ตำนานเมืองมณฑลอุดรและอีสาน



ประวัติความเป็นมาเมืองอุดรธานี



คำขวัญจังหวัดอุดรธานี
" น้ำตกจากสันภูพาน อุทยานแห่งธรรมะ
อารยะธรรมห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด
แดนเนรมิตรหนองประจักษ์ งามเลิศลักษณ์กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ "






    จังหวัดอุดรธานีมีตราประจำจังหวัดเป็นรูป ท้าวเวสสุวัณ (ท้าวกุเวร) ซึ่งเป็นท้าวสาวจาตุมหาราช หรือหัวหน้าเทพยดาผู้ปกปักรักษาโลกด้านทิศอุดร หรือทิศเหนือ และมี ต้นทองกาว" หรือเรียกตาม ภาษาถิ่นว่า "ต้นจาน" เป็นต้นไม้ประจำจังหวัด ในด้านข้อมูลประวัติการก่อตั้งเมือง มีปรากฎขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งของสยามเลยทีเดียวในครั้งนั้นต้องเผชิญกับภัยคุกคามการล่าอาณานิคม ของสองประเทศมหาอำนาจ คือฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งมีนโยบายล่าดินแดนแถบเอเชีย เป็นอาณานิคม ฝรั่งเศสนั้นผนวกเอาดินแดนประเทศเวียดนามและเขมร เป็นของตนส่วนอังกฤษ ก็ยึดเอาประเทศด้วยพระปรีชาญาณ รวมทั้งได้ทรงวางระเบียบแบบแผน ในการปกครองหัวเมืองชายแดนเพื่อเผชิญกับปัญหาจึงทรงแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยไปปฏิบัติราชการประจำต่างหัวเมือง และหัวเมืองหน้าดานซึ่งถูกล่วงล้ำอธิปไตยได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน
ดัง นั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระเจ้าน้องยาเธอ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงใหญ่ (ซึ่งต่อมาภายหลัง ทรงสถาปนา พระยศเลื่อนเป็น กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) พร้อมด้วยข้าราชการทหารตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคาย เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน รับผิดชอบเมืองใหญ่ ๑๓ เมือง เมืองขึ้น ๓๖ เมือง ซึ่งประกอบด้วย บางเมือง ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงด้วย ในขณะนั้น ฝรั่งเศสต้องการจะแบ่งดินแดนที่เคยเป็นของเวียดนาม ก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย ทั้งได้ส่งเรือรบเข้าปิดล้อมอ่าวไทย บีบบังคับให้สยามลงนามในสนธิสัญญายอมรับสิทธิของฝรั่งเศสเหนือดินแดนฝั่ง ซ้ายแม่น้ำโขงและให้ถอยกองกำลังทหารห่างจากชายแดนในรัศมี ๒๕ กิโลเมตร ภายในระยะเวลา ๑ เดือน
    ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าน้องยาเธอ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวพวน จึงต้องย้ายที่บัญชาการมณฑลลาวพวนที่ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคาย พระองค์ได้ทรงเคลื่อนกองกำลังทหารและข้าราชบริพารลงมาทางใต้จนถึง"บ้านเดื่อหมากแข้ง" ในวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๖ ที่นี่มีชัยภูมิเหมาะสมอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งน้ำ จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างแปงเมือง ณ ที่นี้ และได้ทำหนังสือกราบทูลไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบ ซึ่งพระองค์ ทรงเห็นชอบที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลลาวพวนแห่งใหม่นี้
    พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงวางแผนสร้างบ้านแปลงเมือง อย่างจริงจัง ทรงวางผังเมืองและบัญชาการการก่อสร้างเมืองด้วยพระองค์เองได้ทรงสร้างศาลาว่าการเมือง ค่ายทหารและสถานที่ราชการต่างส่วนวังที่ประทับได้ทรงสร้างใกล้กับต้นโพธิ์ใหญ่และทรงสร้างวัดขึ้นตรงข้าม กับบริเวณวังที่ประทับ ซึ่งมีโบราณสถานเก่าแก่อยู่เดิมแล้ว เพื่อเป็นพระอารามหลวงคู่บ้านคู่เมือง ทรงประทาน นามวัดแห่งนี้ว่า "วัดมัชฌิมาวาส" เพื่อเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง นับแต่นั้น บ้านหมากแข้ง จึงมีฐานะเป็นกองบัฐชาการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการตามลำดับ ดังนี้
เมื่อพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ได้ทรงจัดราชการบ้านเมือง มณฑลลาวพวน และวางระเบียบการปกครองหัวเมืองชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ ไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมและผู้บังคับบัญชาการทหารเรือ พร้อมกับ ทรงเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม" โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ เป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวพวนองค์ต่อมา (พ.ศ.๒๔๔๒ - พ.ศ.๒๔๔๙)


    ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เปลี่ยนชื่อมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลฝ่ายเหนือ มีเมืองต่าง ๆ ในปกครอง รวม ๑๒ เมือง ปี พ.ศ.๒๔๔๓ เปลี่ยนชื่อมณฑลฝ่ายเหนือเป็นมณฑลอุดร แบ่งการปกครองเป็น ๕ บริเวณ คือ บริเวณหมากแข้ง บริเวณพาชี บริเวณธาตุพนม บริเวณสกลนคร และบริเวณน้ำเหือง ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมือง กมุทธาไสย เมืองกุมภวาปี เมืองหนองหาร อำเภอบ้านหมากแข้ง ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า "เมืองอุดรธานี" และเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลอุดรอีกด้วย

    วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร พร้อมกับกรมการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนจัดพิธีตั้งเมืองขึ้น ณ สนามกลางเมือง มีการอ่านประกาศตั้งเมืองที่ปะรำพิธีและงานเฉลิมฉลอง รวม ๓ วัน ปี พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รวมมณฑลอุดร มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด เป็นภาค เรียกว่า ภาคอีสาน ตั้งที่บัญชาการที่เมืองอุดรธานี และโปรดให้ยุบเลิก ในปี พ.ศ.๒๔๖๘
ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย ในครั้งนี้ ได้ยกเลิกมณฑลต่าง ๆ มณฑลอุดรจึงถูกยกเลิกคงฐานะเป็นจังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งปัจจุบันนี้ อนึ่ง ในวันที่ ๑๘ มกราคมของทุกปี จังหวัดอุดรธานีได้กำหนดจัดงานวันที่ระลึก คล้ายวันจัดตั้งเมืองอุดรธานี" โดยถือเป็นวันร่วมกันบำเพ็ญกุศลและเฉลิมพระเกียรติพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงสร้างเมืองอุดมธานี อีกด้วย

กว่าจะเป็น...อุดรธานีในปัจจุบัน

    จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า บริเวณพื้นที่ ที่เป็นจังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 5,000-7,000 ปี จากหลักฐานการค้นพบที่บ้านเชียงอำเภอหนองหานและภาพเขียนสีบนผนังถำที่อำเภอ บ้านผือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีจนเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการศึกษาประวัติศาสตร์ และโบราณคดีระหว่างประเทศว่าชุมชนที่เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติ ศาสตร์ที่จังหวัดอุดรธานี มีอารยธรรมความเจริญในระดับสูง และอาจถ่ายทอดความเจริญนี้ไปสู่ประเทศจีนก็อาจเป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผาสีลายเส้นที่บ้านเชียงนั้นสันนิฐานว่า อาจเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีลายที่เก่าที่สุดของโลก

    หลังจากยุคความเจริญที่บ้านเชียงแล้ว พื้นที่ที่เป็นจังหวัดอุดรธานี ก็ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สืบต่อมาอีกจนกระทั่งสมัยประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย นังตั้งแต่สมัยทวาราวดี (พ.ศ.1200-1600) สมัยลพบุลี (พ.ศ.1200-1800) และสมัยสุโขทัย (พ.ศ.1800-2000) จากหลักฐานที่พบคือใบเสมาสมัยทวาราวดีลพบุรี และภาพเขียนปูนบนผนังโบสถ์ที่ปรักหักพังบริเวณเทือกเขาภูพานใกล้วัดพระ พุทธบาทบัวบกอำเภอบ้านผือ แต่ทั้งนี้ยังไม่ปรากฎหลักฐานชื่อ จังหวัดอุดรธานีปรากฎในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

    ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีพื้นที่ที่จังหวัดอุดรธานีปรากฎใน ประวัติศาสตร์ เมื่อราวปีจอ พ.ศ.2117 พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ทรงเกณฑ์ทัพไทยให้ไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) โดยให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปช่วยรบ แต่เมื่อกองทัพไทยมาถึงเมืองหนองบัวลำภูซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของเมือง เวียงจันทน์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรด้วยไข้ทรพิษจึงยกทัพกลับไม่ต้องรบ พุ่งกับเวียงจันทน์และเมืองหนองบัวลำภูนี้เองสันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองที่มี ความเจริญมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ

    ในสมัยกรุงรัตนโกสินเป็นราชธานีนั้น จังหวัดอุดรธานีได้เกี่ยวข้องกับการศึกสงครามกล่าวคือในระหว่าง พ.ศ.2369- 2371 ได้เกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์ยกทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีผู้นำคือคุณหญิงโม(ท้าวสุรนารี) กองทัพเจ้าอนุวงศ์ได้ถอยทัพมาตั้งรับที่เมืองหนองบัวลำภู และได้ต่อสู้กับกองทัพไทยและชาวเมืองหนองบัวลำภูจนทัพเจ้าอนุวงส์แตกพ่ายไป กระทั่งในปลายสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่4 ประมาณ พ.ศ.2411 ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นในมณฑลลาวพวน เนื่องมาจากพวกฮ่อซึ่งกองทัพไทยได้ยกขึ้นไปปราบปรามจนสงบได้ชั่วคราว

    ในปี พ.ศ. 2428 สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกฮ่อได้รวมตัวก่อการร้าย กำเริบเสิบสานขึ้นอีกในมณฑลลาวพวนฝั่วซ้ายแมน้ำโขงและมีท่าทีจะรุนแรง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ และเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือไปทำการปราบปรามพวกฮ่อ ในเวลานั้นเมืองอุดรธานียังไม่ปรากฎชื่อเพียงแต่ปรากฎชื่อบ้านหมากแข้งหรือ บ้านเดื่อหมากแข้ง สังกัดเมืองหนองคายขึ้นการปกครองกับมณทลลาวพวน และกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้เดินทัพผ่านบ้านหมากแข้ง ไปทำการปราบปรามพวกฮ่อจนสงบ

    ภายหลังการปราบปรามฮ่อสงบแล้วไทยมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส เนื่องจากฝรั่งเศสต้องการลาว เขมร ญวณ เป็นอาณานิคม เรียกว่า "กรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)" ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาประเทศไว้ จึงทรงสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และตามสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ มีเงื่อนไขห้ามประเทศสยามตั้งกองทหารและป้อมปราการอยู่ในรัศมี 25 กิโลเมตร ของฝั่งแม่น้ำโขง

    ดังนั้น หน่วยทหารไทยที่ตั้งประอยู่ที่เมืองหนองคาย อันเป็นเมืองศูนย์กลางของหัวเมือง หรือมณฑลลาวพวน ซึ่งมีกรมหมื่นประจักษ์สิลปาคมเป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการ จำต้องอพยพเคลื่อนย้ายลึกเข้ามาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านเดื่อหมาก แข้ง (ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดอะดรธานีปัจจุบัน) ห่างจากฝั่งแม่น้ำโขงกว่า 50 กิโลเมตร เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชัยภูมิเหมาะสม เพราะมีแหล่งน้ำดี เช่น หนองนาเกลือ (หนองประจัก์ ปัจจุบัน) และหนองน้ำพกหลายแห่ง ราวทั้งห้วยหมากแข้ง ซึ่งเป็นลำห้วยน้ำใสไหลเย็น กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงบัญชาให้ตั้งศูนย์มณฑลลาวพวน และตั้งกองทหารขึ้น ณ หมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง จึงพอเห็นได้ว่าเมืองอุดรธานีได้อุบัติขึ้นโดยบังเอิญ เพราะเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศยิ่งกว่าเหตุทางการค้า การคมนาคมหรือเหตุผลอื่น ดังเช่นหัวเมืองสำคัญต่างๆ ในอดีต

    อย่างไรก็ตาม ว่า "อุดร" มาปรากฎชื่อเมือง พ.ศ.2450 (พิธีตั้งเมืองอุดรธานี 1 เมษายน ร.ศ. 127 พ.ศ. 2450 โดยพระยาศรีสุริยราช วรานุวัตร "โพธิ์ เนติโพธิ์") พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีกระแสพระบรมราชโองการให้จัดตั้งเมืองอุดรธานีขึ้นที่บ้านหมากแข้งอยู่ ในการปกครองของมณฑลอุดรหลังการเปลื่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วได้มีการปรับปรุงระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ยกเลิกการปกครองในระบบมณฑลในส่วนภูมิภาคยังคงเหลือเฉพาะจังหวัดและอำเภอเท่านั้นมณฑลอุดรจึงถูกยุบเลิกไปเหลือเพียงจังหวัด "อุดรธานี" เท่านั้น




กำเนิดหัวเมืองในมณฑลอีสาน




น้ำของ


..........................................................................................................................................................


ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์


ยกบ้านทุ่งบัวศรีเป็นเมือง ขนานนามว่าเป็น เมืองศรีจำบัง
เปลี่ยนนาม นครกาละจำบากนาคบุรีศรี เป็น นครจำปาศักดิ์นัคบุรีศรี
ยก บ้านดอนโขง ขึ้นเป็น เมืองโขง
ยก บ้านเมืองทง ขึ้นเป็น เมืองสุวรรณภูมิ(เก่า)
ยก เมืองโสกเมืองซุงหรือบ้านทุ่งอิ้ดกระบือ ขึ้นเป็น เมืองอัตปือ
ยก บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ขึ้นเป็น เมืองขุขันธ์ เจ้าเมืองที่ พระไกรภักดีศรีนครลำดวน
ยก บ้านโคกอัดจะหรือบ้านดงยาง ขึ้นเป็น เมืองสังฆะ เจ้าเมืองที่ พระสังฆะบุรีศรีนครอัดจะ
ยก บ้านคูปะทาย ขึ้นเป็น เมืองปะทายสมัน เจ้าเมืองที่ พระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง
(ต่อมาใช้ชื่อเจ้าเมืองเป็นชื่อเมือง)
ยก บ้านกุดหวายหรือบ้านเมืองเตา ขึ้นเป็น เมืองรัตนบุรี เจ้าเมืองที่ พระศรีนครเตา
ยก ดงเท้าสาร ขึ้นเป็น เมืองสุววรณภูมิ
ยก บ้านกุ่ม ขึ้นเป็น เมืองร้อยเอ็ด เจ้าเมืองที่ พระขัตติยวงศา


..........................................................................


แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก


ยก บ้านโนนสามขาสระกำแพง ขึ้นเป็น เมืองศรีสระเกศ เจ้าเมืองที่ พระยารัตนวงศา
ยก บ้านหางโค ขึ้นเป็น เมืองเชียงแตง เจ้าเมืองที่ พระอุดมเดช
บ้านริมหนองหารยกขึ้นเป็น เมืองหนองหาร เจ้าเมืองที่ พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์
ยก บ้านห้วยแจละแม ขึ้นเป็น เมืองอุบลราชธานี เจ้าเมือง(คนแรก)ที่ พระประทุมสุรราช
ยก บ้านหนองแก้ว ขึ้นเป็น เมืองชนบท เจ้าเมืองที่ พระประจันตประเทศ
ยก บ้านแก่งสำโรง ขึ้นเป็น เมืองกาฬสินธุ์ เจ้าเมืองที่ พระไชยสุนทร
ยก บ้านบึงบอน ขึ้นเป็น เมืองข่อนแก่น เจ้าเมืองที่ พระนครบริรักษ์
ยกบ้านปางตาขึ้นเป็น เมืองแสนปาง เจ้าเมืองที่ พระศรีมหาเทพ
ยก บ้านหมากเฟือง บ้านหนองหัวแรด ขึ้นเป็น เมืองพุดไทยสง เจ้าเมืองที่ พระเสนาสงคราม
ยก บ้านส้มป่อยนายอน ขึ้นเป็น เมืองสพาด


..........................................................................


แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย


ยก บ้านสิงทา ขึ้นเป็น เมืองยโสธร เจ้าเมืองที่ พระสุนทรวงศา
ยก บ้านโคกกงพะเนียง ขึ้นเป็น เมืองเขมราษฎร์ธานี เจ้าเมืองที่ พระเทพวงศา
ยก บ้านนาค่อ ขึ้นเป็น เมืองโขงเจียง เจ้าเมืองที่ พระกำแหงสงคราม
ยก บ้านช่างคู ขึ้นเป็น เมืองเสมียะ


..........................................................................


แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว


ยก เมืองโขงที่เกาะในแม่น้ำโขง ขึ้นเป็น เมืองสัทันดร เจ้าเมืองที่ พระอภัยราชวงศา
ยก เมืองคำทองหลวง ขึ้นเป็น เมืองคำทองใหญ่ เจ้าเมืองที่ พระสุวรรณราชา
ยก เมืองมั่นหรือบ้านโพน ขึ้นเป็น เมืองสาละวัน เจ้าเมืองที่ พระเอกราชา
ยก บ้านแก่งน้อย ขึ้นเป็น เมืองคำทองน้อย เจ้าเมืองที่ พระพุทธพรหมวงศา
เมืองสกล
เมืองวานรนิวาส
เมืองเรณูนคร
เมืองท่าอุเทน
ยก บ้านภูแล่นช้าง ขึ้นเป็น เมืองภูแล่นช้าง เจ้าเมืองที่ พระพิไชยอุดมเดช
ยก บ้านท่าขอนยาง ขึ้นเป็น เมืองท่าขอนยาง เจ้าเมืองที่ พระสุวรรณภักดี
ยก บ้านบึงกระดาน ขึ้นเป็น เมืองแซงบาดาล เจ้าเมืองที่ พระศรีสุวรรณ
ยก บ้านกุดฉิมนารายณ์ ขึ้นเป็น เมืองกุดฉิมนารายณ์ เจ้าเมืองที่ พระธิเบศร์วงศา
ยก บ้านช่องนาง ขึ้นเป็น เมืองเสนางคนิคม เจ้าเมืองที่ พระศรีสินธุสงคราม
ยก บ้านน้ำโดมใหญ่ ขึ้นเป็น เมืองเดชอุดม เจ้าเมืองที่ พระศรีสุระ
ยก บ้านท่ากะสัง ขึ้นเป็น เมืองเซลำเภา เจ้าเมืองที่ พระณรงค์ภักดี
ยก บ้านห้วยทราย ขึ้นเป็น เมืองโพนทอง เจ้าเมืองที่ พระอินทรศรีเชียงใหม่
ยก บ้านไพรตระหมักหรือบ้านสีดา ขึ้นเป็น เมืองมโนไพร เจ้าเมืองที่ พระมโนจำนง
ยก บ้านคำเมืองแก้ว ขึ้นเป็น เมืองคำเขื่อนแก้ว เจ้าเมืองที่ พระรามนรินทร์
ยก บ้านดงกระชุหรือบ้านไร่ ขึ้นเป็น เมืองบัว เจ้าเมืองที่ พระอภัยธิเบศร์วิเศษสงคราม


..........................................................................


แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ยก บ้านค้อใหญ่ ขึ้นเป็น เมืองอำนาจเจริญ เจ้าเมืองที่ พระอมรอำนาจ
ยก บ้านกว้างลำชะโด ขึ้นเป็น เมืองพิบูลย์มังสาหาร เจ้าเมืองที่ พระบำรุงราษฎร
ยก บ้านสะพือ ขึ้นเป็น เมืองตระการพืชผล เจ้าเมืองที่ พระอมรดลใจ
ยก บ้านเวินไชย ขึ้นเป็น เมืองมหาชนะไชย เจ้าเมืองที่ พระเรืองไชยชนะ
ยก บ้านคันซมซัว ขึ้นเป็น เมืองนครเพ็ง
ยก บ้านลาดกุดยางใหญ่ ขึ้นเป็น เมืองมหาสารคาม เจ้าเมืองที่ พระเจริญราชเดช
ยก บ้านด่านสองยาง ขึ้นเป็น เมืองกุสุมาลย์มณฑล เจ้าเมืองที่ พระนรินทรภักดีศรีสิทธิสงคราม
ยก บ้านสระบัวดงมะขามเฒ่า ขึ้นเป็น เมืองกมลาศัย เจ้าเมืองที่ พระราษฎรบริหาร
ยก บ้านพันลำ ขึ้นเป็น เมืองสหัสขันธ์ เจ้าเมืองที่ พระประชาชนบาล
ยก บ้านกันตวดห้วยอุทุมพร ขึ้นเป็น เมืองอุทุมพรพิสัย เจ้าเมืองที่ พระอุทุมพรเทศานุรักษ์
ยก ตำบลห้วยลำแสนไพรอาบาล กับบ้านห้วยอาบาล ขึ้นเป็น เมืองกันทรลักษณ์ เจ้าเมืองที่ พระกันทรลักษณบาล


..........................................................................


แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ยก บ้านกุดประไทยหรือบ้านจารพัด ขึ้นเเป็น เมืองสีขรภูมิพิสัย เจ้าเมืองที่ พระศรีขรภูมานุรักษ์
ยก บ้านโส้งใหญ่ ขึ้นเป็น เมืองสุวรรณคิรี เจ้าเมืองที่ พระสุริยวงศา
ยก บ้านบึงจวง ขึ้นเป็น เมืองวาปีไพรบูรณ์ เจ้าเมืองที่ พระพิศาลสุรเดช
ยก บ้านลำดวน ขึ้นเป็น เมืองสุรพินทนิคม เจ้าเมืองที่ พระสุรพินทนิคมานุรักษ์
ยก บ้านแก่งไม้เฮียะ ขึ้นเป็น เมืองมธุรศาผล เจ้าเมืองที่ พระจันทร์ศรีสุราช
ยก บ้านบ้านท่าคาหรือบ้านทุ่งบัวสีศิริจำปัง(เก่า) ขึ้นเป็น เมืองอุทุมธารา เจ้าเมืองที่ พระสุริยวงศา
ยก บ้านลำพุก ขึ้นเป็น เมืองกันทรารมย์ เจ้าเมืองที่พระกันทรานุรักษ์
ยก บ้านดอนเสาโรง ขึ้นเป็น เมืองเกษตรวิสัย เจ้าเมืองที่ พระศรีเกษตราธิไชย
ยก บ้านโป่ง ขึ้นเป็น เมืองพนมไพรแดนมฤก เจ้าเมืองที่ พระดำรงฤทธิไกร
ยก บ้านห้วยหินห้วยโก ขึ้นเป็น เมืองสพังภูผา เจ้าเมืองที่ พระราชฤทธิบริรักษ์
ยก บ้านเมืองเสือ ขึ้นเป็น เมืองพยัคฆภูมิพิสัย เจ้าเมืองที่ พระศรีสุวรรณวงศา
ยก บ้านบึงโดน ขึ้นเป็น เมืองเสลภูมินิคม เจ้าเมืองที่ พระนิคมบริรักษ์
ยก บ้านท่ายักขุ ขึ้นเป็น เมืองชาณุมานมณฑล เจ้าเมืองที่ พระผจญจัตุรงค์
ยก บ้านเผลา ขึ้นเป็น เมืองพนานิคม เจ้าเมืองที่ พระจันทรวงศา
ยก บ้านกอนจอ ขึ้นเป็น เมืองวารินชำราบ เจ้าเมืองที่ พระกำจรจตุรงค์
ยก บ้านเสาธง ขึ้นเป็น เมืองธวัชบุรี เจ้าเมืองที่ พระธำนงไชยธวัช
ยก บ้านจาร ขึ้นเป็น เมืองมูลปาโมกข์ เจ้าเมืองที่ พระวงศาสุรเดช
ยก บ้านจันลานาโดม ขึ้นเป็น เมืองโดมประดิษฐ์ เจ้าเมืองที่ พระดำรงสุริยเดช
ยก บ้านน้ำคำแก่งเสร็จ ขึ้นเป็น เมืองสูตวารี
ยก บ้านโนนหินกอง ขึ้นเป็น เมืองราษีไสล เจ้าเมืองที่ พระผจญปัจนึก
ยก บ้านที่ ขึ้นเป็น เมืองเกษมสิมา เจ้าเมืองที่ พระพิชัยชาญณรงค์
ยก บ้านทัพค่าย ขึ้นเป็น เมืองชุมพลบุรี เจ้าเมืองที่ พระฤทธิรณยุทธ
ยก บ้านหงส์ ขึ้นเป็น เมืองจัตุรพักตร์พิมาน เจ้าเมืองที่ พระธาดาอำนวย
ยก บ้านนาเลา ขึ้นเป็น เมืองวาปีปทุม เจ้าเมืองที่ พระพิทักษ์นรากร
ยก บ้านวังทาหอขวาง ขึ้นเป็น เมืองโกสุมพิสัย เจ้าเมืองที่ พระสุนทรพิพิธ
ยก บ้านเวินฆ้อง(เซลำเภา(เก่า)) ขึ้นเป็น เมืองธาราบริรักษ์ เจ้าเมืองที่ พระภักดีศรีสิทธิสงคราม
เมือง กันทรวิชัย เจ้าเมืองที่ พระปทุมวิเศษ


Comments