วิจัยหน้าเดียว

วิจัยหน้าเดียว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตัวอย่างวิจัยหน้าเดียว
 
 

 

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

หัวข้อ
การศึกษาผลการเรียนกราฟพาราโบลา
 โดยใช้โปรแกรมจีเอสพีและจาวา

 

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7     ปีการศึกษา 2548

โดย

 นายสมบัติ  สัณหรัติ

ตำแหน่ง ครู

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การศึกษา ลการเรียนกราฟพาราโบลา ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น นิยมใช้กระดาน
กราฟที่เป็นแผนภาพในการเรียนรู้ซึ่งไม่สามารถเห็นกราฟที่แท้จริงได้  ผลการเรียนรู้ของนักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ตามจุดประสงค์
     ผู้วิจัยมีความเชื่อว่าถ้าการจัดการเรียนรู้มีสื่อที่เป็นรูปธรรมเพียงพอต่อนักเรียนและนำมาใช้อย่างมีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงด้วย  การแก้ปัญหาและการวิจัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

                                                การนำเสนอรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของนักเรียนในห้องเรียน โดยมีความเชื่อว่าถ้าจัดแผนการเรียนรู้โดยใช้สื่อใหม่ๆ (นวัตกรรม) ย่อมส่งผลให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นด้วย   และถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด
ข้าพเจ้าขอน้อมรับการแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป.

 

 

(นายสมบัติ  สัณหรัติ)

ตำแหน่ง ครู

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

เรียนเสนอ รายงาน

………………………………………………..

           (นายสุมลย์ ออมสิน)

หัวหน้ากลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์

 

……………………………………………….

        (นางนันทนา  เสนีย์ศรีสันติ)

       รองผู้อำนวยการฯฝ่ายวิชาการ

 

…………………………………………….

           (นายบรรลือชัย  ผิวสานต์)

              ผู้อำนวยการโรงเรียน

 

 

 

สารบัญ

คำนำ

1. รายงานผลการวิจัย

2. การเขียนรายงานการวิจัยแบบหน้าเดียว

ภาคผนวก

                - สื่อ/นวัตกรรมชื่อ พาราโบลา โดยใช้โปรแกรมจีเอสพีและจาวา

- แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้สื่อ

บรรณานุกรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทคัดย่อ
 

                               

หัวข้อ    การศึกษาผลการเรียนกราฟพาราโบลา โดยใช้โปรแกรมจีเอสพีและจาวา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7    โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี              ปีการศึกษา 2548

รูปแบบ                  การวิจัยในชั้นเรียน  รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา

ผู้วิจัย                     นายสมบัติ  สัณหรัติ  ครูโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี
                                ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2548

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

            ลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม. 3/7 ปีการศึกษา 2548ในเรื่องกราฟพาราโบลาโดยใช้กระดานกราฟและแผนภาพ  พบว่าผลการสอบมีคะแนนค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์ ตามจุดประสงค์
 ผู้วิจัยมีความเห็นว่าสื่อที่ใช้อยู่อาจไม่เป็นรูปธรรมมากพอ ไม่เห็นสภาพจริงของกราฟ   จึงพยายามสร้างสื่อนวัตกรรมขึ้นมาใหม่โดยใช้โปรแกรมจีเอสพีและจาวาและเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์  ซึ่ง
นักเรียนทุกคนต้องเรียนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว  เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการสร้างสื่อ 
ผู้วิจัยมีความเชื่อว่าการใช้สื่อใหม่ๆจะช่วยส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นด้วย. 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                เพื่อศึกษาผลการเรียนกราฟพาราโบลา โดยใช้โปรแกรมจีเอสพีและจาวา

 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี   ปีการศึกษา 2548

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อคอมพิวเตอร์

ขอบเขตของการวิจัย

                                1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

                                2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7  เพียงห้องเดียว
                                   โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2548

                                3. ระยะเวลาที่วิจัยเดือน15-26 พฤศจิกายน 2548  ในชม.เรียน
                                4. สถานที่ ห้องเรียน 144  และห้องคอมพิวเตอร์ชั้น 3

นิยามศัพท์ในการวิจัย

                                นักเรียน         หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 7 ปีการศึกษา 2548
                                                         โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

                                ผลการเรียน    หมายถึง ผลการเรียนรู้เฉพาะเรื่องกราฟพาราโบลา

 

 

 

วิธีดำเนินการวิจัย

                                1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

                                2. ศึกษาเนื้อหา  ออกแบบสื่อการเรียนรู้ ทดลองใช้งาน ตรวจสอบความถูกต้อง
                                    และเวลาที่ใช้งาน

                                3. วางแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้สื่อ

                                4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

                                5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

                ผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม. 3/7 ทั้งหมด 47 คน

ผลการตรวจสอบโดย T-test เกี่ยวกับระดับความแตกต่างของคะแนนก่อนการใช้สื่อและหลังการใช้สื่อมีค่าเท่ากับ  7.65

เมื่อเปรียบเทียบกับตาราง T-Test 2 Tail  ที่นัยสำคัญ 0.01 ของจำนวนข้อมูลอิสระที่ 40  มีค่าเท่ากับ 2.70
 ……..   พบว่าความแตกต่างของคะแนนสอบ มีนัยสำคัญที่ 0.01 
หมายความว่าสื่อมีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น  ถือว่ามีผลดี 

การวัดการกระจายของคะแนนมีความแตกต่างลดลง

ประสิทธิภาพการสอน มีค่าเพิ่มขึ้น

                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการวิจัย

                      ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อโปรแกรมจีเอสพี
และจาวา   ประสิทธิภาพการสอนมีค่าเพิ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

                หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สสวท

                คณิตศาสตร์เพิ่มเติม แบบเรียนคณิตศาสตร์  สสวท 2547

                จีเอสพีและจาวา  การใช้งานโปรแกรมจีเอสพี  สสวท

www.ipst.ac.th        การวิจัยแบบหน้าเดียว สสวท.

 

 

 

 

 

 

 

 *******************

 

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน


หัวข้อ

การศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามและสมการกำลังสอง
 โดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ต
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7     ปีการศึกษา 2548

 

โดย

 

นายสมบัติ  สัณหรัติ

ตำแหน่ง ครู

 

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                                    ผู้วิจัยมีความเชื่อว่าถ้าการจัดการเรียนรู้ของครูมีคุณภาพสูงย่อมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงด้วย  การแก้ปัญหาและการวิจัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

                                                การนำเสนอรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของนักเรียนในห้องเรียน โดยมีความเชื่อว่าถ้าจัดแผนการเรียนรู้โดยใช้สื่อใหม่ๆ ย่อมส่งผลให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นด้วย   และถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด
ข้าพเจ้าขอน้อมรับการแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป.

 

 

(นายสมบัติ  สัณหรัติ)

ครู

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

เรียนเสนอ รายงาน

………………………………………………..

           (นายสุมลย์ ออมสิน)

หัวหน้ากลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์

 

……………………………………………….

        (นางนันทนา  เสนีย์ศรีสันติ)

       รองผู้อำนวยการฯฝ่ายวิชาการ

 

…………………………………………….

           (นายบรรลือชัย  ผิวสานต์)

              ผู้อำนวยการโรงเรียน

 

 

 

 

 

สารบัญ

คำนำ

1 บทนำ การเขียนรายงานการวิจัยแบบหน้าเดียว

2. บทคัดย่อ รายงานการวิจัย

ภาคผนวก

                - สื่ออินเทอร์เน็ต

- แผนการจัดการเรียนรู้

บรรณานุกรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทคัดย่อ รายงานการวิจัย

                               

หัวข้อ    การศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามและสมการกำลังสอง
                โดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี       ปีการศึกษา 2548

รูปแบบ                  การวิจัยในชั้นเรียน แบบการวิจัยเชิงพัฒนา

ผู้วิจัย                     นายสมบัติ  สัณหรัติ  ครูโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี
                                ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                                ผลการเรียนรู้ในเรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามและสมการกำลังสอง ที่ผ่านมา พบว่าเมื่อวางแผนการสอนและนำไปใช้งานโดยใช้สื่อพื้นฐานธรรมดาคือแบบเรียนกระดาษและกระดาน ผลการทำแบบฝึกหัด นักเรียนผ่านไม่ถึงร้อยละ 50          ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรศึกษาและปรับปรุงแก้ไขวิธีการเรียนรู้   ผู้วิจัยได้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่พัฒนาขึ้นโดยมีความเชื่อว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ จะทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                เพื่อการศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามและ
สมการกำลังสอง  โดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี      
ปีการศึกษา 2548

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อคอมพิวเตอร์

ขอบเขตของการวิจัย

                                1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

                                2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7  เพียงห้องเดียว
                                   โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2548

                                3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 11-15 กรกฎาคม 2548  ในชม.เรียนวันจันทร์-ศุกร์
                                4. สถานที่ ห้องเรียน 144  และห้องคอมพิวเตอร์ชั้น 3

นิยามศัพท์ในการวิจัย

                                นักเรียน         หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 7 ปีการศึกษา 2548
                                                         โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

                                ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามและ
                                                         สมการกำลังสอง

 

วิธีดำเนินการวิจัย

                                1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

                                2. ศึกษาเนื้อหา และ ออกแบบสื่อการเรียนรู้

                                3. วางแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ต

                                4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

                                5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

                 

สรุปผลการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อคอมพิวเตอร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

                www.ipst.ac.th        การวิจัยแบบหน้าเดียว สสวท.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 *******************

 

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน


เรื่อง

การศึกษาผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายโดยใช้สื่อ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3     ปีการศึกษา 2549

 

 

 

 

โดย

 

นายสมบัติ  สัณหรัติ

ครู คศ2

โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

 

 

 

 

 

คำนำ

                                    ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งชี้การจัดการเรียนการสอนของครูในเบื้องต้น  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่สูงก็มิได้แปลว่าคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูสูงตาม  แต่มีความเชื่อว่าถ้าการจัดการเรียนรู้ของครูมีคุณภาพสูงย่อมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงด้วย  การแก้ปัญหาและการวิจัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

                                                การนำเสนอรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของนักเรียนในห้องเรียน โดยมีความเชื่อว่าถ้าจัดแผนการเรียนรู้โดยใช้สื่อวัสดุที่หาง่าย ย่อมส่งผลให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นด้วย   และถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับและแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป.

 

(นายสมบัติ  สัณหรัติ)

ครู คศ2

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

บันทึกการนิเทศ

.........................................................................................................................

.......................................

(นายสุมลย์  ออมสิน)

หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

......................................................................................................................

.................................................

(นางนันทนา  เสนีย์ศรีสันติ)

รองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายวิชาการ

 

.....................................................................................................................

.................................................

    (นายบรรลือชัย  ผิวสานต์)

ผู้อำนวยการโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

 

 

 

 

สารบัญ

คำนำ

บทคัดย่อ

1 บทนำ

2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

3. วิธีดำเนินการวิจัย

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

5. สรุป อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

ภาคผนวก

       แผนการจัดการเรียนรู้

     ประมวลภาพต่างๆ

บรรณานุกรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทคัดย่อ

                               

หัวข้อ                    การศึกษาผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายโดยใช้สื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
                                ปีการศึกษา 2549

รูปแบบ                  การวิจัยในชั้นเรียน แบบการวิจัยเชิงพัฒนา

ผู้วิจัย                     นายสมบัติ  สัณหรัติ  ครู คศ2  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี
                                ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                                ผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายของนักเรียน ม.3/11และ ม.3/12 ที่สอนโดยวิธีปกติบนกระดานดำ จำนวน 90 คน มีนักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้เพียง 37 คนซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์          ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรศึกษาและปรับปรุงแก้ไขโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยมีความเชื่อว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ จะทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                เพื่อการศึกษาผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายโดยใช้สื่อ
                                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3     ปีการศึกษา 2549

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

ขอบเขตของการวิจัย

                                1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

                                2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เพียง 2 ห้อง
                                   คือ ม.3/11 และ ม.3/12 จำนวน 90 คน  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2549

                                3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 28 สิงหาคม - 1 กันยายน 2549  ในคาบเรียนวันจันทร์                             
                               อังคารและ พฤหัสบดี   

                                4. สถานที่ ห้องเรียน ม.3/11 และ ม.3/12 ห้อง 332 และ 333  

นิยามศัพท์ในการวิจัย

                                นักเรียน         หมายถึง นักเรียนชั้นม.3/11 และ ม.3/12 ปีการศึกษา 2549
                                                         โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

                                ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้าย

 

 

 

วิธีดำเนินการวิจัย

                                1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

                                2. ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายและออกแบบสื่อการเรียนรู้

                                3. วางแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อ

                                4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

                                5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

                                นักเรียนที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ม.3/11 และ ม.3/12 จำนวน 90 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม  - 1 กันยายน 2549  ห้องเรียน 332 และ 333

                                เมื่อวัดผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อโดยใช้แบบฝึกหัด 2 ข้อ  พบว่า
นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้ จำนวน 37 คน จากทั้งหมด 90 คน คิดเป็นร้อยละ 41.11

                                เมื่อวัดผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อโดยใช้แบบฝึกหัด 2 ข้อ   พบว่า
นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้ จำนวน 79 คน จากทั้งหมด 90 คน คิดเป็นร้อยละ 87.77

 

                                ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ เพิ่มขึ้น จำนวน 42 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.66

สรุปผลการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ โดย มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น จำนวน 42 คน

ข้อเสนอแนะ

                                นักเรียนจำนวน 11 คนที่มีผลการเรียนรู้เท่าเดิม ผู้วิจัยจะได้ทำการจัดสอนซ่อมเสริมและติดตามผลต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.บทนำ


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                   ผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายของนักเรียน ม.3/11และ ม.3/12 ที่สอนโดยวิธีปกติบนกระดานดำ จำนวน 90 คน มีนักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้เพียง 37 คนซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์   
ดังภาพตัวอย่าง       

 

 

                               

                                เห็นได้ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกมองภาพสามเหลี่ยมที่ซ้อนกัน และ บอกความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยมที่ซ้อนกันไม่ถูกต้อง

                                ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรศึกษาและปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ทดลองเฉพาะห้องเรียนที่ผู้วิจัยทำการสอนและเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยมีความเชื่อว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ จะทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                เพื่อการศึกษาผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายโดยใช้สื่อ
                                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3     ปีการศึกษา 2549

 

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

 

 

 

 

ขอบเขตของการวิจัย

                                1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

                                2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เพียง 2 ห้อง
                                   คือ ม.3/11 และ ม.3/12 จำนวน 90 คน  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2549

                                3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 28 สิงหาคม - 1 กันยายน 2549  ในคาบเรียนวันจันทร์                             
                               อังคารและ พฤหัสบดี   

                                4. สถานที่ ห้องเรียน ม.3/11 และ ม.3/12 ห้อง 332 และ 333  

นิยามศัพท์ในการวิจัย

                                นักเรียน         หมายถึง นักเรียนชั้นม.3/11 และ ม.3/12 ปีการศึกษา 2549
                                                         โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

                                ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเรียนรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้าย

 

วิธีดำเนินการวิจัย

                                1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

                                2. ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับสามเหลี่ยมคล้ายและออกแบบสื่อการเรียนรู้

                                3. วางแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อ

                                4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

                                5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

                                1. ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

                                2. สามารถใช้สื่อที่พัฒนาไปปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

                                การศึกษาความรู้เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและตำราจากอาจารย์ประวิต  เอราวรรณ์ (.. วิจัยการศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กรุงเทพ:สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2542 ,177 หน้า  ในเรื่องเกี่ยวกับรูปแบบการวิจัยซึ่งมี 3 แบบ การวิจัยเชิงพัฒนาเป็นหนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจเกี่ยวการพัฒนาสื่อการเรียนรู้  ทำให้มองเห็นมโนทัศน์ในการพัฒนาที่เน้นในเชิงการแก้ปัญหาผู้เรียนในด้านต่างๆที่เป็นปัญหาหลักและปัญหารอง

                การวิจัยในชั้นเรียนแบบหน้าเดียว โดย สุกัน  เทียนทอง

ความหมายความสำคัญ การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research :CAR)

Kemmis, S.กล่าวว่า Kurt Lewin เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า"action reseach" โดยมีขอบเขตอยู่ที่การ แก้ปัญหา และพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๔๔ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพครูให้มีความเป็นผู้นำทางวิชาการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ครูสามารถใช้การวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ครูสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และให้สามารถศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งสอดคล้อง กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ () ให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มาตรา ๖๗ รัฐจ้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยมีครูเป็นผู้ปฏิบัติการวิจัย เรียกว่า ครูนักวิจัย (teacher as Research)ซึ่งจะต้องมีพันธกิจ (Mission) ที่จะต้องค้นหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
ในการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน ถ้าหากครูต้องเขียนรายงานการวิจัยทั้ง ๕ บท จะต้องใช้เวลายาวนานหลายคนจึงไม่สามารถเขียนรายงานการวิจัยแบบยาวๆ ได้ จึงนำเสนอวิธีการเขียนรายงานการวิจัยแบบง่ายๆ สั้นๆ ซึ่งสามารถทำวิจัย ได้ทั้งครู และนักเรียน ตามแนวของกรมวิชาการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

จุดประสงค์ทั่วไปของการทำวิจัย


 
เพื่อแก้ปัญหานักเรียนในชั้นที่ตนเองสอน
          -
สอนไปแล้วมีปัญหา หรือนำปัญหาจากผลการสอนปีที่ผ่านมาหรือคิดหาวิธีการสอนใหม่ๆ
                  มาช่วยให้การสอน สนุกสนานยิ่งขึ้นแล้วทำการวิจัยโดยไม่จำเป็นต้องเขียนเค้าโครงการวิจัยก็ได้
                 และไม่จำเป็นต้องบันทึกขออนุญาตผู้บริหาร หรือเสนอหัวหน้าฝ่ายต่างๆให้ความเห็นชอบ

          -
เขียนรายงานการวิจัยสั้นๆ หน้าเดียวหรือ ๒ - ๑๐ หน้า
          -
บันทึกรายงานเสนอผู้บริหารสถานศึกษาทราบ
          -
ถ่ายเอกสารเผยแพร่ให้ครูในโรงเรียน หรือโรงเรียนอื่นๆ เพื่อสะสมเป็นผลงานของเรา

 

 

รูปแบบของการวิจัยที่เหมาะในการนำไปวิจัยในชั้นเรียน


. การวิจัยเชิงสำรวจ เช่น สำรวจว่านักเรียนแต่งกายไม่เรียนร้อยนั้นมีกี่คน ใครบ้างสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน
                                          ที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ สำรวจนักเรียนว่าใครเคยสูบบุหรี่บ้าง

.การวิจัยหาความสัมพันธ์ เช่นนักเรียนกลุ่มที่เรียนเก่งกับกลุ่มเรียนอ่อนมีความสัมพันธ์ กับอาชีพผู้ปกครอง
                                          หรือไม่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับภาษาไทย หรือไม่

.การวิจัยเปรียบเทียบ เช่น การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์วิชาสังคมศึกษาเรื่องการ เลือกตั้งระหว่างการสอนแบบ
                                         แสดงบทบาท สมมติกับการสอนแบบบรรยาย

.การวิจัยทดลองเชิงเหตุผล จะแบ่งกลุ่มทดลองเป็นกลุ่มๆ แล้วเปรียบเทียบว่าใคร ดีกว่ากัน เช่น ทดลองวิธีสอน
                                         สองวิธี โดยใช้นักเรียนห้อง ก
. และห้อง ข.
มีจุดอ่อนคือนักเรียน อาจแอบดูกัน หรือ
                                         สอบถามกันนอกห้องมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้ผลดี แต่อีกลุ่มยังอ่อนเหมือนเดิม


.การวิจัยเชิงทดลองและพัฒนา วิธีนี้ใช้นักเรียนกลุ่มเดียวไม่ต้องเปรียบเทียบวิธีสอนแบบดั้งเดิมกับวิธิสอนใหม่
                                                   แต่นำวิธีสอนแบบใหม่มาใช้ได้เลย หรือพัฒนาสื่ออุปกรณ์มาใช้สอนหรือจัดทำ
                                                   แผนการสอนให้ดีแล้วนำไปสอนนักเรียนจะสอน ๑ ห้อง ๕ ห้อง ก็ได้

 

การวิเคราะห์และสรุปผล


                                สถิติใช้เพียงค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก็พอแล้ว โดยอาจจะมีการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน   สถิติที่ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ T -Test หรือ F - test

 ซึ่งกรมวิชาการ สรุปว่า การวิจัยในชั้นเรียนที่น่าทำมากที่สุด คือ รูปแบบที่ ๕ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา

ใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียว เหมาะกับการเรียนการสอนมากที่สุด

 

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย


.จะมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบข่ายของประเด็นปัญหา การวิจัยที่กำหนดไว้เท่านั้น
.ควรกำหนดเป็นข้อๆ เช่น สำรวจเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาผลกระทบหาความสอดคล้อง เช่น
) เพื่อศึกษา เจตคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการสนับสนุนของผู้ปกครองของนักเรียนที่ร่วมทำและไม่ร่วมทำโครงงานวิทยาศาสตร์
) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครู เกี่ยวกับการนิเทศภายในจำแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์สอน
) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพของผู้ปกครอง กับความสามารถทางคณิตศาสตร์
) เพื่อศึกษาอิทธิพลของ ๑๐ องค์ประกอบ ที่มีผลต่อความพึงพอใจของหัวหน้าคณะและหัวหน้าแผนกวิชา ช่างอุตสาหกรรม

 

 

การวิจัยนวัตกรรม


                                นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง สิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ๆ หรือปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสม โดยการให้เหมาะสม โดยการทดลองหรือพัฒนาจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะมีผลดี ในทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทนวัตกรรม


                                .สื่อสิ่งประดิษฐ์ เช่น กล้องโทรทัศน์ หนังสือ คู่มือครู แบบเรียนโปรแกรม วิดิทัศน์ แผนการสอน ชุดการสอน ศูนย์การเรียน สื่อประสม คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เกม เพลง แบบฝึกต่างๆ เอกสารประกอบการสอน ใบความรู้ ใบงาน สไลด์ แผ่นโปร่งใส ข่าวหนังสือพิมพ์

                                .วิธีการหรือเทคนิค เช่น วิธีทดลอง วิธีไตรสิกขา วิธีอริยสัจ ๔ วิธีสอนแบบโครงงานวิธีสอนแบบสหกิจ วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ วิธีสอนแบบStoryline วิธีสอนแบบสากัจฉา วิธีสอนแบบดาว ๕ แฉก CIPPA Model, Mind Mapping วิธีสอนแบบมุ่งประสบการณ์ วิธีสอนแบบอภิปราย วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การแสดงละคร บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง ทัศนศึกษา สอนซ่อมเสริม การสอนเป็นทีม การสอนตามสถาพจริง การเรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากชุมชนและธรรมชาติ วิธีสอนแบบซินดิเคท วิธีสอนแบบลีลาศึกษา วิธีสอนแบบลักศาสตร์ วิธีสอนแบบเบญจขันธ์ วิธีสอนแบบวรรณี วิธีสอนแบบเรียนเพื่อรอบรู้ (Mastery Learning) วิธีสอนแบบอนุมาน วิธีสอนแบบวิพากษ์วิจารณ์ วิธีสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้(4 MAT System) เป็นต้น

ขั้นตอนการเขียนรายงานการวิจัย


                                ในการทำวิจัยอย่างเป็นระบบผู้เขียนแบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น ๖ ขั้น คือ
                                ขั้นที่ ๑ บอกปัญหาของนักเรียน
                                ขั้นที่ ๒ บอกวิธีแก้ปัญหา
                                ขั้นที่ ๓ จัดทำสื่อ/อุปกรณ์/แบบฝึก/นวัตกรรม
                                ขั้นที่ ๔ ทดลองสอน/ลงมือแก้ปัญหา
                                ขั้นที่ ๕ วัดผล วิเคราะห์ สรุป
                                ขั้นที่ ๖ เขียนรายงานสั้นๆ หน้าเดียว
         
ขั้นที่ ๑ บอกปัญหาของนักเรียน แบ่งได้ ๓ พวก คือ
                . ปัญหาด้านพฤติกรรม / ความประพฤติ เช่น การแต่งกายไม่เรียบร้อย ไว้ผมยาว พูดเสียงดัง หยาบคาย ก้าวร้าว สูบบุหรี่ ไม่มีระเบียบวินัย พูดสอดแทรก ชอบรังแกเพื่อน ฯลฯ
                .ปัญหาด้านวิชาการ เช่น สอบได้คะแนนน้อย อ่านหนังสือไม่คล่อง เขียนหนังสือไม่สวย พูดไม่ชัด ขาดทักษะการทำงาน แต่งประโยคไม่เป็น สรุปองค์ความรู้ไม่ได้ ฯลฯ
                .ปัญหาด้านจิตพิสัย เช่น ขาดความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ เซื่องซึม หงอยเหงา ความเมตตากรุณา ความเสียสละ ความกตัญญูกตเวที เจตคติต่อวิชาที่เรียน

                               

 

                การกำหนดหัวข้อวิจัย
                                .อย่ากำหนดหัวข้อที่ยาก หรือเป็นหัวข้อที่มีความเพ้อฝันมากเกินไป มันจะเกินขีด
                                 ความสามารถของ นักวิจัย

                                .เป็นเรื่องที่ตนเองสนใจ และควรอยู่ในสาขาของตนเอง หรือวิชาที่ตนเองสอน
                                .หัวข้อวิจัยควรทันต่อเหตุการณ์ ทันสมัย มีคุณค่า เป็นที่สนใจของหน่วยงานต่างๆ มี
                                  ประโยชน์ต่อบุคคลและสถาบัน และเสริมความรู้ใหม่ๆ


          ขั้นที่ ๒ บอกวิธีแก้ปัญหา
                วิธีแก้ปัญหาคือ การใช้นวัตกรรมประเภทสื่อสิ่งประดิษฐ์ หรือวิธีการสอนแบบต่างๆ ที่เหมาะสมต่อ ปัญหานั้นๆ โดยครูตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมเอง หรือศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น
                .ปัญหาการสอนในปีที่ผ่านมา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ อาจแก้โดยใช้ศูนย์การเรียน แบบเรียนโปรแกรม การเรียนแบบร่วมมือ นิทาน เพลง เกม การทดลอง แบบฝึกทักษะ ฯลฯ
                .ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากการสอนในชั่วโมงที่ผ่านมา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำแก้โดยใช้วิธีการสอน ซ่อมเสริม เช่น การสอนซ่อมเสริมโดยครู เพื่อนสอนเพื่อน พี่สอนน้อง ศึกษาด้วยตนเองจากหนังสืออ่านเพิ่มเติม แบบเรียนโปรแกรม วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น


         
ขั้นที่ ๓ จัดทำสื่อ/อุปกรณ์/ แบบฝึก/นวัตกรรม
                ในการอบรมการวิจัยทั่วๆไป มักจะใช้คำว่า สร้างนวัตกรรม ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นสื่อที่ยิ่งใหญ่ ยากแก่การจัดทำ ผู้เขียนจึงใช้คำว่า จัดทำสื่อ อุปกรณ์ แบบฝึก หรือนวัตกรรมซึ่งทำให้ท่านเข้าใจดีขึ้นและรู้สึกว่าเป็น สิ่งที่ง่ายเพราะคุณครูได้จัดทำขึ้นมาแล้วในการสอนแต่ละวิชา
ในการวิจัยในชั้นเรียน สื่อที่ท่านจัดทำขึ้นไม่จำเป็นต้องไปหาคุณภาพของสื่อ เช่น หา ประสิทธิภาพของศูนย์การเรียนตามเกณฑ์ ๘๐ /๘๐ หาคุณภาพของแบบสอบถาม ประเมิน การใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ประเมินคุณภาพของแผนการสอน หาค่า IOA,ค่า IOC, ค่า CV,หาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบ เป็นต้น แต่ท่านสามารถนำแบบฝึกหรือข้อสอบที่จัดทำ ขึ้นไปใช้ ได้เลย มิฉะนั้นท่านจะกังวลใจและรู้สึกว่าการวิจัยเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่อยากทำ


         
ขั้นที่ ๔ ทดลองสอน /ลงมือแก้ปัญหา
                การทดลองวิจัย จะทำตามวิธีดำเนินการซึ่งจะใช้เวลาในการวิจัย ๒ ชั่วโมง หรือ ๑ สัปดาห์ หรือ ๑ เดือนก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกิน ๒ เดือน เพราะการวิจัยในชั้นเรียนมักจะเป็น เรื่องสั้นๆ ปัญหาเล็กๆ เช่น การแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการสังเกตโดยใช้แบบฝึกการสังเกต ซึ่งอาจมี ๒ - ๓ แบบฝึกหัด สามารถดำเนินการให้เสร็จได้ภายใน ๑ ชั่วโมง หรือ ๒- ๓ ชั่วโมง ก็ได้

 

 

 

 


                ขั้นที่ ๕ วัดผล วิเคราะห์ สรุป
                เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีหลายอย่าง เช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบ ประเมิน แบบซักถาม แบบวัดเจตคติ แบบทดสอบ แบบตรวจผลงาน "ครูผู้สอนไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนหน้า หรือรูปแบบการเขียนรายงาน เพราะสิ่งที่เรา กำลังพูดกันคือรูปแบบการเขียนที่ไม่เป็นทางการ จึงคววรเขียนแบบสั้นๆ หน้าเดียว หรือกี่หน้าก็ได้"
การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) แบบ dependent group ในกรณีที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเดียว การจัดอันดับคุณภาพเป็นต้น

การสรุปผล ให้สรุปตามหัวข้อของวัตถุประสงค์ในการวิจัย อาจมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ได้

 

                ขั้นที่ ๖ เขียนรายงานสั้นๆ หน้าเดียว
                การเขียนรายงานให้สมบูรณ์ทั้ง ๕ บท อาจจะต้องใช้เวลานาน ครูผู้สอนไม่ต้องกังวล เรื่องจำนวนหน้า หรือรูปแบบการเขียนรายงาน เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดกันคือรูปแบบการเขียน ที่ไม่เป็นทางการจึงควรเขียนแบบสั้นๆ หน้าเดียว หรือกี่หน้าก็ได้ ขอให้เขียนอ่านแล้วรู้เรื่อง เข้าใจว่าครูกำลังทำอะไร ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถทำการวิจัยปีหนึ่งได้หลายเรื่อง ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับนักเรียนและตัวครู เมื่อทำการวิจัยหลายเรื่องจนเกิดความชำนาญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.วิธีดำเนินการวิจัย

                               

1. แบบการวิจัย

                                การวิจัยครั้งนี้มีรูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา ที่เน้นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้
 เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                                1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

                                2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เพียง 2 ห้อง
                                   คือ ม.3/11 และ ม.3/12 จำนวน 90 คน  โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี  ปีการศึกษา 2549

                                3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 28 สิงหาคม - 1 กันยายน 2549  ในคาบเรียนวันจันทร์                             
                               อังคารและ พฤหัสบดี   

                                4. สถานที่ ห้องเรียน ม.3/11 และ ม.3/12 ห้อง 332 และ 333  

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                1. แบบฝึกหัดจำนวน 2 ข้อที่เรียงลำดับเนื้อหาและความยากง่าย

                                2. แผนการจัดการเรียนรู้และสื่อสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย

                                3. แบบฝึกหัดเพิ่มเติมจากหนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์ สสวท

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

                                1. สร้างและพัฒนาสื่อสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย ตรวจสอบความถูกต้อง

                                2. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด จำนวน 2 ข้อก่อนการใช้สื่อ 

                                3. นำสื่อไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน สังเกต ถาม-ตอบและเก็บคะแนน
                                    จากใบงาน/สมุดงาน

                                4. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด จำนวน 2 ข้อหลังการใช้สื่ออีกครั้งหนึ่ง
                                ระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์

                                5. นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ผล

5. การวิเคราะห์ข้อมูล    

                                ข้อมูลที่เก็บเป็นคะแนนของความสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้คิดเป็นจำนวนคน
แล้วใช้สถิติคิดเป็นค่าร้อยละ
เปรียบเทียบผลการเรียนรู้โดยการใช้สื่อ

 

 

 

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

                                นักเรียนที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ม.3/11 และ ม.3/12 จำนวน 90 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม  - 1 กันยายน 2549  ห้องเรียน 332 และ 333

                                เมื่อวัดผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อโดยใช้แบบฝึกหัด 2 ข้อ  พบว่า
นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้ จำนวน 37 คน จากทั้งหมด 90 คน คิดเป็นร้อยละ 41.11

                                เมื่อวัดผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อโดยใช้แบบฝึกหัด 2 ข้อ   พบว่า
นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาได้ จำนวน 79 คน จากทั้งหมด 90 คน คิดเป็นร้อยละ 87.77

 

                                ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ เพิ่มขึ้น จำนวน 42 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.66

 

 

5. สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

 

สรุปผลการวิจัย

                                ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ โดย มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น จำนวน 42 คน

ข้อเสนอแนะ

                                นักเรียนจำนวน 11 คนที่มีผลการเรียนรู้เท่าเดิม ผู้วิจัยจะได้ทำการจัดสอนซ่อมเสริมและติดตามผลต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

-แผนการจัดการเรียนรู้

-ประมวลภาพต่างๆ

การเรียนรู้ตามสภาพจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

                ประวิต  เอราวรรณ์   การวิจัยในชั้นเรียน (.. วิจัยการศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
                                                      กรุงเทพ:สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2542 ,177 หน้า

                www.thairath.co.th  ข่าวการศึกษา เดือน พฤษภาคม 2547

                www.ipst.ac.th        การวิจัยแบบหน้าเดียว สสวท.

 

 

 

 ****************

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา
หัวข้อ

การศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้สื่อ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2547

โดย
นายสมบัติ สัณหรัติ
ครูโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

 

 

 

 

 

คำนำ

                                      ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งชี้การจัดการเรียนการสอนของครูในเบื้องต้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่สูงก็มิได้แปลว่าคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูสูงตาม แต่มีความเชื่อว่าถ้าการจัดการเรียนรู้ของครูมีคุณภาพสูงย่อมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงด้วย การแก้ปัญหาและการวิจัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

                                       การนำเสนอรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของนักเรียนในห้องเรียน โดยมีความเชื่อว่าถ้าจัดแผนการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบบูรณาการ ย่อมส่งผลให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นด้วย และถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับการแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป.

(นายสมบัติ สัณหรัติ)

ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

 

สารบัญ

คำนำ

บทคัดย่อ

1 บทนำ

2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

3. วิธีดำเนินการวิจัย

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

5. สรุป อภิปรายผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

ภาคผนวก

แผนการจัดการเรียนรู้/สื่อการเรียนรู้ / ใบงาน

บรรณานุกรม

 

 

 

บทคัดย่อ

หัวข้อ

การศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้สื่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2547

รูปแบบ

การวิจัยในชั้นเรียน แบบการวิจัยเชิงพัฒนา

ผู้วิจัย

นายสมบัติ สัณหรัติ ครูโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

บทเรียนเศษส่วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยพบว่าผลการทดสอบความรู้เรื่องเศษส่วน ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรศึกษาและปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้เรื่องเศษส่วนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยมีความเชื่อว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ จะทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อการศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้สื่อ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2547

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

ผลการรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

ขอบเขตของการวิจัย

1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียงห้องเดียว
คือ ม. 1/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี ปีการศึกษา 2547

3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 20 สิงหาคม - 7 กันยายน 2547 ในคาบเรียนวันอังคาร
(คาบที่1),พุธ(คาบที่ 3) และวันศุกร์(คาบที่ 6) ของสัปดาห์

4. สถานที่ ห้องเรียน ม. 1/7 ห้อง 342

นิยามศัพท์ในการวิจัย

นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 7 ปีการศึกษา 2547
โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง เศษส่วน

 

 

วิธีดำเนินการวิจัย

1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

2. ศึกษาเนื้อหาเรื่องเศษส่วนและออกแบบสื่อการเรียนรู้

3. วางแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบูรณาการ

4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

 

 

 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

นักเรียนที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ม. 1/7 จำนวน 49 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2547 - 10 กันยายน 2547 ห้องเรียน 242

เมื่อวัดผลการเรียนรู้ก่อนสอนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที พบว่า
นักเรียนที่สอบผ่านมีจำนวน 2 คน คะแนนเฉลี่ย 4.67 คะแนน

เมื่อวัดผลการเรียนรู้หลังสอนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที พบว่า
นักเรียนที่สอบผ่านมีจำนวน 36 คน คะแนนเฉลี่ย 8.39 คะแนน

ความก้าวหน้าในการเรียนรู้มีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3.71 คะแนน ส่วนใหญ่มีความก้าวหน้า 5 คะแนน

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการวิจัย

ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบเพิ่มขึ้น 3.72 คะแนน

 ความก้าวหน้าของคะแนนหลังสอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.71 คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.บทนำ


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้จัดเนื้อหาตั้งแต่ระบบจำนวนเต็ม การหาห.ร.ม. ค.ร.น. เป็นต้น จนกระทั่งผู้วิจัยได้สอนเรื่องประโยชน์ของ ค.ร.น. โดยยกตัวอย่างโจทย์ปัญหาเศษส่วน เมื่อใช้คำถามให้นักเรียนตอบ พบว่านักเรียนประมาณครึ่งห้องเรียนไม่สามารถเปลี่ยนเศษส่วนเป็นเศษส่วนอย่างต่ำได้ ยกตัวอย่างเศษส่วน 2 ชุด นักเรียนเปรียบเทียบเศษโดยส่วนยังไม่เท่ากัน เมื่อให้นักเรียนแสดงการบวก-ลบ นักเรียนบวก-ลบเศษส่วนทั้งๆที่ส่วนไม่เท่ากัน เมื่อตรวจสอบโดยจัดข้อสอบเรื่องเศษส่วนแบบปรนัย เรียงลำดับพื้นฐานการเรียนรู้จำนวน 15 ข้อ 45 นาที ผลการสอบพบว่า.......

เมื่อสำรวจการเรียนที่ผ่านมา พบว่าเรื่องเศษส่วนมีในหลักสูตรระดับชั้นประถมศึกษา และนักเรียนก็เคยเรียนปรับพื้นฐานการเรียนรู้มาแล้วเมื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคฤดูร้อน อีกทั้งเศษส่วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับต่อไป เมื่อศึกษาข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พบว่าเนื้อหาที่นักเรียนทำได้น้อยสุดมีหลายเรื่อง ได้แก่เรื่องเศษส่วน เป็นต้น

ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรศึกษาและปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้เรื่องเศษส่วนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ทดลองเฉพาะห้องเรียนที่ผู้วิจัยทำการสอนและเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยมีความเชื่อว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ จะทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อการศึกษาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้สื่อ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2547

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

ขอบเขตของการวิจัย

1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียงห้องเดียว
คือ ม. 1/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี ปีการศึกษา 2547

3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 20 สิงหาคม - 7 กันยายน 2547 ในคาบเรียนวันอังคาร
(คาบที่1),พุธ(คาบที่ 3) และวันศุกร์(คาบที่ 6) ของสัปดาห์

4. สถานที่ ห้องเรียน ม. 1/7 ห้อง 342

 

นิยามศัพท์ในการวิจัย

นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 7 ปีการศึกษา 2547
โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี

ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง เศษส่วน

วิธีดำเนินการวิจัย

1. ศึกษาหลักสูตรและพื้นฐานของผู้เรียน

2. ศึกษาเนื้อหาเรื่องเศษส่วนและออกแบบสื่อการเรียนรู้

3. วางแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบูรณาการ

4. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้

5. วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ผลการเรียนรู้หลังการใช้สื่อมีค่าสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนการใช้สื่อ

2. สามารถใช้สื่อที่พัฒนาไปปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาความรู้เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและตำราจากอาจารย์ประวิต เอราวรรณ์ (ค.ม. วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กรุงเทพ:สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2542 ,177 หน้า ในเรื่องเกี่ยวกับรูปแบบการวิจัยซึ่งมี 3 แบบ การวิจัยเชิงพัฒนาเป็นหนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจเกี่ยวการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ทำให้มองเห็นมโนทัศน์ในการพัฒนาที่เน้นในเชิงการแก้ปัญหาผู้เรียนในด้านต่างๆที่เป็นปัญหาหลักและปัญหารอง

การศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่อง (ดังเอกสารที่แนบท้ายผนวก) ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องเศษส่วนอันเป็นพื้นฐานของการศึกษาในแขนงวิชาการอื่นๆ

การศึกษาเนื้อหาหลักสูตรและการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต(ดังเอกสารที่แนบท้ายผนวก) ทำให้มองเห็นมุมกว้างของการเรียนรู้เรื่องเศษส่วนอย่างหลากหลาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.วิธีดำเนินการวิจัย

1. แบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีรูปแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวและการวิจัยเชิงพัฒนา ที่เน้นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเฉพาะห้องเรียน

2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียงห้องเดียว
คือ ม. 1/7 โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี ปีการศึกษา 2547

3. ระยะเวลาที่วิจัยตั้งแต่ 20 สิงหาคม - 7 กันยายน 2547 ในคาบเรียนวันอังคาร
(คาบที่1),พุธ(คาบที่ 3) และวันศุกร์(คาบที่ 6) ของสัปดาห์

4. สถานที่ ห้องเรียน ม. 1/7 ห้อง 342

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนที่เรียงลำดับเนื้อหาและความยากง่าย

2. แผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้/ใบกิจกรรม/ใบงาน

3. แบบฝึกหัดเพิ่มเติมจากหนังสือแบบเรียน

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. สร้างและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ตรวจสอบความถูกต้อง

2. ทดสอบวัดผลก่อนเรียนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที

3. นำสื่อไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน สังเกต ถาม-ตอบและเก็บคะแนน
จากใบกิจกรรม/ใบงาน/สมุดงาน

4. ทดสอบวัดผลหลังเรียนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที (ชุดใหม่)

5. ทดสอบวัดผลหลังเรียนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 30 นาที (ชุดในข้อ2)

5. การวิเคราะห์ข้อมูล

นำผลการสอบทั้งก่อนและหลังเรียนมาหาความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ และค่าเฉลี่ย

 

 

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

นักเรียนที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ม. 1/7 จำนวน 49 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2547 - 10 กันยายน 2547 ห้องเรียน 242

เมื่อวัดผลการเรียนรู้ก่อนสอนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที พบว่า
นักเรียนที่สอบผ่านมีจำนวน 2 คน คะแนนเฉลี่ย 4.67 คะแนน

การตรวจสอบขณะสอน พบว่าส่วนใหญ่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ตามแผนการ
จัดการเรียนรู้ (แนบข้างท้ายผนวก)

เมื่อวัดผลการเรียนรู้หลังสอนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 15 ข้อ 45 นาที พบว่า
นักเรียนที่สอบผ่านมีจำนวน 36 คน คะแนนเฉลี่ย 8.39 คะแนน

ความก้าวหน้าในการเรียนรู้มีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3.71 คะแนน ส่วนใหญ่มีความก้าวหน้า 5 คะแนน

 

 

บรรณานุกรม

ประวิต เอราวรรณ์ การวิจัยในชั้นเรียน (ค.ม. วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
กรุงเทพ:สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2542 ,177 หน้า

www.thairath.co.th ข่าวการศึกษา เดือน พฤษภาคม 2547

www.ipst.ac.th การวิจัยแบบหน้าเดียว สสวท.

Library.nu.ac.th/dbreserach/images/s216.htm เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ทักษะกระบวนการ

Www.tutormaths.com/pratom6.htm เรื่อง เศษส่วน

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Comments