หลวงพระบาง

หลวงพระบาง:เมืองมรดกโลก


หลวงพระบางวันนี้ (Luang Prabang Today)

 

 

เมืองหลวงพระบาง มุมสูง

 

 

หลวงพระบางเป็น 1 ใน 6 แขวงภาคเหนือของประเทศลาว ซึ่งประกอบไปด้วย หลวงพระบาง, อุดมไซ, ไซยะบุรี, พงสาลี, หัวพัน, บ่อแก้ว  หลวงพระบางถือเป็นแขวงเอกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่สุดแขวงหนึ่งของประเทศ เพราะเป็นเมืองหน้าด่าน การเดินทางไปยังแขวงอื่นๆ ในภาคเหนือ จะต้องมาผ่านเมืองหลวงพระบางแทบทั้งสิ้น

 

หลวงพระบาง ประกอบไปด้วยเมืองบริวารทั้งหมด 12 เมือง คือ เมืองหลวงพระบาง, เมืองจอมเพชร, เมืองเชียงเงิน, เมืองนาน, เมืองปากอู, เมืองน้ำบาก, เมืองงอย, เมืองปากแซง, เมืองโพนไซ, เมืองเวียงคำ, เมืองพูคูน และเมืองโพนทอง

 

ที่ตั้ง: อยู่ที่เส้นรุ้ง 19 องศา 54 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง 102 องศา 8 ลิปดาตะวันออก

 

สภาพภูมิประเทศ: โอบล้อมด้วยหุบเขารอบด้าน มีความสูงประมาณ 1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีแม่น้ำโขง, แม่น้ำคาน และแม่น้ำอู เป็นสายน้ำหลักไหลผ่าน

 

สภาพภูมิอากาศ: หลวงพระบางต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของลาว เนื่องจากถูกขนาบล้อมด้วยหุบเขาล้อมด้าน ทำให้ค่อนข้างอับฝน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ถูกเทือกเขาหลวงพระบาง ซึ่งกั้นพรมแดนไทย-ลาวยาวจากเพชรบูรณ์ถึงน่านสกัดไว้ ส่วนฝนจากอ่าวตังเกี๋ยก็ถูกเทือกเขาอันนำตรงพรมแดนลาว-เวียดนามกำบังอยู่เช่นกัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีของหลวงพระบางจึงมีเพียง 100 150 มิลลิเมตรเท่านั้น

ฤดูร้อน: เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน เฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ฤดูนี้จะมีฝนบ้างประปรายตั้งแต่กลางเมษายนเป็นต้นไป

ฤดูฝน: เริ่มกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน ฝนมากที่สุดในเดือนสิงหาคม อุณหภูมิในช่วงฤดูนี้เฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส

ฤดูหนาว: เริ่มจากกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หนาวที่สุดจะอยู่ท้ายเดือนธันวาคมเรื่อยไปถึงต้นเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำสุดฤดูนี้วัดในตัวเมืองได้ 5 องศาเซลเซียส

 

เนื้อที่: 16,875 ตารางกิโลเมตร (6,516 ตารางไมล์)

 

ประชากร: หลวงพระบางมีประชากรประมาณ 408,800 คน ร้อยละ 40 เป็นลาวลุ่ม ร้อยละ 46 เป็นกลุ่มลาวเทิง และร้อยละ 14 เป็นลาวสูง ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 60,000 คน หลวงพระบางถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของความเจริญในภาคเหนือของประเทศลาวในทุกๆ ด้านเช่น

 

ด้านการศึกษา ถือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภาคเหนือ มีมหาวิทยาลัยแห่งชาติสุพานุวง, วิทยาลัยกฎหมายภาคเหนือ, วิทยาลัยการเงิน-การธนาคารเขตภาคเหนือ, โรงเรียนแพทย์และพยาบาล, วิทยาลัยครู, วิทยาลัยการช่าง (สารพัดช่าง) ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระบางทั้งสิ้น

 

ด้านท่องเที่ยว เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเมืองมรดกโลก จึงทำให้หลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีการเติบโตทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศลาว

 

ด้านการคมนาคมขนส่ง เป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคม และขนส่งที่สำคัญของภาคเหนือประเทศลาว    

  

หลวงพระบางเมืองมรดกโลก

 

 

โลโก้มรดกโลกขององค์การยูเนสโก้

 

 

องค์การยูเนสโกประกาศให้เครดิตกับเมืองหลวงพระบางว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Best Preserved City in South – East Asia) เมื่อครั้งที่มีการสำรวจเบื้องต้นในปีพ.ศ. 2533 – 2538 และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อ เมืองมรดกโลก” (World Heritage Town) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 มีการจัดทำแผนให้เงินทุนสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ และองค์กรอิสระอื่นๆ หลายองค์กร จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 เมืองหลวงพระบางก็ได้รับสถานภาพให้เป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ตามปกติแล้วคณะกรรมการมรดกโลกจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาหลักๆ สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรมอยู่ 6 ข้อ ขอเพียงเข้าหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่งก็จะได้รับการพิจารณา แต่หลวงพระบางมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาถึง 3 ข้อจาก 6 ข้อดังนี้

 

ข้อที่ 2 มีอิทธิพลอย่างสูงยิ่ง เหนือกาลเวลาอันยาวนาน หรือมีอิทธิพลภายในเขตวัฒนธรรมของโลก อันเกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น การวางผังเมือง หรือการออกแบบภูมิสถาปัตย์

 

ข้อที่ 4 เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของรูปแบบอาคาร หรือสถาปัตยกรรมโดยภาพรวม หรือภูมิสถาปัตย์ที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนอันมีนัยสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

 

ข้อที่ 5 เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของการตั้งถิ่นฐานชุมชนมนุษย์ หรือแสดงให้เห็นการใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นภาพแทนของวัฒนธรรม

 

 

อาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลในหลวงพระบาง

 

 

ความสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ เป็นเมืองหลวงเก่าอุดมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันลุ่มลึก ทุกซอกทุกมุมของเมืองมีบ้าน วัด วัง และสถาปัตยกรรมที่น่าหลงใหล ประเพณี ความเชื่อ และความผูกพันในพระศาสนาของคนเมืองนี้ที่ยังมีชีวิตชีวาไม่สูญหายเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ใครๆ ที่ได้มาเยือน หลวงพระบาง ก็อดที่จะประทับใจกับความเป็นจริงเหล่านี้ไม่ได้ และความประทับใจนั่นเองนำพวกเขาเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เฉพาะแต่กับชาวต่างชาติ แม้แต่คนลาวด้วยกันเอง การได้เดินทางไปไหว้ พระบาง ไปเที่ยวงานบุญเมืองหลวงพระบางสักครั้งก็เป็นความฝันของชีวิตที่สมบูรณ์แล้วสำหรับพวกเขา

 

หลวงพระบางเมืองที่อดีตยังอยู่กับปัจจุบัน

Marthe Bassene สตรีชาวฝรั่งเศสนางหนึ่งเคยเขียนถึงเมืองหลวงพระบางไว้ในนิตยสารเมื่อปี พ.ศ. 2452 ว่า "โอ้.. ประเทศนี้ปกป้องสรวงสวรรค์แห่งความสุขในอุดมคตินี้เอาไว้ได้อย่างไร จากกระแสโลก จากความก้าวหน้าและความทะเยอทะยานในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการหลวงพระบางจะอยู่ในศตวรรษแห่งวิทยาการ, ผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างรวดเร็ว, ชัยชนะของเงิน, นักฝันคนสุดท้าย, คู่รักคู่สุดท้าย และจินตกวีคนสุดท้ายได้หรือ"?

 

กว่าหนึ่งศตวรรษผ่านไป หลวงพระบางยังคงสภาพอย่างที่มันควรจะเป็นเอาไว้ได้ เมื่อมีสถานะเป็นเมืองมรดกโลก อาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างทุกอย่างถูกดูแลเป็นอย่างดีโดยห้องว่าการมรดกโลกประจำเมือง ไม่ว่าจะดำเนินการก่อสร้าง หรือซ่อมแซมอาคารใดๆ ก็ตามในเขตเมืองเก่าจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติแบบแปลนจากหน่วยงานนี้ก่อนเสมอ

 

 

 

 

ในเขตมรดกโลกนี้ มีอาคารเก่าซึ่งสร้างก่อนปี พ.ศ. 2538 ไม่ว่าจะเป็นวัด อาคารทรงลาว (2 ชั้น หลังคาสูง มีระเบียง) และอาคารทรงโคโลเนียลที่ถูกจัดว่าเป็นอาคารเก่าที่สร้างถูกต้องตามทรงที่กำหนดอยู่ทั้งหมด 611 หลัง โดยถูกบันทึกภาพถ่ายไว้ทุกแง่มุม สำหรับใช้ในการอ้างอิงเมื่อถึงเวลาต้องมีการปรับปรุง-ซ่อมแซม อาคารเหล่านี้จำเป็นต้องอยู่ในทรงเดิมของมันเช่นนี้ตลอดไป ไม่สามารถดัดแปลงได้ ส่วนอาคารที่อยู่นอกบัญชีเหล่านี้ หรืออาคารที่กำลังจะสร้างใหม่นั้นสามารถก่อสร้าง ซ่อมแซม ดัดแปลงได้ แต่ต้องเป็นทรงตามที่กำหนดไว้เท่านั้น รวมไปถึงการใช้สีด้วย (ห้ามใช้สีเคลือบเลื่อม) และที่สำคัญงานออกแบบทั้งหมดต้องทำโดยสถาปนิกมืออาชีพเท่านั้น รวมไปถึงป้ายชื่อโรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านค้า ทุกป้ายต้องเป็นป้ายที่ทำขึ้นจากไม้ บังคับให้ใช้สีพื้นเป็นสีไม้ธรรมชาติ หรือดำ และตัวหนังสือสีทอง โดยจะต้องใช้อักษรภาษาลาวอยู่ด้านบน แล้วภาษาต่างประเทศอื่นๆ อยู่ด้านล่างเสมอ ความเป็นมรดกโลกมิได้จำกัดแต่เพียงอาคาร บ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึง ตรอก ซอย ฟุตบาท แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งหากต้องการตัด หรือทำลาย จะต้องทำหนังสือเพื่อขออนุญาตเช่นเดียวกัน ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงถึงต้นละ 500 เหรียญสหรัฐ หรือในกรณีสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือนต่างๆ หากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่กำหนด โทษสถานเดียวที่จะได้รับคือ อาคารหลังนั้นจะถูกทุบทำลาย และบังคับให้เจ้าของโครงการสร้างกลับคืนในรูปแบบเดิมทันที 

ในมุมมองสถาปัตยกรรม หลวงพระบางยังคงเก็บรักษาความเก่าแก่ และความกลมกลืนของธรรมชาติ บ้านไม้ บ้านสไตล์ลาว อาคารปูนทรงโคโลเนียลอายุเกือบร้อยปี และอาคารทรงนีโอโคโลเนียล ที่ผสานสไตล์โคโลเนียลกับลาวเข้าด้วยกันเอาไว้ได้อย่างสวยงาม

ในมุมมองทางวัฒนธรรม ชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในแบบของพวกเขาเอาไว้ได้อย่างมีเสน่ห์ หลวงพระบางเลยได้รับการยกให้เป็น “ที่พำนักสำหรับนักฝันคนสุดท้าย”

 

หลวงพระบางกับการเปลี่ยนแปลง?

นับจากปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นปีที่หลวงพระบางถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว มีธุรกิจที่เกียวข้องกับการท่องเที่ยว และการบริการเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม รีสอร์ท เฮือนพัก ร้านอาหาร อินเตอร์เนทคาเฟ่ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ส่งผลให้ที่ดินในเขตตัวเมืองมีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ ทุกวันนี้ที่ดินในหลวงพระบาง หากอยู่ในย่านทำเลธุรกิจ หรือติดริมแม่น้ำ ขนาดเนื้อที่ประมาณ 120 ตารางวา ราคาซื้อ-ขายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 10-15 ล้านบาท และอาจสูงถึง 40-50 ล้านบาทหากมีสิ่งปลูกสร้างถาวรเรียบร้อยแล้ว ด้วยกฎระเบียบของทางการที่ห้ามชาวต่างชาติถือครอง หรือเป็นเจ้าของในที่ดิน การเช่าจึงเป็นทางออกเดียวสำหรับนักลงทุนจากนานาชาติ (ยกเว้นกรณีที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ 500,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป จึงจะมีสิทธิในการซื้อที่ดินเป็นของตัวเอง) ซึ่งค่าเช่าในย่านธุรกิจสำคัญๆ ใจกลางเมืองเช่น บริเวณ ถ.สีสว่างวงศ์ (บ้านเจ็ก) หรือบริเวณริมแม่น้ำโขง และริมแม่น้ำคาน จะอยู่ที่ราว 30,000-80,000 บาท/เดือน วิธีการชำระเงินค่าเช่าจะคิดจากจำนวนปีที่ต้องการเช่าเช่น หากต้องการเช่าในระยะเวลา 10 ปี การชำระก็อาจจะแบ่งเป็น 2 งวดๆ ละ 5 ปี (จ่ายรวดเดียวทั้งก้อน) จะไม่มีการเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน เป็นต้น แน่นอนการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองแบบเดิมๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยปัจจัยเรื่องราคาที่ดิน-ค่าเช่าข้างต้น ผนวกกับการที่หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก ซึ่งมีกฏระเบียบ และกฏเกณฑ์ที่เคร่งครัด ทำให้การเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายคนกังวล

 

หลวงพระบางในอนาคต

โครงการในระยะสั้น 1-3 ปีข้างหน้า

 

 

Luang Prabang Golfclub

 

 

ในปีพ.ศ. 2554 หลวงพระบางจะมีสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม พร้อมสปอร์ตคลับ, โรงแรมระดับ 5 ดาว ประมาณ 3-4 แห่งจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการ, สวนสัตว์ไนท์ซาฟารี (ทุกโครงการอยู่นอกเขตมรดกโลก) รวมทั้งรถโดยสารระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ๆ เช่น หลวงพระบาง-เชียงใหม่, หลวงพระบาง-กรุงเทพ, หลวงพระบาง-อุดรธานี เป็นต้น (ปัจจุบันที่มีให้บริการแล้วคือเส้นทางสาย หลวงพระบาง-คุนหมิง, หลวงพระบาง-ฮานอย)

 

ในปีพ.ศ. 2556 เป็นปีที่การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่หลายๆ โครงการของเมืองจะแล้วเสร็จ เช่น

  • โครงการขยายสนามบินนานาชาติหลวงพระบาง ซึ่งจะทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับเครื่องบินแบบโบอิ้งได้ 4 ลำและ เครื่องบินแบบ ATR 72-500 ได้ 7 ลำเข้าจอดในบริเวณลานจอดได้พร้อมกัน
  • โครงการก่อสร้างถนนสายบายพาสสายใหม่จะแล้วเสร็จในปีนี้เช่นเดียวกัน ทำให้การเดินทางโดยรถจากนครหลวงเวียงจันทน์มาหลวงพระบางใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง (ปัจจุบันใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7-8 ชั่วโมง)

โครงการระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป

 

 

     

 

 

  • ทางการแขวงมีโครงการในการพัฒนาเมืองใหม่ ในเขตเมืองจอมเพชร ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบางในปัจจุบัน ในโครงการนี้จะมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเมืองเก่าในปัจจุบันเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งการลงทุนก่อสร้างในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
  • โครงการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและการบริการของ 3 ประเทศ (จีน ลาว ไทย) ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จ ส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟเส้นนี้จะผ่านเมืองหลวงพระบางด้วยเช่นกัน คาดการณ์ว่าเส้นทางรถไฟจะผ่านเมืองหลวงพระบางตรงบริเวณเมืองใหม่ฝั่งเมืองจอมเพชรนั้นเอง

วัดเชียงทอง
      
ตั้งอยู่บนถนนโพธิสารราช ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงพอดี วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและสวยงาม ได้รับการมาเยือนชมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากที่สุดก็ว่าได้ นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทอง เป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว วัดเชียงทองสร้างขึ้นก่อนหน้าที่ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทร์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงค์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนา แบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้ง และลาดลงต่ำมากจนแลดูค่อนข้างเตี้ย พระโพธิสารราชเจ้า ทรงสร้างวัดเชียงทองขึ้นในปี ค.ศ. 1560 และมีฐานะเป็นวัดหลวงในพระราชูปถัมภ์เรื่อยมาจนถึงปี 1975 ติดกับพระอุโบสถมีวิหารเล็กๆหลังหนึ่งเรียกกันว่า "วิหารแดง" ภายในประดิษฐฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่งามแปลกตากว่าที่อื่นใดด้วยสัดส่วน จีวรที่จีบเป็นริ้วโค้งออกมาทางด้านนอกตรงเหนือช้อพระบาท และ พระหัตถ์ซึ่งรองรับพระเศียรไว้อย่างสง่างาม และอ่อนช้อย พระพุทธรูปองค์นี้เคยถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1931 และ ไปประดิษฐานอยู่เวียงจันทร์หลายสิบปีก่อนกลับคืนสู่หลวงพระบางในปี ค.ศ.1964


น้ำตกตาดแซ่

   

เป็นน้ำตกที่ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของหลวงพระบางออกไปไกลพอดู เป็นน้ำตกที่เราจะต้องนั่งเรือต่อเข้าไป มีค่าผ่านประตู และค่าเรือที่ต้องเสีย เป็นสถานที่ แนะนำให้เล่นน้ำครับ จัดเวลามาเล่นสัก2-3 ชั่วโมงรับรองhappy 

ลักษณะน้ำตกเป็นน้ำตกในแนวกว้าง และเป็นแอ่งน้ำใหญ่ น้ำตกหินปูน น้ำใสกิ๊ก แม่แต่ลำน้ำที่เราล่องเข้าไปก็ใสมากๆ 

ค่าเรือ 20,000 กีบ

หรือคนล่ะ 5,000 กีบ

ส่วนค่าเข้าน้ำตก 4,000 กีบ/คน


ถ่ำติ่ง



ตั้งอยู่ในภูเขาลูกใหญ่ตระหง่านอยู่ริมน้ำโขง อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 13 ไปทางเหนือ ผ่านหมู่บ้านช่างไห จนถึงหมู่บ้านปากอู นั่งเรือข้ามฝากน้ำโขง คนละ 5,000 กีบ 

หลวงพระบางหลวงพระบางหลวงพระบางถ้ำติ่ง หลวงพระบางถ้ำติ่ง หลวงพระบาง

หรือจะนั่งเรือที่ท่าวัดเชียงทอง เป็นเรือเหมาซึ่งจะได้ชมทิวทัศน์สองฝากฝั่งลำน้ำโขง เป็นการนั่งทวนน้ำใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ขากลับจะล่องตามน้ำใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ค่าเข้าชม 8,000 กีบเวลาเปิด 08.00 – 17.00 น.
     

ถ้ำติ่งประกอบไปด้วย 2 ถ้ำ แยกขวาไปถ้ำติ่งลุ่ม (ล่าง) แยกซ้ายไปถ้ำติ่งเทิง (บน)
ถ้ำติ่งลุ่ม หรือถ้ำติ่งล่างนั้น สูง 60 เมตรจากพื้นน้ำมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื้นๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กน้อย เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากหลายขนาด 

ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ  ความสำคัญของถ้ำติ่งในสมัยโบราณเป็นที่สักการะบ่วงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง   

ถ้ำติ่งในวันนี้ยังแสดงถึงยุคแห่งการปฏิวัติความเชื่อของชาวลาวในอดีตที่เคยนับถือผี พระเจ้าโพธิสารราชทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามา และทรงใช้ถ่ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและมีการค้นพบพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18-19 กว่า 2,500 องค์ ส่วนใหญ่ทำขึ้นจากไม้ เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงินและทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด     

นับแต่นั้นมาถ้ำติ่งจึงเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบาง ต้องไปสักการะบูชาพระพุทธรูปในถ้ำ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาว ทั้งเจ้ามหาชีวิต ข้าราชบริพาร พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปจะเดินทางไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนและถ้ำติ่งล่าง จากนั้นจึงไปไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดปากอู ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับถ้ำติ่ง   สำหรับถ้ำติ่งบนนั้นมีทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นด้วยเงาไม้ ลักษณะถ้ำติ่งบนเป็นปากถ้ำไม่ลึกมาก มีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำแต่ไม่เยอะเท่าถ้ำติ่งล่าง ที่ปากถ้ำมีไฟฉายให้เช่าสำหรับไปส่องดูภายในถ้ำ  วัดปากอูราชวรวิหาร ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านปากอู ตรงข้ามถ้ำติ่ง นับเป็นวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจเช่นเดียวกับวัดเชียงทองในหลวงพระบาง แม้จะถูกทำลายหลายครั้งในคริสศตวรรษที่ 16 แต่ก็ได้รับการบูรณะมาโดยตลอดหลายครั้ง    
พระอุโบสถ หรือที่ภาษาลาวเรียกว่า สิมนี้ มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบลาว สภาพยังคงแบบเดิมอยู่ ผนังพระอุโบสถ เป็นภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่หลังการบูรณะครั้งสุดท้าย 


น้ำตกกวางสี




waterfall002.jpgเป็นน้ำตกหินปูน สูงราว 70 เมตรมีสองชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆน้ำตกและสามารถเลาะข้างน้ำตกไปชมน้ำตกชั้นบนสามมารถเล่นน้ำบริเวณลำธารได้ นอกจากจะชื่นชมความงามของน้ำตกแล้ว ยังหาซื้อของที่ระลึกที่ทางเข้าน้ำตก ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ทำจากไม่ไผ่เป็นของใช้หลายชนิด และมีร้านอาหารตามสั่งให้บริการอยู่หลายร้าน น้ำตกกวางชีมีน้ำตลอดปี ในฤดูร้อนน้ำจะน้อย


    สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
    ค่าเข้าชม คนละ 10,000 กีบ
    เปิดเวลา เปิดตลอดวัน


น้ำตกกวางสี หลวงพระบางน้ำตกกวางสี หลวงพระบางน้ำตกกวางสี หลวงพระบางน้ำตกกวางสี หลวงพระบาง

 




พระธาตุพูสี


    พูสี เป็นยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง การได้เดินขึ้นไปบนยอดภูษีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ และเห็นสายน้ำโขง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง 328 ขั้น ตลอดทางขึ้นร่มรื่นไปด้วยต้นจำปา (ดอกไม้ประจำชาติลาว) หรือที่บ้านเราเรียกว่าต้นลั่นทม 
    พูสี มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง ครั้นเมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าภูฤาษี หรือภูษีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีนักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าภูษี อาจหมายถึง พูสีึซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง

     พระธาตุพูสีี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช 2337 พระธาตุนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสีี บนความสูง 150 เมตรพระธาตุนี้มองเห็นได้แต่ไกลแทบจะทุกมุมเมืองของหลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น สูงประมาณ 21 เมตร 
ช่วงที่พระธาตุนี้งดงามที่สุดคือช่วงตอนบ่ายแก่ๆแสงแดดจะกระทบองค์พระธาตุเป็นสีทองสุก รอบๆพระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบิน ส่วนด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ช่วงที่คดเคี้ยวเข้าหากันในกลีบเขาและจากยอดภูสียังมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง 
พระธาตุจอมษีมิได้เป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดียวบนยอดภูษี ยังมีสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่งเช่น วัดถ้ำพูสี วัดป่าแค วัดศรีพุทธบาท วัดป่ารวกสถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง 

ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 80 บาท)
เปิดเวลา เปิดตลอดวันครับ


พระธาตุพูสี  พระธาตุพูสี  พระธาตุพูสี  พระธาตุพูสี

พระธาตุพูสี

พระธาตุพูสี






พระรชวังหลวงพระบาง(พิพิธภัณฑ์) 

  


   ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นชั้นเดี่ยวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ 

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2518 พระราชวังหลวงพระบางได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ 

ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่ของเมืองหลวงพระบาง พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1904 เพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงค์ ลักษณะ เป็นศิลปะแบบลาวผสมฝรั่งเศส มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และ สร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น 

ห้องโถงด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐาน พระบางซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของลาว องค์พระสูง 83 เซนติเมตร พระหัตถ์แสดงปางอภัยมุทรา หล่อขึ้นด้วยทองคำ บริสุทธิ์เกือบทั้งองค์ รวมน้ำหนักทั้งสิ้นราว 43 ถึง 54 กิโลกรัม คามตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นที่เกาะสิงหลเมื่อราวศตวรรษ ที่ 1 เจ้าฟ้างุ้ม ทรงได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรมาอีกต่อหนึ่ง แต่ก็ต้องตกไปอยู่ในเมืองสยามถึงสองครั้ง ปี 1779 และ 1827 จน ปี 1867 พระบาทสมเด็จพระจอเกล้าฯจึงทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานกลับคืน ไปให้ภายในห้องยังมีฉากลับแลผ้าไหมปักลวดลาย ด้วยฝีมือ ประณีตและงาช้างแกะสลักอีกไม่น้อยที่เหลือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ภาพบุดคล บรรณาการจากต่างชาติ และ งานศิลปะมากมายและงานประดับกระเบื้องอยู่รอบๆตัวอาคาร ห้องเด่นๆหลายห้องอยู่ฝั่งขวาของอาคาร เช่น 

• ห้องฟังธรรม ภายในมีธรรมมาสน์ ห้องปูพรมและเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิติศรีสว่างวงศ์ในเวลาฟังธรรม

• ห้องรับแขกของพระมเหสี ภายในห้องจัดแสดงของขวัญจากประเทศต่างๆ

• ห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิต ภายในห้องสวยงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวลาว ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพงานประเพณี และยังมีรูปหล่อครึ่งองค์ของเจ้ามหาชีวิตอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งทั้งหมดนี้หล่อมาจากประเทศฝรั่งเศษ

• ห้องท้องพระโรง ห้องนี้ใช้ทำพีธีราชาภิเษก ซึ่งเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเตรียมห้องนี้ไว้ทำพิธีราชาภิเษก แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงปกครองเสียก่อน ภายในห้องติดประดับด้วยกระจกโมเสดสีแดงจากประเทศฝรั่งเศส
 นอกจากห้องสำคัญเหล่านี้แล้วด้านหลังของท้องพระโรงยังเป็นที่ตั้งของตำหนักของเจ้ามหาชีวิต อีกจุดที่เด่นของพระราชวังคือ 

• หอพระบาง ภายในหอพระนี้เองเป็นที่ประดิษฐาน พระบาง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง พุทธลักษณะของพระบาง เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนปางประทานอภัย ทั้งสองพระหัตถ์ หรือปางห้ามสมุทร เป็นศิลปะสมัยขอมหลังบายน มีน้ำหนักประมาณ 54 กิโลกรัม ประกอบด้วยทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ และในหอพระนี้ยังมีพระพุทธนาคปรก สลักศิลาอีกสี่องค์และยังมีกลองโบราณอยู่ด้วย

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ริมแม่น้ำโขง
ค่าเข้าชม 30,000 กีบ (ประมาณ 120 บาท) 
เปิดเวลา 08.00 - 11.30 น. และ 13.30 - 16.30 น.
หมายเหตุ ภายในพระราชวังหลวง ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิดครับ

พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์ )



บ้านซ่างไห


    "หมู่บ้านริมแม่น้ำโขงซึ่งมีอาชีพในการต้มเหล้าขาย" 

บ้านซ่างไห อยู่ริมแม่น้ำโขงก่อนถึงบ้านปากอู 5 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับถ้ำติ่ง เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องการต้มเหล้าขาว แทบทุกหลังคาเรือนจะมีการต้มเหล้า ซึ่งสามารถชมกรรมวิธีในการต้มเหล้า และเลือกซื้อเป็นของฝากกันได้ นอกจากจะมีเหล้าต้มแล้วยังมีการทอผ้า เครื่องเงินและของที่ระลึกวางจำหน่ายไว้ด้วย

บ้านซ่างไห

บ้านซ่างไห  บ้านซ่างไห บ้านซ่างไห บ้านซ่างไห บ้านซ่างไห
วัดวิชุนราช
   
    ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวงพระบาง ถนน วิชุนราช ค่าเข้าชมคนละ 5,000 กีบ ในบรรดาวัดทั้งหมดของเมืองหลวงพระบางเป็นต้องยกให ้วัดวิชุน ในความแปลกที่พระธาตุเจดีย์ รูปโค้งมนเหมือนผลแตงโม และ เจดีย์รูปทรงแปลกตานี้เอง ที่กระทรวงแถลงข่าว และวัฒนธรรมของลาวยกให้มีความสำคัญ ความโดดเด่น ของวัดวิชุน แม้เพียงนั่งรถผ่านไปถนนวิชุนราชก็ จะแลเห็นเจดีย์รูปแตงโมผ่าครึ่งนี้สะดุดตาและ ภายในพระอุโบสถของวัดวิชุน ด้านหลังของพระประธานมีโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมมาจากวัดร้างต่างๆ ในหลวงพระบาง เช่น พระพุทธรูปสำริด ไม้จำหลัดลวดลายต่างๆ พระพุทธรูปไม้แกะสลักลงรัก ปิดทองเท่าคนจริงจำนวนมาก  พระธาตุจอมษีบนยอดเขาสูงสุดของภูษี สถานที่ท่องเที่ยที่นิยมมากที่สุดที่ไม่ควรพลาด เป็นสเมือน "ถ้ามาถึงหลวงพระบาง ไม่ได้ขึ้นยอดเขาภูษีถือว่าไม่ถึง หลวงพระบาง หรือ เที่ยวเชียงใหม่ แล้วไม่ขึ้นไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ก็มาไม่ถึงเชียงใหม่เช่นเดียวกัน" ยอดเขาภูษี เพื่อจะชมความงามของพระอาทิตย์ตกดิน  ยอดเขา ภูษี เป็นยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หลวงพระบาง การได้เดินขึ้นไปบนยอดเขาภูษี 328 ขั้น ทำให้เห็นเมืองหลวงพระบาง และ เห็นสายลำแม่น้ำโขงและ แม่น้ำคานอย่างชัดเจน และ ใกล้นี้เองก็ชมพระธาตุจอมสี ตั้งอยู่บนยอดสูงของภูษี พระธาตุสามารถมองเห็นได้แต่ไกลรอบๆเมือง หลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร  ช่วงที่งดงามมากที่สุด คือช่วงบ่าย แสงแดดจะสาดส่องมายังที่พระธาตุให้เห็นเป็นสีทองเหลืองอร่ามตา มีทางเดินรอบๆพระธาตุนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่ สเมือนที่นี่เป็นจุดนัดพบของเหล่านักท่องเที่ยวนานาชาติ ที่กระหายหาความงดงามของพระอาทิตย์ยามอัสดงอย่างแน่นหนาทีเดียว


วัดวิชุนราช

วัดวิชุนราช วัดวิชุนราช วัดวิชุนราช วัดวิชุนราช วัดวิชุนราช


วัดใหม่สุวรรณภูมาราม
     ชาวหลวงพระบาง เรียกสั้นๆว่า วัดใหม่ ซึ่งมีอายุในต้นศตวรรษ ที่ 19 และ เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชลาว มาก่อน อุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยเครื่องไม้มีหลังคาซ้อนกัน ห้าชั้นตามแบบหลวงพระบาง กำแพงพระระเบียงด้านหน้า ทำเป็นลายรดน้ำปิดทองเล่าเรื่องรามายณะและพระเวสสันดรชาดก พระบางเคย ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 และ ในวันปีใหม่จะมีการแห่แหน พระบางออกมา ให้ประชาชนได้สักการะบูชากันที่นี่ ปัจจุบันวัดใหม่ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม 
วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดใหม่สุวรรณภูมาราม




วัดแสนสุขาราม
      
      ในบรรดาวัดท้งหมดวัดแสนสุขารามนั้นที่เป็นเจ้าของ พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่องค์เดียวในเมืองหลวงพระบาง เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกสร้าง ภายหลังหลวงพระบางแยกออกจากนครเวียงจันทร์เมื่อ 11 ปีที่แล้วเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งก่อนหน้านั้น บริเวณที่สร้างวัดแสนสุขารามมีวัดเก่าอยู่ก่อนหน้านั้น สร้างขึ้นเมื่อ คริสตวรรษที่ 15 พระยืนที่สูงและใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง มีพระพักตร์ที่งดงามผ่องแผ้ว ข้างหอพระยืนมีหอรอยพระพุทธบาทจำลอง ส่วนพระอุโบสถดูงดงามอลังการด้วยการทาสีแดงและเขียนภาพสีทองลงบนพื้นแดงภายในมีการตกแต่งประดับประดาที่มีสีสันสวยสดงดงามหาที่ติ พระประธานมีความงามชดช้อย

วัดแสนสุขาราม
วัดแสนสุขารามวัดแสนสุขารามวัดแสนสุขาราม


ตลาดม้ง
     ที่ตั้ง : หัวมุมถนนเชษฐาธิราช และถนนนาวัง ตรงข้ามตลาดสด ท่ารถเวียงจันทน์ สินค้าเด่น : เป็นสินค้าจากชาวเขาเผ่าม้งของลาว เช่น ผ้าทอปักลวดลายต่างๆ เช่น ปลอกหมอน ผ้าห่ม ย่าม กระเป๋า เสื้อชาวเขา และมีเครื่องเงินอยู่บ้าง ตรงข้ามฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของร้านมินิโพสต์ จำหน่ายโปสการ์ดและแสตมป์ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาซื้อหากันมากที่สุดในหลวงพระบาง
บ้านเจ๊ก
     ที่ตั้ง : ถนนนาวัง ใกล้กับวังเจ้ามหาชีวิต สินค้าเด่น  บ้านเจ๊กมีลักษณะคล้ายตรอกข้าวสารในเมืองไทย นักท่องเที่ยวทั่วไปเรียกกันว่าตรอกข้าวเหนียว รายทางสองฟากถนนเป็นตึกเก่าๆ สมัยฝรั่งเศส ตกแต่งเป็นร้ารวงต่างๆ สวยงาม บางร้านติดแอร์ สินค้าเด่น เช่น ผ้าไหม ผ้าทอ ตุ๊กตาปู่เยอย่าเยอ เสื้อยืดที่สกรีนเป็นรูปต่างๆ ของโบราณที่ทำเลียนแบบ ยามค่ำถนนสายน้ำมีสีสันและมีร้านเครื่องด้มให้บริการหลายร้าน
ตลาดดารา 
      ที่ตั้ง : ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ถนนเชษฐาธิราช เยื้องโรงพยาบาลหลวงพระบาง สินค้าเด่น  เครื่องเงิน ผ้าทอมือที่มาจากแขวงหัวพัน ซำเหนือ และหลวงพระบาง นอกจากนั้นยังมีผ้าทอของไทลื้อ และผ้าทอจากลาวสูง ทอเป็นผ้าซิ่น หมวก ย่าม ฯลฯ
บ้านช่างฆ้อง
     ที่ตั้ง : ออกนอกเมืองหลวงพระบางไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร การเดินทาง  เหมารถจากตัวเมืองหลวงพระบาง สินค้าเด่น  เป็นหมู่บ้านที่เด่นในเรื่องงานหัตถกรรมกระดาษสา กรรมวิธีการผลิตใช้แรงงานคนล้วนๆ นักท่องเที่ยวจะได้ชมขั้นตอนการผลิต หว่าจะเป็นกระดาษสาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา เช่น สมุดบันทึกรูปแบบต่างๆ โปสการ์ด โคมไฟรูปดาว หรือจะซื้อกระดาษสาเป็นแผ่นสีสันต่างๆ ก็ได้
บ้านผานม
     "อดีตหมู่บ้านที่ทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิต"บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่อพยบมาจากเมืองสิบสองปันนา มีประชากรประมาณ 250 ครอบครัว ผู้หญิงชาวไทลื้อชำนาญในการทอผ้า ในอดีตบ้านผานมเป็นแหล่งทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิตและราชสำนัก ในปัจจุบันผ้าทอบ้านผานมมีชื่อเสียงมาก มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า มีการสาธิตการทอผ้าและผ้าทอจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว อาทิ เสื้อ ย่าม ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ส่วนภายในหมู่บ้านก็สามารถเที่ยวชมหมู่บ้านได้
สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 4 กิโลเมตร หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาน
หมายเหต :การเดินทางไปบ้านผานม ต้องเหมารถจากในเมืองหลวงพระบาง สำหรับราคาก็ต่อรองกันเอง ประมาณ 200 - 300 บาท
                                                           


ข้อมูลจาก

Comments