ประวัติของรถต่างๆ

TOYOTA


สัญลักษณ์ของโตโยต้า เป็นรูป ELLIPSE หรือวงรี 2 วง วางซ้อนกันเป็นรูปตัว T และล้อมรอบด้วยรูปวงรีขนาดใหญ่อีก 1 วง เป็นสัญลักษณ์ที่โตโยต้าเพิ่งออกแบบใหม่ขึ้น และเพิ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 2532 นี่เอง รถโตโยต้าแบบแรกที่ติดสัญลักษณ์ตัวนี้คือ รถโตโยต้าเซลซิเออร์ (TOYOTA CELSIOR) ซึ่งเพิ่งออกตลาดในญี่ปุ่นเมื่อปลายปีนั้นเช่นกัน โตโยต้าอธิบายความหมายของตัวนี้ว่า รูปวงรีเป็นรูปทรงทางเรขาคณิตซึ่งมีจุดศูนย์กลางหรือจุดโฟกัส 2 จุด โตโยต้านำรูปนี้มาใช้ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการผนึกหัวใจ 2 ดวง เข้าด้วยกัน คือ รูปหัวใจของผู้ใช้รถ กับหัวใจของตัวสินค้า ส่วนพื้นที่ว่างซึ่งบรรจุอยู่ภายในวงรีวงใหญ่ หมายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถขยายตัวออกไปโดยไม่มีขอบเขต รถยนต์โตโยต้า เป็นผลผลิตของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์พอเรชั่น (TOYOTA MOTOR CORPORATION) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากเจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (GENERAL MOTORNCORPATION) และฟอร์มอเตอร์คัมปะนี (FORD MOTOR COMPANY) แห่งสหรัฐอเมริกาประวัติความเป็นมาของรถยนต์โตโยต้า สามารถย้อนหลังไปได้จนถึงปี 2472 อันเป็นปีที่นาย ซากิชิ โตโยด้า (SAKICH TOYODA) เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องทอผ้า TOYODA AUTOMATIC LOOM WORKS ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าให้แก่บริษัท PLATT BROS แห่งประเทศอังกฤษในราคา 100,000) ปอนด์ และมอบให้ลูกชายของเขาคือ มร. คิชิดร โตโยด้า (MR.KICHIRO TOYODA) เป็นทุนรอนในการทดลองผลิตรถยนต์ รถยนต์แบบแรกที่ผลิตจากโรงงานเครื่องทอผ้าของโตโยต้าและนำออกจำหน่ายในตลาด เป็นรถยนต์นั่ง 4 ประตู เครื่องยนต์ 6 สูบ 65 แรงม้า ใช้แชสซีส์และระบบส่งกำลังของเซฟโรเลต์แห่งสหรัฐอเมริกา ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในปี 2479 มีอัตราการผลิต 5 คัน ต่อวัน หนึ่งปีหลังจากโตโยด้าจึงเริ่มการผลิตรถยนต์อย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยก่อตั้งบริษัท TOYOTA MOTOR CO., LTD. ขึ้นด้วยเงินทุนประมาณ 3.5 ล้านเหรัยญสหรัฐและประกอบกิจการผลิตรถยนต์สืบต่อกันมาตราบจนปัจจุบันชื่อบริษัท: โตโยต้า มอเตอร์ คอร์พอเรชั่น(TOYOTA MOTOR CORPORATION)ก่อตั้ง: พ.ศ. 2480ประธานกรรมการ: มร.อีจี โตโยด้า(MR. EIJI TOYODA) ประธานบริหาร: มร. โชอิชิโร โตโยด้า(MR.SHOICHIRO TOYODA)สำนักงานใหญ่: 1, TOYOTA-CHO, TOYOTA CITY, AICHI PREFECTURE 471, JAPANโรงงานในญี่ปุ่น: 11 โรงงานโรงงานในต่างประเทศ: ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ไทย อินเดีย บราซิล เปรู ทรินิแดดและโตมาโก เวเนซูเอลา อุรุกวัย สหรัฐอเมริกา แคนาดา โปรตุเกศ แอฟริกาใต้ ฉซมเบีย คีนยา ซิมับเว บังคลาเทศ เอคัวดอร์ ไต้หวันเงินทุนจดทะเบียน: 133,200 ล้านเยน ธันวาคม 2530)จำนวนพนักงาน: 64,000โตโยต้า ล้านเยน (ธันวาคม 2530)
รถรุ่นสำคัญ:
โตโยต้า คราวน์ (2498)
โตโยต้า โคโรนา (2500)
โตโยต้า โคโรลลา (2509)โตโยต้า เซนจูรี
(2510)โตโยต้า มาร์คทู
(2511)โตโยต้า สปรินเตอร์
(2511)โตโยต้า เซลิคา
(2513)โตโยต้า สตาร์เลท
(2517)โตโยต้า แคมรี
(2523) โตโยต้า โรเรอร์
(2524ปโตโยต้า เอมอาร์ 2
(2527)โตโยต้า ซูพรา
(2529)เซลซิเออร์
(CELSIOR)คราวน์
(CROWN)โรเซอร์
(SOARER)ซูพรา
(SUPRA)มาร์ค ทู
(MARK II)เชเซอร์
(CHASER)เครสตา
(CRESTA)แคมรี
(CAMRY)วิสตา
(VISTA)เอมอาร์ 2
(MR 2)เซลิคา
(CELICA)โคโรนา
(CORONA)คารินา
(CARINA)โคโรลลา
( CORONA)สปรินเตอร์
(SPRINTER)เทอร์เซล
(TERCEL)คอร์ซา
(CORSA)โคโรลลา
(COROLLA II)
สตาร์เลท (STARLETY)



NISSAN


สัญลักษณ์ของนิสสัน เป็นตัวอักษร NISSAN สีขาว ล้อมรอบด้วยพื้นสีฟ้า และซ้อนทับอยู่บนวงกลมสีแดงซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์นั่นเอง นิสสัน มอเตอร์ คัมปะนี (NISSAN MOTOR CO., LTD.) ผู้ผลิตรถนิสสัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 26 ธันวาคม 1933 แต่ประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปได้จนถึงปี 1912 อันเป็นปีที่ มร. มาสุจิโร ฮาชิโมโตะ (MASUJIRO HASHIMOTO) วิศวกรชาวญี่ปุ่นก่อตั้งบริษัท ควาอิชินชา มอเตอร์เวิร์คส์ (KWAISHINSHA MOTOR WORKS) ขึ้นในกรุงโตเกียว เพื่อผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่าย 2 ปี หลังการตั้งบริษัทนี้ก็สามารถผลิตรถยนต์นั่งแบบแรกออกสู่ตลาดโดยใช้ชื่อ ดัท (DAT) เป็นชื่อรถยนต์โดยชื่อดังกล่าวได้มาจากอักษรตัวแรกของนามสกุลของชาวญี่ปุ่น 3 คนที่ให้ความสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัท คือ มร. โรกุโร อาโอยามา (ROKURO AOYAMA) มร.เคนจิโร เดน (KEN JIRO DEN) และ มร. เมอิตาโร ทาเกอูชิ (MEITARO TAKEUCHI) ปี 1925 ควาอิชินชา มอเตอร์ เวร์คส เปลี่ยนชื่อกิจการเป็น ดัท มอเตอร์ คาร์ คัมปะนี (DAT MOTOR CAR CO.) และย้ายที่ทำการไปตั้งอยู่ที่เมืองโอซากา อย่างไรก็ตาม หลังจากประกอบกิจการในชื่อใหม่เพียงปีเดียว ดัท มอเตอร์ คาร์ คัมปะนี ก็รวมกิจการเข้ากับ บริษัท จิทสุโย จิโดชา เซอิโซ (JITSUYO JIDOSHA SEIZO CO.) อันเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ 3 ล้อ และ 4 ล้อ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1920 โดยวิศวกรชาวอเมริกันผู้มีชื่อว่า วิลเลียม อาร์ โกแรม (WILLIAM R. GORHAM) และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ดัท ออโต โมบิล แมนูแฟคเจอริง คัมปะนี (DAT AUTOMOBILE MANU FACTURING CO.)บริษัทใหม่นี้ประกอบกิจการสร้างผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายในชื่อ ดัท (DAT) และ ไลลา (LILA) อยู่เพียง 10 ปี ก็ประสบปัญหาด้านการเงิน และต้องขายกิจการให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คือ บริษัท โตบาต้า อิโมโน (TOBATA IMONO) ในปี 1931 ในปีเดียวกันนั้นเองรถรุ่นใหม่อีกรุ่นหนึ่งของ ดัท ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริง คัมปะนี ก็ปรากฎตัวออกสู่ตลาด ในตอนแรกรถรุ่นดังกล่าวได้ชื่อว่า ดัทซัน (DATSUN) ซึ่งแปลว่า “ลูกชายของดัท” แต่เนื่องจากคำว่า SON ในภาษาญี่ปุ่น มีความหมายในทางที่ไม่เป็นมงคล เพราะแปลว่า “การสูญเสีย” ในเวลาไม่นานนักรถรุ่นดังกล่าวจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ดัทซัน (DATSUN) อันเป็นชื่อที่ใช้ติดต่อกันมานานถึง 50 ปี ในปี 1933 กิจการผลิตรถดัทซันก็พบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งถือว่าเป็นจุดกำเนิดของรถ นิสสัน ในปัจจุบัน เมื่อ โตบาต้า อิโมโนร่วมกับบริษัท นิฮอน ซันเงียว ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ขึ้นใหม่มีชื่อว่าบริษัท จิโดชา เซอิโซ และเพียงปีเดียวหลังจากนั้น บริษัทใหม่นี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นิสสัน มอเตอร์ คัมปะนี อันเป็นชื่อที่ใช้ตราบจนปัจจุบัน แต่รถที่ผลิตออกจำหน่าย ก็ยังคงใช้ ชื่อ ดัทสัน เช่นเดิม นิสสันเพิ่งลบชื่อ ดัทสัน ออกจากสาระบบและใช้ชื่อ นิสสัน เพียงอย่างเดียว เมื่อปี 1983 นี่เอง ในช่วง 6 ทศวรรษนับแต่การก่อตั้งบริษัท กิจการของนิสสันเติบโตอย่างรวดเร็ว จากบริษัท จิโดชา เซอิโซ ที่ก่อตั้งด้วยเงินทุนเพียง 10 ล้านเยน และมีกำลังผลิตเพียงไม่กี่ร้อยคันต่อปี กลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีเงินทุนจำนวนมหาศาลถึง 190,496 ล้านเยน



MAZDA


มาสด้าไม่ใช้สัญลักษณ์ แต่ใช้อักษรโรมันของคำว่า “MAZDA” เป็นสัญลักษณ์โดยตรงส่วนที่มาของชื่อ MAZDA ก็คือชื่อสกุลของ มร.จูจิโร มัตสุดะ (MR. JUJIRO MATSUDA) ผู้ก่อตั้งกิจการ และ AHURA MAZDA อันเป็นนามของ “เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง” ของชาวเปอร์เซียโบราณ ต้นกำเนิดของมาสด้า คือ บริษัทผู้ผลิตไม้ก๊อก TOYO CORK KOGYO ซึ่งก่อตั้งกิจการขึ้นที่เมืองฮิโรชิมา (HIROSHIMA) ในปี 1920 และสองปีหลังจากนั้นจึงขยายกิจการจากการผลิตไม้ก๊อกมาจากเครื่องกลึง เจาะ และไสโลหะ ปี 1927 TOYO CORKKOGYO เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นTOYO CORKKOGYO COMPANY และขยายกิจการออกไปอีก โดยเริ่มผลิตจักรยานยนต์ออกจำหน่ายในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1930 แต่สินค้าไม่ได้รับความนิยมจึงเลิกไปในเวลาไม่นานนัก หลังจากประสบความล้มเหลวในธุรกิจจักรยานยนต์ TOYO KOGYO ก็เบนเข็มสู่การผลิตรถยนต์โดยผลิตรถบรรทุก 3 ล้อ เครื่องยนต์ 500 ซีซี ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1931 โดยใช้ชื่อรถว่า MAZDA DA กิจการผลิตรถบรรทุก 3 ล้อ แบบดังกล่าวก็เจริญก้าวหน้าไปด้วยดีจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาทำลายโรงงานของมาสด้าไปกว่าครึ่งและพนักงานเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หลังสงครามกิจการผลิตรถยนต์ของมาสด้าก็ตั้งต้นขึ้นใหม่ ในปี 1950 มาสด้าก็ผลิตรถยนต์ 4 ล้อ ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก มีชื่อรุ่นว่า MAZDA CA และสิบปี หลังจากนั้นมาสด้าก็กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั่งอย่างสมบูรณ์เมื่อผลิตรถยนต์นั่งออกสู่ตลาดเป็นรุ่นแรกรถรุ่นดังกล่าวมีชื่อว่า MAZDA R-360 เป็นรถ 2ประตู คูเป้ เครื่องยนต์วี 2 สูบ 356 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความเร็วสูงสุด 90 กม./ชม. TOYO KOYO เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น MAZDA MOTOR CORPORATION มีฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์นั่งรายใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของญี่ปุ่น ในรอบปี 1989 มาสด้าจำหน่ายรถยนต์นั่งในญี่ปุ่น ได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 296,000 คัน หรือเท่ากับร้อยละ 6.7 ของตลาด นอกจากรถยนต์นั่งแล้ว สินค้าอื่น ๆ ที่มาสด้าผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันคือ รถโดยสาร รถบรรทุก รถกระบะ เครื่องกลึง เจาะ ไส โลหะ และเครื่องเจาะหิน และปัจจุบันฟอร์ดถือหุ้นในมาสด้า 34%ชื่อบริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์พอเรชั่น MAZDA MOTOR CORPORATIONก่อตั้ง: ค.ศ. 1920สำนักงานใหญ่ 3-1, SHINCHI, FUCHU-CHO, AKI-GUN, HIROSHIMA- KEN, JAPAN เงินทุนจดทะเบียน: 77,210 ล้านเยน (30 เมษายน 1989)จำนวนพนักงาน: 28,713 คน (1 พฤษภาคม 1989)โรงงานในญี่ปุ่น: 3 โรงงาน โรงงานในต่างประเทศ: เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่า ปากีสถาน อิหร่าน แอฟริกาใต้ คีนยา โปรตุเกส นิวซีแลนด์ ทรินิแดด โทบาโก ไทย ซิมบับเวโคลัมเบีย อินเดีย




SUBARU
สัญลักษณ์ของซูบารุ เป็นรูปดาว 4 แฉก ดวงใหญ่1 ดวงและดวงเล็ก 5ดวง ล้อมรอบด้วยวงรี 1วง เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่า ฟูจิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ (FUJI HEAVY INDUSTRIES)เจ้าของชื่อ “ซูบารุ”เป็นบริษัทที่กำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของบริษัทเล็ก 5 บริษัท ต้นกำเนิดของซูบารุ คือ บริษัท นากาจิมาแอร์คราฟท์(NAKAJIMA AIRCRAFT)ซึ่งก่อตั้งในปี 2488 และ เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุผลทางการเมือง กองกำลังสัมพันธมิตรที่เข้ายึดครองประเทศญี่ปุ่นได้บังคับให้นากาจิมา แอร์คราฟท์แยกกิจการออกเป็น 12 บริษัทย่อย ในปี 2496 5 บริษัทย่อยในจำนวน 12 บริษัท ย่อยดังกล่าวนั้นได้รวมตัวเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง และก่อตั้งเป็นบริษัท ฟูจิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ขึ้น โดยที่กิจการของบริษัทเกิดใหม่นี้ไม่ใช่การผลิตเครื่องบินเช่นกาลก่อน หากเป็นการผลิตรถยนต์ รถยนต์ซูบารุแบบแรกที่ออกจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นเป็นรถยนต์นั่งขนาดมินิ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศความจุ 356 ซีซี รถรุ่นนี้มีชื่อว่า ซูบารุ 360 ตั้งแต่ปี 2511 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ฟูจิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิสสัน แต่ยังคงผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายในชื่อ ซูบารุ เช่นเดิม กิจการของฟูจิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ในปัจจุบัน มีทั้งการผลิตรถยนต์นั่ง รถแวน รถบรรทุกขนาดเล็ก รถโดยสาร เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์




MITSUBISHI

ชื่อ มิตซูบิชิ เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “ THREE DIAMONDS” ในภาษาอังกฤษ หรือ “เพชรสามเม็ด” ในภาษาไทย สัญลักษณ์ของมิตซูบิชิจึงให้ความหมายตรงกับชื่อทุกประการ เพราะเป็นรูปเพชรสีแดงสามเม็ดวางเรียงกันเป็นรูปใบไม้สามแฉก มิตซูบิชิใช้สัญลักษณ์นี้มาตั้งแต่ปี 1908 โดยดัดแปลงมาจากตราประจำตระกูลของ มร. ยาตาโร อิวาซากิ (YATARO IWASAKE) ผู้ก่อตั้งกิจการซึ่งเป็นรูปเพชรสามเม็ดวางซ้อนกันอยู่ภายในรูปแปดเหลี่ยม กับตราประจำตระกูลของ มร. ยาราโร อิวาซากิ (TOSA YAMAUCHI) ซึ่งเป็นรูปใบโอ๊ดสามใบวางเรียงกันเป็นสามแฉก ประวัติความเป็นมาของ มิตซูบิชื มอเตอร์ส คอร์พอเรชั่น (MITSUBISHE MOTORS CORPORA TION) ผู้ผลิตรถมิตซูบิชิสามารถย้อนหลังไปได้ถึงปี 1870 อันเป็นปีที่ มร. ยาตาโร อิวาซากิ ก่อตั้งบริษัทรับส่งสินค้าขึ้นในเมืองโอซากา มีชื่อว่าบริษัท ทสึคูโม โชกาอิ (TSUKUMO SHOKAI) สามปีหลังจากนั้นชื่อ มิตซูบิชิ ก็กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ มร. อิวาซากิ เปลี่ยนชื่อกิจการของเขาเป็น มิตซูบิชิ โชกาอิ (MITSUBISHI SHODAI)ในช่วง 6 ทศวรรษหลังจากนั้น กิจการของมิตซูบิชิขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อตั้งบริษัทในเครือขึ้นหลายบริษัท และมีการผลิตรถยนต์ 4 ล้อออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1917 มีชื่อว่ารถมิซูบิชิโมเดล-เอ (MITSUBISHI MODEL-A ) โดยผลิตขึ้นตามแบบรถ เฟียต ของอิตาลีในช่วงเวลา 5 ปี ระหว่างปี 1917-1921 มิตซูบิชิผลิตรถแบบนั้นออกจำหน่ายเพียงประมาณ 20 คัน ก่อนเปลี่ยนกิจการจากการผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารโดยใช้ชื่อ ฟูโซ (FUSO) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มิตซูบิชิเป็นผู้ผลิตรถถัง เรือรบและยุทธภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ให้แก่กองทัพญี่ปุ่น ดังนั้นเมื่อสงครามสงบและกองทัพพันธมิตรเข้ายึดครองญี่ปุ่น มิตซูบิชิจึงถูกบีบบังคับให้แยกกิจการออกเป็น 3 ส่วน คือ มิตซูบิชิ ชิพบิลดิง แอนด์ เอนจิเนีย (MITSUBISHI SHIPBUILDING AND ENGINEER CO;LTD.) และมิตซูบิชิ นิปปอน เฮฟวี่ อินดัสตรัส์ (MITSUBISHI HEAVY INDUSTRIES LTD.) อย่างไรก็ตาม 12 ปีหลัง จากนั้นคือในปี 1964 ทั้งสามบริษัทก็รวมตัวเป็นบริษัทเดียวกันอีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรัส์ โดยที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกจำหน่ายมีตั้งแต่ เบียร์ กล้องถ่ายภาพ อากาศยาน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึง รถขุดดิน เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ รถยนต์และเรือใบ และมีฐานะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง ในปี 1970 กิจการผลิตรถยนต์ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วก็ถูกแยกออกมาเป็นบริษัทต่างหากมีชื่อว่าบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (MITSUBISHI MOTORS CORPORATION) และหนึ่งปีหลังจากนั้น มิตซูบิชิก็ตัดสินใจร่วมมือกับ ไครสเลอร์ คอร์พอเรชัน (CHRYSLER CORPORATION) บริษัทผู้ผลิต รถยนต์รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา โดยยอมให้ไครสเลอร์เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 35 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน ผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าวทำให้กิจการผลิตรถยนต์ของมิซูบิชิเติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถขยายกำลังผลิตถึงระดับ 1 ล้านดันต่อปีได้เป็นครั้งแรกในปี 1979 ปัจจุบัน มิตซูบิขิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 12 ของโลก รถยนต์ที่ผลิตออกจำหน่ายมีตั้งแต่รถยนต์นั่ง รถบรรทุก รถจีพขับ 4 ล้อ ไปจนถึง รถบัส รถเทรเลอร์ และรถที่ใช้ในงานก่อสร้าง ในรอบปี 1990 ผลิตรถยนต์ได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,335,000 คัน และทำยอดขายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 434,000ล้าน


HONDA


ในแวดวงโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าเป็นทารก แต่ในหมู่สิงห์มอเตอร์ไวด์ฮอนด้าเป็นเสือผงาดแผดเสีย งไปทั่วโลกที่ได้รับ ความนิยมชมชอบเป็นหนึ่ง จะเรียกเป็นหนึ่งเดียวก็ย่อมได้มิผิดเลย เมื่อฮอนด้าหันมาเล่นรถยนต์เขาก็เป็นหนึ่งในเรื่องนี ้ได้อย่างง่ายดายมิผิด เลยอีก เจ้าพ่อนายโซอิชอโร ฮอนด้า เป็นเสมือนเทวดาส่งมาเกิด จะทำมอเตอร์ไซด์หรือจะทำรถยนต์เขาดังระเบิดปังแล้วปั งอีก มันดังสนั่นมิใช่ในเมืองญี่ปุ่นเท่านั้นแม้ฟ้าอเมริก าอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น ดูแลแคบเกินไปสำหรับชื่อฮอนด้าของเขาไม่ว่าจะเป็นมอเ ตอร์ไซด์หรือรถยนต์ที่ มันแผดดังไปทั่วทุกทิศ ฮอนด้า ฮอนด้า ฮอนด้า ใคร ๆ ก็รักและชอบเขาเผยโฉมรถฮอนด้าออกมาและตั้งแต่นั้นมาบ ริษัทฮอนด้าเป็นบริษัท สร้างรถยนต์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มียอดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 1970 รัฐบาลอเมริกาประกาศควบคุมควันพิษไอเสียของเครื่องยน ต์ บริษัทฮอนด้าไม่รอช้าเข็นเจ้าหนู “ซีวิค” ที่มีระบบควบคุมเรื่องควันพิษได้ดีและมีประสิทธิภาพม ากกว่ารถยนต์ยี่ห้ออื่น นั้นก็คือเครื่องยนต์ “ซีวีซีซี” มันดังยิ่งขึ้นทั่วอเมริกาเมื่อนักเขียนเรื่องรถยนต์ ดัง ฮอนด้ามีพนักงาน 79,200 คน รายได้ปีละ 27,000 ล้านดอลลาร์ กำไร 572 ล้านดอลลาร์ บริษัทเริ่มตั้งเมื่อปี 1948 หุ้นเมื่อปี 1980 มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 1,000 ดอลลาร์ เป็น 5,449 ดอลลาร์ในปี 1990 ได้แชมป์จำหน่ายมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1989 ทำให้ฮอนด้าเปลี่ยนเป็นยักษ์ใหญ่อันดับที่ 4 ของโรงงานผลิตรถยนต์อเมริกันในสหรัฐอเมริกา และเมื่อรวมฮอนด้าสร้างในสหรัฐอเมริกาและฮอนด้าอิมปอ ร์ตเข้าสหรัฐอเมริกาจาก ญี่ปุ่น ทำให้ฮอนด้าขายนำโตโยต้าและนิสสันด้วยการครองตลาดจาก สหรัฐอเมริกามีส่วนแชร์ 7.6 เปอร์เซ็นต์ ไม่แต่จะนำตลาดในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น “ฮอนด้า” เมดอิน ยูเอสเอ” เป็นความภูมิใจของชาวซามูไรที่ไปทำชื่อเสียงในสหรัฐอ เมริกา กลายเป็นรถอเมริกันอิมปอร์ตเข้าไปขายในญี่ปุ่นที่ชาว ซามูไรต้องการนักหนาที่ จะเป็นเจ้าของ มันล้ำหน้าฟอร์ดและจี เอ็ม. หายห่วงไปหลายห่วงเลย นายโซอิชิโร ฮอนด้า ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่เข้าใกล้ แต่เขามีสมญาว่า “เฮนรี่ ฟอร์ด ออฟ เจแปน” ต้นปี 1990 “ออโตโมติฟ นิวส์” เผยว่าแชมป์ประจำปี 1989 คือฮอนด้า แอคคอร์ด ขายได้มากถึง 362,707 คันที่จ่อมาอันดับสองคือฟอร์ด เอสคอร์ด ขายได้เป็นอันดับที่สาม 333,535 คันคือ จีเอ็ม คอร์วอดาและแบเรตตาขายได้ 326,006 คัน ฟาดอันดับที่สี่ และจีเอ็ม คาวาลิเออร์ เป็น อันดับที่ห้า ขายได้ 295,715 คัน จะเห็นว่าฮอนด้าเป็นเสือหนุ่มคึกคะนองขนาดไหน มันแข็งแรงไม่มีรถยนต์อเมริกันรุ่นไหนปราบลงได้ พอมองไปที่อันดับที่หกเป็นค่ายญี่ปุ่นอีก คือโตโยต้า แคมรี่ ขายได้ 257,466 คัน อันดับที่เจ็ดเป็นของฮอนด้า ซีวิ ขายได้ 235,452 คัน ฟอร์ด เท็มโป ขายได้ 228,426 คันเป็นอันดับที่แปด อันดับที่เก้านิสสัน เซนตรา ขายได้ 221,292 คัน และจีเอ็มแกรนด์แดม ขายเป็นอันดับสุดท้ายคอ 202,815 คัน จะเห็นว่าใน “ท็อปที่ 10” นี้มีฮอนด้าและฟอร์ดเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันถึงพร ิกถึงขิงเผ็ดมันมากที่ สุดคือฟอร์ด เทารัส ตามประกบฮอนด้า แอคคอร์ดและฟอร์ด เทมโปตามประกบฮอนด้า ซีวิค เป็นคู่ ๆ ไม่ยอมห่าง และฟอร์ดทำได้สำเร็จหลังจากนั้นเพียงสองปี แอคคอร์ดก็แพ้เจ้าเทารัสไปจนได้โดยที่คนอเมริกาเองก็ ไม่คาดฝันจะเป็นไปได้ เมื่อนายโซอิชิโร ฮอนด้าเสนอไปทางกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมต่างประเท ศแห่งญี่ปุ่นว่าเขาจะ สร้างรถยนต์ฮอนด้าทางกระทรวงค้านว่าญี่ปุ่นไม่ต้องกา รรถยนต์มากกว่านี้อีก แล้ว อย่าสร้างขึ้นมาเลยจะตีกันเองเปล่า ๆ แต่เขาไม่สนใจ เริ่มปี 1962 บร็อค เยตส์ ได้เขียนชมเชยว่านอกจากมีควันพิษน้อยที่สุดแล้ว เจ้าหนู “ซีวิค” ยังเป็นรถที่ดีเยี่ยม แข็งและวิ่งทนไม่แพ้เมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยูกับพอร์สช แห่งประเทศยุโรปเลย ในปี 1981 มีเสียงบ่นกันทั้งคนญี่ปุ่นและคนอเมริกันว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีใครสร้างรถยนต์ดี ๆ ขึ้นมาใช้ มีแต่รถห่วย ๆ นายโซอิชิโรค้านว่าไม่จริงครับในสหรัฐอเมริกามีคนทำไ ด้ เขาจะทำให้สหรัฐอเมริกามีชื่อเองในการตั้งโรงงานผลิต รถยนต์ฮอนด้า แอคคอร์ดขึ้นที่เมืองแมรีสวิลล์ รัฐโอไฮโอ พอถึงปี 1982 ฮอนด้า แอคคอร์ด “เมด อิน ยูเอสเอ” ก็เผยโฉมออกมาด้วยการสร้างของอเมริกัน ในโรงงานสหรัฐอเมริกา มันมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมที่คนอเมริกันภูมิใจที่มันเ ป็นรถยนต์ที่ผลิตใน อเมริกา และอุดหนุนช่วยกันซื้อ ยอดขายมันเพิ่มขึ้นทุกปีจนสร้างแทบไม่ทัน จนถึงปี 1989 ฮอนด้า แอคคอร์ด กลายเป็นแชมป์มียอด



Mercedes Benz


สองนักประดิษฐ์ผู้หมุนกงล้อประวัติศาสตร์ คาร์ล เบนซ์ และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้บุกเบิกแห่งโลกยนตรกรรมทั้งคู่เป็นนักประดิษฐ์ และพัฒนายานยนต์ ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ได้ร่วมกิจการเป็นบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ เอจี(Daimler-Benz AG) ผู้ผลิตรถคุณภาพในนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ กอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้นำระบบสันดาปภายในมาสนองวิสัยทัศน์แห่งการขับขี่ขนส่งโดยเริ่มทดสอบเครื่องยนต์พลังสูงเครื่องแรกของโลกในปี 1883 สองปีต่อมาเขาได้ผลิตจักรยานยนต์คันแรกของโลกโดยติดตั้งเครื่องยนต์เข้ากับจักรยานอีกสามปีต่อมา เขาได้ติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวเข้ากับตัวรถม้านับเป็นรถยนต์สี่ล้อคันแรกในชีวิตนักประดิษฐ์ของเขา คาร์ล เบนซ์ เลือกเส้นทางยนตรกรรมที่แตกต่างจาก เดมเลอร์ เขาถือว่าการสร้างรถยนต์จะต้องอาศัยหลักการที่แตกต่างจากระบบรถเทียมม้าโดยสิ้นเชิงด้วย เหตุนี้เขาจึงออกแบบยานยนต์ให้มีสามล้อติดตั้งเครื่องยนต์หนึ่งสูบในแนวนอน และได้จดทะเบียนสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1986 จำนวนรถที่ผลิตจากโรงงานของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถรุ่น "เวโล(velo)" เริ่มปรากฏโฉมโดยระหว่างปี 1894 ถึง 1901 ผลิตได้ถึง 1,200 คัน อาจกล่าวได้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ศาสตร์ และศิลป์แห่งยนตรกรรม เกียรติประวัติอันยาวนานได้พิสูจน์ว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้เป็นแค่พาหนะใช้งาน แต่เป็นผลึกความคิดซึ่งตกทอดมาจากรถคันแรกที่ใช้ชื่อ "เมอร์เซเดส" เมื่อ ค.ศ. 1900 ซึ่งมีรูปลักษณ์อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับบรรดา "รถม้าที่ไม่ใช้ม้าลาก" ในยุคนั้นกล่าวคือ มีเครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้า บังคับถอยหลังได้ ติดกระจังหม้อน้ำแบบรวงผึ้ง มีกลไกเปลี่ยนเกียร์ดรัมเบรก และแกนพวงมาลัยแนวเฉียง นวัตกรรมเหล่านี้ คือคุณลักษณะที่โดดเด่นมาจนถึงวาระแห่งการเปิดศักราชเครื่องยนต์พลังงานสูงในปี 1921 ด้วยฝีมือสร้างสรรค์ของเฟอร์ดินาน พอร์ช และนับจากนั้นเป็นต้นมา เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่นก็เรียงแถวออกมาเป็นดาวเด่นในวงการยานยนต์จนถึงปี 1952ตำนานดาวสามแฉกในกรุงสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องรถยนต์เป็นอย่างมากจนกระทั่งในปี พ.ศ.2447 เสด็จกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ทรงสั่งให้บริษัทเยอรมันในกรุงปารีส ประกอบรถยนต์เก๋งหนึ่งคัน ยี่ห้อเมอร์เซเดส รุ่น 28 hp 4 สูบ เครื่องยนต์ 35 แรงม้าหมายเลขแชสซี คือ 2397 และหมายเลขเครื่องยนต์ คือ 4290 และได้ทรงนำรถขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก รถคันนี้ คือรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทย ต่อมาทรงเล็งเห็นว่ารถยนต์เพียงคันเดียวไม่เพียงพอที่จะใช้งานตามพระราชประสงค์ เนื่องจากพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า และฝ่ายในหลายพระองค์ก็ทรงโปรดปรานรถยนต์กันทั้งนั้น จึงได้ตัดสินพระทัยซื้อรถยนต์พระที่นั่งอีกหนึ่งคัน และทรงเลือกเมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง สั่งนำเข้าโดยตรงจากเยอรมนี เป็นรถเก๋งสีแดง รุ่นปี 2448 เครื่องยนต์สี่ลูกสูบขนาด 28 แรงม้า วิ่งเร็ว 73 กม. ต่อชั่วโมงซึ่งนับว่าเร็วมากในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามแก่รถยนต์ว่า "แก้วจักรพรรดิ์" ด้วยศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย) จำกัด จึงได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศครอบคลุมทั้งการนำเข้า และประกอบรถยนต์ จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งสาธารณะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ดาวสามแฉก ได้มาส่องสกาวนำทางอยู่บนท้องถนนเมืองไทยนับเป็นเวลากว่า 100 ปี และได้รับความนิยมชมชื่นในฐานะรถคุณภาพชั้นนำที่รับใช้คนไทยมาหลายยุคสมัย จวบจนวันนี้ได้มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ โลดแล่นอย่างโดดเด่นเป็นสง่าทั่วประเทศไทยมาแล้วกว่า 100,000 คัน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมเลิศหรูในประเทศไทยอย่างแท้จริง


BMW
บีเอ็มดับบลิว หรือที่มีชื่อเต็มในภาษาเยอรมันว่า BAUERISCHE MOTORENWERKE (บาเยริสเชโมโทเรน เวร์เค) เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันอันทรงคุณภาพและเชื่อถือได้ในความประณีตพิถีพิถัน สัญลักษณ์ของบีเอ็มดับบลิวดังที่เห็นในภาพ มีลักษณะเป็นวงแหวนสีดำพร้อมตัวอักษรบีเอ็มดับบลิว-สีขาว ล้อมรอบพื้นที่วงกลมซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเป็นสีขาวสองส่วนและสีฟ้าสองส่วน ที่มาของสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้คือลักษณะการหมุนของใบพัดเครื่องบิน เนื่องจากก่อนที่จะมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์ บีเอ็มดับบลิวเคยเป็นผู้ผลิตเครื่องบินมาก่อน ส่วนสีฟ้าและสีขาวที่ใช้ ก็เป็นสีประจำแคว้นบาวาเรียอันเป็นที่ตั้งของบริษัทนั่นเอง ประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับบลิวเริ่มต้นในปี 1916 เมื่อวิศวกรเครื่องกลขาวเยอรมันสองคนคือ คาร์ล -แรพพ์ (CARL RAPP) และ แมกซ์ฟริซ (MAX FRIZ) ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทสร้างเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินขึ้นในเยอรมนี โดยตั้งชื่อบริษัทว่า BAYERISCHE FLUGZKUGWERKEAG อย่างไรก็ตาม เพียงสองปีหลังจากนั้นคือในปี 1918 บริษัทดังกล่าวก็เปลี่ยนชื่อกิจการเป็น BAYERISCHE MOTOREN WERKEAG อันเป็นชื่อที่ไช้ตราบจนปัจจุบัน และเป็นที่มาของชื่อย่อ BMW นั่นเองกิจการของบีเอ็มดับบลิวเจริญเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว และในช่วงสิบสองปีหลังการก่อตั้งบริษัท คือในปี 1928 วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย เมื่อบีเอ็มดับบลิวหันเหกิจการ โดยเริ่มการผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายในตลาด รถยนต์นั่งแบบเรกของบเอ็มดับบลิวมีชื่อว่า ดีซี (DIXI) หรือ บีเอ็มดับบลิว 3/15 เป็นรถแบบสองประตูหลังคาเปิดประทุน ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 15 แรงม้า และนั้นคือจุดเริ่มต้นของกิจการผลิตรถยนต์ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดีทั้วโลกในช่วงหกทศวรรษต่อมา ปัจจุบันบีเอ็มดับบลิวเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในรอบปี 1990 บีเอ็มดับบลิวผลิตรถออกสู่ตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 520,000 คัน และมียอดขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 450,000 ล้านบาท รถยนต์นั่งที่ผลิตจำหน่ายในปัจจุบัน มีอยู่เพียง 4 อนุกรม คือ อนุกรม 3-อนุกรม 5-อนุกรม 7- และ อนุกรม 8 ในปี 1990 รถที่ผลิตมากที่สุด คือ รถอนุกรม 3 (255,156 คัน) รองลงไปคือรถอนุกรม 5 (210,209 คัน)


AUDI
สัญลักษณ์เดิมของเอาดีเป็นรูปวงแหวนสี่วงคล้องเรียงกันแต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอาดีได้เปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นรูปวงรีสีแดงภายในบรรจุตัวอักษร AUDI สีขาว อย่างไรก็ตามรถเอาดีทุกคันที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบัน บนแผงกระจังหน้ายังคงติดสัญลักษณ์วงแหวนสี่วงเช่นเดิม ประวัติความเป็นมาของเอาดีสามารถย้อนหลังไปได้จนถึงปี 1902 อันเป็นปีที่นาย ออกัสท์ ฮอร์ค AUGUST HORCH วิศวกรชาวเยอรมันได้เปิดกิจการผลิตรถยนต์ขึ้นในเยอรมันโดยใช้ชื่อสกุลของเขาเป็นยี่ห้อรถ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝีมือในการบริหารเงินทุนของนายฮอร์คไม่ได้ปราดเปรื่องเหมือนความรู้ทางวิศวกรรมที่เขามีอยู่ ไม่กี่ปีหลังจากนั้นนายฮอร์คก็ต้องขายกิจการดังกล่าวให้แก่ผู้อี่น ไปเพราะมีทีท่าว่าถ้าขืนทู่ซี้ต่อไปกิจการก็อาจจะล้มละลาย แต่นายฮอร์คไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ ในปี 1909 เขาก็ก่อตั้งกิจการผลิตรถยนต์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่จะใช้ชื่อเดิมก็ไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย บังเอิญไปได้ความรู้จากบุตรชายที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยว่า ชื่อ HORCH มีความหมายเหมือนคำ ว่า AUDI ในภาษาละติน (แปลว่า “ฟัง”) นายฮอร์คจึงตัดสินใจใช้ชื่อ AUDI เป็นยี่ห้อของรถที่ผลิตนับแต่นั้นเอาดีประกอบกิจการผลิตรถยนต์เป็นเอกเทศจนถึงปี 1932 ก็ถูกสภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ต้องรวมกิจการเข้ากับผู้ผลิตรถยนต์อีกสามราย คือ ฮอร์ค (HORCH) วอนเดอเรอร์ (WANDERER) และดีเคดับลิว (DKW) กลายเป็นบริษัทใหม่มีชื่อว่า ออโต้ ยูเนียน (AUTO UNION) และมีรูปวงแหวนสี่วงคล้องเรียงกันเป็นสัญลักษณ์ หลังสงครามโลกครั้งที่สองเยอรมันถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศโรงงานของเอาโท ยูเนียน ซึ่งอยู่ในเยอรมนีตะวันออกถูกยึดเป็นสมบัติของรัฐ และเปลี่ยนชื่อรถที่ผลิตเป็น ทราบันท์ (TRABANT) ส่วนในเยอรมนีตะวันตกก็มีการก่อตั้งออโต้ ยูเนียน ขึ้นใหม่ในปี 1949 แต่คราวนี้ผลิตรถออกจำหน่ายเพียงยี่ห้อเดียวคือ ดีเคดับลิว ชื่อ เอาดี ฮอร์ค และวอนเดอเรอร์ จึงตายไปจากอาณาจักรรถยนต์ 15 ปีหลังจากนั้น โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมันเข้าครองกิจการของออโต้ ยูเนียน และหนึ่งปีหลังจากนั้น ชื่อ เอาดี ก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง เมื่อโฟล์คสวาเกนใช้ชื่อ เอาดี 80 เป็นชื่อรุ่นของรถแบบใหม่ที่สร้างขึ้นจากตัวถึงและโครงฐานของรถดีเคดับลิวเอฟ 102 และติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 1.7 ลิตร ปรากฎว่ารถแบบดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีชื่อเอาดีจึงฮิทติดตลาดและรถ เอาดี 90 กับ เอาดี100 ก็ตามมา ปัจจุบัน เอาดี มีฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งซึ่งสังกัดอยู่ในกลุ่มโฟล์คสวาเกน-เอาดี-เซอาท (VOLKSWAGIN-AUDI-SEAT) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ทีมียอดขายสูงสุดในยุโรปตะวันตก ปี 1990 ทำยอดขายได้ถึง 2.0 ล้านคัน รถยนต์นั่งที่เอาดีผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบัน มีตั้งแต่รถยนต์นั่งขนาดเล็กอย่าง เอาดี 80 ไปจนถึงรถยนต์นั่งระดับหรูสำหรับนักบริหารอย่าง เอาดี วี 8



ASTON MARTIN


แอสตัน มาร์ติน เป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตของอังกฤษที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ ประวัติของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้เริ่มต้นในปี 1913 เมื่อไลโอเนล มาร์ติน (LIONEL MARTIN) เจ้าของอู่ซ่อมรถในย่านเคนซิงตัน กรุงลอนดอน กับโรเบิร์ท แบมฟอร์ด (ROBERT BAMFORD) นักธุรกิจรายย่อยผู้สนใจในเรื่องรถยนต์ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทขนาดเล็กขึ้นด้วยเงินทุน 1,000 ปอนด์ รถยนต์คันแรกที่บริษัทดังกล่าวผลิตได้สำเร็จ เป็นรถสปอร์ตขนาดเล็ก ใช้เครื่องยนต์โคเวนทรีไคลแมกซ์ (COVENTRY-CLIMAX) ที่โด่งดังในยุคนั้น และใช้ตัวถังของรถฮีสปาโน-ซุยซา (HISPANO-SUIZA) ในบักคิงแฮมเชอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามชัยชนะดังกล่าว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจผลิตรถสปอร์ตออกจำหน่ายในตลาด โดยใช้ชื่อ แอสตัน มาร์ติน(ASTON MARTIN) เป็นชื่อรถ แอสตัน มาร์ติน ประกอบธุรกิจผลิตรถยนต์ควบคู่กับการโลดแล่นในสนามแข่งขันได้เกือบ 4 ทศวรรษ แล้วก็ต้องผจญมรสุม ด้านการเงินจนมีทีท่าว่าจะเอาตัวไม่รอดหลังสงครามโลกครั้งที่สองคือในปี 1947 กิจการของแอสตันมาร์ตินก็ต้องอยู่ในครอบครองของเดวิด บราวน์ (DAVID BROWN) นักอุตสาหกรรมเจ้าของกิจการผลิตรถแทรคเตอร์อันเลื่องชื่อ เดวิด บราวน์ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท่านเซอร์ได้รวมกิจการของผู้ผลิตรถยนต์อีกรายหนึ่งคือ ลากอนดา (LAGONDA) และเปลี่ยนชื่อกิจการ เป็น แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา (ASTON MARTIN LAGONDA) อันเป็นชื่อที่ใช้ตราบจนปัจจุบัน แอสตัน มาร์ตินในยุคของเซอร์เดวิด บราวน์ มีอายุเพียง 24 ปี ก็ประสบปัญหาด้านการเงินอีกครั้ง คราวนี้กิจการถูกเปลี่ยนกรรมสิทธ์มาอยู่ในความครอบครองของกลุ่มบริษัทจัดสรรและพัฒนาที่ดินในอังกฤษ ซึ่งมีเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะกอบกู้ฐานะของแอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ให้ฟื้นคืนอีกครั้งหนึ่ง แต่เจ้าของใหม่รายนี้ก็ไปไม่รอด เพราะเพียง 4 ปีหลังจากนั้น แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ก็ประสบภาวะล้มละลาย กิจการทั้งหมดถูกยึดเป็นสมบัติของสมาคมธนาคาร นักธุรกิจรายล่าสุดที่หาญเข้ามากอบกู้ฐานะของแอสตันมาร์ตินลากอนดาเป็นกลุ่มนักธุรกิจชาวแคนาดา ซึ่งว่าจ้างนักธุรกิจบริหารมืออาชีพผู้มีนามว่านายวิคเตอร์ กอนท์เลทท์ (VICTOR GAUNTLETT) เป็นผู้กุมบังเหียน อย่างไรก็ตาม กิจการของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาโดยตลอด และตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ก็ได้กลายสภาพเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในครอบครองของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี แห่งสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์


FERRARI


ในบรรดารถสปอร์ทพันธุ์อิตาลีที่มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อ คงไม่มีรถสปอร์ทยี่ห้อไหนอีกแล้ว ที่จะโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก ยิ่งไปกว่ารถ เฟร์รารี เจ้าของสมญานาม “ม้าลำพองจากเมืองมาราเนลโล” (THE PRANCING HORSE FROM MARANELLO) สัญลักษณ์ของเฟร์รารี แยกออกได้เป็นสามส่วนและแต่ละส่วนมีที่มาแตกต่างกัน กล่าวคือพื้นสีเหลืองเป็นสีประจำเมืองโมเดนา (MODENA) ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของโรงงานเฟร์รารี รูปม้ากำลังเผ่นโผนเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ฟรานเชสโค บารัคคา (FRANCESCO BARACCA) เสืออากาศสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่วนแถบสีเขียว-ขาว-แดง ที่พาดอยู่ตอนบนคือสีธงชาติอิตาลี ประวัติความเป็นมาของเฟร์รารีแยกไม่ออกจากประวัติความเป็นมาของ เอนโซ เฟร์รารี (ENZO FERRARI) “ปูชนียบุคคลของวงการรถสปอร์ท และกีฬารถแข่ง” ผู้ก่อตั้งกิจการและนำเฟร์รารีไปสู่ความรุ่งโรจน์ ก่อนก่อตั้งกิจการของตนเอง เอนโซ เฟร์รารี เคยเป็นนักขับรถแข่งให้แก่ อัลฟา โรเมโอ มาก่อนในปี 1940 ขณะที่มีอายุ 42 ปี เขาลาออกและก่อตั้งกิจการขึ้นเอง มีชื่อว่า SOCIETA AUTO AVIO CONSTRUZIONI RERRARI กิจการที่ทำคือ ออกแบบและผลิตรถแข่ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของรถสปอร์ทและทีมแข่งรถที่มีชื่อเสียงอยู่ยงคงกระพันมากว่า 4 ทศวรรษกล่าวได้ว่า แทบไม่มีการแข่งรถรายการใดในยุโรปที่เฟร์รารีไม่เคยชนะ เฟร์รารีคว้าตำแหน่งแชมป์โลกผู้ผลิตมาแล้วรวม 14 ครั้ง คว้าแชมป์การแข่งเลอมังส์ 24 ชั่วโมง 9 ครั้ง ชนะเลิศการแข่งรถฟอร์มูลา- 1 ชิงแชมป์โลกรวม 103 ครั้ง ครองตำแหน่งแชมป์โลกผู้สร้างรถ 6 สมัย และครองตำแหน่งแชมป์โลกนักขับรวม 8 สมัย ในวงการแข่งรถฟอร์มูลา- 1 ชิงแชมป์โลก เฟร์รารีคือทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดควบคู่กับการแข่งรถคือการผลิตรถสปอร์ทชั้นยอดเพื่อจำหน่ายให้แก่นักเลงรถยนต์ผู้มีรสนิยม โดยที่ส่วนใหญ่เฟร์รารีจะออกแบบและผลิตเครื่องยนต์ขึ้นเอง และว่าจ้างผู้ชำนาญการด้านตัวถัง เช่น ปินินฟารินา ฯลฯ เป็นผู้ออกแบบตัวถัง ในช่วง 46 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี 1946 จนถึงปัจจุบัน เฟร์รารีผลิตเครื่องยนต์ไปแล้วประมาณ 160 แบบ และผลิตรถสปอร์ทแบบต่างๆ ออกจำหน่ายในตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 60,000 คัน รถที่ผลิตมากที่สุด คือ เฟร์รารี 328 จีทีเอส (4,979 คัน) รองลงไปคือ เฟร์รารี เตสตาโรสซา และเฟร์รารี จีทีเอส ควาตโตร วาลโวเล ปัจจุบัน เฟร์รารีมีฐานะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในกลุ่มของเฟียตเช่นเดียวกับลันชิอา และ อัลฟา โรเมโอ กิจการของเฟร์รารีแยกออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนการผลิตรถตลาด และส่วนทีมแข่งรถ ทั้งสองส่วนนี้มีการบริหารแยกเป็นอิสระจากกัน ปัจจุบันเฟร์รารีผลิตรถออกจำหน่ายเพียงไม่กี่รุ่นแต่ทุกรุ่นก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถสปร์ทชั้นยอด สำหรับกิจกรรมการแข่งรถ เฟร์รารีกำลังอยู่ในช่วงที่ตกต่ำสุดขีดเพราะไม่เคยชนะอีกเลยนับแต่ชนะครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 1990
JAGUAR


แจกวาร์ เป็นรถยนต์นั่งระดับหรูของอังกฤษที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดีอีกยี่ห้อหนึ่งในประเทศไทย สัญญาลักษณ์ยี่ห้อนี้คือรูปเสือ แจกวาร์ ( JAGUAR ) ซึ่งเป็นสัตว์ป่าตระกูลแมว มีลักษณะปราดเปรียวว่องไว ทรงพลังและกล้าหาญ แจกวาร์ใช้สัญญาลักษณ์นี้มาตั้งแต่ปี 1945 ประวัติความป็นมาของแจกวาร์เริ่มขึ้นตั้งแต้ปี 1922 เมื่อ นายวิลเลียม ลีออนส์ ( WILLIAM LYONS ) ชาวอังกฤษซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านเซอร์ ได้ร่วมหุ้นกับนายวิลเลียม วอล์มสลีย์ ( WILLIAM WALMSLEY ) นักธุรกิจชาติเดียวกันก่อตั้งบริษัทสวอลโลว์ ไซด์คาร์ คัมปะนี ( SWALLOW SIDECAR COMPANY ) ขึ้นในอังกฤษ เพื่อผลิตไซด์คาร์ หรือจักรยานยนต์พ่วงข้างออกจำหน่ายในตลาด ฝีมือการออกแบบตัวถังรถยนต์ของท่านเซอร์จัดอยู่ขั้นอัจฉริยะ และเขาได้แสดงฝีมือ ให้ประจักษ์เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นผู้ออกแบบตัวถังของรถออสตินเซเวน ( AUSTIN SEVEN ) อันโด่งดัง กิจการของสวอลโลว์ ไซด์คาร์ ที่ก่อตั้งในปี 1922 ก้าวหน้าไปตามลำดับ จนที่สุดได้กลายสภาพจากผู้ผลิตรถไซด์คาร์เป็นผู้ผลิตรถยนต์ 4 ล้อยี่ห้อ เอส เอส คาร์ โดยอาศัยเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆของบริษัท แสตนดาร์ด มอเตอร์ (STANDARD MOTOR ) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำในยุคนั้นอย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กิจการการผลิตรถเอสเอสคาร์ ต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ เมื่อสงครามสงบคือในปี 1948 เซอร์ลีออนส์ก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ บริษัทเป็น แจกวาร์ คาร์ส ลิมิเทด (JAGUAR CARS LIMITED ) โดยพิจารณาเลือกชื่อจากสัตว์ชนิดต่างๆ กว่า 500 ชนิด แล้วมาถูกใจที่ชื่อ แจกวาร์ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าตระกูลแมวดังกล่าวและเปลี่ยนยี่ห้อรถเป็น แจกวาร์ นับแต่นั้น ผลงานยุคหลังสงครามของแจกวาร์ ดี-ไทพ์ ( JAGUAR D-TYPE ) วึ่งชนะการแข่งเลอมองส์ 24 ชั่วโมง 3 ปีติดต่อกันในปี 1955-1958 รถแจกวาร์ ดี-ไทพ์ ( JAGUAR D-TYPE ) และรถแจกวาร์ เอกซ์เจ 6 ( JAGUAR X-J6) รุ่นปี 1968 แจกวาร์ คาร์ส ลิมิเทด นับเป็นตัวอย่างที่ดีของคำพังเพย “ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก “ เพราะเมื่อต้นปี 1990 นี่เอง บริษัท ผู้ผลิตรถยนตืซึ่งเป็นความภูมิใจของคนอังกฤษมานานหลายทศวรรษนี้ ได้ถูกเทคโอเวอร์กิจการไปเสียแล้วและผู้ที่ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลซื้อหุ้นของแจกวาร์ไว้ครอบครอง คือ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ( FORD MOTOR COMPANY ) ผู้ผลิตรถยนต์ระดับ “ ยักษ์ใหญ่ “ ของสกรัฐอเมริกานั่นเอง
LAMBORGHINE
ลัมโปร์กินี เป็นชื่อของรถสปอร์ทที่ปรากฎตัวออกสู่สายตาโลกเมื่อประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง แต่ชื่อเสียงและกิตติคุณของรถสปอร์ทพันธ์อิตาลียี่ห้อนี้ กลับโด่งดังไม่แพ้รถสปอร์ทเก่าแก่อย่าง อัลฟา-โรเมโอ เฟร์รารี หรือ มาเซราตีนั่นเลย สัญลักษณ์ของ ลัมโบร์กินี เป็นรูปวัวกระทิง บรรจุอยู่ในโล่ โดยมีแถบชื่อ LAMBORGHINI พาดทับอยู่ด้านบน การที่ลัมโบร์กินีใช้รูปวัวกระทิงเป็นสัญสักษณ์ก็เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ปีเกิดของผู้ก่อตั้งกิจการนั่นเอง เฟร์รุชชิโอ สัมโบร์กินี (FERRUCCIO LAMBORGHINE) ชาวอิตาลีผู้ก่อร่างสร้างตัวจากเงินในกระเป๋าไม่กี่หมื่นลีร์ จนกลายเป็นนักธุรกิจระดับ “มัลติมิลเลียนแนร์” ผู้มีกิจการใหญ่โตในวงการอุต-สาหกรรมรถแทรคเตอร์และเครื่องปรับอากาศของเมืองมะกะโลนี ได้ควักเงินทุนก้อนหนึ่งก่อตั้งบริษัท ออโตโมบิลี เฟร์รุชชิโอ ลัมโบร์กินี เอศพีเอ (AUTOMOBILI FERRUCCIO LAMBORGHINI S.p.A.) ขึ้นเมื่อปี 1962 โดยที่จุดมุ่งหมายของบริษัทเกิดใหม่นี้ก็คือ ผลิตรถสปอร์ทชั้นยอดออกขายแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างเฟร์รารี ที่เฟร์รุชชิโอ ลัมโบร์กินีเคยเป็นลูกค้ามาก่อน เล่าขานสืบต่อกันมาว่า มูลเหตุที่ทำให้ มร.ลัมโบร์กินี คิดจะผลิตรถขึ้นเองก็เพราะไม่พอใจในบริการที่ได้รับจากเฟร์ารรีนั่นเอง และข้อได้เปรียบของลัมโบร์กินีก็คือ ก่อนที่จะหันมาเอาดีกับการผลิตรถสปอร์ทระดับ”ซูเพอร์คาร์” ลัมโบร์กินีมีโรงงานผลิตรถแทรคเตอร์อยู่แล้วผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ อาจต้องใช้เวลาแรมปีในการสร้างสมเกียรติยศชื่อเสียง แต่สำหรับลัมโบร์กินีที่เริ่มต้นกิจการด้วยคำขวัญ “มาหาลัมโบร์กินี ถ้าต้องการรถที่ดีที่สุดในโลก” ความสำเร็จเกิดขึ้นในเวลาชั่วคืน รถสปอร์ทแทบทุกรุ่นที่ลัมโบร์กินีผลิตออกสู่ตลาด ได้รับความนิยมจากนักเลงรถสปอร์ท “รายได้สูง รสนิยมสูง” จนผลิตขายแทบไม่ทัน โดยเฉพาะรถ ลัมโบร์กินี มีอูรา (LAMBORGHINI MIURA) ซึ่งปรากฎตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมรถยนต์ตูรินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1965 และออกจำหน่ายสองปีหลังจากนั้น นับเป็นรถที่สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้แก่ผู้ผลิตรถสปอร์ทรายนี้ยิ่งกว่ารถรุ่นอื่น ๆ ลัมโบร์กินีใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถก้าวขึ้นมาเทียมบ่าเทียมไหล่กับเจ้ายุทธจักรรถสปอร์ท อย่างเฟร์รารีได้สำเร็จ ในเดือนมิถุนายน 1981 ลัมโบร์กินีเปลี่ยนชื่อกิจการเป็นชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ นูโอวา ออโตโมบิสี เฟร์รุขขิโอ ลัมโบร์กินี เอสพีเอ (NUOVA AUTOMOBILI FERRUCCIO LAMBORGHINI S.p.A.)ปัญหาด้านการเงินบีบบังคับให้ผู้ผลิตรถสปอร์รายนี้ต้องเปลี่ยนมือเจ้าของกิจการหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคื่อในปี 1987 ลัมโบร์กินีก็มีสภาพเป็นปลาเล็กที่ถูกกลืนกินโดยปาใหญ่ โดยยอมขายกิจการทั้งหมดให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา คือ ไครสเลอร์ คอร์พอเรชัน ในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมาลัมโบร์กินีผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายในตลาดรวมทั้งสิ้น 13 รุ่น รุ่นที่ผลิตมากที่สุด คือ ลัมโบร์กินี คูนทาช (LAMBORGHINI COUNTACH) รถสปอร์ทระดับ “ซูเปอร์คาร์” ที่นักเลงรถทั่วโลกรู้จักกันดี ปัจจุบัน ลัมโบร์กินีมีกำลังผลิตประมาณ 400 คันต่อปี รถที่ผลิตจำหน่ายในขณะนี้มีอยุ่เพียงรุ่นเดียว คือ ลัมโบร์กินี ดิอาบโล (LAMBORGHINI BIABLO) ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดารถตลาดที่เร็วที่สุดในปัจจุบันเพราะสามารถวิ่งได้เร็วกว่า 325 กม./ชม.นั้นเทียว



ALFA ROMEO



ในอิตาลีมีผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญๆ อยู่รวม 7 ราย คือ อัลฟา โรเมโอ ( ALFE ROMEO ) เฟร์รารี ( FERRARI ) เฟียต ( FIAT ) ลัมโบร์กินี ( LAMBORGHINI ) ลันชิอา (LANCIA ) มาเซราตี( MASERATI ) และ เด โตมาโช ( DE TOMASOI ) สัญญาลักษณ์ที่พบเห็นได้บนแผงกระจังหน้าของรถอัลฟา โรเมโอ ทุกคันเป็นสัญญาลักษณ์เก่าแก่ที่ใช้ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 1910 โดยดัดแปลงเพียงเล็กน้อยจากแบบดั้งเดิม ที่มาของสัญญาลักษณ์นี้คือตราประจำตระกูลวิสคอนติ ( VISCONTI ) ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองมิลานอันเป็นที่ตั้งโรงงานของอัลฟา โรเมโอ โดยที่รูปมังกรสีเขียวกำลังกลืนกินเด็กสีแดงทางด้านขวามือ หมายถึงมังกรร้ายที่เชื่อกันว่าถูกสังหารโดยบรรพบุรุษของตระกูลในสมัยคริสต์ตวรรษที่ห้า ส่วนกางเขนสีแดงบนพื้นสีขาวด้านซ้ายมือ เป็นสัญญาลักษณ์การเข้าร่วมสงครามครูเสด ( CRUSADE ) ของตระกูลวิสคอนติ อัลฟา โรเมโอ นับเป็นบริษัท ที่ผลิตรถยนต์รายเก่าแก่ของอิตาลี เพราะเริ่มการผลิตรถยนต์มาตั้งแต่ปี 1910 ในระยะเริ่มแรกผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ผลิตรถยนต์จำหน่ายในชื่อ ALFA ซึ่งเป็นอักษรย่อของบริษัทชื่อ SOCIETE ANONLMA LOMBARDA FABBRICA AUTOMOBILI ( ตรงกับ LOMBARDY MOTOR MANUFACTURING CO.ในอังกฤษ ) จนกระทั่งปี1915 เมื่อเจ้าของเดิมขายกิจการให้แก่นักอุสาหกรรมผู้มีนามว่า นิโคลา โรเมโอ (NICOLA ROMEO ) ชื่อบริษัท จึงเปลี่ยนเป็น SOCIETE ANONLMA ING.NICOLA ROMEO CO. และชื่อรถที่ผลิตออกจำหน่ายเป็น ALFA ROMEO นับแต่นั้นมา อัลฟา โรเมโอ เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากแก่กีฬีาแข่งรถ และความสำเร็จในวงการแข่งนี่เองที่ทำให้ ชื่ออัลฟา โรเมโอ ขจรขจายไปทั่งโลก อาจกล่าวได้ว่าไม่มีการแข่งรถประเภทใดในทวีปยุโรปที่รถอัลฟา โรเมโอ ไม่เคยชนะ ในช่วงทศวรรษหลังปี 1930 อัลฟา โรเมโอ ประสบปัญหาขาดเงินหมุนเวียนถึงขนาดต้องขายกิจการทั้งหมดให้แก่รัฐบาลอิตาลี ในปี 1933 อย่างไรก็ตาม หลังจากดำรงฐานะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในความควบคุมของรัฐบาลอิตาลีอยู่ถึงห้าทศวรรษ ในปี 1986 อัลฟา โรเมโอ ก็เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทรถยนต์ของเอกชนอีกครั้งหนึ่งเมื่อรัฐบาลอิตาลีตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งคือ เฟียต ( FIAT ) ปัจจุบัน อัลฟา โรเมโอ จึงมีฐานะป็นผู้ผลิตรถยนต์ในเครือข่ายของฟียต ซึ่งกลุ่มบริษัทรายใหญ่ที่สุดของอิตาลี โรงงานผลิตรถ อัลฟา โรเมโอในอิตาลี มีอยู่ 2 แห่งในเมืองมิลานในภาคเหนือ และที่เมืองเนเบิลในภาคใต้ ในรอบปี 1991 อัลฟา โรเมโอ ผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 230,000 คัน รถที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ อัลฟา 33 และ อัลฟา สปอร์ท แวกอน รองไปคือ อัลฟา 75 และ อัลฟา 164 ส่วนรถแบบใหม่ล่าสุดเพิ่งออกตลาดเมื่อต้นปีนี้ คือ รถอัลฟา 155



CHEVROLET



ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเชฟวี่ทรัค เริ่มต้นเมื่อกว่า 80 ปีที่ผ่านมา เมื่อเชฟโรเลตแนะนำรถเชฟวี่ทรัครุ่นแรก ออกสู่ตลาด ในปี 1918 ด้วยความแข็งแกร่งและทรหดของเครื่องยนต์โครงแชสซี ระบบกันสะเทือนที่รองรับทุกรูปแบบการบรรทุก ส่งผลให้เชฟวี่ทรัคได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความพยายามอย่างไม่หยุดนิ่งของเชฟโรเลต ทำให้สายพันธ์เชฟวี่ทรัค มีการพัฒนาการเคียงคู่กับความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยมาตามลำดับดังนี้ 1918 เปิดตัวรถเชฟวี่ทรัค 2 รุ่นแรกคือ เชฟโรเลต 490 ซีรี่ส์ และโมเดล ที ซึ่งสร้างขึ้นจากแชสซีของรถยนต์นั่ง และติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ ทำความเร็วได้ 30 ไมล์/ชั่วโมง ผลิตขึ้นจากโรงงานในเมือง เซนต์หลุยส์ มลรัฐมิสซูรี่1921 แนะนำเชฟวี่ทรัค โมเดล จีออกสู่ตลาด 1926 เปิดตัวเชฟโรเลต วี-ซีรีส์ โรดสเตอร์ปิกอัพซึ่งมีกระบะไม้ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ด้านหลังหัวเก๋ง
การปรับปรุงรายละเอียดทางวิศวกรรมครั้งใหญ่มีขึ้นในปี 1936 โดยเริ่มนำเพลาหลังแบบลอย และระบบเบรก ไฮโดรลิก มาติดตั้งเป็นครั้งแรก และเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งให้เป็นที่ประจักษ์เชฟโรเลตจึงส่งรถกระบะรุ่นใหม่ 1 คัน ออกแล่นพิสูจน์สมรรถนะและความประหยัด รวมทั้งปีนขึ้นหุบเขา Pike Peak ในโคโลราโดพร้อมสัมภาระที่น้ำหนักรวมถึง 5 ตัน และสามารถทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้โดยไม่มีความบกพร่องใด ๆ ทั้งสิ้น โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 328 ชั่วโมง กับอีก 31 นาที ใช้ความเร็วเฉลี่ย 31 ไมล์/ชั่วโมง รวมระยะทางมากถึง 10,244 ไมล์ มาจนถึงทุกวันนี้ ทีมวิศวกรของเชฟโรเลตยังคงทำการทดสอบรถกระบะรุ่นใหม่ที่ Pike Peak เพื่อทดสอบให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและทรหด ก่อนผลิตออกสู่ตลาด ในปี 1936 เปลี่ยนโฉมเชฟวี่ทรัค ให้ทันสมัยขึ้นและทนทรหดยิ่งขึ้นจนผ่านบทพิสูจน์ ทะยานสู่หุบเขา ไพค์ พีค (Pike Peak) พร้อมสัมภาระน้ำหนักรวม 5 ตัน อย่างไร้ปัญหา สร้างชื่อเสียงด้านความแข็งแกร่งและทนทานให้กับเชฟวี่ทรัคจนถึงทุกวันนี้ต่อมา หน่วยงาน American Automobile Association (AAA) ได้นำรถเชฟวี่ทรัค ขนาดครึ่งตันแต่แบกน้ำหนักสัมภาระไว้ถึง 1,000 ปอนด์ ไปทดสอบการใช้งานตามโครงการ Second Annual Safe Driving Test ซึ่งเป็นบทพิสูจน์อย่างดีของเชฟวี่ ทรัค ในด้านความประหยัด เพราะใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยต่ำมาก อีกทั้งไม่มีปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องใด ๆ ทั้งที่มีการจอดแวะเพื่อบำรุงรักษาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผลจากการทดสอบครั้งสำคัญนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเชฟวี่ ทรัค เริ่มเป็นที่เลื่องระบือนามนับแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้บริโภค ทำให้ยอดขายของเชฟวี่ ทรัค แซงขึ้นหน้าคู่แข่งได้สำเร็จ จนยอดผลิตสะสมตั้งแต่ปี 1918-ปี 1941 พุ่งสู่ระดับ 2 ล้านคัน และยืนหยัดอยู่ในอันดับ 1 มากกว่า 30 ปี เมื่อสหรัฐอเมริกาต้องเข้าสู่สภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของสหรัฐฯในขณะนั้นได้ประกาศให้ผู้ผลิต รถยนต์ทุกแห่ง เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ผลิตยุทธปัจจัยเพื่อป้อนให้กับกองทัพ ด้วยเหตุนี้การผลิตรถยนต์ทุกประเภทเพื่อขายให้กับประชาชน จึงต้องสะดุดลง ชั่วคราว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จีเอ็มและเชฟโรเลต กลายเป็นผู้ผลิตรถกระบะสำหรับใช้สนับสนุนกองทัพอเมริกัน มากถึง 3 เท่าของผู้ผลิตรายอื่น ด้วยยอดผลิตจากทั้งหมด 94 โรงงานทั่วสหรัฐอเมริกา สูงถึง 854,000 คันภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1947 เชฟวี่ ทรัค รุ่นใหม่ แอดวานซ์ ดีไซน์ ซีรีส์ Advanced Design Series ก็ได้ถูกแนะนำตัวสู่ตลาดรถอเมริกันอีกครั้งด้วยความยาวมากขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความสบายให้ผู้โดยสาร ทั้งยังช่วยให้มีการระบายอากาศที่ดี ติดตั้งกระจกบังลมหลังทรงโค้งมน ช่วยลดจุดบอดทัศนวิสัยได้ดีขึ้น และยังเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งใบปัดน้ำฝนแบบ 2 ก้าน รวมทั้งการออกแบบแชสซีขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม เชฟโรเลตยังคงเพิ่มอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคาร์บิวเรเตอร์แบบ เพาเวอร์เจ็ท โช้คอัพแบบ Direct Double ไปจนถึงที่ล็อคประตูแบบกดปุ่ม ทำให้รถกระบะรุ่นนี้กลายเป็นรุ่นสำคัญอีกรุ่นหนึ่งที่ผลักดันให้ จีเอ็มกลายเป็นผู้นำของโลกอุตสาหกรรม ยานยนต์ในยุคหลังสงครามโลก 1955 เปิดตัวเชฟวี่ทรัค เครื่องยนต์ วี 8 ติดตั้งในรถกระบะรุ่นปี 1955 ออกแบบโดยหัวหน้าทีมวิศวกรของเชฟโรเลตในยุคนั้นที่ชื่อ Edward Cole จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่เรียบง่าย แต่ให้พละกำลังสูง อีกทั้งยังทนทาน และมีขนาดเล็กกว่า เครื่องยนต์ วี8 ในยุคก่อน ๆ และที่สำคัญก็คือเครื่องยนต์ วี8 นี้ถูกติดตั้งเชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติซึ่งถือเป็นความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี จีเอ็มและเชฟโรเลตเริ่มใช้มาตังแต่ปี 1955 ขณะเดียวกันผู้บริโภคยุคนั้นเริ่มต้องการรถกระบะที่ไม่เพียงแต่ใช้งานเพื่อการบรรทุกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถึงพร้อมด้วยความเป็นพาหนะสำหรับใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบายดังนั้น ในปี 1955 เชฟโรเลตจึงสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ เปิดตัว เชฟโรเลต คามิโอ แคร์ริเออร์ รถปิคอัพส่วนบุคคล “ Personal Pickup” รุ่นแรกของวงการ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สวยงามการใช้ชิ้นส่วนตัวถังทำจากพลาสติก และไฟเบอร์กลาส รวมทั้งไฟท้ายทรงเอกลักษณ์และฝาครอบล้อจากรถยนต์รุ่นดังระดับตำนานอย่าง เชฟโรเลต เบลแอร์ นอกจากนี้ยังเป็นรถกระบะรุ่นแรกในสหรัฐอเมริกา ที่มีตัวถังด้านข้างแบบเรียบ (non-stepside) จนคู่แข่งทั้งหลายพากันเลียนแบบ ทำตลาดจนถึงปี 1985นับจากปี 1918 จนถึงปี 1957 ยังมีรถกระบะเชฟโรเลตในสหรัฐอเมริกาต่อทะเบียนในปีนั้นมากถึง 3 ล้านคัน คิดเป็น 40 % จากยอดผลิตทั้งหมด ตัวเลขนี้แสดงถึงความโดดเด่นในด้านความแข็งแกร่ง ทนทานของรถกระบะสายพันธุ์เชฟวีทรัคได้อย่างดี ยุคสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงของ เชฟวี่ทรัค จากรถปิกอัพ พัฒนาจนมาเป็นรถเก๋งอย่าง Chevrolet El Camino ที่ยังคงความอเนกประสงค์ตามแบบฉบับไว้อย่างดี นอกจากนั้นในปี 1967 เป็นปีแห่งเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสายพันธ์เชฟวีทรัค ด้วยการนำระบบกันสะเทือนหน้า--หลังแบบคอยล์สปริงมาใช้เป็นครั้งแรกในเชฟวี่ทรัครุ่นใหม่ ++Chevrolet El Camino ความอเนกประสงค์บนเรือนร่างของรถเก๋ง++1959 เชฟโรเลตสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อีกครั้งด้วยการส่งเชฟโรเลต เอล คามิโน ออกสู่ตลาดด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวแบบรถเก๋งร่วมสมัย เครื่องยนต์มีทั้งแบบ 6 สูบ 325 แรงม้า และ วี 8 360 แรงม้า ประกอบเข้ากับความอเนกประสงค์พื้นที่กระบะหลังที่ยาวถึง 6 ฟุต และกว้างถึง 5 ฟุต จุได้มากพอ ๆ กับรถกระบะทั่วไปในยุคนั้นและรับน้ำหนักได้ถึง 1,000 ปอนด์ เอล คามิโน รุ่นสุดท้ายเปิดตัวเมื่อปี 1978 และอยู่ในตลาดจนถึง ปี 1987++ก้าวสู่ยุค 1960 ด้วยทางเลือกที่หลากหลายภายใต้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า++ ทศวรรษ 1960 เชฟโรเลตยังคงเป็นผู้นำในเทคโนโลยีการออกแบบ รถกระบะ ด้วยรูปโฉมที่กว้างขึ้น ยาวขึ้น แต่ลดความสูงลงตามสมัยนิยมถึง 7 นิ้วจากเดิม ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนมาใช้เฟรมแชสซีแบบ ladder-type อีกทั้งยังออกแบบให้หัวเก๋งสะดวกต่อการเข้าออกของผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เชฟโรเลตยังเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าอิสระมาตั้งแต่ปี 1960 ในปี 1961 เชฟโรเลตได้เปิดตัวรถเชฟวีทรัครูปแบบใหม่ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น นั่นคือ เชฟโรเลตคอร์แวร์ 95 ซีรีส์ แรมพ์ไซด์ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบรรทุกทั่วๆ ไป เป็นหนึ่งในเรื่องความประหยัด และความอเนกประสงค์ แปลกใหม่ด้วยแผงกระบะด้านข้างลำตัวที่เปิดออกได้เสริมด้วยพื้นฐานล้อยาว 95 นิ้ว ช่วยให้คล่องตัวในการขับขี่มีพิกัดบรรทุก 1,900 ปอนด์ ทำตลาดจนถึงปี 1964 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย เชฟโรเลต แวน รถตู้เพื่อการพาณิชย์รุ่นยอดนิยม++1966 ยอดผลิตของรถกระบะเชฟโรเลตทั้งหมดพุ่งสู่หลัก 10 ล้านคัน++ปี1967 เป็นปีแห่งเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสายพันธ์เชฟวีทรัค ด้วยการนำระบบกันสะเทือนหน้า--หลังแบบคอยล์สปริงมาใช้เป็นครั้งแรกในเชฟวี่ทรัครุ่นใหม่ ที่มีตัวถัวแบนและกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ด้วยระบบผ่อนแรงเบรก แผงหน้าปัดแบบนุ่ม ลดการบาดเจ็บของศีรษะผู้โดยสารเมื่อถูกปะทะ++ความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อครองความเป็นหนึ่ง++เดือนมีนาคม 1972 เชฟโรเลต ร่วมมือกับอีซูซุ มอเตอร์ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวเชฟโรเลต ลูฟ (LUV: Light Utility Vehicle) ครองใจผู้คนด้วยความประหยัดจากขุมพลังแบบ 4 สูบ OHC 75 แรงม้าเชื่อมต่อกับเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ แต่สามารถบรรทุกได้ถึง 1,100 ปอนด์ และที่สำคัญคือ ราคาประหยัด ลูฟจึงตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคที่มีวิกฤตการณ์เชื้อเพลิงโลกได้อย่างดี และถูกแทนที่ด้วย เอส-10 ในปี 1982 1973 เชฟวี่ทัครุ่นใหม่ เปิดตัวพร้อมตัวถังครูว์แค็บ 4 ประตู1978 ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล เป็นครั้งแรก ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น1981 เพิ่มระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 แบบใหม่ที่ผู้ขับสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสี่ล้อได้โดยไม่ต้องลงจากรถ1982 เปิดตัวเชฟโรเลต s10 คอมแพกต์ทรัค พร้อมขุมพลังวี6 เป็นรายแรกในตลาดรถกระบะขนาดกลาง1983 ยอดผลิตสะสมของเชฟวี่ทรัคทุกรุ่น สูงถึง 18.5 ล้านคัน นับตั้งแต่ปี 1955 ในจำนวนดังกล่าวยังคงมีเชฟวี ทรัคอยู่ถึง 11 ล้านคันที่ยังโลดแล่นอยู่ในชีวิตของผู้คนทั่วโลกในขณะนั้น++ก้าวสู่ยุคแห่งความสมบูรณ์แบบ++1987 เปิดตัวเชฟโรเลต ซี/เค ซีรี่ส์ (C/K series) ติดตั้งระบบเอบีเอส ล้อหลัง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อินสต้า แทรค (Insta Trac) และตัวถังแบบกระบะตอนครึ่ง (Extended Cab) รายแรกในตลาดโลก1991 เพิ่มขุมพลังเบนซิน วอร์เทค (Vortec) ระบบเอบีเอส ทั้ง 4 ล้อ และถุงลมนิรภัย1994 เชฟโรเลต S10 โฉมใหม่ ออกสู่ตลาด พร้อมรูปลักษณ์ที่ลู่ลมยิ่งขึ้น และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อินสต้าแทร็ค (Insta Trac)++สืบทอดสายเลือดทรหด++หัวใจสำคัญที่ทำให้รถเชฟวี่ทรัค ครองใจผู้คนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกมานานกว่า 80 ปี เป็นผลมาจากการนำทุกความต้องการของผู้บริโภค มาผสมผสานเข้ากับประสบการณ์และความรู้ในเชิงเทคโนโลยีวิศวรรมชั้นเลิศ ของทีมวิศวกรเชฟโรเลตในแต่ละยุคสมัย ที่สั่งสมและถ่ายทอดสืบต่อมา จนได้มาซึ่งเชฟวี่ทรัค รุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ผู้คนจำนวนมาก ต่างยอมรับในความเป็นหนึ่งในด้านความแข็งแกร่ง ทรหด บึกบึน เพื่อทุกรูปแบบการใช้งาน อย่างแท้จริง ในปี 1999 เชฟโรเลต ซิลเวอร์ราโด ก้าวสู่ความล้ำหน้าด้วยรูปโฉมใหม่ทั้งคัน แข็งแกร่งขึ้นพร้อมขุมพลัง Vortec ปี 2000 เชฟโรเลต เอส เอส อาร์ (SSR) รถกระบะ สปอร์ต โรดสเตอร์ ขับเคลื่อน ล้อหลังที่ใช้เครื่องยนต์ V8 และมีจุดเด่นที่ประทุนหลังคาแบบเปิด-ปิดได้ เอส เอส อาร์นี้สร้างกระแสความสนใจอย่างมากก่อนจะเริ่มผลิตเต็มรูปแบบในปี 2003 และได้รับการคัดเลือก ให้เป็นรถนำขบวน (Pace car) ในการแข่งขันอินดี้ คาร์ 2004 ในสหรัฐปี 2004 เชฟโรเลต โคโลราโด รถกระบะขนาดหนึ่งตันของเชฟโรเลตที่มีขนาดตัวถังใหญ่ที่สุดเท่าที่เชฟโรเลตเคยผลิตและมีรุ่นให้เลือกมากที่สุด จากประสบการณ์ที่ผ่านมากาลเวลามากว่า 80 ปี จวบจนถึงทุวันนี้ เชฟโรเลต ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเชฟวี่ทรัค รุ่นใหม่ ๆ ให้ถึงพร้อมด้วยสมรรถนะที่เป็นเลิศ ผสานความแข็งแกร่งปลอดภัย ให้ประจักษ์ถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นตามแบบฉบับเชฟวีทรัคสไตล์อเมริกัน



VOLKSWAGEN
หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่สองรถยนต์ที่ดังและเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดในเมืองไทยมีอยู่สอง “ฟ” เฟียต และ “ฟ” โฟล์ก คู่หูคู่โหดที่จุดเพลิงสงครามโลกทางยุโรป สองชาตินี้คืออิตาลีและเยอรมนี ที่โหดเหี้ยมที่สุดคือเยอรมนีที่มีพ่อหนวดกระจุกเป็นผู้นำปฏิบัติการ จองเวรกับยิวฆ่าพวกตายเป็นล้าน ๆ คนอย่างที่เรียกว่า “จอมโหด” ส่วนจอมเหี้ยมที่ตะวันออกคือ เสือเตี้ยชาวซามูไรที่บุกตะลุยประเทศตะวันออกกระจุยไปตาม ๆ กันน่าแปลกที่ประเทศแพ้ สงครามคือ เยอรมนีและอิตาลีมีรถยนต์ที่ยังเหลือความนิยมอยู่ในเมืองไทยและประเทศอื่นทางภาคนี้บางประเทศ รถยนต์โฟล์กและเฟียตมีลูกค้าเมืองไทยเต็มเมืองส่วนญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นสินค้ารถยนต์หรือสินค้าอื่นเกือบทุกชนิดคนไทยไม่นิยมและไม่ชอบเอามาก ๆ สินค้า “เมดอิน เจเปน” มีแต่คนร้องยี้ว่าเป็นสินค้าปลอมลอกเลียนไปจากสินค้าประเทศอื่น ส่วน “เมด อิน ยู.เอส.เอ.” ได้รับความนิยมอย่างสูงเรียกว่า “สูงสุด” ทีเดียว ความนิยมในรถยนต์โฟล์กและเฟียตมีอยู่นานไม่กี่ปีก็ถึงยุคเสื่อม โดยมียี่ห้อเฟียตเสื่อมก่อนทั้งเรื่องเครื่องยนต์และเรื่องไฟ ส่วนโฟล์กแม้จะมีอะไรดี ๆ ทั้งเรื่องน้ำคือไม่ต้องใช้น้ำระบายความร้อนและเครื่องยนต์ แต่รูปร่างของมันที่เรียกว่า “เต๋าทอง” ที่เคยคลั่งชอบกันมาก ๆ ก็เริ่มถอยลงโดยมองจุดเครื่องยนต์อยู่ท้ายตัวรถว่าไม่มีความปลอดภัยสำหรับชีวิตในตัวรถยนต์เพียงพอ ในขณะเดียวกันผู้ใช้รถยนต์ได้หันไปมองรถยนต์ญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงและด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นทุกปีทุกรุ่น ด้วยเวลาเพียงทศวรรษเดียวความนิยมในรถยนต์ของโฟล์กและเฟียตที่เสื่อมลงก็ถูกรถยนต์ “เมดอิน เจแปน” เข้ามาสวมแทนที่ด้วยความขยันขันแข็งและความอดทนของชาวซามูไรที่กล้ำกลืนความอดสูในความพ่ายแพ้ในสงคราม และการมีผู้นำที่ดีคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเริ่มบุกเบิกประเทศใหม่ มันเป็นการเริ่มต้นชีวิต ของแต่ละคน แต่ละครอบครัวและประเทศใหม่ ต่างก้มหน้าก้มตาทำแต่งานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่คำนึงถึงเวลาและเหงื่อไคลเพื่อหาเงินตราสกุลต่างประเทศโดยเฉพาะสกุล “ดอลลาร์” เข้าประเทศให้มากที่สุดโดยไม่สนใจเงิน “เยน” ที่มีค่าถูกที่สุดในประเทศและทั่วโลกเลย และสินค้าของญี่ปุ่นที่ทำเงินจากทั่วโลกมากที่สุดก็คือสินค้ารถยนต์ แม้เวลาจะผ่านจากการพ่ายแพ้สงครามมาแล้ว 50 ปี เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเวลานี้ไปล้ำหน้าประเทศผู้ชนะสงครามหลายขุม ญี่ปุ่นมีเงินตราต่างประเทศเช่น เงินดอลลาร์และเงินมาร์กหนุนหลังเต็มคลัง แม้กระนั้นญี่ปุ่นก็ยังไม่เคยหยุดยั้งที่จะกวาดหาเอาเงินต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่คนในประเทศยังมีคนยากจนอยู่อีกจำนวนมาก ดูเอาง่าย ๆ สินค้ารถยนต์ที่ญี่ปุ่นผลิตออกมาจำหน่ายมากเป็นอันดับที่หนึ่งทั่วโลกปีละประมาณ 8 ล้านคัน แต่เชื่อหรือไม่ว่าในญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นมีรถยนต์ใช้มากอยู่ในอับดับที่ 7 แทนที่จะมีใช้มากเป็นอันดับหนึ่ง คือคนญี่ปุ่น 4.5 คน มีรถยนต์ใช้หนึ่งคันเท่านั้น เมื่อมองดูสหรัฐที่ผลิตรถออกมามากเป็นอันดับที่สองปีละประมาณ 7 ล้านคน คิดแล้วคนสหรัฐมีรถใช้กันในอัตรา 1.9 คนต่อหนึ่งคัน ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในโลกที่คนสหรัฐใช้รถกันมาที่สุดเมื่อเป็นดังนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า ญี่ปุ่นรวยเฉพาะพวกนายทุนและรัฐบาล ส่วนประชาชนคนญี่ปุ่นไม่รวย แม้จะมีเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยสูงแต่ค่าใช้จ่ายความเป็นอยู่ในญี่ปุ่นก็สูงลิ่ว แม้จะประหยัดกันเต็มที่ก็ยังไม่พอยู่นั่นเองตลาดรถโฟล์กในไทยและประเทศในเอเชียรวมทั้งสนามสหรัฐเวลานี้มิได้รับความนิยมมากเหมือนก่อนเมืองเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะไม่เข้าขั้นในอันดับอะไรทั้งสิ้น แต่ในสนามประเทศยุโรปยังได้รับความนิยมไม่น้อย โฟล์กได้พยายามกู้ชื่อในสนามเอเชียและสนามสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้ผลกลับคืนมาแต่อย่างใด ยิ่งในสนามสหรัฐมันคงตัวไม่เพิ่มขึ้น โฟล์กไม่ไรับความสนใจในสื่อมวลชน ทั้งนี้ดูจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ไม่เห็นมีโฆษณาหรือเห็นน้อยบางตาเต็มที ยิ่งในโทรทัศน์ ทั้ง ๆ ที่ผมดูโทรทัศน์มากกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่เห็นโฆษณาของโฟล์กอยู่ดี บริษัทโฟล์กสวาเกน เป็นบริษัทสร้างรถมากเป็นอันดับหนึ่งในประเทศยุโรป และเป็นอันดับที่สี่ในโลก บริษัทมีพนักงานหรือคนงาน 251,000 คน มีรายได้ปีละ 35,000 ล้านดอลลาร์ เป็นกำไร 523 ล้านดอลลาร์ เริ่มก่อตั้งปี 1937 เรื่องหุ้นหรือสต๊อกไม่เคยเห็นอยู่ในระบบหรือในลิสต์ ดูเป็นเรื่องลึกลับในสหรัฐครับ ด้วยการสนับสนุนของจอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สมัยเริ่มครองอำนาจในเยอรมนีใหม่ ๆ ทำให้รถโฟล์กได้รับความนิยมเรียกว่าเกือบทั่วโลกแต่ไม่รวมในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่มีเจ้า “เต่าทอง” ออกมาจำหน่ายในสหรัฐจนถึงปี 1990 มีเพียง 5 ล้านกว่าคัน ในปี 1970 และปีต่อ ๆ มารถโฟล์กครองสหรัฐ 7 เปอร์เซ็น จนกระทั่งถึงปี 1989 โฟล์กเหลืออยู่ในตลาดสหรัฐเพียง 2 เปอร์เซ็น ทั้งนี้เรื่องเครื่องยนต์อยู่ตอนส่วนท้ายของตัวรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โฟล์กได้รับความนิยมน้อยลงในเรื่องความปลอดภัย มีเดียสหรัฐนับเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งเพาะมีความฉับไวในการเสนอข่าวความบกพร่องของโฟล์ก และอีกส่วนหนึ่งคือการศึกษาของคนอเมริกันที่มีสูงและให้ความไว้วางใจในการออกข่าวภาครัฐและการเสนอตามอีกของมีเดีย ไม่ว่าอะไรจะดีและเลวมันเกิดผลได้ทันทีเมื่อโฟล์กได้เสื่อมลง คนอเมริกันได้หันไปสนใจรถญี่ปุ่นมากขึ้นแทนที่ทันที รถญี่ปุ่นเริ่มได้รับความสนใจและนิยมในหมู่คนอเมริกาอย่างมากในปี 1980 เป็นต้นมา ในปี 1978 โฟล์กในมิชิแกน (โฟล์กเป็นบริษัทรถยนต์ต่างชาติบริษัทแรกที่มีโรงงานสร้างในสหรัฐ) เริ่มผลิตแบบหรือรุ่น “แรบบิตส์” ออกมาเป็นตัวแทนรุ่น “เต่าทอง” ที่เริ่มมองเห็นว่ามันจะไปไม่รอดในสนามสหรัฐแต่เจ้ากระต่ายก็มิได้ช่วยทำให้สถานการณืของโฟล์กฟื้นตัวขึ้นแต่อย่างใด ขณะนั้นโรงงานโฟล์กเกิดปัญหากับกรรมกรสร้างรถยนต์ซึ่งเป็นคนทำเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นในเรื่องผิว ผู้ช่วยผู้จักการแผนกบุคคลคนหนึ่งฆ่าตัวตาย บางเสียงว่าถูกฆาตกรรมได้พบโน้ตข้อความจากผู้ตายว่าได้รับความกดดันจากนายจ้างไม่ให้ร่วมมือกับการฟ้องร้องของคนดำถ้าไม่ร่วมมือบริษัทจะฟ้องเขาในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสตรีบางคน ฯลฯ พอถึงปี 1988 หลังจากมีการฟ้องร้องแล้ว 10 ปี โฟล์กตัดสินใจปิดโรงงานในมิชิแกนสิ้นสุดยุคของโฟล์กในดินแดนสหรัฐตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ผู้ริเริ่มสร้างรถโฟล์ก “เต่าทอง” คือ นายเฟอร์ดินานด์ ฟอสซ์ (หรือที่เรียกในไทยว่า “พอสเซ่” ) ที่ต้องการสร้างรถยนต์ราคาถูกเพื่อคนจนเยอรมันจะได้มีรถใช้โดยการสนับสนุนของจอมเผด็จการฮิตเลอร์ เขาเคยเสนอแบบดีไซน์โฟล์กแก่นายจ้างเก่าคือนายเตมเลอร์ เบนซ์ เจ้าของรถเบนซ์แต่ไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด




PORSCHE
เมื่อเอ่ยถึงรถสปอร์ทพันธุ์เยอรมันนักเลงรถสปอร์ทร้อยทั้งร้อยต้องนึกถึงชื่อ โพร์เช เป็นชื่อเเรก เพราะรถสปอร์ทยี่ห้อนี้ครองใจผู้ใช้รถทั่วโลกมาแล้วกว่าสี่ทศวรรษ สัญลักษณ์ของโพร์เช เป็นตราประจำเมืองชตุทท์การ์ท(STUTTGART)ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถโพร์เชนั่นเอง ประวัติความเป็นมาของโพร์เชก็คือประวัติของ ดร.เฟร์ดินันด์ โพร์เช (DR.FEREINAND PORSCHE) “อัจฉริยบุคคลแห่งโลกรถยนต์” ที่วงการรถสปอร์ททั่วโลกรู้จักกันดี ก่อนก่อตั้งบริษัท DR.ING.H.V. PORSCHE AG และผลิตรถยนต์สปร์ทออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1948 เฟร์ดินัน โพร์เช เคยทำงานให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของเยอรมนีมาแล้วหลายราย เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ โฟล์คสวาเกน วอนเดเร์ ฯลฯ ผลงานที่เฟร์ดินันท์ โพร์เช สร้างขึ้นและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์มีมากมายสุดจะจาระไน นอกจากชื่อเสียงในการผลิตรถสปอร์ทชั้นยอด ในวงการแข่งรถชื่อเสียงของโพร์เชก็ไม่น้อยหน้าใคร โพร์เชชนะมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าการแข่งความเร็วระยะสั้น การแข่งรถทางไกล หรือการแข่งเเรลลี ประจักษ์พยานยืนยันคือ ตำแหน่งเเชมป็การแข่งเลอมองส์ 24 ชั่วโมง อันมีชื่อเสียง แชมป์ผู้สร้างรถฟอร์มูลา 2 แชมป์โลกแรลลีสามสมัยซ้อน (1968-1970)แชมป์โลกผู้สร้างรถฟอร์มูลา 1 สองสมัยซ้อน (1984-1985) ฯลฯ มักเข้าใจกันอย่างผิดๆ ว่าโพร์เชเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีโฟล์คสวาเกนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แท้จริงแล้วโพร์เชยังคงมีลักษณะเป็น”กิจการในครอบครัว” คือมีผู้ถือหุ้นเพียง 10 คน โดยที่หัวเรือใหญ่ คือ เฟอร์รี โพร์เช อภิชาต บุตรของเฟร์ดินันด์ โพร์เชซึ่งเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 1915 ปัจจุบันโพร์เชมีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่เพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ที่เมืองชตุทท์การ์ท เยอรมนีตะวันตก ในปี 1990 โพร์เชผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 32,162 คัน รถที่ผลิตมากที่สุดคือ โพร์เช 911 รองลงไปคือ โพร์เช 944 และโพร์เช 928 ปัจจุบันโพร์เชผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 12 โมเดล


BENTLEY



เบนท์ลีเป็นรถยนต์นั่งระดับอัครฐานที่คงความเป็นผู้ดีอังกฤษไว้ทุกกระเบียดนิ้ว ผู้ร่ำรวยอารมณ์ขันบางคนเรียกรถยี่ห้อนี้ว่า”โรลล์ส-รอยศ์ สำหรับเศรษฐีระดับรอง” ผู้ชื่นชอบเรื่องสายลับ และเคยอ่านนิยายสายลับชุด”เจมส์ บอนด์ พยัคร้าย 007” มาแล้วคงทราบกันดีว่า รถที่ยอดสายลับของเราโปรดปรานเป็นพิเศษ คือ รถเบนท์ลีย์นี่เอง ไม่ใช่แอสตันมาร์ติน หรือโลทัส เอสปรีต์ เทอร์โบ อย่างที่เห็นในโฆษณาภาพยนต์ ผู้ให้กำเนิดรถเบนท์ลีย์ คือ วอลเตอร์ โอเวน เบนท์ลี (WALTER OWIN BENTLEY)ชาวอังกฤษ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1888 และเป็นคนที่ 9 ในบรรดาพี่น้องตระกูลเบนท์ลีย์จำนวน 11 คน ในปี 1920 เมื่อมีอายุ 32 ปี เขาได้ก่อตั้งบริษัท เบนท์ลีย์ มอเตอร์ ลิมิเทด(BENTLEY MOTOR LIMITED) ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 200,000 ปอนด์ และสร้างโรงงานขึ้นที่เมืองคริคเคิลวูดทางเหนือของกรุงลอนดอน เพื่อผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายโดยใช้ชื่อสกุลเป็นยี่ห้อรถ รถเบนท์ลีย์ในยุคนั้นจัดได้ว่าเป็นรถคุณภาพเยี่ยม แต่มีราคาแพง จึงขายได้ไม่มาก แม้ว่าชื่อเสียงเป็นที่นิยมกัน เพราะสามารถชนะเลิศการแข่งขันเลอมองส์ (LEMANS)ถึง 4 ปี ติดต่อกันในปี 1927-1930 เบนท์ลีย์จึงประสบปัญหาด้านการเงินอยู่บ่อย และเพียง 11 ปีหลังการก่อตั้ง คือในปี 1931 วอลเตอร์ โอเวน เบนท์ลีย์ ก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องขายกิจการทั้งหมดให้แก่โรลล์ส-รอยศ์และตัวเขาเองเปลี่ยนฐานะจากผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่งของโรลล์ส-รอยศ์ ตั้งแต่ปี 1931 เป็นต้นมาเบนท์ลีย์ มอเตอร์ จึงกลายสภาพเป็นบริษัทในเครือของโรลล์ส-รอยศ์ และรถเบนท์ลีย์ทุกคันก็ผลิตจากโรงงานเดียวกับรถโรลล์ส-รอยศ์อันโด่งดังนั่นเอง ปัจจุบันเบนท์ลีย์ผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5 โมเดล



LOTUS
โลทัส เป็นชื่อของรถสปอร์ทพันธุ์อังกฤษที่นักเลงทั่วโลกรู้จักกันดี สัญลักษณ์ของรถยี่ห้อนี้ เปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้งสัญลักษณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ อักษร C ตัวใหญ่ที่ปรากฎในสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นอักษรตัวแรกของชื่อ COLIN SHAPMAN ผู้ก่อตั้งกิจการ ส่วนอักษร B อักษร C และอักษร A ตัวเล็ก ย่อมาจาก BRITISH CAR AUCTIONS ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ โคลิน แชพแมน (COLIN SHAPMAN) ผู้ก่อตั้งโลทัส นับเป็นบุคคลระดับ “อัจฉริยะ” เขาเกิดเมื่อปี 1928 ที่เมืองริชมอนด์ ในประเทศอังกฤษ และได้รับปริญญาวิศวกรรมโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยลอนดอนเมื่อมีอายุเพียง 20 ปี แต่แทนที่จะประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโครงสร้างตามที่ร่ำเรียนมา แชพแมนผู้หลงใหลใฝ่ฝันเรื่องของรถยนต์และกีฬาแข่งรถมาแต่เด็ก กลับก่อตั้งบริษัท โลทัส เอนจิเนียริง (LOTUS ENGINEERING CO.) ขึ้นเมื่อปี 1952 แล้วออกแบบและสร้างรถแข่งและสปอร์ทออกจำหน่าย โดยสั่งซื้ออุปกรณ์และชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น ๆ มาดัดแปลงและประกอบเป็นคันรถกิจการของโลทัสก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความสำเร็จในสนามแข่งรถ จนกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ใครก็ตามที่รู้จักกีฬาแข่งรถ ย่อมรู้จักชื่อโลทัสและโคลิน แชพแมน ความสำเร็จของรถโลทัสในสนามแข่งรถทั้งระดับชาติและระดับโลก ยากที่จะหาใครเทียมทันเฉพาะการแข่งรถฟอร์มูลา 1 ชิงแชมป์โลกอันกระเดื่องเกียรติรถโลทัสคว้าตำแหน่งชนะเสิศมาแล้วรวม 79 ครั้ง กับสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์โลกผู้สร้างรถถึง 7 ครั้ง และตำแหน่งแชมป็โลกนักขับอีก 6 ครั้ง โคลิน แชพแมนถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจเมื่อเดือนธันวาคม 1982 ในขณะที่โลทัสกำลังประสบปัญหาด้านการเงินมรณกรรมของเขาส่งผลเป็นอย่างมากต่อฐานะของบริษัท และเพียง 3 ปี หลังจากนั้นกิจการผลิตรถยนต์ของโลทัสก็ถูกเทคโอเวอร์โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ-อเมริกา คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน แต่กิจการของทีมแข่งรถยังคงเป็นสมบัติของครอบครัวแชพแมนตราบจนปัจจุบัน รถโลทัสในตลาดรถยนต์ปัจจุบัน มีอยู่เพียง 3 อนุกรม คือ โลทัส อีแลน (LOTUS ELAN) โล-ทัสเอกเซล (LOTUS EXCEL) และโลทัสเอสปรัต์ (LOTUS ESPRIT)



ROLLS-ROYCE
“รถยนต์นั่งที่ดีที่สุดในโลกคือรถอะไร?” เป็นคำถามที่ยากจะหาคำตอบ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึง”รถยนต์นั่งที่ดีที่สุดในโลก”ชื่อ โรลล์ส-รอยศ์ จะถูกกล่าวขานด้วยทุกครั้ง สัญลักษณ์ของรถยนต์นั่งระดับหรูและอัครฐานยี่ห้อนี้ เป็นตัวอักษร R สองตัว ล้อมรอบด้วยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลบมุม ด้านบนมีชื่อ ROLLS ด้านล่างมีชื่อ ROYCE อักษร R สองตัวดังกล่าวนี้ ก็คือักษรย่อของชื่อ ROLLS และ ROYCE ซึ่งเป็นนามสกุลของชาวอังกฤษ 2 คน ที่ร่วมกันก่อตั้งกิจการผลิตรถยนต์โรลล์ส-รอยศ์นั่นเอง นอกจากสัญลักษณ์ดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของโรลล์ส-รอยศ์ และเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อ”THE SPIRIT OF ECSTASY” หรือ “จิตวิญญาณแห่งความปิติ” โรลล์ส-รอยศ์มอบหมายให้นายชาร์ลส์ โรบินสัน ไซค์ส์ (CHARLES ROBINSON SYKES)เป็นผู้ออกแบบ โดยจินตนาการถึงนางฟ้าองค์น้อยที่หลงใหลกับการเดินทางโดยรถยนต์ และได้บินลงมาประทับบนหน้าหม้อรถโรลล์ส-รอยศ์ เพื่อเริงรื่นกับอากาศอันบริสุทธิ์ หุ่นนางฟ้า”THE SPIRIT OF ECSTASY” นี้นับเป็นสัญลักษณ์รถยนต์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปชาร์ลส์ สจวร์ท โรลล์ส (DHARLES STEWART ROLLS ) และ เฟรเดริค เฮนรี รอยศ์ (FREDERICK HENRY ROYCE) เป็นชาวอังกฤษด้วยกันทั้งคู่ แต่มีฐานะทางครอบครัวและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโรลล์สอยู่ในตระกูลผู้สูงศักดิ์ และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อันมีชื่อเสียง ส่วยรอยศ์เกิดในครอบครัวของสามัญชนผู้ยากจน ในวัยเด็กยังชีพด้วยการขายหนังสือพิมพ์ตามท้องถนน แต่ด้วยความมานะพยายามและสู่ชีวิต เขาได้เรียนรู้งานวิศวกรรมเบื้องต้น วิชาภาษาต่างประเทศ วิชาคำนวน และวิชาไฟฟ้าจนสามารถเปิดบริษัทของตนเองขึ้นมาได้ โชคชะตาชักนำให้คนทั้งสองได้พบกัน และร่วมกันก่อตั้งบริษัทโรลล์ส-รอยศ์ ลิมิเทด (ROLLS-ROYCE LTD.) ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1906 ด้วยเงินลงทุน 60,000 ปอนด์ และนั่นเองคือจุดกำเนิดของรถยนต์นั่งระดับหรูหราอัครฐานและคู่ควรกับคำว่า”รถยนต์นั่งที่ดีที่สุดในโลก” นับแต่ก่อตั้งกิจการตราบจนปัจจุบัน โรลล์ส-รอยศ์ผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายทั้งในชื่อ โรลล์ส-รอยศ์ และ เบนท์ลีย์ รวมทั้งสิ้น 43 รุ่น สำหรับรถที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันในชื่อโรลล์ส-รอยศ์ มีอยู่เพียง 3 รุ่น คือ ซิลเวอร์ สปิริททู(SILVER SPIRIT II) ซิลเวอร์ สเปอร์ ทู (SILVER SPUR II) และ คอร์นิช ธรี (CORNICHE III) ในปัจจุบัน บริษัท โรลล์ส-รอยศ์ มอเตอร์ คาร์ส์ ลิมิเทด(ROLLS-ROYCE MOTOR CARS LIMITED) เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัท วิกเคอร์ กรุพ ซึ่งมีกิจการกว้างขวาง ทั้งในด้านอุปกรณ์การแพทย์ วิศวกรรมทางทะเล ยานเกราะ อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมยาน


FIAT



ในบรรดารถยนต์อิตาลีหลาย ๆ ยี่ห้อ ยี่ห้อทั้งที่เคยมีจำหน่ายในประเทศไทยและไม่มี น่าจะกล่าวได้ ว่า รถที่ผู้ใช้รถคุ้นเคย กันมากที่สุดคือ เฟียต นั่นเอง เฟียต เปลี่ยนสัญญา ลักษณ์ มาแล้วหลายครั้ง สัญญาลักษณ์ปัจจุบัน ไม่มีความ หมายอะไรพิเศษ นอกจาก อักษร FIAT ซึ่งย่อมาจาก FABBRICA ITALANA AUTOMOBILI TORINO ที่แปลว่า โรงผลิตรถยนต์ แห่งเมืองตูริน อันเป็นชื่อ เดิมที่ใช้เมื่อก่อตั้งกิจการ 93 ปีก่อน รถเฟียตรุ่นแรกออกสู่ตลาด เมื่อปี 1899 และนับแต่นั้นจน ปัจจุบัน เฟียตผลิตรถออกสู่ ตลาดไปแล้วไม่น้อยกว่า 320 รุ่น ผลงานส่วนใหญ่ ของเฟียตเป็น รถยนต์นั่ง ขนาดเล็ก เนื่องจากเฟียตเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่เชื่อมันในปรัญชญา ผลิตรถระดับชาวบ้านที่ใช้งานได้คุ้มราคา ปัจจุบัน เฟียตไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอิตาลีเท่านั้น หากมีฐานะเป็นกลุ่มบริษัทอุสาหกรรมที่ครอบคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของแผ่นดินอิตาลี กิจการของฟียตมีตั้งแต่การผลิตรถยนต์นั่ง รถบรรทุก รถโดยสาร อุปกรณ์การก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร การพลังงาน การพิมพ์ การขนส่งฯลฯ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าเฟียตคือ มาเฟียของอิตาลี ในส่วนของอุสาหกรรมรถยนต์ กล่าวได้ว่า เฟียตกำอุสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในอิตาลีไว้ในมือทั้งหมดเพราะบริษัทรถยนต์แทบทุกรายไม่ว่าจะเป็น ลันชิอา-อัลฟา โรเมโอ-เฟร์รารี-เอาโต บิอังคี หรือ อินโนเซนตีล้วนแล้วแต่บริษัทที่อยู่ในเครื่อข่ายของเฟียตทั้งสิ้น ปี ค.ศ. 1990 กลุ่มเฟียตผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดทั่วโลกทั้งสิ้นประมาณ 2,162,000 คัน เฉพาะในตลาดยุโรปตะวันตก กลุ่มเฟียตครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มโฟล์คสวาเกน/เอาดี/เซอาท ผลงานของเฟียต คว้าตำแหน่ง รถแห่งปียุโรป (EUROPEAN CAP OF THE YEAR ) รวม 5 ครั้ง คือเฟียต 124 ( ปี 1967 ) เฟียต 128 ( ปี 1970 ) เฟียต 127 ( ปี 1972 ) เฟียต อูโน (ปี 1984 ) และ เฟียต ติโป ( ปี 1989 ) ปัจจุบัน เฟียตผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายในชื่อเฟียตรวม 6 อนุกรม รถที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ เฟียต อูโน รองลงไปคือ เฟียต ติโปและเฟียต แพนดา
Comments