รูปแบบการสอน & วิจัยในชั้นเรียน

การเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

สาระน่ารู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

Life in the UK

นานาสาระน่ารู้

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

Pla & Prin

กองทุนนมและผ้าอ้อมลูก

ตัวอย่างบทคัดย่อ 2

 ตัวอย่างบทคัดย่อ 2
 
 
 
 
 

1. ชื่องานวิจัย  ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดปัตตานี

ผู้วิจัย เบญจมาศ กาฬสุวรรณ สาขา การประถมศึกษา

ปี พ.ศ. 2538

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับของนักเรียน ประกอบด้วย ความเข้าใจตามตัวอักษร ความเข้าใจในการเรียบเรียง ความเข้าใจในการสรุปอ้างอิงลงความเห็น และความเข้าใจในการประเมินค่า 2.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนที่มีภาษาอ่าน ต่างกัน มีประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะการอ่านต่างกัน มีเจตคติต่อการอ่านต่างกันมีความสนใจใน สื่อมวลชนต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2537 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดปัตตานี จำนวน 382 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ชุด คือ ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามประเภทรายการถามนักเรียนเกี่ยวกับภาษาแม่และความสนใจในสื่อมวลชน ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริม
ทักษะการอ่าน มีค่าความเชื่อมั่น .85 ชุดที่ 3 เป็นแบบวัดเจตคติต่อการอ่านมีค่าความเชื่อมั่น .96 และชุดที่ 4 เป็นแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .96 สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t – test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe)

ผลการวิจัยพบว่า

1. นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ระดับ หมายถึง ระดับความเข้าใจตามตัวอักษร ความเข้าใจใน
การเรียบเรียง ความเข้าใจในการสรุปอ้างอิงลงความเห็น และความเข้าใจในการประเมินค่า ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินผลในระดับประถมศึกษา

2. นักเรียนที่มีภาษาแม่ต่างกัน มีความเข้าใจในการอ่านในระดับความเข้าใจตามตัวอักษร ระดับความเข้าใจ
ในการสรุปอ้างอิงลงความเห็นและความเข้าใจในการประเมินค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 แต่นักเรียนที่มีภาษาแม่ต่างกันมีความข้าใจในระดับความเข้าใจในการเรียบเรียง ไม่แตกต่างกัน

3. นักเรียนที่มีประสบการณ์ในกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะการอ่านมาก มีความเข้าใจในการอ่านทุก ๆ ระดับ แตกต่างกัน กับนักเรียนที่มีเจตคติต่อการอ่านปานกลาง และต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่มีความสนใจในสื่อมวลชนมาก ปานกลาง และน้อย มีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 4 ประเภท ไม่แตกต่างกัน

 

 

2. ชื่องานวิจัย    การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยยึดทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ(ITEM RESPONSE THEORY : IRT)

ผู้วิจัย สมบัติ แซ่ติ้ว สาขา การบริหารการศึกษา

ปี พ.ศ. 2538

บทคัดย่อ

        การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ (ITEM RESPONSE THEORY : IRT) และการสำรวจสภาพการเรียนการสอน เจตคตินักเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์ ในเขตการศึกษา 2 ประจำปีการศึกษา 2538 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบทดสอบที่เหมาะสมกับนักเรียนที่มีระดับความสามารถต่างกันเพื่อต้องการให้ครูหรือโรงเรียนได้มาใช้บริการเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยข้อบกพร่องของนักเรียนในชั้นที่สอนก่อนที่จะคิดผลิตนวัตกรรมต่อไป
       ผลการพัฒนาแบบทดสอบ พบว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจำนวน 40 ข้อ เมื่อผ่านการวิเคราะห์ตามแนว IRT พบว่า เป็นข้อสอบที่มีระดับความยากต่ำกว่า –1.0 เหมาะจะนำไปใช้สอบวินิจฉัย จำนวน 14 ข้อ นอกจากนั้นเป็นข้อสอบที่ยาก มีค่า b > 1.0 ควรจะนำไปใช้สอบแข่งขัน ค่าอำนาจจำแนก (a) มากกว่า 0.3 23 ข้อ ค่าโอกาสการเดา ( c < 0.3) 3 ข้อ

        ผลการสำรวจด้านพฤติกรรมการสอนของครูที่สอนคณิตศาสตร์ พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การให้ นักเรียนฝึกคิดคำนวณโดยการเล่นเกม หรือแบบฝึกอื่นๆ ที่ไม่ใช่จากหนังสือแบบฝึกหัด พฤติกรรมการสอนของครูที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ครูสอนโดยอธิบายยกตัวอย่างจากหนังสือแบบฝึกหัดผลการสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่นักเรียนกลัวที่จะเรียนคณิตศาสตร์ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด พบว่า ความต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้คะแนนดี

        เมื่อศึกษาปัญหา หรือจุดบกพร่องจากที่นักเรียนตอบผิดเกินกว่าร้อยละ 50 ของผู้สอบทั้งหมด พบว่า นักเรียนบกพร่องในทักษะการคำนวณมากที่สุด โดยเฉพาะการลบเศษส่วนที่มีส่วนไม่เท่ากันการลบเศษส่วนที่อยู่ในรูปจำนวนคละ รองลงมานักเรียนบกพร่องในด้านโจทย์ปัญหา เพราะยังใช้สัญลักษณ์แทนค่าในโจทย์ไม่ถูกต้อง

 

 

3.  ชื่องานวิจัย    ความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่   ปีการศึกษา 2540 เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย สุรพล ทองชาติ สาขา กศ.ม.นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร

ปี พ.ศ. 2541

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดลำดับสมรรถภาพทางการเรียน การเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียน การจัดการเรียนการสอนด้านปัจจัยนำเข้าและกระบวนการ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนกับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนในโรงเรียนที่มีขนาดและตั้งอยู่ในจังหวัดต่างกัน ภายในเขตการศึกษา 2

        กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตการศึกษา 2 จำนวน 823 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย มีจำนวน 2 ชุด คือ แบบสอบถาม และแบบทดสอบความสามารถทางการงานพื้นฐานและอาชีพ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One –Way ANOVA) กรณีพบความแตกต่างใช้วิธีการเปรียบเทียบพหุคูณ S-Method ของเชฟเฟ่ หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Simple Correlation) และสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณแบบ Multiple Regression

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลการประเมินความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขตการศึกษา 2 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ และจัดลำดับรายสมรรถภาพจากมากไปหาน้อย คือ ความสามารถในการปรับปรุงงาน ความสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ความสามารถในการวางแผนงาน ความสามารถในการจัดระบบงาน ความสามารถในการประเมินสถานการณ์ และในเกณฑ์ปรับปรุง คือ ความสามารถในการจัดระบบงาน

2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดและที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่แตกต่างกัน ในเขตการศึกษา 2 พบว่า มีคะแนนความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ ไม่แตกต่างกัน

3. การเปรียบเทียบความแตกต่างการจัดการเรียนการสอนด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอน ของโรงเรียนที่มีขนาดและที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ต่างกัน ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เขตการศึกษา 2 พบว่าผลการดำเนินงานของโรงเรียน มีการปฏิบัติกิจกรรมไม่แตกต่างกัน

4. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนกับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ พบว่า

    4.1 ปัจจัยนำเข้า กระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน กับความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขตการศึกษา 2 พบว่า มีความสัมพันธ์น้อยมาก

    4.2 ตัวแปรด้านการเรียนการสอนที่สามารถพยากรณ์ความสามารถทางการเรียนวิชาอาชีพ พบว่า มีตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารรถทางการเรียนวิชาอาชีพ ด้านกระบวนการเรียนการสอนคือ นักเรียนได้มีกระบวนการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน และครูเข้าสอนอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา

 

 

4. ชื่องานวิจัย     การศึกษาสภาพความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย สุรพล ทองชาติ สาขา กศ.ม.นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร

ปี พ.ศ. 2539

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสภาพความต้องการและปัญหาในการจัดการเรียน
การสอน วิชาอาชีพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เขตการศึกษา 2 ในด้านความเข้าใจหลักสูตร
 การจัดทำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน สื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ได้แก่ ขนาดของโรงเรียน เพศ วุฒิทางการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน

        กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนวิชาอาชีพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 2 จำนวน 56 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ทดสอบค่า t ทดสอบอัตราส่วน F เพื่อทดสอบสมมติฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการเปรียบเทียบพหุคูณ (S – Method)

สรุปผลการวิจัย

1. สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ ครุผู้สอนมีการปฏิบัติโดยรวมแต่ละด้านอยู่ในระดับปานกลาง มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านการวัดและประเมินผล ความเข้าใจในหลักสูตร และปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดทำแผนการสอนและสื่อการเรียนการสอน

2. เปรียบเทียบสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ พบว่า

    2.1 ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขนาดกลาง มีการจัดการเรียนการสอนทุกด้าน ไม่แตกต่างกัน

    2.2 ครุผู้สอนเพศชายกับเพศหญิง มีการจัดการเรียนการสอนทุกด้านไม่แตกต่างกัน

    2.3 ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาต่อกว่าปริญญาตรี กับตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปมีการจัดการเรียนการสอนทุกด้าน ไม่แตกต่างกัน

    2.4 ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเรื่อง การเข้าสอนอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา และด้านสื่อการเรียนการสอนในเรื่องให้นักเรียนมีโอกาสใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือวิจัยของครูผู้สอนที่ประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี กับครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ 5 – 10 ปี แตกต่างกัน

3. ความต้องการในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ ครูผู้สอนต้องการสอนในกลุ่มงานผลิต การเสริมความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การสนับสนุนด้านสื่อ อุปกรณ์และให้โรงเรียนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรด้วย การศึกษาดูงานในสถานประกอบการ

4. ความต้องการในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพครูส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิชาอาชีพ กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ การวัดและประเมินผล ขาดห้องปฏิบัติการ สื่อการสอน และเอกสารในการศึกษา ค้นคว้าไม่เพียงพอ

 

 

5. ชื่องานวิจัย     การบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย ศราวุธ อรรถานุรักษ์  สาขา ศศ.ม.ศึกษาศาสตร์เพื่อพัฒนาชุมชน

ปี พ.ศ. 2540

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึง 1. ระดับการบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ใน 4 ด้าน 1.1 การวางแผน 1.2 การจัดองค์กร 1.3 การปฏิบัติตามแผน 1.4 การติดตามประเมินผล 2. เปรียบเทียบการบริหารงานพัฒนาชนบท ของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ทั้ง 4 ด้านซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ที่มีจังหวัด เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ หน่วยงานที่สังกัด และสถานที่ปฏิบัติงานต่างกัน 3. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ ทุกอำเภอในเขตการศึกษา 2 ได้แก่ พัฒนาการอำเภอ กระทรวงมหาดไทย เกษตรอำเภอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สาธารณสุขอำเภอ กระทรวงสาธารณสุข และศึกษาธิการอำเภอ กระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ.2539

        การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science) หาค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (T –test) ค่าเอฟ (F – test) การทดสอบสมมติฐาน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า

1. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการวางแผน อยู่ในระดับสูง มากเป็นอันดับหนึ่ง (X = 3.75) ด้านการปฏิบัติตามแผนมากเป็นอันดับสอง (X = 3.57) ด้านการจัดองค์กรมากเป็นอันดับสาม (X = 3.51) ด้านการติดตามประเมินผล น้อยเป็นอันดับหนึ่ง (X = 3.41)

2. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการวางแผน อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการทราบข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่เป้าหมายเพียงใด (X = 4.05) มากที่สุดอันดับหนึ่ง การทราบวัตถุประสงค์แนวทางและวิธีการพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 4.04) มากที่สุดอันดับสอง และการได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงานโครงการเพียงใด (X = 3.94) มากที่สุดอันดับสามและอยู่ในระดับปานกลาง ในเรื่อง การวางแผนท่านได้วิเคราะห์นโยบายและเป้าหมายเพียงใด (X = 3.94) น้อยที่สุดอันดับหนึ่ง การมีความรู้เรื่องการวางแผนพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 3.91) น้อยที่สุดอันดับสอง และการทราบปัญหาและความต้องการของชุมชนเพียงใด (X = 3.89) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

3. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการจัดองค์กร อยู่ในระดับสูง ในเรื่องหน่วยงานระดับอำเภอของสี่กระทรวงหลักมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนเพียงใด (X = 4.02) มากที่สุดอันดับหนึ่ง ท่านเข้าใจถึง บทบาทความรับผิดชอบในการพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 4.01) มากที่สุดอันดับสอง เมื่อต้องการแก้ปัญหาการดำเนินงานโครงการท่านได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียงใด (X = 3.77) มากที่สุดอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง

4. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการปฏิบัติตามแผน อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบภารกิจที่ต้องรับผิดชอบเพียงใด (X = 3.94) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติของงานเพียงใด (X = 3.88) มากที่สุดเป็นอันดับสอง การได้กำหนดวิธีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของงานเพียงใด (X = 3.68) มากที่สุดเป็นอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง การมีการจัดกำลังคนให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและปริมาณงานที่รับผิดชอบเพียงใด (X = 3.45) น้อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และการได้มีการฝึกอบรมเสริมความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพัฒนาชนบทเพียงใด (X = 3.35) น้อยที่สุดเป็นอันดับสองการได้มีการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ และทรัพยากรที่เหมาะสมกับระยะเวลาที่ดำเนินงานเพียงใด (X = 3.33) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

5. การบริหารงานพัฒนาชนบท ด้านการติดตามประเมินผล อยู่ในระดับสูง ในเรื่องการมีการรายงานผลการประเมินความก้าวหน้าของโครงการเป็นระยะเพียงใด (X = 3.63) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การติดตามประเมินผลและแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเพียงใด (X = 3.61) มากที่สุดเป็นอันดับสอง การกำหนดเกณฑ์ในการติดตามประเมินผลเพียงใด (X = 3.58) มากที่สุดเป็นอันดับสาม และอยู่ในระดับปานกลาง ในเรื่อง การได้ประเมินโครงการในแง่ของการคุ้มทุนเพียงใด (X = 3.94) น้อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มีการประเมินผลการอนุมัติแผนพัฒนาชนบทในแง่ของโครงการและงบประมาณเพียงใด (X = 3.43) น้อยที่สุดเป็นอันดับสอง และได้มีการติดตามผลจากการพัฒนาชนบทที่ประชาชนได้รับโดยตรงเพียงใด (X = 3.42) น้อยที่สุดเป็นอันดับสาม

6. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ เพศชายและเพศหญิง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน (P = 0.921) ด้านการจัดองค์กร (P = 0.956) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.956) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.956)

7. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีกับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน (P = 0.805) ด้านการจัดองค์กร (P = 0.177) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.108) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.5631)

8. เปรียบเทียบการบริหารงานพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ที่มีอายุ 35 ปีและต่ำกว่า 35 – 45 ปี และ 46 ปีขึ้นไป ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการปฏิบัติตามแผน และด้านการติดตามประเมินผล

9. ในการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ 5 ปี และต่ำกว่า กับ 6 ปีขึ้นไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการจัดองค์กร (P = 0.047) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการวางแผน (P = 0.194) ด้านการปฏิบัติตามแผน (P = 0.106) และด้านการติดตามประเมินผล (P = 0.194)

10. เปรียบเทียบการบริหารพัฒนาชนบทระหว่างเจ้าหน้าที่ 4 กระทรวงหลัก ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายระดับอำเภอ เขตการศึกษา 2 ที่มีหน่วยงานสังกัดต่างกัน คือ สังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการปฏิบัติตามแผน และด้านการติดตามประเมินผล

 

 

6. ชื่องานวิจัย     พฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย ศราวุธ อรรถานุรักษ์   สาขา ศศ.ม.ศึกษาศาสตร์เพื่อพัฒนาชุมชน

ปี พ.ศ. 2542

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2 จำนวน 278 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและครูที่ถูกสังเกต ตอนที่ 2 แบบสังเกต พฤติกรรมการเรียนการสอนของครูในห้องเรียนเฉพาะการสอนวิชาภาษาไทยในด้านการใช้สื่อ ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน และด้านการใช้วิธีสอน

        การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปโปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science) หาค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรบาน ค่าที (t-test) ค่าเอฟ (F-test)การทดสอบสมมติฐานกำหนดนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า

1. ครูที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.012)และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.403) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.106)

2. ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.012) โดยพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีกับปริญญาตรี และปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.055) และด้านการการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.908)

3. ครูที่มีประสบการณ์ต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.018) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5 –10 ปี และในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.014) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5 –10 ปี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทยต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.600)

4. ครูที่ทำการสอนในชั้นเรียนต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.809) ในด้านการใช้สื่อ (P=0.750) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.920)

5. ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามใบรับอนุญาตที่ได้รับตามมาตรา 15(1) และมาตรา 15(2) มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.035) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.242) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.723)

6. ครูที่การสอนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและขนาดกลาง ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.174) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.074)

7. ครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับสตูล และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และพบว่าครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับนราธิวาส และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.906)

 

 

7. ชื่องานวิจัย     ปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย รุ่งนภา เพชรรักษ์ สาขา กศ.บ.คณิตศาสตร์

ปี พ.ศ. 2544

 

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานของศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2 โดยเก็บข้อมูลจากคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด เขตการศึกษา 2 จำนวน 314 คน ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสำรวจรายการเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์
์ประจำมัสยิด ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการศึกษาอบรมให้แก่เด็กตามแนวทางการจัดการศึกษา การจัดประสบการณ์และกิจกรรม การนิเทศ และการประเมินผล ด้านบริหารงานทั่วไป ด้านการเงินและบัญชี และด้านบุคลากร ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบเปรียบเทียบพหุคูณ

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง

2. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่มีสถานภาพ ประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่ง วุฒิการศึกษา ที่ต่างกัน ไม่แตกต่างกัน

3. ระดับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่ลักษณะพื้นที่ตั้ง
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด ที่ลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดในถิ่นชนบททุรกันดาร มีระดับปัญหาสูงกว่าลักษณะพื้นที่ตั้งศูนย์ที่เป็นชายแดน ชุมชนพัฒนา และหมู่บ้าน อพป.

        สำหรับปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิดที่สำคัญคือ ขาดสื่อ เครื่องเล่น และเอกสารประกอบหลักสูตร ขาดการประเมินผลและการนิเทศ ครุพี่เลี้ยงขาดความพร้อมในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก งบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนา ไม่เพียงพอ ขาดวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน คณะกรรมการบริหาร ศดม. ขาดความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงาน ค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยงต่ำเกินไป ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ขาดการอบรม และได้รับความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะคือ กรมการศาสนา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะสนับสนุนในด้านสื่อและเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ควรอบรมให้ความรู้ด้านการนิเทศ การประเมินผล แก่คณะกรรมการบริหารและครูพี่เลี้ยงอย่างน้อยปีละครั้ง ควรขยายอัตราครูพี่เลี้ยง โดยใช้เกณฑ์ครูพี่เลี้ยง 1 คน ต่อเด็ก 15 คน ควรจัดสรรงบประมาณด้านการบริหารและการพัฒนาเพิ่มควรสรรหาคณะกรรมการบริหาร ศดม. ที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีเวลาในการบริหาร ศดม. ควรเพิ่มค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยง ควรให้คณะกรรมการบริหาร ศดม. และครูพี่เลี้ยงได้รับการอบรม หรือให้ความรู้เพิ่มเติมอย่างน้อยปีละครั้ง

 

 

8. ชื่องานวิจัย    คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์

ผู้วิจัย นายประชาคม จันทรชิต

ปี พ.ศ. 2543

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ 2) เพื่อจัดอันดับความสำคัญของคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ 3) เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ที่สถานประกอบกากรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พังประสงค์ โดยจำแนกตาม รูปแบบ ประเภท และขนาดของธุรกิจ 4) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่สถานประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จดทะเบียนบริษัท จำกัด และห้างหุ้นส่วน จำนวน 400 แห่ง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย

        การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบรายการถามสถานะของสถานประกอบการ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามประมาณค่าถามคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ 6 ด้าม จำนวน 69 ข้อ ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ
คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ

        การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test)

        ผลการวิจัยสรุปได้ดังต่อไปนี้

        คุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการที่สถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ โดยภาพรวมมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก (x =3.97) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่ามีความจำเป็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน

        ผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิขาพณิชยการ ที่สถานประกอบใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พึงประสงค์ ปรากฏผลดังต่อไปนี้

-อันดับที่ 1 ด้านคุณธรรม จริยธรรม (x =4.42)

-อันดับที่ 2 ด้านบุคลิกภาพ (x =4.21)

-อันดับที่ 3 ด้านมนุษยสัมพันธ์ (x =4011)

-อันดับที่ 4 ด้านคุณสมบัติพิเศษ (x =3.82)

-อันดับที่ 5 ด้านทักษะในการประกอบอาชีพ (x =3.79)

-อันดับที่ 6 ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (x=3.54)

        ผู้บริหารสถานประกอบการใน 5จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีรูปแบบของธุรกิจต่างกันต่างประเภทกันและมีขนาดต่างกันมีทัศนะต่อคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็ตจการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

        ผู้บริหารสถานประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการสอดคล้องกับผลการจัดอันดับคุณลักษณะที่จำเป็น คือด้านที่มีความจำเป็นในอันดับต้น ๆ ยังคงได้รับข้อเสนอแนะว่ามีความจำเป็นสูงเช่นกัน

        ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ผลการวิจัยในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาพณิชยการให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยเน้นในการเสริมสร้างคุณลักษณะในมิติด้านความดีของบุคคลได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม บุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์

 

 

9. ชื่องานวิจัย     ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชื่อผู้วิจัย   นางวัชราภรณ์ นิยม

ปี พ.ศ. 2542

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 3) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 4) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ และทักษะทางวิชาชีพของสถานประกอบการ

        กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดสังกัดในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส จำนวน 193 แห่ง ซึ่งได้มาจาการสุ่มอย่างง่าย

        เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสองถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ ประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ ตอนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC + เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว (x2 Test)

        ผลการวิจัยพบว่า

        ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชา คือ ประเภทวิชาพาณิชยกรรม ส่วนประเภทของสถานประกอบการ และปี พ.ศ. ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด คือ สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม และปี พ.ศ. 2545

        สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงาน ส่วนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท) ไม่แตกต่างกัน

        สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่แตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและคหกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ศิลปกรรม และคหะกรรม ไม่แตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพาณิชยกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน

        ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ คือ ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้ ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฏิบัติให้มากขึ้น ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน เน้นคุณธรรมจริยธรรม ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกล้าแสดงออก

 

 

10. ชื่องานวิจัย    การวิจัยเชิงปฏิบัติจัดทำและทดลองใช้คู่มือครู และแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory, Learning) วิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา 1 (จังหวัดนราธิวาส) โดยใช้เทคนิคการประเมินผล โดยแฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment)

ผู้วิจัย นางประไพพรรณ บุญคง

ปี พ.ศ. 2542

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติจัดทำเอกสารหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น มีกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มผลงาน ที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน เพื่อเป็นตัวอย่างเอกสารหลักสูตรที่ผลิตและจัดทำโดยบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่น เผยแพร่แก่ครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่นได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือครูและนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วยครูผู้สอน 4 คน จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 3 คน กลุ่มควบคุม 1 คน และนักเรียน 461 คน จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 364 คน กลุ่มควบคุม 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 ชุด แบบประเมินผลการพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียน 1 ชุด และแบบประเมินเจตคติของนักเรียน 1 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t-test)

        ผลการวิจัยพบว่า

        ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลการเรียนของ
นักเรียนในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนในกลุ่มทดลองหลังการเรียนการสอนได้รับพัฒนาขึ้นอย่าง
มีีนัยสำคัญทางสถิติที่ดีค่อการจัเกิจกรรมการเรียนตามแนวทางที่ระบุไว้ในเอกสารคู่มือครูและเอกสารแบบฝึกเสริม
ทักษะในระดับมาก

 

 

11. ชื่องานวิจัย    การวิเคราะห์องค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย วิรุฬห์ แสงงาม และวาสนา แสงงาม

ปี พ.ศ. 2543

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 2 และ(2) เพื่อจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 2

ผลการวิจัย พบว่าองค์ประกอบที่สำคัญในการประเมินผลภายในเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 2 เรียงตามลำดับความสำคัญ จากค่าความสามารถในการอธิยายความแปรปรวนร่วมได้ดังนี้ (1) องค์ประกอบด้านการศึกษาสภาพและผลการดำเนินงาน (2) องค์ประกอบด้านเครื่องมือและการวิเคราะห์ข้อมูล (3) องค์ประกอบการเตรียมความพร้อม (4) องค์ประกอบด้านแนวทางการพัฒนา (5) องค์ประกอบด้านกรอบการประเมิน (6) องค์ประกอบด้านวัตถุประสงค์และตัวบ่งชี้ (7) องค์ประกอบด้านสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

        องค์ประกอบที่สามารถนำไปสร้างเป็นแบบประเมินผลการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน ที่เหมาะสมกับพื้นที่เขตการศึกษา 2

 

 

12. ชื่องานวิจัย    รายงานรูปแบบการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน กรณีศึกษาโรงเรียนบันนังสตาวิทยา

ผู้วิจัย นายธนทัต นวลเจริญ

ปี พ.ศ. 2541

บทคัดย่อ

        การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู-อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน กรรมการโรงเรียน ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตาผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชน เกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนก่อนและหลังการดำเนินการ

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยครู - อาจารย์โรงเรียนบันนังสตาวิทยาทุกคนกรรมการโรงเรียนทุกคน ผู้ปกครองนักเรียนทุกคน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา รวมทั้งสิ้น 1,034 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามความคิดเห็น การรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

        สรุปผลการวิจัย

        ระดับความคิดเห็นครูอาจารย์ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของคณะกรรมการโรงเรียน เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมซึ่งอยู่ในระดับปานกลางส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของครู - อาจารย์ เกี่ยวกับความพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการภาพรวมอยู่ในระดับมาก

        ระดับความคิดเห็นของกรรมการโรงเรียนเกี่ยวกับความพอใจต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ที่ระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

          ระดับความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับความพึงพอใจในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความพอใจในการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของผู้นำศาสนา เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

        ระดับความคิดเห็นของผู้นำชุมชนกับความ พึงพอใจต่อการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก่อนดำเนินการโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนหลังดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง

 

 

13. ชื่องานวิจัย     การพัฒนากระบวนการสอนเขียนเรื่องโดยใช้สื่อประสม กลุ่มทักษะภาษาไทยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาตูม

ผู้วิจัย นางสุดจิตร นิภานันท์

ปี พ.ศ. 2541

บทคัดย่อ

        การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสื่อประสมและหาประสิทธิภาพของสื่อประสม (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อประสมกับการสอนโดยใช้ภาพ (3) เพื่อเปรียบเทียบจำนวนและร้อยละของนักเรียนที่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้สื่อประสมกับ
นักเรียนที่เรียนโดยใช้ภาพ (4) เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเขียนเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อประสมกับการสอนโดยใช้ภาพ

        ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนจำนวน 60 คน แบ่งเป็นนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 30 คน โดยใช้ภาพชั้นประถมศึกษาปีที่ ? จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย(1) สื่อประสม(แผนภูมิเพลงและภาพ) (2) แผนการสอน  (3) เครื่องมือจุดประสงค์การเรียนรู้ (4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเรื่อง จำนวน 2 ชุด นำไปทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

        ผลการศึกษาพบว่า (1) การหาประสิทธิภาพของสื่อประสมอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือ 80.76: 81.17(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 วิธี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สื่อประสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ภาพ (3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมมีผลการประเมินการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ภาพ (4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการสอนโดยใช้สื่อประสมนักเรียนมีความสนใจและชอบเรียนมากกว่าการ
สอนโดยใช้ภาพเพียงอย่างเดียว

 

 

14. ชื่องานวิจัย  ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

ผู้วิจัย ศรีวิไล ยลสุริยัน

ปี พ.ศ. 2544

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบที่มีต่อความเข้าใจ
การอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน

        กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543โรงเรียนบ้านรามัน จำนวน 84 คน ซึ่งได้รับมาจากการสุ่มแบบมีระบบเข้ารับการทดลองแบบ 4 กลุ่มโซโลมอน ทุกกลุ่มมีนักเรียน ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ต่างกัน ในจำนวนที่เท่ากัน กลุ่มทดลองได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านมีภาพการ์ตูนประกอบ และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ชุดทักษะการอ่านโดยไม่มีภาพการ์ตูนประกอบ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบ ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยไม่ภาพการ์ตูนประกอบ แผนการสอนอ่าน ที่ใช้สำหรับกลุ่มทดลอง 30 แผน กลุ่มควบคุม 30 แผน ใช้เวลาทดลองกลุ่มละ 30 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที(t-test)และการวิเคราะห์ความ แปรปรวน

        ผลการวิจัยพบว่า

1. ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้ขุดฝึกทักษะการอ่าน ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำหรับทางสถิติ

2. เมื่อนักเรียนได้รัยการฝึกทักษะการอ่านจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านไม่แตกต่างกัน ทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

3. เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกทักษะการอ่านจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านโดยมีภาพการ์ตูนประกอบแล้ว นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

 

 

15.ชื่องานวิจัย     การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการจัดทำผ้าบาติก โดยใช้คู่มือครู และชุดฝึกทักษะปฏิบัติด้วยตนเองในระดับประถมศึกษา

ผู้วิจัย นิพนธ์   นิกาจิ

ปี พ.ศ. 2544

บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเรื่องการจัดทำผ้าบาติก โดยใช้คู่มือและชุดฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง การสร้างแผนการสอนที่ฝึกผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนทำผ้าบาติก ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองที่ใช้กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนโรงเรียนบ้านสายหมอ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอหนองจิก สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 จำนวน 16 คน การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนเรื่องการทำผ้าบาติกกจำนวน 16 หน่วย คู่มือครู และชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้าบาติกจำนวน 6 หน่วย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื้อหาการทำผ้าบาติกจำนวน 25 ข้อ ตัวแปรอิสระ คือแผนการสอนเรื่องการทำผ้าบาติก และคู่มือครู และชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้า บาติก ดำเนินการสอนในคาบเวลากลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ สัปดาห์ละ 6 คาบ ระหว่างที่ทำการสอนได้ปรับปรุงแก้ไขแผนการสอนและคู่มือไปพร้อมกัน โดยที่ก่อนสอนได้ทดสอบความรู้ความเข้าใจด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทำผ้าบาติก และเมื่อทดลองสอนจบลงก็ทำแบบทดสอบฉบับเดิมมาทดสอบครั้งหลังอีกครั้งหนึ่ง

        ผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้

        การสร้างคู่มือและชุดฝึกปฏิบัติด้วยตนเองสำหรับครูและนักเรียนได้รวบรวมจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตลอดจนประสบการณ์ของผู้วิจัยแล้วนำไปทดลองสอน มีการปรับปรุงแก้ไขโดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจนได้คู่มือแลชุดฝึกปฏิบัติเรื่องการทำผ้าบาติก ระดับประถมศึกษา

        การจัดทำแผนการสอน ผู้วิจัยได้รับสร้างจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น แล้วนำไปทดลองใช้ก่อนนำมาทดลอง จนได้แผนการสอนเรื่องของการสอนเรื่องการทำผ้าบาติกที่ใช้กระบวนการสอนยึดผู้เรียนเป็นศูฯย์กลาง

        ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจของบทเรียนที่เรียนโดยชุดปฏิบัติด้วยตนเองเรื่องการทำผ้าบาติก พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการทดสอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

 

16.ชื่องานวิจัย    ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อความพึงพอใจ และผลสัมฤทธิ์

ผู้วิจัย วัชราภรณ์ ยลสุริยัน

ปี พ.ศ. 2544

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบันนังสตาวิทยา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิต-ศาสตร์ เรื่องทศนิยม และ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test แบบทดสอบกลุ่มเดียว (One sample test) คะแนนเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D )

        สรุปผลการวิจัย

        ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา สูงกว่าเกณฑ์ 50 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

        นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง

17.ชื่องานวิจัย     ผลการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล ที่มีทักษะทางการอ่านต่ำ และพูดภาษาแม่ต่างกัน

ผู้วิจัย จิรา อ่อนเจริญ

ปี พ.ศ. 2544

บทคัดย่อ

        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบ แลกเปลี่ยนบทบาท ( Reciprocal Teaching ) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล ที่มีทักษะทางการอ่านต่ำ และพูดภาษาแม่ต่างกันและศึกษากิริยาร่วมของตัวแปร ทั้งสองคือภาษาแม่และวิธีการ สอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 26 คน จากโรงเรียนยะหาศิรยานุกูลซึ่งเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 นักเรียนเหล่านี้ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีจำนวน 13 คน

        การวิจัยในครั้งนี้ใช้เครื่องมือ 4 ประเภท คือ (1) แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ (2) แผนการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยน
บทบาท จำนวน 5 แผน (3) แผนการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีปกติจำนวน 4 แผน (4) เรื่อง ภาษาอังกฤษจำนวน 5 เรื่อง

        ผู้วิจัยทำการทดลองกลุ่มละ 5 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที เป็นเวลา 5 วัน มีการทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านโดยในแต่ละกลุ่มจะใช้เนื้อหาในการทดลอง และการทดสอบเนื้อหาเดียวกันและเหมือนกันทุกกลุ่ม แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวน

        ผลการวิจัยพบว่า

        ไม่พบกิริยาร่วมระหว่างการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษกับภาษาแม่ที่นักเรียนใช้นักเรียนที่ใช้ภาษาไทย
เป็นภาษาแม่มีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษไม่แตกต่างจากนักเรียนใช้ภาษาไทยเป็นภาษามลายูเป็นภาษา
แม่นักเรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท(Reciprocal Teaching) และวิธีการสอนแบบปกติ มีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน โดยนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านโดยวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Teaching ) มีความเข้าใจในการอ่านสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมการอ่านโดยวิธีปกติอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

 


18.ชื่องานวิจัย   การแก้ปัญหาการพูดคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกดแม่กน แม่กง แม่กบ แม่กด ของนักเรียนที่ใช้ภาษามลายูท้องถิ่นในชีวิตประจำวัน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ผู้วิจัย กาญจนา จองเดิม

ปี พ.ศ. 2543

บทคัดย่อ

        การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงคำที่สะกดด้วยมาตรตัวสะกดแม่กน แม่กง แม่กบ แม่กด และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงของนักเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการสอน จำนวน 8 แผน แบบฝึกจำนวน 8 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบแบบที (t-test)

        ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่าแบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.04/81.75 และนักเรียนที่ฝึกทักษะการพูดมีผลสัมฤทธิ์ด้านการพูดสูงกว่าก่อนเรียน

 

19          ซื่องานวิจัย         การวิจัยปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเรื่อง       การจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี

    ผู้วิจัย                 ดร.อุไรวรรณ    วินะพันธุ์  และคณะ

       ปี พ..                2546

บทคัดย่อ

                การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  เรื่องการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลัดสูตรสถานศึกษาเรื่องการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในท้องถิ่นชุมชนบ้านดาวดึงส์ประชากร (ผู้ร่วมปฏิบัติการ) ประกอบด้วยบุคคล  กลุ่ม  เช่น  ผู้บริหารและครูอาจารย์  กลุ่มผู้ปกครอง  กลุ่มมัคคุเทศก์  เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกกิจกรรม  แบบบันทึกการศึกษาบริบทชุมชน,โรงเรียน  แบบสัมภาษณ์  แบบประเมินผล  แบบทดสอบ ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอน  4 ขั้นตอน ด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  ทำการรวบรวมข้อมูลด้วยการร่วมปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรและสื่อในสภาพจริง การใช้วิธีการสัมภาษณ์ และการให้ผู้เกี่ยวข้องตอบแบบประเมินโดยตรง และได้ดำเนินการทดลองใช้หลักสูตรตามแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดผล 2 ครั้ง (one group pretest-posttest design) กับกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้น  .4-6 ของโรงเรียนบ้านถ้ำดาวดึงส์ในปีการศึกษา 2547 จำนวน 19 คน เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรสถานศึกษาที่สร้าง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณาและใช้สถิติทดสอบ t-test และประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรสถานศึกษา ผลการสศึกษา พบว่า หลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นจริง และนักเรียนที่เรียนรู้จากหลักสูตรสถานศึกษาดังกล่าวมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรม ในระดับมาก

 

 

 20          ซื่องานวิจัย         การศึกษาตัวแปรที่สัมพันธ์กับศักยภาพของเด็กไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตการศึกษา  3      

    ผู้วิจัย                 นายบรรลือศักดิ์ จำนง

       ปี พ..                2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของเด็กไทย และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบศักยภาพของเด็กไทยรวมถึงการศึกษาตัวแปรที่ส่งผลต่อศักยภาพของเด็กไทย ในเขตการศึกษา 3 วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2543 สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 3 จำนวน 40 โรงเรียน ๆ ละ 1 ห้องเรียน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage sampling)  เครื่องมือและวิธีการสร้างเครื่องมือ โดยการนำแบบสอบถามวัดศักยภาพของเด็กไทยตามกรอบแนวความคิดของตัวแปร ที่จะทำการศึกษา  พร้อมกับการขอคำแนะนำจากคณะกรรมการที่ปรึกษาและนำเครื่องมือไปทำการทดสอบหาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์ (Alpha – Coefficient) ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปใช้ในการรวบรวมข้อมูล ปรากฏว่า ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (oc) มากกว่า 0.77

ผลการวิจัยพบว่า

        1.  ศักยภาพด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต เมือจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อ การรับข่าวสารด้านต่าง ๆ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 แตกต่างกันอย่างระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        2.  ศักยภาพด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อการรับข่าวสารด้านต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิตติที่ .05

        3.  ศักยภาพด้านลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะด้านเพศ การใช้สื่อ การรับข่าวสารด้านต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        4.  ศักยภาพโดยรวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3 ทั้ง 3 ด้าน เมื่อจำแนกตามจังหวัด โปรแกรมการเรียน ระดับการศึกษาของ บิดา-มารดา มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

        5.  ปัจจัยด้านเพศความคาดหวังต่อการใช้ชีวิตในอนาคต การรับข่าวสารทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษาของ บิดา-มารดา โปรแกรมการเรียน การเลี้ยงดูของครอบครัว จำนวนสมาชิกที่เป็นเพศหญิงของครัวเรือนและการชอบอ่านหนังสือพิมพ์ของนักเรียน ส่งผลหรือมีอิทธิผลต่อศักยภาพโดยรวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตการศึกษา 3

 

 

 21         ซื่องานวิจัย          ความพึงพอใจและความคิดเห็นที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตการศึกษา 6

ผู้วิจัย                     กลุ่มวิจัยและพัฒนา

ปี พ..                    2546

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา  ครู-อาจารย์  นักเรียน  พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (2)  เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  กรมสามัญศึกษา กรมอาชีวศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนในเขตการศึกษา 6 จำนวน 123 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษา สำหรับการสุ่มตัวอย่างเป็นการสุ่มแบบ Multi-stage random sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีจำนวน 5 ฉบับเป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบและแบบปลายเปิด ใช้สถิติค่าร้อยละ

                ผลการวิจัยพบว่า

1.  ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความไม่พึงพอใจ ส่วนครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความพึงใจ

2.  ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า

        2.1.  ความเข้าใจของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการเก็บค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2540 พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย ในขณะที่ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษาและพ่อ-แม่/ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่ต้องเสียเฉพาะค่าเล่าเรียนเท่านั้นและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไม่ต้องเสียเฉพาะค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์

        2.2.  ผู้บริหารและครู/อาจารย์ ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการเก็บค่าใช้จ่ายต่อหัวประกอบด้วยค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนเฉพาะที่นักเรียนใช้ร่วมกันเท่านั้นสำหรับรายการที่ไม่เห็นด้วยทั้งผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เสนอความเห็นว่ารัฐควรออกให้ทั้งหมดสำหรับรายการที่ไม่เห็นด้วยทั้งผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เสนอความเห็นว่ารัฐควรออกให้

                    2.3. นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบและแสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรเงินเป็นค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนของรัฐบาล

        2.4. ผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายพื้นฐานของสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในอัตราที่เท่ากัน

        2.5.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนของสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในอัตราที่เท่ากัน

        2.6.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนให้เท่ากันทุกคนโดยไม่จำกัดฐานะทางสังคม

        2.7. ผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการเก็บค่าใช้จ่ายในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2545 มีการเก็บเท่าเดิม

        2.8. ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวไปยังสถานศึกษา

        2.9. ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่ทันต่อเวลา

                    2.10.  ผู้บริหาร ครู/อาจารย์และนักเรียนส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าควรเรียกเก็บเพิ่มเติมในกิจกรรมเสริมคุณภาพชีวิต และนักเรียน/นักศึกษา ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่ารายการที่สถานศึกษาเรียกเก็บจริงในปัจจุบัน คือ กิจกรรมพิเศษในโรงเรียน เชน การเข้าค่าย ฯลฯ ส่วนพ่อ-แม่/ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า รายการที่สถานศึกษาเรียนเก็บจริงในปัจจุบัน คือค่าเล่าเรียนพิเศษในโรงเรียน เช่น เรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

3.  การได้รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ พบว่า ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา  พ่อ-แม่/ผู้ปกครอง  และกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวจากผู้บริหาร/โรงเรียนแจ้งให้ทราบ และนักเรียน/นักศึกษาพ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวจากรายการโทรทัศน์ที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการแจ้งให้ทราบ

4.  การจัดสรรที่มีต่อการบริหารจัดการในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่าการได้รับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวที่มีต่อการบริหารจัดการในสถานศึกษาไม่พอเพียง และผู้บริหารส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรฯ  ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนเดิม ส่วนครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการจัดสรรฯ ทำให้ประสิทธิภาพในการสอนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกาบการคิดค่าใช้จ่ายต่อหัวในปัจจุบันที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงเรียนทุกรายการ

5.  ประเภทของโรงเรียนที่ควรได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเพิ่มเติม พบว่า ผู้บริหารและครู/อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่าควรจัดสรรเงินเพิ่มเติมพิเศษให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากร

6.  การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาต่อการรับบริจาคและระดมทรัพยากรของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหาร ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าเหมาะสม                     

7.  ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา  ครู-อาจารย์ นักเรียน พ่อ-แม่/ผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

        71.  ข้อคิดเห็นที่มีต่อการการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัว พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เสนอข้อคิดเห็นว่าการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยรองลงมา คือ ทำให้การเบิกจ่ายของโรงเรียนคล่องตัวขึ้น นักเรียนมีโอกาสได้เรียนต่อเพิ่มขึ้น ระบบใหม่มีความชัดเจน โปร่งใสและตรวจสอบได้และได้รับค่าใช้จ่ายที่แน่นอนและไม่ผูกพันเป็นภาระของนักเรียนและไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกจ่ายทางราชการ

        7.2.  ข้อเสนอแนะในการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มเดิม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม  เสนอแนะว่าควรจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มเติมในรายการค่าวัสดุ/สื่อ/อุปกรณ์ รองลงมาคือ อาหารกลางวัน/อาหารเสริมและค่าบริการสุขภาพ ต้นทุนในการจัดองค์กรและการบริหารและค่าเสื้อผ้า เช่น ชุดกีฬา ฯลฯ และกิจกรรมฝึกงานเพื่ออาชีพ

         7.3.  ข้อเสนอแนะในการจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนประเภทต่าง ๆเป็นพิเศษพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอแนะว่าควรจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนประเภทต่าง ๆ เป็นพิเศษให้แก่โรงเรียนที่ครูตั้งใจทำงานโดยมีรางวัลกิจกรรมดีเด่น รองลงมา คือโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนเสื่อมโทรมและโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาโรงเรียน โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและโรงเรียนที่มีขนาดกลางและใหญ่ 

 

 

22      ซื่องานวิจัย             เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา 5

ผู้วิจัย                      นายวรยุทธ์  ทิพย์เที่ยงแท้    และคณะ

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรถภาพทางกายของนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตการศึกษา 5

                                กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชายและนักเรียนหญิงกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 ปีการศึกษา 2543 จำนวนทั้งสิ้น 1,200 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 600 คน และนักเรียนหญิง 600 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน  (Multistage  random  sampling)

                                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย  Kasetsart  Youth  Fitness Test  5 รายการ  และการคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย คือ ลุก-นั่ง 60 วินาที  ดันพื้น 30วินาที  นั่งงอตัวไปข้างหน้า วิ่งอ้อมหลัก วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร  และองค์ประกอบของร่างกายวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐานของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายทุกรายการของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และหาเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายแต่ละรายการโดยใช้คะแนนมาตรฐาน ที (T-score)

                                ผลการวิจัย พบว่า                 1.   สมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1,2 และ 3 มีค่าเฉลี่ยดังนี้

                                นักเรียนชายมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

                ลุก-นั่ง 60 วินาที                                 X  =  35.76 ,   SD   =   6.14  ,  X    =  37.95 ,  SD  =

                                                                                6.72, และ X  =  38.47 ,  SD  =  5.99   ตามลำดับ

                ดันพื้น 30 วินาที                                 X  =  23.34 ,   SD   =   4.26 X   =   25.46 ,  SD  =

                                                                                4.13 และ X  =  25.78  ,  SD  =  5.41  ตามลำดับ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า                           X  =  6.25  ,  SD  =  5.07  ,   X  =  8.34  ,  SD  =

1.26    ,  และ  X  =  9.15  ,  SD  =  5.14  ตามลำดับ

วิ่งอ้อมหลัก                                          X  =  20.00  ,  SD  =  1.65  ,  X  =  19.26  ,  SD  =

1.95    , และ  X  =  18.66  ,  SD  =  4.72  ตามลำดับ

เดิน/วิ่งระยะทาง 1,000 เมตร           X  =  5.40  ,  SD  =  1.10  ,  X  =  5.33  ,  SD  =

                                    1.29  ,  และ  X  =  4.59  <  SD  =  0.89  ตามลำดับ

องค์ประกอบของร่างกาย                  X  =  17.66  ,  SD  =  2.79  ,  X  =  18.70  ,  SD  =        

                                                                                3.46  ,  และ  X  =  18.66  ,  SD  =  3.15  ตามลำดับ

นักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่  1 , 2  และ 3

                ลุกนั่ง 60 วินาที                                 X  =  26.51  ,  SD  =  8.22  ,  X  =  28.35  ,  SD  =

6.46    ,  และ  X  =  28.58  ,  SD  =  6.82  ตามลำดับ

ดันพื้น 30 วินาที                                 X  =  15.76  ,  SD  =  5.06  ,  X  =  16.33  ,  SD  =

                                                                                4.65  ,  และ  X  =19.76  ,  SD  5.21  ตามลำดับ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า                           X  =  6.68  ,  SD  =  5.27  ,  X  =  8.64  SD  =

                                                                                3.46  ,  และ  X  10.08  ,  SD  =  4.96  ตามลำดับ

                วิ่งอ้อมหลัก                                          X=  21.29  ,  SD  =  1.83  ,  X  =  20.93  ,  SD  =

                                                                                2.01  ,  และ  X  =  19.25  ,  SD  =  2.27  ตามลำดับ

                เดิน/วิ่งระยะทาง 1,000 เมตร           X  =  6.59  ,  SD  =  1.18  ,  X  =  6.52  ,  SD  =             

                                                                                1.11  และ  X  =  6.33  ,  SD  1.25  ตามลำดับ

                องค์ประกอบของร่างกาย                  X  =  18.71  ,  SD  =  2.94  ,  X  =  18.85  ,  SD  =

2.50    =  และ  X  =  19.24  ,  SD  =  2.42  ตามลำดับ

                2.  สมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3 มีเกณฑ์มาตรฐานแต่ละรายการดังนี้

                นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

                ลุก-นั่ง  60  วินาที  41,42  และ  45  ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก , 36-40 , 37-41  และ 39-44 ครั้งระดับดี , 31-35  ,  32-36  และ  34-38  ครั้ง  ระดับปานกลาง  ,  26-30  ,  26-31  ,  และ  29-33  ครั้ง  ระดับค่อนข้างต่ำและ  25,  25  และ  28  ครั้งลงมา  ระดับต่ำ

                ดันพื้น  30  วินาที  27  , 28 และ 28 ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก  ,  21-26 , 24-27 และ 24-27 ครั้งระดับดี , 17-20 , 20-23 และ 21-23 ครั้ง ระดับปานกลาง, 11-16 , 17-19 , และ 17-20 ครั้ง  ระดับค่อนข้างต่ำ และ 10, 16 และ 16 ครั้งลงมาระดับต่ำ

                นั่งงอตัวไปข้างหน้า  15,16 และ 16 เซนติเมตรขึ้นไป ระดับดีมาก , 9-14 , 9-15 และ 10-45 เซนติเมตร ระดับดี, 3-8 , 2-8 และ 4-9 เซนติเมตร ระดับปานกลาง ,  -3)-2,-5)-1,  และ –2)-3  เซนติเมตร  ระดับค่อนข้างต่ำ  และ –4, -6 และ –3 เซนติเมตรลงมาระดับต่ำ

                วิ่งอ้อมหลัก 17.40,17.10 และ 16.80 วินาทีลงมา ระดับดีมาก , 17.41-19.40, 17.11-18.85 และ 16.81-18.70  วินาที ระดับดี , 19.41-21.20 , 18.86-20.70 และ 18.71-20.50 วินาที ระดับปานกลาง, 21.21-23.20, 2071-22.50  และ 20.51-22.00 วินาที  ระดับค่อนข้างต่ำ และ 23.21,22.51 และ 22.01 วินาทีขึ้นไประดับต่ำ

                วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร  4.50,4.45 และ 4.10 นาทีลงมา ระดับดีมาก , 4.51-5.40, 4.46-5.35 และ 4.11-4.59 นาที ระดับดี , 5.41-6.50 , 5.36-6.45 และ 5.00-5.59 นาทระดับปานกลาง , 6.51-7.50, 6.46-7.45 , และ 6.00-6.59 นาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 7.51, 7.46 และ 7.00 นาทขึ้นไประดับต่ำ

                องค์ประกอบของร่างกาย 13.45,14.59 และ 13.29 กิโลกรัมต่อตารางเมตรลงมา ระดับผอม , 13.46-15.99 , 14.60-17.99 และ 13.30-16.79 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างผอม, 16.00-19.99 , 18.00-21.49  และ 16.80-20.50 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับมาตรฐาน , 20.00-22.95, 21.50-24.99 , และ 20.51-24.09 กิโลกรัมต่อตารางเมตรา ระดับค่อนข้างอ้วนและ 22.96. 25.00 และ 24.10 กิโลกรัม/ต่อตารางเมตรขึ้นไประดับอ้วน

                นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 1 , 2 และ 3

                ลุง-นั่ง 60 วินาที 36,36 และ 37 ครั้งขึ้นไป ระดับดีมาก , 28-35 , 30-35 และ 33-36 ครั้งระดับดี, 20-27 , 24-29 และ 26-32 ครั้ง ระดับปานกลาง , 12-19 , 17-23 , และ 20-25 ครั้ง ระดับค่อนข้างต่ำและ 11 , 16 และ 19 ครั้งลงมา ระดับต่ำ

                ดันพื้น  30  วินาที 24,26 และ 24 ครั้งขึ้นไประดับดีมาก 19-23, 21-25 และ20-23 ครั้งระดับดี , 15-18 , 15-20 และ 15-19 ครั้ง ระดับปานกลาง , 10-14, 10-14 , และ 11-14 ครั้ง ระดับค่อนข้างต่ำ และ 9,9 และ 10 ครั้ง ลงมา ระดับต่ำ

นั่งงอตัวไปข้างหน้า 17, 17 และ 16 เซนติเมตร ขึ้นไป ระดับดีมาก , 11-16 , 11-16 และ 10-15 เซนติเมตร ระดับค่อนข้างต่ำ และ –2, 0 และ –2 เซนติเมตร ลงมาระดับต่ำ

วิ่งอ้อมหลัก 18.20,18.00 และ 17.90 วินาที่ลงมา ระดับดีมาก , 18.21-20.10, 18.01-20.00 และ 17.91-19.80 วินาที ระดับดี, 20.11-21.90 , 20.01-21.80 และ 19.81-21.60 วินาที ระดับปานกลาง , 21.91-23.80 , 21.81 23.60 , และ 21.61-23.60 วินาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 23.81,23.61 และ 23.61 วินาทีขึ้นไประดับต่ำ

วิ่ง/เดิน 1,000 เมตร 5.59,5.50 และ 5.50 นาทีลงมา ระดับดีมาก , 6.00-6.59 , 5.51-6.60 และ 5.51-6.59 นาที ระดับดี , 7.00-7.59 , 7.00-7.50 และ 7.00-8.00 นาที  ระดับปานกลาง, 8.00-8.50, 7.51-8.40 , และ 8.01-9.00 นาที ระดับค่อนข้างต่ำ และ 8.51, 8.41 และ 9.01 นาทีขึ้นไประดับต่ำ

องค์ประกอบของร่างกาย 16.10,15.14 และ 16.49 กิโลกรัม/ต่อตารางเมตรลงมา ระดับผอม , 16.11-18.49 , 15.15-17.59 และ 16.50-18.99 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างผอม, 18.50-20.80 , 17.60-20.19 และ 19.00-21.49 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับมาตรฐาน , 2081-23.14, 20.20-22.59 , และ 21.50-23.99 กิโลกรัมจ่อตารางเมตร ระดับค่อนข้างอ้วน และ 23.15, 22.60 และ 24.00 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไประดับอ้วน

 

 

 23      ซื่องานวิจัย               การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

ผู้วิจัย                       นายนพเก้า    พัทลุง  อาจารย์ 1  ระดับ 4

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก จำนวน 15 แบบฝึกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน ก่อนใช้และหลังใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

                กลุ่มที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่ายอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสลขลา ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา   2543  จำนวน  39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก  จำนวน  15  แบบฝึก  แบบทดสอบความสามารถในการสะกดคำยาก จำนวน 50 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ และค่าเฉลี่ย

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่า แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  86-84/84  ความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกสะกดคำยากสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

 

 

24       ซื่องานวิจัย            การสร้างแบบปร ะเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล

ผู้วิจัย                     นางสาวจรินทร์   โฮ่สกุล

                ปี พ..                    2544

 

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลจำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย 1) การเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล  2) การเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้า 3) การเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า 4 ) การเล่นลูกสองมือบนหรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล 5) การตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล และ 6) การสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล ผู้วิจัยวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  โดยใช้วิธีของโรไวนิลไลและแฮมเบิลตัน  (Test – Retest) และวิเคราะห์ค่าความเป็นปรนัยของผุ้ประเมิน (Objectivity)  จากการข้อมูลที่ประเมินโดยผู้วิจัยและคณะ จำนวน 2 คน

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา และสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ จังหวัดภายในเขตการศึกษา 4 เป็นนักเรียนชาย 150 คน และนักเรียนหญิง 150 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple  Random Sampling)

                ผลการวิจัยพบว่าแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 6 รายการเป็นแบบประเมินค่าที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้ 1 ) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0983  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0886 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ .937  2) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้ามีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .992  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0922 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0946  3) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .983  มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0874  และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0886  4) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือ

บน หรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0942  มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0899 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0913 5) แบบประเมินค่าการตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0956 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0954 และ 6) แบบประเมินค่าการสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬา

วอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0896 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0935  โดยแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลทุกรายการมีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด และค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินอยู่ในระดับสูง ถึง สูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่ระดับ .05

                จากค่าสถิติที่บ่งชี้ ความเมี่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเชื่อมั่นของกีฬาวอลเลย์บอล  สร้างขึ้นมีคุณภาพถึงดีมากเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำไปใช้วัดและประเมินนักเรียนที่เรียนกิจกรรมกีฬาวอลเลย์บอลขั้นพื้นฐาน

 

25       ซื่องานวิจัย            พฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2

ผู้วิจัย                       นายศราวุธ    อรรถานุรักษ์   นักวิชาการศึกษา  7  (ว.)

                ปี พ..                    2542

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2 จำนวน 278 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและครูที่ถูกสังเกต ตอนที่ 2 แบบสังเกตพฤตกรรมการเรียนการสอนของครูในห้องเรียนเฉพาะการสอนวิชาภาษาไทยในด้านการใช้สื่อ ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน และด้านการใช้วิธีสอน

                การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  SPSS (Statistical  Package  for  Social  Science)  หาค่าสถิติ  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าที่  (t-test)  ค่าเอฟ  (F-test)  การทดสอบสมมติฐานกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ผลการวิจัยพบว่า

1. ครูที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.012) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.403) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.106)

2.  ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.012) โดยพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญาตรีกับปริญาตรีและปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.055) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.908)

3.  ครูที่มีประสบการณ์ต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ในด้านการใช้สื่อ (P=0.018) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี และในด้านการใช้สอน (P=0.014) โอยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.600)

4.  ครูที่ทำการสอนในชั้นเรียนต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.809) ในด้านการใช้สื่อ (P=0.750) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.920)

5.  ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามใบรับอนุญาตที่ได้รับตามมาตรา 15(1) และมาตรา 15(2) มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.035) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.242) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.723)

6.  ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกับขนาดกลาง ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.174) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.074)

7.  ครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับสตูล และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย  ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และพบว่าครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.90)   

 

26       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนประเภทวิดีทัศน์  เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด

ผู้วิจัย                        นางปรานอม    ประทีปทวี

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 40 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ จำนวน 5 แผน 7 คาบ ซึ่งสร้างขึ้นเอง วิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพติด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่องการหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบที่ (t-test)

                ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน เรื่อง  การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ทำให้ผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองในระดับมากที่สุด

 

27       ซื่องานวิจัย            การศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ (102) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  

ผู้วิจัย                     นายสุระชัย       ศรีสุวรรณ

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว.102 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75

                ในการศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา  ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1.  ศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะโครงงานวิทยาศาสตร์  มากำหนดวิธีการสอนสำหรับใช้สร้างชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์  .102  โดยบูรณาการวิธีการสอนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

2.  สร้างแผนจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว. 102 โดยประยุกต์และบูรณาการทฤษฎีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  โดยมีกิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และโครงงานวิทยาศาสตร์กระตุ้นให้นักเรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล  คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้

3.  สร้างแบบทดสอบวัดผล  แบบทดสอบก่อนเรียนแบบทดสอบหลังเรียน  แล้วหาคุณภาพความเที่ยงตรงเป็น  ทุกข้อ โดยใช้สูตร             t     =      åD

                                                                                        ND²  -   (åD ²)

                                                                                                                                                                                              

                                                                            N    -    1          (df  = N – 1)

                ค่า  t  ที่ใช้ตรวจสอบอำนาจจำแนกของข้อสอบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ทุกข้อ  แบบทดสอบกลางภาคเรียน    แบบทดสอบปลายภาคเรียน

                4.  หาประสิทธิภาพแผนจัดกิจกรรมการสอน  โดยนำไปทดลอง  ครั้ง  กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนศาลาพัน  สำนักงานการประถมศึกษา  อำเภอสามโคก  สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี  ผลการทดลองปรากฏว่าประสิทธิภาพของชุดการสอนในการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเป็น  75.28 / 74.07 , 76.81 / 74.20 , 78.07 / 75.68  ตามลำดับผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียน  พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ   .01

28       ซื่องานวิจัย              การใช้วิธีสอน แบบสองภาษาในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม   

ผู้วิจัย                       คุณอุณาวรรณ    มั่นใจ

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การจัดการศึกษาสำหรับเด็กหูหนวกเป็นที่ถกเถียงกันว่าวิธีใดเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนหูหนวกปัญหาที่พบคือ  ความสามารถด้านการอาน เขียน ของคนหูหนวกด้อยกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกันมาก  ซึ่งเป็นผลทำให้คนหูหนวกมีความสามารถด้านการเรียนไม่เท่ากับคนทั่วไป ปัจจุบันได้มีการนำวิธีการสอนแบบสองภาษามาใช้สอนเด็กหูหนวกกันอย่างแพร่หลาย และพบว่าได้ผลดีในประเทศแถบสแกนดีเนเวีย อเมริกา  ยุโรป  ออสเตรเลีย  สำหรับในประเทศไทยวิทยาลัยราชสุดามหาวิทยาลัยหิดล  และโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม  ได้นำมาหดลองใช้เช่นเดียวกัน  คณะผู้วิจัยจึงได้สนใจทำการวิจัย  เรื่อง การใช้วิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลของเด็กหูหนวกในโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม คำถามการวิจัยมี 3 ข้อ (1) กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร (2) ปัจจัยที่เอื้อต่อการจักการเรียนการสอนแบบสองภาษา มีอะไรบ้าง และ (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กหูหนวกที่เรียนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร  โดยศึกษาจากเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม และโรงเรียนสอนคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 3 แห่ง หารวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และเอกสารจากชั้นเรียนและโรงเรียน การทดลองนำแผนการสอนโดยใช้วิธีกาสอนแบบสองภาษาไปสอนในโรงเรียนสอนเด็กหูหนวกชั้นอนุบาลปีที่ 1 แห่งอื่น  จลอดจนการทดสอบวัดความสามารถด้านคำศัพท์ในชั้นเรียนที่เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างและโรงเรียนอื่นอีก 3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย รวมทั้งทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว แล้วนำมาเสนอในรูปแบบการพรรณนา

                จากผลการวิจัยพบดังนี้

1.  กระบวนการเรียนการสอนแบบสองภาษามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง คือ มีครูที่มีการได้ยินและครูหูหนวกสอนร่วมกันในชั้นเดียวกัน ครูสองคนต้องมีความสามารถในด้านภาษาไทยและภาษามือไทยในระดับค่อนข้างดี  ใช้ภาษามือไทยสื่อสารในชั้นเรียน วิธีการสอนครูจะทำงานร่วมกันทุกขั้นตอนและแบ่งบทบาทหน้าที่ในชั้นเรียนอย่างชัดเจน เช่น บทบาทด้านการสอนเนื้อหา และการสอนภาษามือ เป็นของครูหูหนวกและการสอนภาษาไทยในด้านการอ่าน พูดและเขียนเป็นของครูที่มีการได้ยิน โดยครูทั้งสองคนจำทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนร่วมกัน

2.  ปัจจัยที่เอื้อต่อการสอนแบบสองภาษา พบว่าโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม มีนโยบายด้านการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาอย่างชัดเจน และมีโครงการห้องเรียนสาธิตเพื่อเป็นโครงการนำร่องทดลองสอนแบบสองภาษา มีบุคลากรที่มีคุณวุฒิสูงและปริมาณมากพอ มีการจ้างครูหูหนวกเพื่อสอนในโครงเรียนและชั้นเรียนการสอนแบบสองภาษา มีโครงการและกิจกรรมพัฒนาบุคลากรครู  ตลอดจนการเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรเพื่อการจัดการเรียนแบบสองภาษามีการปรับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและการจัดเรียนให้เหมาะสมกับคนหูหนวก ตลอดจนมีนโยบายให้ใช้ภาษามือสื่อสารในโรงเรียนและชั้นเรียนด้วย

3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม จากการประเมินของโรงเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจและน่าพอใจมาก และจากการวัดความสามารถด้านคำศัพท์ของนักเรียน ผลปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง คือร้อยละ 87.4 รวมทั้งจากการประเมินพัฒนาการของเด็ก ของครู ผู้ปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้องพบว่านักเรียนมีพัฒนาการเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

นอกจากนี้ยังพบว่าบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนสอนแบบสองภาษาดีมาก เด็กส่วนใหญ่มีความสนุกสนาน สนใจการเรียน มีการโต้ตอบกับครูผู้สอนตลอดเวลา และสามารถอยู่ร่วมในกิจกรรม การเรียนการสอนเป็นระยะเวลานาน และพบว่าวิธีการสอนแบบสองภาษานี้สามารถใช้ได้ในห้องเรียนเด็กหูหนวกทุกชั้นเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นห้องเรียนซึ่งใช้วิธีสอนแบบอื่น ซึ่งได้แก่วิธีการสอนพูดหรือการสอนแบบระบบรวมมาก่อน

 

 

 

29       ซื่องานวิจัย            การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลน ภาคตะวันออก  (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี,    ตราด)

ผู้วิจัย                     นายเกื้อกูล   ดีประสงค์  นักวิชาการศึกษา 7   

                ปี พ..                    2546

บทคัดย่อ

                การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด) มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับป่าชายเลนภาคตะวันออกทั้งในด้านกายภาพและชีวภาพ เพื่อศึกษาปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนในหมู่บ้านในท้องที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรีและ จังหวัดตราดที่มีที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับป่าชายเลนหรือชุมชนที่มีการประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง จังหวัดละ 5 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน โดยการสุ่มแบบง่าย (Simple  Random Sampling) รวมจำนวนประชาการตัวอย่างทั้งสิ้น 100 คน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการตอบแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและการแจกแจงความถี่

                ผลการศึกษา

1. เกี่ยวกับปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า

    1.1  ประสบปัญหาปริมาณของป่าชายเลนในภาคตะวันออกมีจำนวนลดน้อยลง โดยมีสาเหตุจากการบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำ การสร่งที่ยู่อาศัย และการตัดไม้ในป่าชายเลนเพื่อการอุปโภคและจำหน่ายสร้างรายได้

       1.2  ประสบปัญหาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ทรัพยากรป่าชายเลน

       1.3  ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาทางทะเล

        1.4  มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน และมีผลกระทบต่อความสุขในครัวเรือนของประชาชนและชุมชน

        1.5 ในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

        1.6 กระบวนการสร้างอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

            2. ด้านความต้องการของประชาชนและชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  พบว่า

        2.1  ประชาชนและชุมชนหลายแห่งในจังหวัดระยอง  จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดมีความกระตือรืนร้นในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  มีการรวมตัวจัดเป็นประชาคมหมู่บ้าน  มีการกำหรดกติกาและมาตรการในการใช้ทรัพยากรป่าชายเลนของชุมชนร่วมกัน

        2.2 ประชาชนมีความต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนโดยการส่งเสริมการปลูกสวนป่าชายเลนให้มากขึ้น  พร้อมทั้ง มีความต้องการได้รับการสนับสนุนการบำรุงป่าชายเลนผสมการพัฒนาสัตว์น้ำ  เพื่อที่ประชาชนในชุมชนจะได้ใช้ประโยชน์จากป้าชายเลน  เช่น การจับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคและจำหน่าย  เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชนและลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย

          2.3 ประชาชนต้องการให้มีการกำหนดอาณาเขตพื้นที่ป่าชายเลนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาการรุกล้ำที่ดิน

         2.4  ประชาชนต้องกาให้ทางราชการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับบุคคลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าชายเลน  เช่น  การบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้มีอิทธิพล  การทำประมงชายฝั่งที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด  เช่นการจับสัตว์น้ำในเขตหวงห้าม  หรือในฤดูวางไข่  การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย เช่น  การใช้อวนตาถี่เหล่านี้เป็นต้น

          2.5 ประชาชนมีความต้องการที่จะเข้าร่วมการประชุมสัมมนา  ศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนในสถานที่ต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสลการณ์ตรงระหว่างบุคคลในชุมชน และจะได้นำเอาความรู้และประสลการณ์ตรงที่ได้รับพัฒนาการดำเนินงานของชุมชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

 

    

30       ซื่องานวิจัย            การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง    

ผู้วิจัย                     นายประทีป  แสงเปี่ยมสุข    ศึกษานิเทศก์  9 

                ปี พ..                    2546  -  2547

บทคัดย่อ

                ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมและการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัด  ศึกษากระบวนการใช้หลักสูตรในด้านการบริหาร  และการจัดการเรียนการสอน  ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา  และเพื่อรวบรวมปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                กลุ่มตัวอย่างประชากร  ได้แก่ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุงจำนวน  30  คน  ครูผู้สอน  จำนวน  270  คน  คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างงาย   (Simple  Random  Sampling)  และการสุ่มแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  แบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียนและแบบสอบถามครูผู้สอนผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลด้วยตนเอง  ระหว่างวันที่  พฤศจิกายน  2546   15  ธันวาคม  2546

สรุปผลการวิจัย

ก.       ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านปัจจัย

1.  โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่  ร้อยละ  70.00  เปิดสอนระดับประถมศึกษามีจำนวนนักเรียนระหว่าง  121  -  500  คน  โรงเรียนใช้วิธีประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วิธีการประชุมชี้แจง

2.  โรงเรียนใช้วิธีพัฒนาความรู้  ความเข้าใจ  เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ครูผู้สอนโดยวิธีจัดอบรมเป็นกลุ่มโรงเรียน รองลงมาคือ  ผู้บริหารพัฒนาครูผู้สอนด้วยตนเองชุมชนเห็นความสำคัญของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา  และมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรในระดับปานกลาง

ข.      ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน

1.       ด้านกระบวนการ

ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนด้านกระบวนการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก  ยกเว้นข้อกระทงที่ว่า  การตรวจและปรับปรุงหลักสูตรความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรของบุคลากรในสถานศึกษา  เรื่อง  การกำหนดเกณฑ์วิธีการวัดและประเมินผล  กรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนเรื่องใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  และด้านการนิเทศ  เรื่อง การเยี่ยมชั้นเรียน  การสรุปผลการนิเทศ  และการนำผลการนิเทศพัฒนาการเรียนรู้เท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

2.       ด้านผลผลิต

                                ผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนด้านการใช้หลักสูตรส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางยกเว้นข้อกระทงที่ว่าครูผู้สอนทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้นที่อยู่ในระดับน้อยส่วนความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรของผู้บริหารโรงเรียนทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากยกเว้นข้อกระทงที่ว่าการจัดสอนซ่อมเสริมและครูผู้สอนใช้สื่อประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

3.       ด้านปัญหา  อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนด้านสภาพปัญหาแต่ละด้านข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือครูไม่เข้าใจและเห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์  โครงสร้างหลักสูตรบางสาระมีน้อยเกินไป  ครูไม่เข้าใจแนวทางการจัดหลักสูตร  ครูไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรมการสอนยังยึดติดรูปแบบเก่า ๆ การนิเทศมีน้อยส่วนข้อเสนอแนะ ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือควรประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์ ควรจัดอบรมเรื่องหลักสูตร  และควรมีการนิเทศติดตามผลการช่วยเหลือ  และพัฒนากระบวนการนิเทศให้ชัดเจน

ค.       ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของครูผู้สอน

1.       ด้านกระบวนการ

                                ความคิดเห็นของครูผู้สอนด้านกระบวนการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากข้อกระทงที่อยู่ในระดับปานกลางได้แก่ การจัดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมการกำหนดสาระของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การออกแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ  การผลิตและการใช้สื่อการเรียนการสอนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น/แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอนการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล  การวัดและการประเมินผลตามสภาพจริงการดำเนินการให้บิดามารดาผู้ปกครอง  มีส่วนร่วมในการประเมิน  ส่วนข้อกระทงที่อยู่ในระดับน้อย  ได้แก่  การใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้

2.       ด้านผลผลิต

                                พฤติกรรมผู้เรียน  อยู่ในระดับมาก  ข้อกระทง  ระดับปานกลาง  ข้อกระทงด้านความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตร  การจัดทำกิจกรรมการเรียน  การสอน  การใช้สื่อสารการเรียน  การสอน  การวัดและประเมินผล  และด้านการบริหารจัดการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากยกเว้นข้อกระทงที่ว่า  การมีส่วนร่วมในการจัดทำธรรมนูญโรงเรียนระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน  คุณภาพสื่อความทันสมัยของสื่อและความหลากหลายของสื่อการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินผล  การสอนซ่อมเสริมการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  และการจัดเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

3.       ด้านปัญหา  และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                ความคิดเห็นของครูผู้สอนด้านสภาพปัญหา  แต่ละด้านข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด  คือ  ครูไม่เข้าใจกระบวนการจัดทำหลักสูตร  ครูไม่มีความชัดเจนในการวิเคราะห์หลักสูตรและเขียนแผนให้ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้  ขาดงบประมาณในการจัดทำสื่อที่มีคุณภาพครูไม่มีความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผล  ขาดความร่วมมือของบุคลากรภายในโรงเรียนนักเรียนบางคนมีปัญหาแตกต่างกันจึงยากแก่การช่วยเหลือ  ส่วนข้อเสนอแนะข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุดคือ  จัดอบรมครูเรื่องการจัดทำหลักสูตรการเขียนแผนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  ควรจัดงบประมาณในการจัดทำสื่อ/แหล่งเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนการวัดและประเมินผล  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและควรมีครูที่มีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวทุกโรงเรียน

 

 

 

31       ซื่องานวิจัย            การพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การ  บริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ผู้วิจัย                     ดร. พิสณุ    ฟองศรี 

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  รวมทั้ง  ทดสอบคุณภาพตลอดจนความสอดคล้องระหว่างโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์  กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลมี  กลุ่มจำนวนทั้งสิ้น  941  คน  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐานโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม  SPSS  for  Windows  และวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม  LISREL  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย  ตัวแปรประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  ตัวแปร  คือ  ตัวแปรการบรรลุจุดมุ่งหมาย  ประสิทธิภาพ  การปรับตัว  และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง  ตัวแปรเชิงสาเหตุ  ตัวแปร  คือ  ตัวแปรนโยบายหน่วยเหนือ  บริบทชุมชน  นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล  ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล  การบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล  วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล  คุณลักษณะบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล  และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

                2.  ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ารูปแบบทีพัฒนาขึ้นมีประโยชน์ทางวิชาการ  และการนำไปใช้ทางปฏิบัติในระดับมาก  

                3. รูปแบบทีพัฒนาขึ้นสามารถประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้  และโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์  โดยมีค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน  = 1.00  ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว  =  0.98  ตามลำดับ

                4.  ตัวแปรเชิงสาเหตุที่อิทธิพลต่อประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน  เรียงตามลำดับความสำคัญ  ดังนี้  นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล  การบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนโยบายหน่วยเหนือ  ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล  วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล คุณลักษณะของบุคลากร  บริบทชุชน  และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

 

32       ซื่องานวิจัย            แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

ผู้วิจัย                     ผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.  กฤษดา     กรุดทอง 

                ปี พ..                    2542

บทคัดย่อ

แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

                สภาพปัญหา

                ปัจจุบันองค์กรธุรกิจได้นำเอาระบบการบริหารงานคุณภาพไปใช้ในการสร้างสรรผลิตภัณฑ์และบริการให้มีคุณภาพอย่างได้ผลดีมาแล้ว  องค์กรทางการศึกษาได้พยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาจัดทำระบบคุณภาพขึ้น  และสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้มีความพยายามและการริเริ่มให้มีการประกันคุณภาพ

ทางการศึกษาในขึ้นในสถาบัน  โดยเฉพาะเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้สถาบันการศึกษาต้องมีการประกันคุณภาพในทุกสถาบันการศึกษาขึ้นภายในปี ..  2545

             ระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  เป็นมาตรฐานของกิจกรรมคุณภาพที่องค์กรจะต้องพัฒนาขึ้นมาในระบบงานขององค์กร  เพื่อเสนิขอให้รับรองมาตรฐาน  ISO  9000  มาตรฐานของ  ISO  9000  เขียนขึ้นไว้เป็นข้อกำหนดทั่วไปที่องค์กรสามารถดัดแปลงใช้ตามลักษณะของธรกิจ  การนำมาตรฐาน  ISO  9000  ที่มีอยู่ไปไปใช้ในสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพและภารกิจของงานการจัดการศึกษา  ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันยังมีการตีความมาตรฐานไม่ตรงกันนัก  จึงควรได้มีการจัดทำแนวทางในการประยุกต์ข้อกำหนดของมาตรฐานไปเป็นกิจกรรมทางการศึกษาขึ้น  เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้ใช้เป็นคู่มือในการพัฒนาระบบคุณภาพในสถานศึกษาให้ง่ายสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อจัดทำแนวทางการอธิบายมาตรฐานของ  ISO  9000  ตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  โดยกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะไว้  ประการ  คือ

    (เพื่อวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000

    (เพื่อวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ

                    (เพื่อวิเคราะห์วิธีการประยุกต์ข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาขอวงสถาบันราชภัฏ

วิธีดำเนินการ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์เอกสาร  (Document  Analysis)

                แหล่งข้อมูลเอกสาร  ได้แก่  เอกสารมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000:200  ฉบับร่างสุดท้าย  และเอกสารคู่มือแนะนำการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  900  ในทางการศึกษาและการจัดฝึกอบรมของ  British  Standard  Institute  และแหล่งข้อมูลบุคคล  ได้แก่  ผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  กลุ่ม  คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  ด้านมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  และ  ด้านมาตรฐาน  ISO  9000  ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  จำนวน  15  ท่าน

                เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม  จำนวน  ฉบับ  ได้แก่  (1)  แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบกำหนดตามมาตรฐาน  ISO  9000  (2)  แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบภารกิจสถาบันราชภัฎ  แบบสอบถามใช้สอบถามความเหมาะสมของการตีความมาตรฐาน  เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  แบบ  ระดับ

                การเก็บรวบรวมข้อมูลจำแนกออกเป็น  วิธี  คือ  การใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์  ใน  การใช้แบบสอบถาม  แบ่งเป็น  รอบ  รอบแรกเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่  และฉบับที่  ส่วนรอบหลังเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่  และได้ตรวจสอบผลโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามกลุ่มประกอบแบบสอบถามด้วย 

                การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่  และ  และวิเคราะห์ความสอดคล้องเชิงเนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่  และตรวจสอบความเชื่อมั่นและเที่ยงตรงกับความคิด

เห็นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์  นำผลจากแบบสอบถามฉบับที่  มาเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพทางการศึกษา

       ผลการวิจัย

                ในการวิจัยนี้ได้เสนอผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ดังนี้  (1)  ผลการวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  (2)  ผลการวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  (3)  ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  และ  (4)  ผลการเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้มาตรฐาน  ISO  9000  ตามภารกิจการจัดการศึกษา

                (1)  ในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ  ISO  9000  ทั้ง  ข้อ  มีข้อกำหนดทั้งสิ้นจำนวน  131  ข้อ  จำแนกออกเป็น  ข้อกำหนดตามมาตรฐานข้อ  จำนวน  19  ข้อ  ตามมาตรฐานข้อ  จำนวน  ข้อ  มาตรฐานข้อ  จำนวน  70  ข้อและมาตรฐานข้อ  จำนวน  31  ข้อ  ตามลำดับ

                (2)  ในภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ  มีกิจกรรมทั้งหมด  จำนวน  39  กิจกรรม  จำแนกเป็นกิจกรรมหลัก  22  กิจกรรม  กิจกรรมย่อย  12  กิจกรรม  และกิจกรรมสนับสนุน  กิจกรรม

                (3)  ในการจัดกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎจัดลงในข้อกำหนดของมาตรฐาน  ISO  9000  ตามประเด็จที่สอดคล้องกัน  จัดได้ดังนี้  (ความรับผิดชอบด้านการบริหาร)

                มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  ความรับผิดชอบด้านการบริหารสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการสนับสนุนเป็นหลัก

                มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  การบริหารทรัพยากรสอดคล้องกับงานกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการย่อยเป็นหลัก

                มาตรฐานของระบบการบริหารงานคุณภาพ  ข้อ  การผลิต/การให้บริการ  และ  ข้อ  การวัด  การวิเคราะห์และการปรับปรุงสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการหลัก

                (4) ในการประยุกต์มาตรฐาน  ISO  9000  มาใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา  ได้เสนอคำอธิบายของมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ  จำนวน  ข้อ  ได้แก่  ข้อ  5  ,  6  ,  7  และ  8

 

33       ซื่องานวิจัย            โครงงานภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะของผู้เรียน

ผู้วิจัย                     นางสาวสุริยา     จันทร์เนียม 

                ปี พ..                    2541

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษและคุณลักษณะของผู้เรียนด้วยโครงงานภาษาอังกฤษ

                กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  (แผนภาษาไทย  สังคมศึกษา  ภาษาอังกฤษที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษโครงงาน  ปีการศึกษา  2541  ของโรงเรียนคุรุประชาสรรค์  อำเภอสรรคบุรี  จังหวัดชัยนาท  จำนวน  30  คน  ผู้วิจัยได้นำโครงงานภาษาอังกฤษจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษโครงงานกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มดังกล่าวโดยกลุ่มตัวอย่างทำโครงงาน  โครงงาน  แล้วนำผลที่ได้มาสรุปเป็นการพัฒนาด้านศักยภาพ  และด้านคุณลักษณะ

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเครื่องมือ  ชนิด  คือ  แผนการสอนแบบประเมินศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อวางแผน  ปฏิบัติงาน  และประเมินผลตามโครงงาน  และแบบประเมินคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบในการทำงาน  ความร่วมมือในการทำงาน  และความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก  สถิติที่ใช้การวิจัยครั้งนี้คือ  ค่าเฉลี่ย

                ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างปฏิบัติงานตามโครงงานภาษาอังกฤษ  โดยมีศักยภาพทางด้านการใช้ภาษาในการวางแผน  การปฏิบัติงานตามแผน  การประเมินผลงานสูงขึ้น  และพัฒนาคุณลักษณะของตนเองด้านความร่วมมือในการทำงาน  ความรับผิดชอบในการทำงาน  ความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออกอยู่ในระดับสูง

 

34       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา

ผู้วิจัย                     รองศาสตราจารย์   ดร.ทวีศักดิ์     จินดานุรักษ์      

                ปี  ..                   2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนประถมศึกษา  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  (2)  เปรียบเทียบทักษะการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียน  และ  (3)  ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  จำนวน  27  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  (1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการสอบ  (2)  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  และ  (3)  แบบสอบถามความคอดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน  การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนที่พัฒนาขึ้น  ไปทดสอบประสิทธิภาพ  ด้วยการทดสอบแบบเดี่ยว  ทดสอบแบบกลุ่ม  และทดสอบภาคสนาม  การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพ  ใช้สูตร  E¹/E²  ใช้ค่าสถิติ  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  และใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน

                ผลการวิจัยพบว่า  (1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียนทั้ง  ทักษะมีประสิทธิภาพเรียงตามลำดับดังนี้  79.10/81.48  80.55/84.44  81.55/81.10  83.88/84.80  และ  72.27/80.60  (2)  ทักษะการเรียนหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และ  (3)  ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทักษะการเรียน  ในส่วนของปัจจัยนำเข้า  ผลลัพธ์  และผลกระทบ  อยู่มนระดับ  มาก”  ส่วนกระบวนการอยู่ในระดับ  มากที่สุด

 

35       ซื่องานวิจัย            กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอน

ผู้วิจัย                     นางสาวศศิกาญจน์      รัตนศรี   และคณะ 

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา  และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ  เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเนื้อหา  สาระกระบวนการเรียนการสอนและต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้  จึงได้ดำเนินการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อการศึกษากลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละขั้นตอน  ตามที่คณะผู้วิจัยกำหนด  กลุ่มตัวอย่าง  คือ  บุคลากรทางการศึกษา  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอควนเนียง  ปีการศึกษา  2544  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา  คน  ครูผู้สอน  26  คน  รวมทั้งสิ้น  30  คน  ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสอบถาม  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละมัชฌิมเลขคณิต  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยาย  ผลการวิจัยสรุปได้  ดังนี้

                1.  กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียน  จากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรพบว่ากลยุทธ์การจูงใจที่ส่งผลให้ลุคลากรทำงานวิจัยได้สำเร็จ  จัดลำดับที่จากมากไปหาน้อยได้  ดังนี้   

                           1.  การให้คำปรึกษา

2.  การปรึกษาหารือ

                            3.  การพาไปศึกษานอกสถานที่

                            4.  การให้ปฏิบัติจริง

                            5.  การประชุมร่วมกัน

                            6.  การให้ความรู้เสริม

                            7.  การมีส่วนร่วมในการวางแผน

                            8.  การประชุมกลุ่มย่อย

                            9.  การปฏิบัติแบบจับคู่

                            10.  การศึกษาด้วยตนเอง

                            11.  การปฏิบัติแบบร่วมมือ

                            12.  การประเมินผลตนเอง

                            13.  การจัดแสดงผลงาน

                            14.  การประกาศความสามารถ

                            15.  การรับรางวัลแห่งความสำเร็จ

                2.  ความเหมาะสมของการใช้กลยุทธ์ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาบุคลากร  พบว่ากลยุทธ์ทั้ง  15  กลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการมีความเหมาะสมในระดับมากทุกกลยุทธ์

 

36       ซื่องานวิจัย            การศึกษาสภาพการดำเนินงานการวิจัยเกี่ยวกับทุนอุดหนุนวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  6

ผู้วิจัย                       

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและสภาพการดำเนินการวิจัยของผู้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ปีงบประมาร  2539  -  2542  และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับทุนอุดหนุนการวิจัยเพื่อให้เกิดประสิทธิยิ่งขึ้น  ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  ผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  เขตการศึกษา  ระหว่างปีงบประมาณ  2539  -  2542  จำนวน  22  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการและปลายเปิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีแจกแจงความถี่  ค่าร้อยละและวิเคราะห์เนื้อหา

                ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้

                1.  สภาพการดำเนินงานวิจัย

                                1.1  ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย  แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการ  ปัจจัยสนับสนุนในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  มีความสนใจในงานวิจัยและคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย  ปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยช่วงเวลาการรับสมัครเงินทุนอุดหนุนวิจัยเกินไป

                                1.2  ด้านการวางแผนงานวิจัยแนวทางในการกำหนดหัวข้อวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากผู้วิจัยเสนอหัวข้อที่สนใจ  ความสำคัญของการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้   ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ประโยชน์จากผลงานวิจัยและศักยภาพของผู้วิจัย

                                1.3  ด้านการดำเนินงานการวิจัย  ลักษณะของคณะผู้วิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะดำเนินการวิจัยเพียงคนเดียว  ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะใช้การวิจัยเชิงทดลอง  วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้เครื่องคิดคำนวณ  ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนหนุนวิจัยเกิดจากการทำวิจัยไม่ทันกับเวลาที่ได้วางแผนไว้

                                1.4  ด้านการนำผลวิจัยไปใช้  ข้อมูลจากผลการวิจัยที่ได้นำไปใช้โดยผู้วิจัยและผู้อื่นคือ  นำไปใช้ในด้านข้อค้นพบ  สรุปผลของงานวิจัย  ขอบข่ายงานที่นำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุน  คือ  ด้านการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน  การนำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  นำผลการวิจัยไปใช้เพียงบางส่วน

                                1.5  ด้านความพึงพอใจในผลงานวิจัย  เหตุผลที่ทำให้พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  การเพิ่มพูนประสบการณ์การวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์เหตุผลที่ทำให้ไม่พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ข้อจำกัดด้านเวลาและไม่สามารถทำได้ตามที่ตั้งใจไว้

                                1.6  ด้านการเผยแพร่งานวิจัย  ลักษณะของการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  เผยแพร่โดยการรายงานผลการวิจัยไปยังต้นสังกัด  ปัญหาในการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  งบประมาณไม่เพียงพอ

                2.  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัย

                                2.1  ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับโครงการวิจัยจัดทีมที่ปรึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาดำเนินการวิจัย  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าอ้างอิง  ควรเพิ่มระยะเวลาในการเขียนโครงการเพื่อขอรับทุนให้มากขึ้น  ควรสนับสนุนให้มีแหล่งค้นคว้าอ้างอิงเพิ่มขึ้น  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรจัดบริการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และ  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรมีแหล่งบริการ  การจัดพิมพ์และการจัดทำรูปเล่มที่เป็นมาตรฐานงานวิจัย

                                2.2  ด้านการวางแผนงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการวางแผนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรเร่งรัดการอนุมัติโครงการให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้แผนการวิจัยที่วางไว้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและควรกำหนดกรอบ  ระเบียบ  ข้อกำหนดหรือข้อจำกัดต่าง ๆ  ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อให้ผู้วิจัยวางแผนได้สอดคล้อง

                                2.3  ด้านการดำเนินงานการวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการดำเนินงานการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  ควรประกาศให้ทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างแพร่หลายทั่วถึง  ควรดำเนินการเบิกจ่ายเงินทุนให้คล่องตัวมากขึ้น  ควรขยายจำนวนทุนให้มากกว่านี้  ควรให้อิสระในการทำวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น  ควรจัดประชุมชี้แจงการเบิกจ่ายงบประมาณให้ถูกต้องและควรเบิกจ่ายเงินทุนเพียงงวดเดียว

                                2.4  ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัย

                                -  แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย  คือ  สำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา  ควรเผยแพร่ผลงานในหลายรูปแบบ  เช่น  วารสาร  บทความ  ฯลฯ  ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยระหว่างหน่วยงานให้มากขึ้น  เจ้าของทุนอุดหนุนวิจัยควรสนับสนุนทุนในการเผยแพร่งานวิจัยให้ผู้รับทุนด้วย  ควรจัดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และผลงานวิจัยและควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องตระหนักในคุณประโยชน์ของวานวิจัย

 

 

37       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย

ผู้วิจัย                      นายสุทัน    มณีวัลย์   และคณะ

                ปี พ..                    2542

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  ในทักษะการเรียนรู้  ทักษะการคิด  และทักษะการสื่อสาร

                ประชากร  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดสุโขทัย  จำนวน  4,772  คน

                กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  จังหวัดสุโขทัย  ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  จำนวน  193  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  แบบทดสอบเรื่อง  การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  จำนวน  ฉบับ  จำนวน  21  ข้อ  โดยได้ใช้แบบวัดศักยภาพของเด็กไทยระดับมัธยมศึกษา  ของกรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  ในด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต  ข้อ  1  - ข้อ  21

                การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  SPSS/PC  เพื่อหาค่าสถิติร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  (X)  และ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)  การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปร  กลุ่ม  ใช้การทดสอบที  (T-test)  และการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปรมากกว่า  กลุ่ม  ใช้การทดสอบเอฟ  (F – test)

                ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  อำเภอคีรีมาศ  จังหวัดสุโขทัย  มีการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมาก  (X  =  3.08  S.D.  =  0.29)  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า  นักเรียนมีการพัฒนาตนเองสูงสุด  คือด้านทักษะการเรียนรู้  รองลงมา  คือด้านทักษะการคิด  และด้านทักษะการสื่อสาร

                ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนตามตัวแปร  เพศ  พบว่า  นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเอง  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ทุกด้านเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ  พบว่า  นักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเองมากกว่านักเรียนชายในข้อ  นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหาทั้งส่วนตนเองและส่วนรวมได้  และในข้อ  15  นักเรียนสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข่าวตามสถานการณ์หรือข้อความที่กำหนดให้                                                                    

 

38       ซื่องานวิจัย            การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศึกษาราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  ..  2521)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  4

ผู้วิจัย                     คุณสมพร    ฉั่วสกุล

                ปี พ..                    2542

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยครั้งนี้  มุ่งศึกษาระดับ  เปรียบเทียบ  และประมวลข้อเสนอในการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรุง  ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  4

                ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย  ได้แก่  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  จำนวน  143  คน  แต่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ส่งกลับคืน  จำนวน  127  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ  จำนวนคำถาม  50  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย    ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้ค่าที  (T – test)  ในการทดสอบสมมติฐาน

                ผลการศึกษาวิจัย  พบว่า

                                1.  การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป้ฯรายองค์ประกอบ  พบว่า  การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร  การบริหารและบริการวัสดุหลักสูตร  การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน  การจัดทำแผนการสอน  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  การวัดผลและประเมินผลการเรียน  และการบำรุงขวัญเพื่อให้กำลังใจแก่ครูอยู่ในระดับมาก  ส่วนองค์ประกอบด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับปานกลาง

                                2.  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  ที่มีคุณวุฒิทางการศึกษาต่างกัน  การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  ..  2533)  โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

                                3.  ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  ..  2533)  โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

                               

                                4.  ข้อเสนอแนะในการยกระดับการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  (ฉบับปรับปรุง  ..  2533)  ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ในเขตการศึกษา  จากแบบสอบถามปลายเปิด  ปรากฏดังนี้  ควรอบรมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร  ควรเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับการใช้หลักสูตรในการผลิตบุคลากรทางการศึกษา  ควรจัดครูเข้าสอนให้ตรงกับวิชาเอก  หรือตามความรู้ความสามารถ  ควรจัดอบรมครูที่สอนตามรายวิชาต่าง    ควรมีเอกสารคู่มือการบริหารแลบริการวัสดุหลักสูตร  ควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวกับงานวัสดุให้ทันสมัยควรสนับสุนนให้ครูสามารถผลิตวัสดุหลักสูตรได้เองและนัดหาวัสดุสื่อให้ตรงกับความต้องการของครู  ควรมีการนิเทศ  ติดตามและประเมินผลการใช้สื่ออย่างสม่ำเสมอ  ควรจัดหาหนังสือให้ห้องสมุดอย่างเพียงพอและทันสมัย  ควรพัฒนาครูให้มีความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร  ควรเชิญบุคลากรภายนอกมาร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น  ควรให้โรงเรียนเปิดสอนวิชาชีพตามความต้องการของท้องถิ่น  ควรจัดทำแผนการสอนสำเร็จรูป  ควรส่งเสริมให้ครูทุกคนทำแผนการสอน  ควรมีการอบรมครูเกี่ยวกับการจัดทำและพัฒนาแผนการสอนอย่างสม่ำเสมอ  ควรมีการนิเทศ  ติดตามการนำแผนการสอนไปใช้  ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ควรสนับสนุน  ส่งเสริม  ให้ครูใช้วิธีการสอนอย่างหลากหลาย  ควรเน้นกระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน  ควรพัฒนาบุคลากรด้านการวัดผลและประเมินผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ  ควรมีคณะกรรมการประเมินผลทุกระดับ  เช่น  โรงเรียน  อำเภอ  จังหวัด  ควรนำผลการนิเทศ  ติดตามมาปรับปรุงแก้ไขการใช้หลักสูตร  ควรจัดหารางวัลเกียรติบัตรมอบให้กับครูดีเด่นในแต่ละวิชา  ควรบำรุงขวัญ  กำลังใจแก่ครูอย่างเหมาะสม  ยุติธรรม  ควรส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าทางอาชีพและวิชาการ  และควรรับฟัง  ร่วมแก้ไขปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาและให้กำลังใจอย่างแท้จริง         

 

                                               

39       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน  ด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ผู้วิจัย                     นางสาววรรณี     ตีวกุล     และคณะ

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย  ในระดับท้องถิ่น  ประจำปี  2541  จำนวน  91,900  บาท  ระยะเลาทำการวิจัย  ปี  ตั้งแต่  มีนาคม  2542  ถึง  มีนาคม  2543

                การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน  และสร้างเกณฑ์มาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์  ในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2530

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนที่ลงทะเบียนเรียนวิชาหมวดคณิตศาสตร์  (บังคับในภาคเรียนที่  7/2542  และภาคเรียนที่  2/2542  ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดในเขตการศึกษา  จำนวน  จังหวัด  จำนวน  423  คน  โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling)

                เครื่องมือที่ใช้ในกรเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้  ได้แก่  แบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์  ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน  พุทธศึกราช  2530  ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน  7 เรื่อง  ครอบคลุมความสามารถใน  ด้าน  คือ  ความสามารถด้านความรู้  ความจำ  ด้านการคิดคำนวณ  ความเข้าใจ  ด้านการนำไปใช้  และด้านการวิเคราะห์  โดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล  ดังนี้  การทดสอบครั้งที่  กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ  ส่วนครั้งที่  และ  ที่  เป็น  การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อกำหนดคะแนนจุดตัด

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  การพัฒนาเครื่องมือวัความสามารถทางคณิตศาสตร์  ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2530  ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ  ดังนี้

                                1.1  ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ  หาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  โดยวิธีการของ  โรวิเนลลี่และแฮมเบิลตัน  (Rovenalli  and  Hambleton)  ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดตรงตามเนื้อหาวิชาและความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการ  แสดงว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหา

                                1.2  คุณภาพของเครื่องมือประเมินจากการทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน

                                ค่าความยากง่ายของข้อสอบก่อนมีค่าตั้งแต่  0.09-0.52  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

                                ค่าความยากง่ายหลังเรียนมีค่า  ตั้งแต่  0.38-0.78  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่ค่อนข้างยาก

                                ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบหาโดยวิธีหาค่า  Pre  to  Post  Difference  Index  ได้ค่า  ตั้งแต่  0.11-0.47  มีจำนวนข้อสอบ  12  ข้อ  ที่มีค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่า  0.20  ข้อ  แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่มีอำนาจจำแนกที่ถือว่าจำแนกเด็กเก่งอ่อนได้

                                1.3  ค่าสถิติพื้นฐานของแบบทดสอบจากการทดสอบครั้งที่ก่อนเรียน-หลังเรียน

                                คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย  เท่ากับ  30  และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่  เท่ากับ  57

                                คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าคาวามเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ  6.69  หลังเรียนมีค่า  15.62

                                เสดงว่าผู้เรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากการสอบหลังเรียนมากกว่าการสอนก่อนเรียน  และคะแนนการสอบหลังเรียนมีการกระจายมากว่าคะแนนสอบก่อนเรียน

                                1.4  ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ  จากการทดสอบครั้งที่  และครั้งที่  ซึ่งคำนวณ  โดยใช้สูตรของ  ฮวน  (Huyhn)  ปรากฏผลว่าแบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่น  เท่ากับ  .71  ถือเป็นค่าที่สูงพอสมควร  แสดงว่าแบบทดสอบนี้มีความคงที่ในการประเมินคุณภาพ  ผู้เรียน

                2.  เกณฑ์มาตรในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ซึ่งหาคะแนนจุดตัดโดยวิธีการของเบอร์ก  (Berk)  ได้ที่คะแนนจุดตัดจากการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน  คือ  46  ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์คะแนนสอบผ่าน

 

40       ซื่องานวิจัย            ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   และศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเองทักษะการคิด  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี

ผู้วิจัย                     นางจรรยา     แก้วสองเมือง

                ปี พ..                    2546

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ  (2)  เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ

                กลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  โรงเรียนกุมภวาปี  จังกวัดอุดรธานี  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2546  โรงเรียนกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  จำนวน  50  คน  ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง  เครื่องมือในการวิจัยได้แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ  แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบวัดศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบค่าที  (t-test)  แบบ  Dependent  Sample

                ผลการวิจัยพบว่า  (1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05  (2)  ศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง  ทักษะการคิด  และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

 

.การมัธยมศึกษา  (สังคมศึกษาโรงเรียนกุมภวาปี  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  (042)  331357

 

41       ซื่องานวิจัย            เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย

ผู้วิจัย                     นายอำนาจ   เย็นสบาย

                ปี พ..                   

บทคัดย่อ

                งานวิจัยเรื่อง  เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย”  ในความหมายเฉพาะจิตรกรรมแนวประเพณีไทย  ที่ปรากฏอยู่บนผนังพระอุโบสถและวิหารของพุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์นั้น  มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทยเกิดการวิวัฒนาการ  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะแนวประเพณีไทยกับสังคม  เพื่อศึกษาวิเคราะห์เอกลักษณ์ทางรูปแบบและเรื่องราวของศิลปะแนวประเพณีไทย  ซึ่งเมื่อทำการศึกษาวิจัยแล้ว  มีผลสรุปดังต่อไปนี้   

                ผลงานศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยอยุธยา  สมัยสุโขทัย  และมีหลักฐานย้อนหลังไปจนถึงการได้รับอิทธิพลทั้งด้านเรื่องราวและรูปแบบมาจากอินเดีย

                ศิลปะแนวประเพณีไทยแต่ละสมัยมีความผูกพันกับศาสนาอย่างแนบแน่นโดยเฉพาะพุทธศาสนา  มีการนำคติความเชื่อของฝ่ายหินยาน  และมหายานมาแสดงออกในงานจิตกรรมแนวประเพณีไทย  รวมทั้ง ๆ ศาสนาอื่น  ลัทธิความเชื่ออื่นๆ เช่น  ศาสนาพราหมณ์และศาสนาฮินดู  ก็ถูกนำมาผสมผสานและแสดงออกในจิตรกรรมแนวประเพณีไทยมาตลอดทุกยุคทุกสมัย

                ลักษณะเด่นของศิลปะแนวประเพณีไทย  แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาจักรและอาณาจักรส่งผลทำให้เรื่องราวในจิตรกรรมแนวประเพณีไทย มีลักษณะรับใช้สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์  ทั้งโอยทางตรงและโอยทางออ้ม

                ศิลปะแนวประเพณีไทยนอกจากจะรับอิทธิพลจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว  เมื่อสังคมโลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง  สังคม  ได้ส่งผลกระทบทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยรับอิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก  โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์  ศิลปกรรมแนวประเพณีไทยได้เปิดรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบ  เทคนิควิธีการ  สื่อวัสดุ  รวมทั้งแนวคิดของเรื่องราวเข้ามาพัฒนาศิลปะแนวประเพณีไทยให้มีความหลากหลายไปจากอดีตมากขึ้น

                การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย  หลัง  ..  2475  เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมา  ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมสูงขึ้น  และส่งผลทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยต้องมีการปรับตัว  เข้าสู่ยุคของการค้นหาความเป็นปัจเจก  การค้นหาลักษณะเฉพาะตัวในการแสดงออกในศิลปะแนวประเพณีไทยมากขึ้น

                ความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษาเอกลักษณ์  กับการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในศิลปะแนวประเพณีไทย  เป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งของผู้คนในสังคมไทยและสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสังคมไทยกับสังคมโลก   ซึ่งในปัจจุบัน  แนวคิดเรื่องการรักษาดุลภาพของศิลปะแนวประเพณีไทยกับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของโลกสากลที่ไม่โน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งถือเป็นแนวคิดที่สำคัญในปัจจุบัน

 

42       ซื่องานวิจัย            ศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา  5

ผู้วิจัย                     นายประเทือง     ทรัพย์เกิด   นักวิชาการศึกษา  7  (ว)

                ปี พ..                    2542

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยนี้   มีจุดมุ่งหวายเพื่อศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ในเขตการศึกษา  และเปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์   ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ทุกจังหวัดและทุกสังกัดในเขตการศึกษา   5

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ทุกจังหวัด  ทุกสังกัด  ในเขตการศึกษา  กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง  โดยใช้ตารางของทาโร  ยามาเน   (Taro  Yamane)  และเลือกสุ่มตามสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด  และสังกัด  จะได้กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  286  คน

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาต้องต้น  เขตการศึกษา  5  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก  เรียงตามลำดับ  ดังนี้  ด้านการสอนวิทยาศาสตร์ด้านการพัฒนาสมรรถภาพครูวิทยาศาสตร์  ด้านการวางแผนการสอน  ด้านการประเมินผลการเรียนด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอน  และด้านการพัฒนาหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์

                2.  เปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เขตการศึกษา  โดยจำแนกตามจังหวัดและสังกัด  สรุปได้นี้

                                2.1  ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดที่ต่างกัน  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                                2.2  ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในสังกัดที่ต่างกัน  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมมากกว่าครู

วิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา  และรายด้านพบว่า  ครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษาและครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการประเมินผลการเรียนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา

                3.  ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของครูวิทยาศาสตร์ในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  จากแบบสอบถามปลายเปิด  สรุปได้ว่า

                ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนใน  อันดับแรก  และอันดับสุดท้าย  คือ  ต้องการให้จัดอบรมสัมมนาครูวิทยาศาสตร์  ระดับเขตการศึกษา  เพื่อเปิดโอกาสให้ครูพัฒนาความรู้การเรียนการสอนและเปลี่ยนประสบการณ์และศึกษาดูงานมากเป็นอันดับแรก  อันดับที่สองต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุนช่วยเหลือด้านสื่อ   วัสดุ   อุปกรณ์การเรียนการสอนในโรงเรียนให้มีจำนวนเพียงพอ  อันดับที่สามต้องการข้อมูลข่าวสารและเอกสารเผยแพร่ด้านความเคลื่อนไหวทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันดับที่สี่ต้องการให้ครูที่เรียนจบสาขาวิชาวิทยาศาสตร์โดยตรงมาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่มีวุฒิไม่ตรงสาขาวิชาและควรเป็นช่วงปิดภาคเรียน  และความต้องการอันดับสุดท้าย  คือ  ต้องการให้หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์เน้นกิจกรรมเสริมความรู้มาก ๆ และเทคนิคในการเลือกกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้สอน  และเขตการศึกษา  ควรวางแนวทางการวัดผลประเมินผลการสอนนักเรียนให้เหมือนกันทุกโรงเรียน

               

43       ซื่องานวิจัย            บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล  (อบต.)  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  (ศรช.) 

                                         ในอำเภอผักไห่

ผู้วิจัย                     นายกรวุฒิ     เกิดนาวี

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล  (อบต.)  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  (ศรช.)  การปฏิบัติตามนโยบาย  แผนงานโครงการ  และการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล  ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  และความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา  อุปสรรค  ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน

                ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  เป็นคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลทุกคนของตำบลต่าง ๆ ในอำเภอผักไห่  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จำนวน  126  คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย  ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และร้อยละ

                ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

                1.  ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชนโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง

                2.  การปฏิบัติตามนโยบาย  แผนงาน  โครงการและการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

                3.  ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา  อุปสรรค  ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยมาก

 

44       ซื่องานวิจัย            การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา  โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

ผู้วิจัย                     นางสาวกอบกุล     ดิษฐแย้ม   วุฒิ  กศ.บ. (เคมี-ชีววิทยา)

ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

                1)  พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา  โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

                2)  เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนที่เน้น

                3)  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนปกติ

                4)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนปกติ  วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น  ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการพัฒนารูปแบบแผนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา ส 401  และแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยและเอกสารประกอบการสอน  ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดลองใช้รูปแบบแผนการสอนและแผนการจัดกิจกรรมส่งเริมประชาธิปไตยกับนักเรียน  จำนวน  1,406  คน  ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดส่วนกลาง  จำนวน  โรงเรียน  ปรากฏผลดังนี้

                                1.  พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียน  ซึ่งเป็นแผนการสอนที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ  สาระสำคัญ  จุดประสงค์การเรียนรู้  เนื้อหาสาระ  กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ  สื่อการเรียนการสอน  และการวัดและประเมินผลจำนวนแผนการสอน  แผน  ใช้เวลาสอน  36  คาบ  ในภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  ซึ่งประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ  พบว่าแผนการสอนมีความเหมาะสม  ระดับดีมาก

                                2.  ผลเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน  โรงเรียนจากโรงเรียนทั้งหมด  สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  .05

                                3.  ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนในภาพรวมนักเรียนกลุ่มทดลองของโรงเรียนส่วนมากมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในทิศทางบวกสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                                4.  ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนในภาพรวมเกือบทุกโรงเรียนนักเรียน

กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ยกเว้นเพียง  โรงเรียน  ที่นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำกว่าควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

 

45       ซื่องานวิจัย            การศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและขั้นตอนการประกันคุณภาพศึกษาของโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษาระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา

ผู้วิจัย                       นายดิเรก    ทวยมีฤทธิ์

                ปี พ..                        2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาระดับปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชน  (2)  ศึกษาปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา  กลุ่มตัวอย่างได้แก่  ครูโรงเรียนเอกชน  จำนวน  227  คน  ได้มาโดยคำนวณสัดส่วนของประชากรและเทียบบัญญัติไตรยางค์  และผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ได้แก่  ครูใหญ่  32  คนและผู้จัดการ  32  คน  ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง  (Putposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  มีจำนวน  ฉบับ  ได้แก่  แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์  โดยแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  ชนิดตัวเลือก  ระดับ  วิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสัมภาษณ์เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง  (Structured  Inteview)  การรวบรวมข้อมูลโดยใช้ความเรียงและวิเคราะห์โดยใช้สถิติ  คือ  ความถี่

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับปัญหาการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชนทั้ง  มาตรฐาน  พบว่า  มีปัญหาในการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย  จำนวน  มาตรฐาน  ได้แก่  ด้านกิจการนักเรียน  และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย  จำนวน  มาตรฐาน  ได้แก่  ด้านกิจกรรมนักเรียน  และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง  จำนวน  มาตรฐานด้วยกันโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากน้อยไปมากได้ดังนี้  บุคลากรปรัชญาและเป้าหมายของโรงเรียนทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอนการจัดการ  การบริหารสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียนและหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน

                2.  ปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาทั้ง  ขั้น  ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน  ประเภทสามัญศึกษา  ระดับประถมศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา  สามารถสรุปได้ดังนี้

                                2.1.  ขั้นการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ได้ดังนี้  การเขียนธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียนแนวปฏิบัติในการจัดทำและการวิเคราะห์มาตรฐาน

                                2.2  ขั้นการดำเนินงานตามธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ได้ดังนี้  หารปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ครูมีภาระต่าง ๆ ไม่ค่อยมีเวลาและงบประมาณไม่เพียงพอ

                                2.3  ขั้นการติดตาม  ตรวจสอบและปรับปรุง  มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ดังนี้  ไม่ได้ประเมินผลการดำเนินงานความพร้อมของบุคลากรและการเก็บหลักฐาน

                                2.4  ขั้นการประเมินตนเองและรายงานผล  มีปัญหาโดยเรียงมากไปหาน้อย  ระดับแรก  ดังนี้  การเขียนการประเมินตนเองการรวบรวมงานแต่ละฝ่ายให้เป็นงานเดียวกันและการวางแผนการประเมินที่ต่อเนื่อง

 

 

 

46       ซื่องานวิจัย            การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษา  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี

ผู้วิจัย                     นางณัฐพร      โอภาไพบูลย์

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้สืบเนื่องมาจากนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินขาดแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและยังขาดการเรียนรู้ในเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาและมารยาททางสังคมที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันผู้วิจัยจึงได้ทำวิจัยโดยมีจุดมุ่งหมายคือ  (1)  เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรีใช้อ่านด้วยตนเอง  (2)  เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  70/70

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ปีการศึกษา  2543  ภาคเรียนที่  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี  อำเภอเมืองชลบุรี    จังหวัดชลบุรี  จำนวน  35  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง  ได้แก่  สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความพร่องทางการได้ยิน  ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนโสตศึกษา   จังหวัดชลบุรี  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ

                ผลการวิจัยพบว่า  หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้วิจัยสร้างขั้นมีประสิทธิภาพ  80.00/87.71  เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ  70/70  ทีกำหนดไว้สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ที่เป็นเช่นนี้เพราะหนังสื่ออ่านเพิ่มเติม  เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อการเรียนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล  นักเรียนแต่ละคนสามารถใช้เวลาอ่านได้อย่างอิสระ  ไม่จำกัดสถานที่  ได้รับความรู้และความเข้าใจ  เนื่องจากรูปแบบของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสร้างขึ้นตามหลักเกณฑ์การสร้างหนังสือ  มีจุดมุ่งหมายในการสร้างเพื่อให้นักเรียนได้ใช้อ่านด้วยตนเองนักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นของตนเองและใช้อ่านได้หลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมักเป็นคนที่ลืมง่าย  การมีหนังสือไว้อ่านด้วยตนเองสามารถหยิบอ่านได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจดีขึ้น  นอกจากนั้นด้านเนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาแล้ว  ผู้วิจัยยังได้สอดแทรกสาระเรื่องมารยาททางสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายอยากมาเรียบเรียงใหม่ให้รัดกุม  มีภาพการ์ตูนสีประกอบทำให้นักเรียนสนใจและนักเรียนสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย  ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้และเกิดความภาคภูมิใจที่ตนเองมีความรู้สูงขึ้น  นับเป็นหนังสือที่ตรงตามความต้องการและความสนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ทั้งยังเป็น

หนังสือที่เพิ่มพูนความฝังค่านิยมและเอกลักษณ์ไทยให้เกิดขึ้นกับเยาวชนของชาติ  และกระตุ้นเตือนให้เยาวชนของชาติรักษาวัฒนธรรมของไทยไว้ต่อไปสมกับการเป็นคนไทยอีกด้วย

                ข้อเสนอแนะ  หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  ควรจัดให้มีการอบรมครูเกี่ยวกับการสร้าหนังสืออ่านเพิ่มเติม  เพื่อสร้างหนังสือให้เหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการสำหรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกองการศึกษาเพื่อคนพิการต่อไป

 

 

47       ซื่องานวิจัย            นิทานพื้นบ้านสุรินกับการเรียนแบบบูรณาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนบ้านแนงมุด

ผู้วิจัย                     นางสาววณภัทร      เกถกิงบุณย์

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและจุดมุ่งหมายในการแต่งหรือเล่านิทานพื้นบ้านมาให้เป็นแนวในการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น  และนำมาบูรณาการในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนบ้านแนงมุด  กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ศึกษา  คือ  นำเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/2  ของโรงเรียนบ้านแนงมุด  ในภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการคือนิทานพื้นบ้านสุรินทร์  เรื่อง  คือ  ตำนานลูกช้างเผือก  ยายกับหลาน  ผีกลัว  อาจี  นางตร็วนสะตรา  นำมาจัดการทำแผนการสอนโดยใช้นิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเป็นแกนในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  หน่วยที่  สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา  วิเคราะห์ที่มาของนิทาน  ภาษาที่ใช้ในนิทาน  อาชีพที่ปรากฏในนิทาน  การดำรงชีวิต  คติธรรม  คำสอนจากนิทาน  นำมาสรุปเป็นข้อคิดในบทเรียน  นักเรียนนำนิทานไปอ่านให้ผู้ปกครองฟัง   ผู้ปกครองตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับนิทาน วิเคราะห์ความพอใจของผู้ปกครองและนักเรียนหลังเรียน  เปรียบเทียบผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับนิทาน  เรื่อง  ก่อนเรียน  หลังเรียนนำผลการสอบมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นร้อยละ  วิเคราะห์ผลงานนักเรียนจากการประเมินตามสภาพที่แท้จริงจากการเรียนรู้ระหว่างเรียน  หลังเรียน  กำหนดระดับคุณภาพผลงาน  นักเรียนร่วมกันประเมินผลงานของตนเอง  ของเพื่อนตามระดับคุณภาพ

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  การเปรียบเทียบความก้าวหน้าจากการทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน  ปรากฏว่านักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับนิทานเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ  49.22

                2.  การประเมินผลงานนักเรียน  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ  นักเรียนกล้าแสดงออกเป็นอย่างดี  มีความสามารถในการคิดตามวุฒิภาวะของตน  เรียนรู้อย่างมีความสุขผลงานที่ได้จากแผนการสอนครั้งแรกการหาความรู้เพื่อสรุปเป็นข้อคิดจากนิทานจะได้จากเพื่อนเพียงคนเดียว  แต่ต่อมาเริ่มมีการเสนอแนะความคิดตามที่แต่ละคนพบแล้วจึงนำมาสรุปเป็นของกลุ่ม   เช่น  ปราสาทของนางตร็วนสะตรามีการวาดภาพที่หลากหลายและนำมาสรุปข้อคิดว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยทั่วไปเพราะมีขนาดเล็ก  การที่นัก

เรียนกล้าแสดงออก  กล้าพูด  มีความสุขจากการเรียนรู้  ทำให้นักเรียนนำผลการเรียนรู้ไปเล่าสู่ผู้ปกครอง  พี่  และเพื่อนๆในชั้นอื่นๆเป็นการเผยแพรศิลปวัฒนธรรมวิธีหนึ่ง

                3.  ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้  สังเกตได้จากการให้ความร่วมมือในการเตรียมสื่อ  สิ่งของการตอบแบบสอบถาม  ผู้ปกครองพยายามตอบแบบสอบถามเป้นอย่างดีตามความสามารถและความรู้ที่มี  นักเรียนมีผลตอบสนองที่ดีขึ้น  เพราะการได้เรียนรู้จากนิทาน  สถานที่จริงทำให้ทุกคนเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข  แต่การกำหนดกิจกรรมในแผนที่  คือ  แผนการสอนเรื่องนางตร็วนสะตรา  ซึ่งนักเรียนได้ออกไปปฏิบัติกิจกรรมในที่ปราสาทหินบ้านพลวง  มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมบางรายการไม่สามารถกำหนดเวลาได้  ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะวัสดุไม่พร้อมเช่นการประดิษฐ์ภาพปราสาทบ้านพลวงโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตนักเรียนตื่นเต้นที่จะได้ไปเรียนรู้ในสถานที่จริงจึงเตรียมวัสดุในการประดิษฐ์ไม่พร้อม  ทุกคนจึงเปลี่ยนเป็นการวาดภาพปราสาทโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตแทน  ผลงานที่ได้รับนั้นดี  มีการแสดงความคิดอย่างหลากหลาย  บางกลุ่มวาดภาพไม่เหมือนของจริง  แต่เป็นการวาดภาพจินตนาการของตนเอง  และเชื่อมั่นในแบบที่ตนวาด

 

 

48       ซื่องานวิจัย            การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  วิชาวิทยาศาสตร์  (203)  โดยหลักการสอนแบบซิปปา  (CIPPA   MODEL)  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2

ผู้วิจัย                     นางจันทร์เพ็ญ     ทองย่น

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาในวิชาวิทยาศาสตร์ 203  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  และเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลังเรียน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนชุมชนวัดบางขัน  อำเภอคลิงหลวง  จังหวัดปทุมธานี  จำนวน  100  คน  ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม  50  คน  ห้องเรียน  และกลุ่มทดลอง  50  คน  ห้องเรียน  ผู้ศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง  โดยใช้แผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาในกลุ่มทดลอง  และการสอนตามคู่มือครูของ  สสวทในกลุ่มควยคุม  ก่อนดำเนินการทดลองสอนได้ทำการทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น  โดยผ่านขั้นตอนการหาความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเรียบร้อยแล้ว  หลังกรทดลองได้ทำการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง  และนำผลการทดสอบวิเคราะห์เพื่อกาค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละและการทดสอบค่าที (t-test)  และการหารประสิทธิภาพของ  แผนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ผลการศึกษาพบว่า

                1.  แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์    203  ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  85.14/80.40  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80

                2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอน  ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปา  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์    203  สูงกว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูของ  สสวทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                3.  นักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมตามหลักการสอนแบบซิปปา  มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก

 

 

49       ซื่องานวิจัย            แนวทางในการอนุรักษ์และจัดการสิ่งแวดล้อมของตำหนักในวังสุนันทา

ผู้วิจัย                     นางฉันทนา      สุรัสวดี

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการอนุรักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมของอาคารที่ได้ข้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  หลังที่อยู่บริเวณสถาบันราชภัฏสวนสุนันทาโดยสร้างแบบสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของตัวงานสถาปัตยกรรม  และใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาสาเหตุแห่งการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน

                ผลของการศึกษาพบว่า  สาเหตุสำคัญที่ทำให้โบราณสถานเสื่อมสภาพคือ  ความชื้นที่เกิดจากการดูดซึมน้ำใต้ผิวดินไว้ในผนังอาคาร  น้ำฝนที่ซึมจากรอยรั่วของหลังคา  ผนังอาคารที่แตกร้าว  ประตูหน้าต่างที่ชำรุด  การระบายอากาศที่ไม่ดีทำให้เกิดความชื้นสะสมในผนัง  นอกจากนี้ความชื้นยังเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์  เกิดการตกผลึกของเกลือในผนังอาคารทำให้ผนังปูนเสื่อมสภาพหลุดร่อนออก  และปล่อยให้วัชพืชขึ้นตากซอกรอยแตกของอาคารก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง  แนวทางการแก้ไขจึงต้องซ่อมแซมรอยรั่วของหลังคา  ตามผนังอาคาร  ประตู  หน้าต่าง  จัดการระบบอากาศที่ดีของตัวอาคารดูดซับความเค็มของเกลือในผนังออให้มากที่สุดแล้วใช้ปูนหมักแบบโบราณในการซ่อมแซมผนัง  เลือกใช้สารเคลือบผิวที่มีคุณภาพดีเพื่อช่วยยืดอายุกรใช้งานของวัสดุให้ยาวนานขึ้น  สร้างความเข้าใจอันดีในการใช้งานโบราณสถานอย่างระมัดระวัง  มีการดูแลและบำรุงรักษาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง  ส่วนการจัดการสิ่งแวดล้อมควรมีมาตรการในการกำหนดความต้องการในการใช้พื้นที่ที่ชัดเจนเพื่อรักษาโบราณสถานไว้  ไม่สร้างอาคารบดบังทัศนียภาพที่ดีของตัวโบราณสถานและพัฒนาพื้นที่ไปในทิศทางของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

 

 

50       ซื่องานวิจัย            การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  จังหวัดนนทบุรี  ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์

ผู้วิจัย                     นายชนินทร     ศรีแล

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่อสร้างแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  และศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน  ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี  จำนวน  80  คน  โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  40  คน  และกลุ่มควบคุม  40  คน

                ผู้วิจัยทดลองสอนนักเรียนทั้งสองกลุ่ม  โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบการสอนเฉพาะกลุ่มทดลอง  เมื่อทดลองสอนครบ  21  ครั้ง  จึงทดสอบนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาจำนวน  ฉบับ  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับมาตรฐานพร้อมด้วยแบบทดสอบเรียงความแบบบรรยายภาพ  ฉบับ  จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ทั้งสองกลุ่มโดยใช้  t- test 

                ผลการวิจัยปรากฎว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ  .01

 

 

51       ซื่องานวิจัย            การศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร  และครูที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา

ผู้วิจัย                     นายอภินันท์     ไชยศร     และคณะ

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้บริหารและครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม  ที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร  และครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วมที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  ในด้านตำแหน่งหน้าที่  วุฒิทางการศึกษาพิเศษ  และประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้บริหาร  จำนวน  123  คน  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  จำนวน  118  คน  ครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  จำนวน  338  ตน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถามเจตคติ  ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว  (ANOVA)  และการเปรียบเทียบเจตคติโดยใช้ t-test  แบบ  Independent

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  การศึกษาเจตคติของผู้บริหาร  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  มีเจตคติต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษในทางบวกทุกด้าน  และมีเจตคติอยู่ในระดับมากทุกด้าน

                2.  การเปรียบเทียบเจตคติ  ในด้านตำแหน่งหน้าที่  ระหว่างผู้บริหาร  ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  และ  ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษและไม่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษ  และในด้านประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วม  ระหว่างครูที่มีประสบการณ์เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมน้อยกว่า ปี  และมากกว่า  ปี  ทั้ง  ด้าน  มีเจตคติแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05

 

 

52       ซื่องานวิจัย            ศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรมของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้วิจัย                     นายพัฒนา     ชมเชย        นักวิชาการศึกษา  .

                ปี พ..                    2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มุ่งศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังกวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ  เขตการศึกษา  2   เพื่อทราบระดับและเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  ที่มี  เพศ  อายุ  ภูมิละเนา  วุฒิการศึกษา  และตำแหน่ง  ต่างกัน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ  เขตการศึกษา 2 จำนวน  265  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่ามีห้าระดับ  จำนวน  60  ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูล  โดยการหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมติฐาน  โดยใช้  t-test   และ   F-test   เมื่อมีนัยสำคัญทางสถิติ  จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่  โดยวิธีของ   Newman   -   Keuls   test   ต่อไป

ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกรทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  พบว่า   โดยภาพรวม  และรายด้าน  อยู่ในระดับปานกลาง

                2.  ผลการเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม   ของข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่แตกต่างกันตามตัวแปรเพศ  อายุ  ภูมิลำเนา  วุฒิการศึกษาและตำแหน่ง  พบว่า

                        2.1  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีเพศต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวม และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.2  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีอายุต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โอยภาพรวม และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.3  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีภูมิลำเนาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  แตกต่างกันหนึ่งด้านคือ  ด้านการจัดการศาสนา  มีความแตกต่างกันอย่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  โดยที่ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ที่มีภูมิอยู่จังหวัดในเขตการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  มากกว่า  ข้าราชการที่มีภูมิลำเนา  อยู่จังหวัดนอกเตการศึกษา  2

                        2.4  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดประทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนาและการวัฒนธรรม  โดยภาพรวม  และรายด้าน  ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                        2.5  ข้าราชการ  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เขตการศึกษา  ที่มีตำแหน่งต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนธรรม  โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  แตกต่างกันสองด้าน  คือ  ด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ  .01  และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่  โดยวิธีของ  Newman  -  Keuls  test  พบว่า  ด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมแตกต่างกัน  โดยที่ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา  ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านการจัดการวัฒนธรรม  มากกว่าข้าราชการทีมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่  และข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา  มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา  และด้านดารจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

 

53       ซื่องานวิจัย            การรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที  9

ผู้วิจัย                       -

                ปี พ..                      -

บทคัดย่อ

                รายงานการวิจัยเรื่อง  การับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที่  9  “  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ศึกษาระดับการับรู้กระบวนการให้การศึกษา  ความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติ  มนการป้องกัน  และแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ในเขตตรวจราชการที่  9

                ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้  คือ  สถานศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา  และสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา  สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น  (Strtified  Random  Sampling)  ประกอบด้วยสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา  และอาชีวศึกษา  ที่ตั้งอยู่ในเมือง  จำนวน  แห่ง  และนอกเมืองจำนวน  10  แห่ง  รวม  19  แห่ง  ผู้ให้ข้อมูล  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่  และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่  ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  382  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาที่คณะผู้วิจัยร่วมกันสร้างขึ้น  ตรวจสอบคุณภาพด้วยการกาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา  ตามวิธีการของครอนบัค  (Cronbach)  วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม  โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติทางสังคมศาสตร์  เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบ  t-test  และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (One  Way  ANOVA)

                ผลการวิจัยสรุปรวม  ด้าน  คือ  1)  ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง  2)  ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  และ  3)  ด้านความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  4)  การเปรียบเทียบ  ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  5)  การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ  เจตคติและการปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์  ดังนี้

                1.  ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง

                                นักเรียน  นักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนด้านเพศ  ระดับการศึกษา  ที่ตั้งของสถานศึกษาจำนวนใกล้เคียงกัน  จากจำนวนทั้งหมด  ใน  เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์โดยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  ในช่วงอายุ  13-18  ปี  ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ครั้งแรกกับคนรักรองลงมา  เป็นกับรุ่นพี่/น้อง  กับเพื่อนสนิท  กับคนรู้จัก  กับอื่น ๆ กับหญิง/ชายขายบริการทางเพศกับญาติพี่น้อง  ตามลำดับ  ส่วนประสบการณ์การใช้สารเสพติด  กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เริ่มใช้สารเสพติดตั้งแต่ช่วงอายุ  14  -  18  ปี  รองลงมาเป็นช่วงอายุ  ปี  ถึง  13  ปี  และอายุ  19ปีขึ้นไปน้อยที่สุด  สารเสพติดที่ใช้ส่วนใหญ่  คือ  เหล้าเบียร์  และไวน์

                2.  ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                ผลการศึกษาพบว่านักเรียน  นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  มีการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในระดับมาก  โดยมีการรับรู้ด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรมากที่สุดรองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้  และด้านกิจกรรมการเรียนรู้  อยู่ในระดับปานกลาง  แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษา  และวิทยาศาสตร์  ทำให้นักเรียน  นักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้  และด้านกิจกรรมการเรียนรู้  อยู่ในระดับปานกลาง  แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษาและวิทยาศาสตร์ทำให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ด้านสื่อการเรียนรู้โดยมีการรับรู้จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด  ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้  พบว่า  นักเรียน  นักศึกษามีการรับรู้จากกิจกรรม  ทู  บี  นัมเบอร์วัน  มากที่สุด  เมื่อจำแนกตัวตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของนักเรียน  นักศึกษาพบว่าเพศชาย  และเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  แต่การรับรู้ของเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย  เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพตามลำดับ  ส่วนสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมืองมีค่าเฉลี่ยของการรับรู้ในภาพรวมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด 

                3.  ด้านความรู้  ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                3.1  ด้านความรู้ความเข้าใจ

                                                ระดับความรู้ความเข้าในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่จำนวน  274  คน  อยู่ในกลุ่มต่ำ  คิดเป็นร้อยละ  71.70  นอกจากนั้นอยู่ในกลุ่มต่ำ  จำนวน  108  คน  คิดเป็นร้อยละ  28.30  กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง  กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง  กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  ส่วนนักเรียน  นักศึกษา  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  ส่วนนักเรียน  นักศึกษา  ที่ศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง  ที่เคยมีประสบการณ์การเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ

                                3.2  ด้านเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                ระดับของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียนนักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มต่ำ  จำนวน  267  คน  คิดเป็นร้อยละ  69.90  และอยู่ในนกลุ่มต่ำจำนวน  115  คน  คิดเป็นร้อยละ  30.10  กลุ่มตัวอย่างเพศชายส่วนใหญ่มีเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  มีระดับเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในสถานศึกษา  ที่ตั้งอยู่ในเมือง  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดมีสัดส่วนของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  มีสัดส่วนอยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ

                                3.3  ด้านการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                ระดับการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษา  ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน  286  คน  อยู่ในกลุ่มที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องคิดเป็นร้อยละ  74.90  ส่วนที่ปฏิบัติถูกต้อง  มีเพียง  96  คน  คิดเป็นร้อยละ  25.10  สัดส่วนของการปฏิบัติ  กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าเพศหญิงกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีสัดส่วนเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของระดับการศึกษาที่มีการปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด  รองลงมา  คือ  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามรสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีสัดส่วนการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าไม่ถูกต้อง

                4.  การเปรียบเทียบ  ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                เพศชายและเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมืองและนอกเมือง  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมือง  มีการรับรู้โดยเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  มีค่าเฉลี่ของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไข

ปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่นัยสำคัญทางสถิติ  กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดกับกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการการให้การศึกษาในการ

ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน  นักศึกษาในระดับต่าง ๆ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 

                5.  การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ  เจตคติ  และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                5.1  ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์                            

                                                กลุ่มตัวอย่างที่เพศ  ที่ตั้งสถานศึกษา  ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และประสบการณ์การใช้สารเสพติดต่างกัน  มีค่าเฉลี่ของความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  ส่วนระดับการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                                5.2  เจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                กลุ่มตัวอย่างเพศที่ตั้งของสถานศึกษา  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง  มีค่าเฉลี่ของเจตคติต่อการป้องและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย  กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าในเมือง  ส่วนกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์   แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติส่วนระดับการศึกษามีเจคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                                5.3  การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                                กลุ่มตัวอย่างเพศ  ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย  ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์  และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด  มีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่า  ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ตั้งของสถานศึกษา  มีค่าเฉลี่ของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  และระดับการศึกษามีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

                1.  ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

                                1.1  ด้านเนื้อหาสารและหลักสูตรการเรียนการสอน  ควรมุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง

                                1.2  ด้านกิจกรรมการเรียนรู้  ควรมีการจัดกิจกรรมทางการศึกษาที่หลากหลายด้วยการบูรณาการเนื้อหาสาระและหลักสูตรการเรียนการสอนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ร่วมกับกลุ่มวิชา

ต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมเสริมหลักสูตร

                                1.3  ด้านสื่อการเรียนรู้  ควรมีการจัดทำสื่อโทรทัศน์เผยแพรสาระความรู้  และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์  โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคือนักเรียน  นักศึกษาและให้สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม

                2.  ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

                                2.1  สถานศึกษาควรมีนโยบายในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์  และพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของนักเรียน  นักศึกษา  และเผยแพร่ข้อมูลให้นักเรียน  นักศึกษาได้รับรู้ถึงสภาพปัญหา  ความรุนแรง  และมีทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                                2.2  กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดนโยบายในการจัดการศึกษา  เฝ้าระวัง  และติดต่อสถานการณ์ของเอดส์  โดยมีเครื่องมือที่สามารถประมวลผลในภาพรวม  ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพความรุนแรง  และทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์

                3.  ข้อเสนอแนะในการวิจัย

                                3.1  สถานศึกษาควรมีการศึกษาสภาพ  ปัจจัย  และพฤติกรรมของนักเรียน  นักศึกษา  และจำแนกนักเรียน  นักศึกษาเป็นกลุ่มเสี่ยง  และกลุ่มปกติ  เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน  นักศึกษาแต่ละกลุ่ม

                                3.2  ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง  และให้ความรู้ความเข้าใจ ใน  การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สำหรับนักเรียน  นักศึกษาที่เหมาะสมกับวัย

                                3.3  ควรมีการศึกษาทัศนคติ  ค่านิยมในการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียน  นักศึกษาทั้งในมิติด้านพฤติกรรมศาสตร์  และสังคมศาสตร์  เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการวางแผน  ป้องกัน  และแก้ไขปัญหาเอดส์ได้อย่างเหมาะสม

 

 

54       ซื่องานวิจัย             การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี

ผู้วิจัย                         นางสมใจ     กงเติม

                ปี พ..                         2543

บทคัดย่อ

                                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ  พัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี  โดยผู้วิจัยพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน  ชุด  ได้แก่  แบบฝึกการสร้างคำแบบฝึกการเขียนประโยค  แบบฝึกการเขียน  สำนวน  สุภาษิต  คำพังเพย  และแบบฝึกการเขียนเรื่อง  โดยแบบฝึกที่สร้างขึ้นทุกชุด  มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  มีค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง  0.30 – 1.00  และประสิทธิภาพ  87.79/85.50  และนำไปใช้กับนักเรียนโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ    Randomized  group pretest  -  posttest  design  กลุ่มละ  30  คน  พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .05  และเมื่อประเมินความคิดเห็นในการใช้แบบฝึกในด้าน  ปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิตจากนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน  30  คน  มีความเห็นว่าแบบฝึกมีความเหมาะสมปานกลางถึงเหมาะสมมาก

 

 

55       ซื่องานวิจัย            (ภาษาไทยการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โดยใช้สื่อใกล้ตัว

ผู้วิจัย                     นางอัสนี     พ่วงสะอาด  

                ปี พ..                    2544

บทคัดย่อ

                งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่สอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับการสอนปกติ

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนวัดทีมุขาราม  สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอปลายพระยา  จังวัดกระบี่  จำนวน  38  คน  แบ่งเป็น  กลุ่ม  เท่า ๆ กันกลุ่มละ  19  คน  ทำการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งสองกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน  จำนวน  30  ข้อ  30  คะแนน  ใช้เวลาทดสอง  ภาคเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าเฉลี่ยร้อยละ  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และใช้ค่าที่  (t-test)  ในการทดสอบสมมติฐาน

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยวิธีปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  14.11  คิดเป็นร้อยละ  47.03  อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์   และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  17.26  คิดเป็นร้อยละ  57.53  อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ

                2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  14.58  คิดเป็นร้อยละ  48.60  อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์  และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  20.21  คิดเป็นร้อยละ  67.37  อยู่ในระดับปานกลาง

                3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากวิธีสอนปกติ  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัว  หลังเรียนสูงกว่าก่นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                5.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยสอนปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                6.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนระหว่างวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับวิธีสอนปกติมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                ข้อเสนอแนะ

                1.  การสอนอ่านต้องให้นักเรียนฝึกอ่านบ่อย ๆ สม่ำเสมอทุกวัน  โดยให้เริ่มอ่านคำจากรูปภาพไปสู่การอ่านคำที่ไม่มีรูปภาพ

                2.  การฝึกความเข้าใจในการอ่าน  ควรฝึกจากเรื่องที่ง่ายไปหาเรื่องยาก

                3.  เมื่อนักเรียนอ่านคำได้  ควรให้นักเรียนสร้างคำใหม่ที่มีความหมาย  โดยใช้โครงสร้างขอคำเดิม  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้คำและอ่านคำได้มากขึ้น

 

56       ซื่องานวิจัย            ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1

ผู้วิจัย                        นางอาภาภรณ์     นันทัชพรพงศ์       และคณะ 

                ปี พ..                       2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต  เรื่องการบวกและการลบ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2543  โรงเรียนบ้านโป่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี  สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอขามทะเลสอ   สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา  จำนวน  32  คน  โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียว  มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง  (One  Group  Pretest  Posttest  Design)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แผนการสอนจำนวน  45  แผน  แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต  จำนวน  45  เล่ม   แบบทดสอบย่อย  จำนวน  ฉบับ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  ฉบับ  สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า  t  (t-test)   

                ผลการวิจัยพบว่า  แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิ์ภาพเท่ากับ  86.64/80.95  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ที่ตั้งไว้  และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังเรียนสุงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .01

 

 

57       ซื่องานวิจัย            ปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา  12

ผู้วิจัย                     นายวิรัช     กิมทรง  

                ปี พ..                    2545

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ  ศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  12  โดยศึกษาปัญหา  ด้าน  คือ  ด้านการจัดการเรียนการสอนด้านการบริบริหารโครงการด้านอาคารสถานที่ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านการนิเทศตดตาม  และประเมินผล  ตัวแปรที่นำมาศึกษาในครั้งนี้  ได้แก่  เพศ  วุฒิการศึกษา  และประสบการณ์ในการทำงาน

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้านี้ได้แก่  หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา  ครูผู้รับผิดชอบโครงการ  และครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ในโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา  12  ปี  การศึกษา  2543  จำนวน  596  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบที่ผู้ศึกษาค้นค้า  สร้างขึ้นเอง  และนำแบบสอบถามไปหาค่าความเชื่อมั่นได้  0.87  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ประกอบด้วย  ความถี่  คะแนนเฉลี่ย  ร้อยละ  และการหาค่าไค  สแควร์

                ผลการวิจัย  พบว่า

                1.  ด้านการจัดการเรียนการสอน  มีปัญหาในเรื่องระยะเวลาในการจัดสอนซ่อมเสริมที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ในทันที  ปัญหาการนำเข้าสู่บทเรียนและการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบ การเรียนในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด่านการบริหารโครงการ  มีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการและปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด้านอาคารสถานที่  มีปัญหาในด้านการใช้อาคารสถานที่รับชมรายการปัญหาในด้านความสะดวกของการใช้สถานที่ในการจัดการเรียนการสอน  การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์  มีปัญหาในด้านการนิเทศติดตามกำกับเกี่ยวกับการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการกำกับติดตามประเมินผล  และการนิเทศติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของผู้บริหารโรงเรียน

                2.  ผลการเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ในโรงเรียน  มัธยมศึกษา  สังกัดกรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  12  ตามทัศนะของหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา  ครูผู้รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  จำแนกตามเพศ  วุฒิการศึกษา  และประสบการณ์ในการทำงาน  ไม่แตกต่างกัน

 

 

58       ซื่องานวิจัย            การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักเรียนศึกษาอาชีวเกษตร

ผู้วิจัย                        คุณบรรชร     กล้าหาญ    และคณะ 

                ปี พ..                       2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักศึกษาอาชีวเกษตร  รูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตลอดจนศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่นักศึกษาในโครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต  ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.  3)  จำนวน  20  คน จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่  การศึกษาได้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  ซึ่งกระทำโดยการนำเอาโปรแกรมทักษะชีวิต, เทคนิค  PRA,  AIC,  การระดมความคิดเห็น,การสัมภาษณ์เชิงลึก  การสนทนากลุ่ม  รวมทั้งการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและแบบไม่มีส่วนร่วม

                ผลการวิจัยพบว่า  รูปแบบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยการเรียนรู้แบบเป็นทางการโดยการจัดกิจกรรมการศึกษาอบรม  โดยกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างชัดเจน  เช่น  การจัดโปรแกรมทักษะชีวิต  การทำกิจกรรม  AIVC  เพื่อการกระตุ้นสำนึกรับผิดชอบและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ  และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการจากการระดมพลังสมองเพื่อสะท้อนความคิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  ทั้งจากการร่วมอภิปราย  การสนทนากลุ่ม  และการทำกิจกรรม  PRA  เพื่อวิเคราะห์และสร้างความตระหนักต่อสภาพปัญหารวมทั้งการเติบเต็มความรู้จากการศึกษาดูงาน  ตลอดจนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมด้าน  ส่วนวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย  การเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ทั้งนี้ขั้นตอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย  ขั้นตอนคือการจัดประสบการณ์ซึ่งเป็นการประมาณประสบการณ์เดิมของนักศึกษาให้เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่  การสะท้อนความคิดเห็นและการอภิปรายข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด  รวมทั้งการทดลองหรือประยุกต์แนวคิดซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำเอาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในลักษณะและสถานการณ์ต่าง   จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติของนักศึกษา  นอกจากนี้ยังต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบทั้ง  ด้านของทักษะชีวิต  คือทักษะพิสัย  จิตพิสัยและพุทธิพิสัย

                สำหรับรูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ประกอบด้วยกระบวนการในการขัดเกลาทางสังคมในลักษณะของการขัดเกลาทางตรง  กรขัด

เกลาแบบบูรณาการ  และการขัดเกลาทางอ้อม  รวมทั้งการจัดกิจกรรมในรูปแบบของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์

                ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ทำให้นักศึกษาเกิดความตระหนักในตนเองสามารถวิเคราะห์ถึงสถานภาพ  ข้อดี  ข้อจำกัดของตนเอง  สามารถจัดการกับตนเองในภาวะกดดันได้  โดยการคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม  เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเองโดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาสารเสพติด  นำไปสู่ความภูมิใจในตนเองและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาสารเสพติดจากการทำหน้าที่อาสาสมัครเพื่อสื่อสารความรู้เรื่องสารเสพติดให้แก่เพื่อนทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา  ซึ่งผลของการทำหน้าที่อาสาสมัครทำให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร  รวมทั้งสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดของตนเองได้ด้วย

                สำหรับปัจจัยเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้ประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคลอันเกิดจากความสนใจและความสามารถทางสติปัญญาในการคิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง  หลอมรวมกับคุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการควบคุมตนเอง  และความสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  เกิดเป็นแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม  เช่นเดียวกับความรู้สึกคาดหวังต่อการกระทำของตนเอง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม  จากการแสดงออกซึ่งการยอมรับในการแสดงพฤติกรรมจากบุคคลแวดล้อม  ประกอบกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและเน้นการมีส่วนร่วม  ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดได้ทำ  ได้สร้างสรรค์  และสรุปสาระของการเรียนรู้ร่วมกัน  อีกทั้งจากบริบทของสถานศึกษาเกี่ยวกับที่พักอาศัยของนักศึกษาและลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถานศึกษา  และด้วยการเลือกใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน  ทำให้ได้รับการร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 

 

 

59       ซื่องานวิจัย            การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  โครงสร้างของดอก”  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนคงทองวิทยา

ผู้วิจัย                     นางสาวสุภัคสิริ     อ้นแพ     และ     นายผจญ     รุ่งอรุณเลิศ 

                ปี พ..                       2544

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  โครงสร้างของดอก”  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  90/90  เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  และศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

                กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ภาคเรียนที่  ปีการศึกษา  2544  โรงเรียนคงทองวิทยา  จำนวน  160  คน  โดยแบ่งการทดสองออกเป็น  กลุ่ม  คือ  กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  กลุ่มละ  80  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  1)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง  โครงสร้างของดอก”  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  3)  แบบวัดเจตคติ  ทำการทดลองโดยการทดสอบก่อนเรียน  แล้วจึงเรียนด้วยวิธีสอนแต่ละวิธี  เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนให้นักเรียนทำแบบทดสอบและกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์สอนตอบแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ความถี่  ค่าร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน    t-test   และ  z-test 

                ผลการวิจัยพบว่า  1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น  .01  โดยนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ  2)  นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  คิดเป็นร้อยละ  95.27  3)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง  โครงสร้างของดอก”  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  90/90.10  สามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนและศึกษาด้วยตนเองได้

 

 

60       ซื่องานวิจัย    การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ

ผู้วิจัย               นายประยงค์     มาแสง 

                ปี พ..               2543

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ  ที่พิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี    ..  2533  -  2543  โดยการสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสำรวจงานวิจัย  แบบประเมินงานวิจัยด้วยตนเองและแบบสรุปรายงานการวิจัย  ได้งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน  128  เรื่อง  สำหรับทำการสังเคราะห์

                สรุปผลการวิจัย

                1)  สภาพงานวิจัย  ร้อยละ  19.55  พิมพ์เผยแพร่ในปี  ..  2543  ร้อยละ  96.24  เป็นวิทยานิพนธ์  ซึ่งร้อยละ  51.13  ผลิตจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และร้อยละ  31.58,  6.02  ผลิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  และมหาวิทยาลัยนเรศวร  ตามลำดับร้อยละ  65.41  เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ  และร้อยละ  34.59  เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง  จำแนกตามเนื้อหาด้านการบริหารการศึกษา  คิดเป็นร้อยละ  37.59  ด้านการนิเทศการศึกษา  ร้อยละ  4.51  และด้านการจัดการเรียนการสอน  ร้อย  57.90

                2)  งานวิจัยการบริหารการศึกษา  พบเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ  การปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนการใช้หลักสูตรประถมศึกษา  การปฏิรูปการศึกษา  มาตรฐานโรงเรียน  โครงการขยายโอกาสทางการศึกษา  การใช้คอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการ  การดำเนินงานบริหารทั่วไป  การดำเนินงานการเงินและพัสดุ  คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ  คณะกรรมการโรงเรียนศูนย์วิชาการกลุ่มโรงเรียน  โครงการอาหารกลางวัดและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง  ผลงานทางวิชาการ  และการพัฒนาบุคลากร

                3)  งานวิจัยด้านการนิเทศการศึกษา  พบเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพ  ปัญหาความต้องการ  และการปฏิบัติการนิเทศ

                4)  งานวิจัยด้านการเรียนการสอน  พบเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  การเรียนการสอนวิชาภาษาไทย  วิชาคณิตศาสตร์  กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ  วิชาภาษาอังกฤษ  วิชาจริยศึกษา  วิชาศิลปศึกษา  วิชาลูกเสือ-ยุวกาชาด  วิชาสังคมศึกษา  การแนะแนวและให้คำปรึกษาหลักสูตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น  และพัฒนาการเด็ก

                5)  ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงสำรวจพบสภาพ  ปัญหา  ความต้องการผลการเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาตามลักษณะกิจกรรมและเนื้อหาสามารถพัฒนาการเรียนรู้  ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น

                6)  ผลการสังเคราะห์เชิงทดลองพบผลการใช้นวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถพัฒนาการเรียนรู้  ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น

 

 

61       ซื่องานวิจัย            แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม

ผู้วิจัย                       นายประพัฒน์     วรทรัพย์ 

                ปี พ..                       2546

บทคัดย่อ

                การศึกษาวิจัย   เรื่อง  แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาอำเภอเมืองนครปฐม    จังหวัดนครปฐม  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทและจำนวนแหล่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการในพื้นที่ศึกษา  และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ   และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  และการมีส่วนร่วมของชุมชน  ด้วยการวิจัยเอกสาร  การสำรวจ  และการวิจัยเชิงคุณภาพ  และการมีส่วนร่วมของชุมชน  ด้วยการวิจัยเอกสาร  การสำรวจ  และการวิจัยเชิงคุณภาพ  รายงานผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์  โดยมีขอบเขตพื้นที่ในการศึกษาเป็นรัศมีระยะ  กิโลเมตรจากโดรงเรียนศรีวิชัยวิทยา  จากการศึกษาพบว่า

                แหล่งการเรียนรู้รอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาแต่ละแห่งมีความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ แตกต่างกันไป  จำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการออกเป็น  ปะเภท  โดยแต่ละประเภทมีจำนวนแหล่งการเรียนรู้ดังนี้  แหล่งการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  จำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น  จำนวน  12  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านการประกอบอาชีพที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นจำนวน  แหล่ง  แหล่งการเรียนรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่  จำนวน  แหล่ง  จำนวนแหล่งการเรียนรู้ทั้งหมดที่ศึกษาในแต่ละประเภทเมื่อรวมแหล่งการเรียนรู้ที่มีชื่อซ้ำอยู่ในแหล่งอื่น   ด้วยมีจำนวนทั้งสิ้น  33  แหล่งการเรียนรู้  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญและการมีส่วนร่วมของชุมชน  จะส่งผลให้นักเรียนเป็นคนเก่ง  ดีอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

                รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน  ด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  โดยมีการวางแผนในการกำหนดโครงการร่วมกันระหว่างสถานศึกษา  ครูผู้สอน  และชุมชนที่เกี่ยวข้อง  สำหรับการดำเนินงานของโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยครูผู้สอน  ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้ทั้งบูรณาการแบบคู่ขนาน  บูรณาการแบบสหวิทยาการ  และบูรณาการแบบโครงการ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดทำแผนการเรียนรู้สถานศึกษาเป็นสำคัญ

 

 

62       ซื่องานวิจัย            การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4

ผู้วิจัย                        นางกรวิการ์     รื่นรมย์ 

                ปี พ..                       2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  และนำไปหาประสิทธิภาพกับนักเรียนเป็นจำนวน  ครั้ง  นักเรียนรายบุคคลจำนวน  คน  เป็นกลุ่มย่อยจำนวน  10  คน  เป็นกลุ่มย่อยจำนวน  10  คน  เป็นกลุ่มใหญ่  จำนวน  73  คน  ในปีการศึกษา  2543   เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากกับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครูได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดระยองจำนวนทั้งสิ้น  288  คน  กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดชากผักกูด  จำนวน  คน  โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง  จำนวน  10  คน  โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง  จำนวน  73  คน

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยาก  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก  ครั้ง  โดยใช้เกณฑ์  80/80  เกณฑ์  80  ตัวแรก  หมายถึง  ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากได้ถูกต้อง  เกณฑ์  80  ตัวหลังหมายถึง  ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยากหลังเรียนได้ถูกต้องและใช้การทดสอบค่าที่ (t – test)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากก่อนและหลังการทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและวัดความคงทนในการเรียนรู้

                ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีประสิทธิภาพ  92.05/81.55  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครู

 

 

63       ซื่องานวิจัย             การศึกษาผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา

ผู้วิจัย                        รองศาสตราจารย์  ดร.อุทัย     บุญประเสริฐ    และคณะ 

                ปี พ..                       2539

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา  ในด้านประสิทธิภาพการบริหารการศึกษา  ด้านคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และระบบย่อยภายในองค์การของสถานศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาทีได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาตามแผนพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง  สังกัดกรมอาชีวศึกษา  ระหว่างปีงบประมาณ  2529 – 2537  และเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาในปีการศึกษา  2538  จำนวน  82  คน  ผลการวิจัยปรากฏว่า

                1.  โดยภาพรวมแล้วประสิทธิภาพในการบริหารของสถานศึกษา  อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก  และความมีประสิทธิภาพนั้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารผ่านการฝึกอบรมในโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับมาก  ส่วนที่ส่งผลมากชัดเจนคือการส่งผลในงานด้านการส่งเสริมการศึกษา

                2.  คุณภาพของสถานศึกษา  เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว  ปรากฏว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง  และผลกระทบที่เกิดจากการที่ผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการฝึกอบรมเมื่อพิจารณาโดยรวมก็อยู่ระดับปานกลางเช่นเดียวกัน  แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเป็นการเฉพาะ  พบว่ามีการส่งผลกระทบในระดับมาก  ในองค์ประกอบด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา

                3.  สถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงในระดับมาก  ทั้งโดยรวมและในระบบย่อยแต่ละระบบทุกระบบย่อย  การผ่านการฝึกอบรมในโครงการนี้มีผลโดยตรงในระดับมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยต่าง ๆ ภายในของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา

 

 

64       ซื่องานวิจัย            รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้วิจัย                           - 

                ปี พ..                        2543

บทคัดย่อ

                รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

                1)  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ

                2)  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                3)  การตรวจรายงานผลการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย

                4)  การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ

                ประชากร  คือ  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินงานวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยในกระทรวง  ทบวง  กรม  ซึ่งในการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง  ด้วยการเลือกแบบเจาะจงได้แก่  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  และมหาวิทยาลัยรามคำแหง

                เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล  สร้างเครื่องมือขึ้นจากการหลอมรวมความคิดทฤษฎีต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบทบาทและภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นข้อคำถามปลายเปิด  เนื่องจากในการจัดทำหลักเกณฑ์การแระเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยครั้งนี้  มี  หลักเกณฑ์  คือ  การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  จึงสร้างเครื่องมือเป็นแบบสำรวจข้อมูลจากเอกสาร  แบบ  ตรวจสอบเครื่องมือโดยให้นักวิชาการพิจารณาในความแม่นตรงเชิงเนื้อหา    (Content  Validity)  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยศึกษาจากเอกสารที่รวบรวมได้จากหน่วยงานที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  โดยการติดต่อขอเอกสารทางไปรษณีย์  และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  แล้วนำมาสรุปตามกรอบความคิด  หรือตามแบบสำรวจข้อมูลในแต่ละหลักเกณฑ์ดังกล่าว

                การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา  (Content  Analysis)  และทำการสรุปผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา  (Descriptive  statistics)

                ขั้นตอนกาจัดทำหลักเกณฑ์การประเมิน  ในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินครั้งนี้  มีขั้นตอนการดำเนินงานสำคัญในแต่ละหลักเกณฑ์ประกอบด้วย

                1.  วางแผนพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัย  ใน  ลักษณะ  คือเกี่ยวกับการเสนอของงบประมาณโครงการวิจัยประจำปีผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรี  (1 ฉบับการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย  (2 ฉบับ) และเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพเพื่อเผยและยกย่องเชิดชูเกียรติ  (1 ฉบับโดยการกำหนดรูปแบบของหลักเกณฑ์การประเมิน  กำหนดสภาพปัจจุบันและปัญหากำหนดวัตถุประสงค์  กำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่าง  การสร้างเครื่องมือ  การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

                2.  ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยอย่างหลากหลาย  ทั้งเอกสารหลักเกณฑ์การประเมิน  ตำราการวิเคราะห์โครงการวิจัย  กรตรวจรายงานผลการวิจัยเพื่อนำมาสร้างกรอบความคิดในการดำเนินงานและเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่

                3.  สร้างกรอบความคิดที่ใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแต่ละฉบับ  เพื่อกำหนดกรอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่จะทำการประเมิน  และสอดคล้องกับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ

                4.  จัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมิน  4ฉบับ  ทั้งการวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี  การตรวจสอบโครงการวิจัยที่ขอรับทุน  การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุน  และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ

                5.  ตรวจสอบความแม่นตรงเชิงเนื้อหา  (Content  Validity)  โดยขอความอนุเคราะห์จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                6.  ปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ทั้ง  ฉบับ  โดยนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานเพื่อพิจารณาทุนอุดหนุนการวิจัยด้วยการตรวจสอบฉบับละ  ครั้ง  แล้วนำเสนอคระกรรมการวิจัยการศึกษา  การศาสนา  และการวัฒนาธรรมของกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ

                7.  จัดพิมพ์เผยแพร่ไปยังหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  665  หน่วยงานทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์

                ผลการศึกษาได้เสนอสระสำคัญของประเด็นที่จะทำการปะเมินในแต่ละหลักเกณฑ์ดังนี้

                หลักเกณฑ์การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นการสร้างเกณฑ์การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเบื้องต้นของเค้าโครงการวิจัยที่จะของบประมาณประจำปี  ผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการวิเคราะห์  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  คุณค่าเค้าโครงการวิจัยในเชิงนโยบาย  พิจารณาจากความสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาทางการศึกษาของรัฐบาล  สภาพปัญหาและการพัฒนาตามสถานการณ์ทางการศึกษา  ตลอดจนความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา  และพิจารณาจากความซ้ำซ้อนหรือความคล้ายกันของโครงการวิจัยที่ดำเนินการมาแล้ว

                                2.  คุณค่าของเค้าโครงการวิจัยด้านระเบียบวิธีวิจัย  พิจารณาจากความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับปัญหาที่ทำการวิจัย  ความเหมาะสมของหลักการและเหตุผล  และความเหมาะสมของขั้นตอนของการดำเนินงานวิจัย

                                3.  ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย  พิจารณาจากการนำไปกำหนดนโยบายหรือนำไปวางแผนทางการศึกษา  การนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง  และคุณค่าทางวิชาการเกี่ยวกับการหาข้อสรุปใหม่ทางการศึกษา

                หลักเกณฑ์การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของกรทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ  (Rating  Scale)  มาประกอบการพิจารณา มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อโครงการมีความกะทัดรัดครอบคลุมใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสาขาวิชา  ความสำคัญและที่มาของปัญหา  สามารถชี้ประเด็นได้ชัดเจนวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี  มีการศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีได้กะทัดรัด  และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  สอดคล้องกับปัญหาและตอบคำถามได้

                                2.  เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  กำหนดแบบแผนได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหา  ขั้นตอนการวิจัยชัดเจน  เครื่องมือถูกต้อง  และสถิติที่ใช้เหมาะสมกับแบบแผนการวิจัย

                                3.  ผลที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติได้  สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและเกิดคุณค่าทางวิชาการ

                                4.   การอ้างอิงเขียนได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้และครบถ้วน

                                5. แผนการดำเนินงานและงบประมาณเหมาะสมกับการดำเนินงานและความพร้อมของผู้วิจัยเอื้อต่อการทำวิจัยให้ประสบความสำเร็จได้

                หลักเกณฑ์การตรวจรายงานการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยใช้เกณฑ์การผ่านหรือไม่ผ่าน  ในแต่ละตอน  ซึ่งมี  ตอน  ใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นสำคัญ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ความสำคัญและขอบเขตของเรื่องที่วิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญได้ชัดเจนสมเหตุสมผล  การอ้างอิงและกำหนดกรอบความคิดในการวิจัยได้เหมาะสมกับเรื่องที่วิจัย

                                2.  วิธีดำเนินการวิจัยและแบบแผนการวิจัยกำหนดได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้สถิติได้เหมาะสมที่จะตอบคำถามได้  และแปลผลได้ถูกต้อง  ตลอดจนสรุปอภิปรายผลได้น่าสนใจและเชื่อถือได้

                                3.  การอ้างอิงดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้  การใช้ภาษาโดยทั่วไปได้เหมาะสมกะทัดรัด  ความต่อเนื่องของการเขียนรายงานได้เชื่อมโยงทุกตอน

                หลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ  ใช้ระดับคุณภาพ  ระดับ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1.  ชื่อรายงานวิจัยมีความชัดเจน  กะทัดรัดเข้าใจง่าย  ครอบคลุมเนื้อหา  วัตถุประสงค์จำเพาะเจาะจง  สามารถตอบคำถามได้  ความสำคัญและที่มาของปัญหามีความชัดเจนกล่าวถึงกันมาก  จำเป็นต้องทำการวิจัยหาแนวทางแก้ไข

                                2.  มีการศึกษาแนวคิดทฤษฎีได้ครอบคลุมกับปัญหาของการวิจัย  เสนอกรอบความคิดได้ชัดเจน  ออกแบบการวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา  มีวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อถือได้เครื่องมือเหมาะสม  เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง

                                3.  เสนอผลการวิจัยได้ครอบคลุม  สรุปได้สมเหตุสมผลกับทฤษฎี  ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์  ผลที่เกิดขึ้นนำไปแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในหน่วยงานได้  ตลอดจนเกิดคุณค่า

 

 

65      ซื่องานวิจัย             รูปแบบการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา

ผู้วิจัย                        นางสาวจรรย์จรูญ     ยอดศรี

                ปี พ..                       2544

บทคัดย่อ

                งานวิจัย  เป็นการวิจัยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  โดยมีวัตถุประสงค์  ประการคือ  หารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ  ตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  เพื่อนำผลจากการศึกษา  มาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ  แห่งชาติ  ให้เกิดประสิทธิผลต่อนักเรียน  และเพื่อให้นักเรียนสามารถเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ  โดยจัดทำเป็นหนังสือส่งเสริม  การอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 – 2  ได้  ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการทดสอบ  สังเกตและสัมภาษณ์  แล้วนำเสนอการวิจัยด้วยวิธีพรรณาวิเคราะห์  ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                1.  ได้สรุปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลา  ดังนี้

                2.  ผลการนำรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา  จังหวัดสงขลาสอยู่ในระดับดี  และส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนในระดับดีมาก

                3.  ผลจากการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมตามสุขบัญญัติแห่งชาติโดยการจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา  ปีที่  1 – 2  นั้น   นักเรียนนำเสนอเนื้อหาค่อนข้างมีสาระน้อย  การใช้ภาษาไม่ชัดเจน  ความคิดไม่ต่อเนื่อง   และที่สำคัญคือ  เขียนหนังเสือผิด

 

 

66      ซื่องานวิจัย             รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  ในเขตการศึกษา  2

ผู้วิจัย                        นายพิษณุ     ก่อเกียรติยากุล 

                ปี พ..                       2543

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชุนในเขตการศึกษา  ตามกรอบความคิดเห็น  ด้าน  ได้แก่  ด้านการบริหารและการจัดการ  ด้านหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนในเขตการศึกษา  จำนวน  กลุ่ม  คือ  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษา  ประกอบด้วยศึกษาธิการอำเภอ  หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอหัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ  ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลและผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาประกอบด้วยพัฒนาการอำเภอเกษตรอำเภอ  สาธารณสุขอำเภอ  ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  339  คน  ซึ่งได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางการเปรียบเทียบของ  เครจซี่  และมอร์แกน  (Krejcie  and  MorgaN)  และทำการสุ่มอย่างง่ายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของเขตการศึกษา  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบเลือกตอบ  ตัวเลือกจำนวน  48  ข้อ  ซึ่งผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  1.00  และมีคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดลองสมสุติฐานโดยใช้  ค่าไค สแควร์  ค่าเอฟ (f – test)  และค่าที  (t – test)  ผลการวิจัยพบว่า 

                1.  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในเขตการศึกษา  ส่วนใหญ่เห็นด้วย  กับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา  ซึ่งได้สังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน  กล่าวคือ  ด้านการบริหารและการจัดการ  เห็นด้วยกับการที่จะให้กระทรวงการศึกษามีอำนาจน้อยลง  แต่จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย  แผน  และมาตรฐานการศึกษาให้กับสถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสังกัดกระทรวงมหาดไทยด้วย  นอกจากนั้นมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการตรวจสอบติดตามประเมินผล  สำหรับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่  และคณะกรรมการสถานศึกษามีหน้าที่วางแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา  ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรเอกชนและประชาชน  ในการระดมสรรพกำลังมาใช้ในการจัดการศึกษาตลอดจนกำหนดระบบข้อมูลสารสนเทศระบบตรวจสอบนิเทศและระบบประเมินตนเองภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ  ด้านหลักสูตร  เห็นด้วยกับการให้สถานศึกษามีหน้าที่ต้องจัดทำสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางโดยให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม  พัฒนาหลักสูตรและจัดทำแผนการเรียนที่หลากหลาย  สอดคล้องกับสภาพความพร้อม  และความต้องการของผู้เรียนและชุมชน  บริหารการใช้หลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ  ดำเนินการตามระบบเทียบโอนผลการเรียน  สถานศึกษาสามารถจัดทำสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  กลุ่ม  ประกอบด้วยความรู้  ทักษะ  และคุณธรรม  ครูมีอิสระในการเลือกแบบเรียนและสร้างประมวลการสอน  สถานศึกษามีอิสระในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นให้เหมาะกับสภาพชุมชนและมุ่งพัฒนาผู้เรียนในลักษณะองค์รวมทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  ด้านกระยวนการเรียนการสอน  เห็นด้วยที่จะให้จัดกระบวนการเรียนการสอนทียึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  จัดทำสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน  จัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม  และองค์ประกอบอื่นให้เหมาะกับการเรียนรู้รวมทั้งให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน  มีการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อนำผลมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนมีการปะเมินผลสัมฤทธิ์โดยใช้สื่อที่หลากหลายมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน  ให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน  การให้ปราชญ์ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนและจัดให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาที่น่าเชื่อถือ  ด้านวิชาชีพครูแลบุคลากรทางการศึกษา  เห็นด้วยกับการให้มีการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนให้เป็นทีมงานที่มีคุณภาพในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการศึกษา  พัฒนาครู  และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การเป็นมืออาชีพ  มีความรู้ความเข้าใจการจัดทำหลักสูตร  และการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งภายใน  และภายนอก  มีการรายงานผลงานสู่  สาธารณชน  และรับฟังเสียงสะท้อนกลับ  เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา  ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน    ดำเนินการให้คุณและบุคลากรทางการศึกษา  ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงขึ้น  มีใบรับรองการประกอบวิชาชีพ  ให้คุรุสภามีหน้าที่ดูแลมาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา  พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู  ส่งเสริมผู้มีความรู้คู่คุณธรรมเข้ามาเรียนวิชาชีพครู  และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีภูมิลำเนาในเขตพื้นที่ที่ตั้งสถานศึกษาเข้ามาเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มากที่สุด

                2.  ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ในเขตการศึกษา  ที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน  ระดับการศึกษาต่างกัน  ตำแหน่งหน้าที่การงานต่างกัน  และปฏิบัติงานในจังหวัดต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง  ด้าน  คือด้านการบริหารและการจัดการ  ด้านหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่แตกต่างกัน

                3.  ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา  ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ  ด้านการบริหารและการจัดการ  ควรให้มีการกระจายอำนาจบริหารและจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษาอย่างแท้จริง  ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม  ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านหลักสูตร  ควรพัฒนาหลักสูตรให้ชุมชนมีส่วนร่วม  ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพก้านหลักสูตร  ควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและทันสมัยอยู่เสมอรวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาให้มีความรู้ในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร  ด้านกระบวนการเรียนการสอน  ควรจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง  และพัฒนาครูให้เข้าใจวิธีสอนแบบนี้ด้วยนอกจากนั้นเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้  และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางศึกษาควรพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไป  สู่การเป็นมืออาชีพ  การให้มีใบประกอบวิชาชีพครู  การให้ค่าตอบแทน  และสวัสดิการที่สูงขึ้น  การยกย่องเชิดชูเกียรติ  และการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

 

 

67       ซื่องานวิจัย             ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน  จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้วิจัย                        นางวัชราภรณ์     นิยม 

                ปี พ..                       2542

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน  จังหวัดชายแดนภาคใต้   2)   เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ  3)  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ  4)  เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ  และทักษะ  ทางวิชาชีพของสถานประกอบการ

                กลุ่มตัวอย่าง  คือ  สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม  และบริการ  ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด  และห้างหุ้นส่วนจำกัดในจังหวัดปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  จำนวน  193  แห่ง  ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย

                เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มี  ตอน  คือ  ตอนที่  เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและผู้ตอบแบบสอบถาม  ตอนที่  เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ  ประเภทอุตสาหกรรมพาณิชยกรรม  และบริการ ตอนที่ เป็นคำถมปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS/PC+  เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว  (X²  Test)

                ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด  คือ  ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  ประเภทวิชา  คือ  ประเภทวิชาพาณิชยกรรม  ส่วนประเภทของสถานประกอบการและปี พ.ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด  คือ  สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม  และปี พ..  2545

                2.  สถานประกอบการทั้ง  ประเภท  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค  (ปวท.)  ไม่แตกต่างกัน

                3.สถานประกอบการทั้ง  ประเภท  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่แตกต่างกันมีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและคหกรรมแตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  ประเภทวิชาอุตสาหกรรม  ศิลปกรรม  และคหกรรม  ไม่แตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพาณิชยกรรมแตกต่างกัน  มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน

                4.ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ คือ  ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ  เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฏิบัติให้มากขึ้น  ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน  เน้นคุณธรรมจริยธรรม  ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกว้าแสดงออก

 

 

68       ซื่องานวิจัย            รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้วิจัย                           นายสนั่น  พาหอม

                ปี พ..                       2548

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) กลุ่มเป้าหมายผู้ร่วมปฏิบัติการได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ  เจ้าหน้าที่ส่งเสริม โต๊ะครูและผู้เกี่ยวข้องอื่นในพื้นที่ รวม 308 คน  กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะได้แก่โต๊ะครูที่ร่วมปฏิบัติการ ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และโต๊ะครู จำนวน 100 คน ใช้แบบสนทนากลุ่มกำหนดปัญหาและความต้องการ แบบสนทนากลุ่มกำหนดแนวทางการพัฒนา แบบประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันศึกษาปอเนาะและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการหาความตรงในเนื้อหาด้วยการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เป็นเครื่องมือการวิจัย  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม การจัดส่งแบบและรวบรวมแบบคืนทางไปรษณีย์และการจัดส่งแบบและรวบรวมคืนด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ใช้ค่าเฉลี่ย ( )           ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความแตกต่างระหว่างฐานนิยมและมัธยฐาน (Mo-Md) และค่าพิสัยควอไทล์ (Q.D.)          เป็นสถิติในการวิเคราะห์

ผลการวิจัยพบว่า

1. สถาบันศึกษาปอเนาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเกี่ยวกับ ความไม่ชัดเจนและต่อเนื่องในนโยบายสนับสนุนของรัฐ อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม บุคลากรขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง  หลักสูตรไม่เอื้อต่อการถ่ายโอนผลการเรียน การวัดและประเมินผลรวมทั้งการบริหารจัดการยังขาดประสิทธิภาพ ต้องการการสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรกลางเป็นตัวแบบ และต้องการสนับสนุนช่วยเหลือกันในการพัฒนา

2. สถาบันศึกษาปอเนาะจำเป็นต้องพัฒนา ทั้งด้านวิชาการ อาคารสถานที่ การบริหารการเงินและธุรการ    การพัฒนาบุคลากรและการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยการพัฒนาที่เน้นการพึ่งตนเอง การร่วมมือช่วยเหลือกัน            การพัฒนาตามสภาพจริง การระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่าย และการกำหนดกรอบกิจกรรมสำหรับการพัฒนา ในแต่ละระดับ

3. สถาบันศึกษาปอเนาะที่ร่วมปฏิบัติการ ได้นำแนวทางการพัฒนาที่กำหนดร่วมกัน ไปใช้เป็นแนวทางใน   การพัฒนา และได้ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางที่กำหนดในระดับมากที่สุด

4. รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะที่พัฒนาขึ้น เป็นรูปแบบความคิดเชิงยุทธศาสตร์ กำหนดให้สถาบันเป็นสถาบันสอนศาสนาและการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรมและสร้างชุมชนเข้มแข็ง ดำเนินการพัฒนาใน 5 พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนาอาคารสถานที่ การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการพัฒนาชุมชน โดยมีเป้าประสงค์ที่จะให้สถาบันศึกษาปอเนาะ เป็นสถาบันน่าอยู่  ครูมีคุณภาพ ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเป็นสถาบันของชุมชน ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก ในการพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง การสร้างเครือข่ายการพัฒนาและการสร้างคุณภาพถ้วนหน้า พร้อมทั้งกำหนดกรอบกิจกรรมการพัฒนาไว้ชัดเจนในแต่ละระดับ ให้ส่งผลต่อความร่วมมือและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

5. ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ทั้งผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และ โต๊ะครู มีความเห็นสอดคล้องกันเป็นฉันทามิติว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้ มีความเหมาะสมและความเป็นได้ในระดับมาก       


 

วิสัยทัศน์

 

พันธกิจ

 

กลยุทธ

 

กลยุทธ์การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง               : ใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์สูงสุด ระดมทรัพยากร  ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง สถาบันพัฒนาตนเอง

กลยุทธ์การสร้างเครือข่ายการพัฒนา                                                     : รวมกลุ่มสถาบันใกล้เคียงร่วมมือช่วยเหลือ และสร้างพลังการพัฒนา

กลยุทธ์การสร้างคุณภาพถ้วนหน้า                                                        : รวมเครือข่ายจัดและบริการชุมชน รวมพลังจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นสากล

 

 

สถาบันศึกษาปอเนาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเป็นสถาบันสอนศาสนา
และจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ   ผู้เรียนมีความรู้   คู่คุณธรรม  และสร้างชุมชนเข้มแข็ง

 

 

-  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

-  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา

-  การพัฒนาการบริหารจัดการ

-  การพัฒนาท้องถิ่น

 

-  สถาบันน่าอยู่สื่ออุปกรณ์พอเพียง

-  ผู้เรียนมีคุณภาพคุณธรรมและสร้างชุมชนเข้มแข็ง

-  บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

-  สงเคราะห์ชุมชนและร่วมพัฒนาท้องถิ่น

 

-  การจัดทำประมวลการ

  จัดการเรียนรู้อิสลามศึกษา

-  การพัฒนานวัตกรรมและ

   สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ

-  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

- การจัดทำคู่มือ การจัดการ

   เรียนรู้อิสลามศึกษา

-  การจัดทำคู่มือโต๊ะครู

-  การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

-  การศึกษาดูงาน       

-  การจัดตั้ง/บริหารงานชมรม

                             

 

                                                    

 

- พัฒนาการสอน

- การพัฒนาคุณธรรมจริธรรม

- การจัดค่ายวิชาการ

- การแข่งขันกีฬา

- การพัฒนาบุคลากร

 

 

- การจัดการเรียนการสอน

- การปรับปรุงสถานที่/ละหมาด

- การปรับปรุงงานธุรการ

- การปรับปรุงระบบงานการเงิน