวเมืองแขวงสะหวันนะเขต มีร้านอาหารไทย จีน เวียดนาม และยุโรปให้เดินเลือกตามถนนแทบทุกสาย หากต้องการทานปลาเผาสดๆจากแม่น้ำโขง สามารถเลือกร้านอาหารริมฝั่งโขงใกล้กับด่านศุลกากรสะหวันนะเขตได้ ส่วนอาหารยุโรปก็มีห้องอาหารลาว – ปารีส ตกแต่งสวยงามสไตล์อาคารจากฝรั่งเศส ส่วนใครที่ชอบทานเฝอ ร้านนางเอียมที่ถนนท่าดอนเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
การเดินทาง
• การเดินทางไปสะหวันนะเขต มีหลายรูปแบบ ถ้าต้องการขับรถส่วนตัวไปให้มุ่งหน้าไปยังจังหวัดมุกดาหารระยะทางประมาณ 642 กิโลเมตร หาที่ฝากรถจังหวัดมุกดาหาร เพราะสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แล้วให้นั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นให้มาติดต่อทำหนังสือเดินทางและซื้อตั๋วเรือข้ามแม่น้ำโขงที่นี่ โดยใช้เวลาประมาณ 25 นาที ก็จะถึงเมืองแขวงสะหวันนะเขตหรือมาโดยรถโดยสารประจำทาง ที่หมอชิต 2 มีรถโดยสารไปจังหวัดมุกดาหารทุกวัน โทรศัพท์ 02 936 2841-8, 0 2936 2852-66 เมื่อมาถึงสถานีขนส่ง แล้วให้นั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นให้มาติดต่อทำหนังสือเดินทางและซื้อตั๋วเรือข้ามแม่น้ำโขงที่นี่ ก็จะถึงเมืองแขวงสะหวันนะเขต



พระธาตุอิงฮัง





photo11.jpg



พระธาตุอิงฮัง  ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกสันหลังของพระพุทธเจ้า อยู่ในเมือง คันทะบุลี แขวงสุวรรณเขต พระธาตุองค์นี้ถือเป็นพระธาตุคู่แขวงสาละวัน ซึ่งตามประวัติเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้เดินทางมายังบริเวณที่เป็นพระธาตุอิงฮังในปัจจุบันและทรงฉันภัตตาหารเพล บริเวณใต้ "ต้นฮัง" หรือต้นสาละ

       พระธาตุอิงรัง  เป็นพระธาตุที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม  และโบราณคดีลาวอีกแห่งหนึ่งของลาว  ทั้งเป็นเจดีย์องค์ศักดิ์สิทธิ์ สักการะบูชา  คู่บ้านคู่เมืองมาแต่สมัยโบราณ  พระธาตุลูกนี้ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศ  คืออยู่ที่แขวงสะหวันนะเขด  ห่างจากตัวเมืองคันทะบูลี  ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๔ กิโลเมตร  ติดกับบ้านทาดอิงฮังเลย  ซึ่งถือกันมาแต่โบราณกาลว่า  ประชาชนบ้านนี้  เป็นผู้อุปการะพระธาตุโดยตรงมาแต่สมัยพระไชยะเชษฐาธิราชเจ้า  ทรงประทานเป็นข้าโอกาส?มาแต่ ค.ศ. ๑๕๖๗ โน้น  นับแต่พระธาตุลูกนี้ประดิษฐานขึ้นมา  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่นอนนั้นเห็นว่า  ยังขาดวรรคขาดตอนและหาที่ยุตินั้น  ยังไม่ทันได้ข้อมูลอันจะแจ้งแน่นอน ตำนานพระธาตุอิงรังนี้ติดพันกับตำนานอุรังคธาตุมาตลอด  ที่อ้างถึงความเก่าแก่ของพระธาตุ คือ สร้างในประมาณ ๒๕๐ ปี หลังจากพุทธกาลล่วงแล้ว  คือก่อนคริสตศักราชประมาณ ๒๐๔ ปี  ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกท่านมีหลักฐานว่า  พระโสณะ กับพระอุดตะระ  สมณทูตทางพุทธศาสนาจากอินเดีย  ได้นำเอาศาสนาพุทธมาเผยแผ่ที่นี้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๖ (๒๐๔ ก่อน ค.ศ.)  ก่อนศาสนาพราหมณ์ลัทธิฮินดูอีก  เท่าที่ผ่านมาในหลายสมัย  นับแต่องค์พระธาตุเกิด  หนังสือที่ยืนยันความเป็นมาต่าง ๆ ของพระธาตุองค์นี้  ได้แก่ตำนานอุรังคธาตุเท่านั้น  ที่เห็นว่าพอเป็นหลักฐานทางตำนานได้กว่าตำนานอื่น ๆตำนานอุรังคธาตุฉบับย่อ  ที่พระเทพ  รัตนโมลี  เจ้าอธิการวัดพระธาตุพนมเอามาอ้างอิงถือว่าเป็นฉบับที่อ่านง่ายแจ่มแจ้งฉบับหนึ่งที่ได้ยืนยันถึงการเผยแผ่พุทธศาสนา  เข้ามาในสุวรรณภูมิประเทศ  กล่าวไว้ดังนี้  จำเดิม  แต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๖ ปี เศษ ๗ เดือน  เดือน ๑๒ ขึ้นวันพุธ  นักขัตฤกษ์ ชื่อว่า กัตติกา  ยามนั้น  ยังมี  พระกัสสปะเจ้า และ พระอรหันต์ ๕๐๐ เป็นประธาน...  ยังยืนยันว่าพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาเมืองสุวรรณภูมิครั้งแรก(ตำอิด)นั้นก่อนคริสตกาล ๕๓๔ ปี














Comments