บทที่ 22 พระนางมัทรี /มเหสีผู้เป็นมหาทาน

พระนางมัทรี - มเหสีผู้เป็นมหาทาน
ที่มา : เวสสันดรชาดก

ในอดีตกาล พระนางพิมพาได้เกิดมาเป็นพระนางมัทรี ราชธิดาผู้เลอโฉมแห่งมัททราชสกุล เมื่อพระนางเจริญวัยได้ ๑๖ พรรษา ก็ได้อภิเษกสมรสกับพระโพธิสัตว์ที่ได้มาเกิดเป็นพระเวสสันดร พระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยและพระนางเจ้าผุสดี แห่งสีพีนคร แคว้นกาสี

พระเวสสันดรนั้นเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากทรงเกิดมาเพื่อบำเพ็ญพุทธการกธรรมเป็นชาติสุดท้าย และพุทธการกธรรมอันยิ่งใหญ่ในชาตินี้ก็คือการสร้างทานบารมี

เมื่อแรกประสูติ พระเวสสันดรได้แบพระหัตถ์ถามพระนางผุสดีราชมารดาว่า พระแม่เจ้ามีทรัพย์อะไรบ้าง หม่อมฉันจะบริจาคทาน ซึ่งพระนางผุสดีก็ประทานถุงกหาปณะพันหนึ่งให้ ตรัสว่า ลูกจงบริจาคทรัพย์ตามอัธยาศัยเถิด

เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ ๔-๕ พรรษา พระเจ้าสญชัยได้พระราชทานเครื่องประดับมีค่ามาให้พระเวสสันดร พระองค์ก็เอาเครื่องประดับนั้นมอบให้พระนมจนหมดถึง ๙ ครั้ง

เมื่อพระชนมายุ ๘ พรรษา พระเวสสันดรก็ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าทรัพย์ภายนอกพระองค์ก็ให้แล้ว ต่อไปแม้แต่ทรัพย์ภายใน คือ เลือดเนื้อและร่างกาย หากมีผู้ใดปรารถนา พระองค์ก็จะบริจาคให้เป็นทาน เมื่อทรงรำพึงดังนี้ มหาปฐพีก็หวั่นไหวไปจนถึงพรหมโลก

หลังจากพระเวสสันดรอภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีแล้ว พระเจ้าสญชัยก็มอบราชสมบัติให้ พระเวสสันดรกับพระนางมัทรีทรงร่วมกันสร้างโรงทาน ๖ แห่ง และบริจาคทานวันละ ๖ แสน โดยเอาพระทัยใส่เสด็จไปตรวจดูโรงทานด้วยพระองค์เองเดือนละ ๖ ครั้ง

ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชสมบัติสืบต่อมาจนมีพระราชโอรสนามว่า ชาลี และมีราชธิดานามว่า กัณหา

ครั้งนั้น ที่นครกาลิงครัฐ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ได้เกิดภัยพิบัติ ฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง และเกิดโจรภัย แม้พระเจ้ากาลิงคราชจะทำพิธีขอฝน โดยสมาทานศีลและรักษาอุโบสถตลอด ๗ วัน แต่ฝนก็ไม่ตกลงมา ชาวเมืองจึงกราบทูลว่าที่สีพีนครมีช้างมงคลที่ทำให้ฝนตกได้ ขอให้พระราชาส่งราชทูตไปขอจากพระเวสสันดร

ช้างมงคลที่กล่าวถึงนี้ถือเป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองของสีพีนคร เนื่องจากเป็นช้างเผือกที่นางพญาช้างฉัตทันต์พามาส่งที่โรงช้างต้น ในวันประสูติของพระเวสสันดร ชาวเมืองตั้งชื่อว่าช้างปัจจัยนาค ช้างนี้ออกศึกครั้งใดก็มีแต่ชัยชนะ และเมื่อพระเวสสันดรเสด็จประทับช้างปัจจัยนาคไปตำบลไหน ก็จะบังเกิดฝนตกในทุกแห่งที่เสด็จราชดำเนินไป

พระเจ้ากาลิงคราชได้ฟังชาวเมืองดังนั้น จึงรับสั่งให้ ๘ พราหมณ์ ไปขอช้างมงคลจากพระเวสสันดร

ทั้ง ๘ พราหมณ์จึงเดินทางไปเมืองสีพี และไปดักรอพระเวสสันดรอยู่ที่โรงทาน เมื่อพระเวสสันดรเสด็จมาตรวจโรงทาน พวกพราหมณ์จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลขอช้างมงคลจากพระองค์ ซึ่งพระเวสสันดรก็พระราชทานให้ อีกทั้งยังพระราชทานคนเลี้ยงช้างและควาญช้างให้อีก ๕๐๐ สกุล

พราหมณ์ทั้ง ๘ พาช้างกลับกาลิงครัฐ เมื่อช้างมงคลไปถึง ฝนก็ตกทั่วกาลิงครัฐ ทำให้พืชพันธุ์กลับเขียวขจีอุดมสมบูรณ์

ขณะที่ชาวเมืองสีพีบางส่วนกลับโกรธแค้นที่พระเวสสันดรบริจาคช้าง มงคลไป จึงพากันมาชุมนุมกันที่ลานหลวง ขอให้เนรเทศพระเวสสันดรไปอยู่เขาวงกต พระเจ้าสญชัยจึงจำต้องเนรเทศพระเวสสันดรตามคำของชาวเมือง

พระนางมัทรีรู้ว่าพระภัสดาถูกเนรเทศก็ขอเสด็จติดตามไปด้วย แม้พระเวสสันดร พระเจ้าสญชัย และพระนางผุสดีจะห้ามพระนางไว้ พระนางมัทรีก็ไม่ทรงยินยอม พระนางจะขอพรากจากพระเวสสันดรด้วยความตายเท่านั้น

ก่อนเสด็จออกจากนคร พระเวสสันดรได้ทรงบริจาคมหาทานอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า สัตตสตกมหาทาน อันประกอบด้วย ช้าง ม้า รถ สตรี โคนม ทาสา ทาสี อย่างละ ๗๐๐ เมื่อบริจาคเสร็จแล้วมหาปฐพีก็สั่นไหว

แล้วพระเวสสันดร พระนางมัทรี พระโอรสชาลี และพระธิดากัณหา ก็เสด็จออกจากกรุงสีพีโดยยานเทียมม้าสินธพ ๔ ตัว มุ่งสู่เขาวงกต มีอำมาตย์และสหชาติ ๖ หมื่นตามเสด็จ

ระหว่างที่เสด็จออกจากประตูเมือง พระเวสสันดรก็นำรัตนะ ๗ ประการ รวมทั้งอาภรณ์ต่างๆ ที่พระนางผุสดีบรรทุกยานมาให้ออกบริจาคจนหมดอีก แล้วพระองค์ก็ตรัสบอกให้ผู้ติดตามกลับเข้าเมือง

เดินทางไประยะหนึ่ง ก็มีพราหมณ์ ๔ คนติดตามมา ทูลขอม้าสินธพทั้ง ๔ และมีพราหมณ์อีกคนหนึ่งทูลขอราชยาน พระเวสสันดรก็บริจาคให้อีก

ทั้ง ๔ กษัตริย์จึงต้องเสด็จดำเนินต่อไปด้วยพระบาท เมื่อพระโอรสและพระธิดาเหนื่อยล้า พระเวสสันดรก็อุ้มพระชาลี ให้พระนางมัทรีอุ้มพระกัณหาซึ่งตัวเบากว่า พากันเดินทางต่อไป

ด้วยอานุภาพของเทวดา เย็นวันนั้นพระเวสสันดรก็เสด็จถึงมาตุลนคร ซึ่งมีระยะทางไกลถึง ๖๐ โยชน์ ทรงประทับอยู่ในศาลานอกเมือง เมื่อกษัตริย์มาตุลนคร ทรงทราบก็มาเฝ้าและยกบ้านเมืองให้ครอบครอง แต่พระเวสสันดรไม่ทรงรับ เกรงว่าชาวสีพีจะโกรธแค้นมาถึงมาตุลนคร พระองค์ทรงยืนยันที่จะไปเขาวงกต

วันรุ่งขึ้น กษัตริย์มาตุลนครก็ตามมาส่งเสด็จพระเวสสันดรถึงชายป่า บอกทางไปเขาวงกตให้ และยังสั่งกำชับนายพรานป่าเจตบุตรให้คอยเฝ้าปากทางไว้ อย่าปล่อยให้ปัจจามิตรผู้ใดผ่านเข้าไปรบกวนพระเวสสันดรได้

พระเวสสันดรเสด็จถึงเขาวงกต ประทับในอาศรมและเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นเปลือกไม้ พาดอังสาด้วยหนังเสือ ซึ่งสิ่งของทั้งหมดนี้พระวิสสุกรรมมาเนรมิตไว้ตามเทวบัญชาของท้าวสักกเทวราช ส่วนพระนางมัทรี พระโอรส และพระธิดา ก็แต่งองค์เป็นดาบสเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่นั้นมา พระนางมัทรีก็ทำหน้าที่เป็นผู้ไปหาผลาผลในป่า มาปฏิบัติบำรุงพระสวามี พระราชโอรส และพระราชธิดา และประทับอยู่คนละอาศรม ปฏิบัติตนเป็นบรรพชิต เป็นเช่นนี้อยู่นาน ๗ เดือน

ในครั้งนั้น ในกาลิงครัฐนคร มีพราหมณ์แก่ขอทานคนหนึ่งชื่อชูชก มีภรรยาสาวสวยชื่อว่าอมิตดา ภริยาของตาพราหมณ์ชูชกถูกเพื่อนบ้านเยาะเย้ยว่าทำบุญมาน้อยจึงได้ผัวแก่และ ต้องหาบน้ำไปให้ผัวอาบทุกวัน นางจึงบอกให้ชูชกไปทูลขอพระชาลีและพระกัณหาจากพระเวสสันดรมาเป็นทาสและทาสี

ชูชกจึงเดินทางไปเมืองสีพี รู้ว่าพระเวสสันดรพาพระนางมัทรีและพระโอรสพระธิดาเสด็จไปเขาวงกตแล้ว จึงเดินทางติดตามไป ระหว่างทางก็สอบทางไปเขาวงกต แต่ชาวบ้านนั้นยังรักพระเวสสันดร รู้ว่าพราหมณ์เฒ่าจะไปขอพระนางมัทรีหรือพระชาลีหรือพระกัณหาเป็นแน่ จึงได้ทุบตีขับไล่ จนชูชกต้องหนีและเดินทางหลบๆ ซ่อนๆ ไปตลอดทาง

เมื่อเข้าสู่เขตแดนเขาวงกต ชูชกก็ถูกสุนัขของพรานเจตบุตรรุมล้อม ไล่จนต้องปีนหนีขึ้นไปอยู่บนคบไม้ และร้องไห้เอะอะเสียงดัง พรานเจตบุตรได้ยินเสียงมาดูเห็นชูชกอยู่บนคบไม้ ก็รู้ว่าชูชกคงจะมาทูลขอพระนางมัทรี หรือพระชาลี หรือพระกัณหา จึงคิดจะใช้หน้าไม้ยิงชูชกเสียให้ตาย

แต่ชูชกกล่าววาจาลวงพรานเจตบุตรว่า ตนเองเป็นราชฑูต พระเจ้าสญชัยส่งตนมาเพื่อรับพระชาลีและพระกัณหากลับพระนคร พรานเจตบุตรหลงเชื่อจึงช่วยชูชกลงจากต้นไม้และบำรุงชูชกด้วยอาหาร แล้วบอกทางไปอาศรมของพระเวสสันดร

ชูชกเดินทางต่อไป ได้พบกับพระอัจจุตฤาษี และลวงเรื่องมารับพระชาลีพระกัณหาเหมือนที่ลวงพรานเจตบุตร พระฤาษีหลงเชื่อจึงบอกทางให้ ชูชกเดินทางต่อจนถึงสระโบกขรณีใกล้อาศรมของพระเวสสันดร

ชูชกคิดว่าพระนางมัทรีนั้นเป็นหญิง คงทำพระทัยไม่ได้ที่จะให้เลือดในอกเป็นทาน และคงจะขัดขวางเป็นแน่ จึงได้นอนพักรอวันใหม่ให้พระนางมัทรีออกจากอาศรมไปก่อนจึงค่อยไปทูลขอพระ เวสสันดร

ใกล้รุ่งคืนนั้น พระนางมัทรีได้ทรงพระสุบินว่า มีชายผิวดำกักขฬะคนหนึ่งมาควักเอาดวงตา ตัดพระพาหาทั้งสอง และยังแหวกควักเอาหัวใจของพระนางไปด้วย พระนางจึงตกพระทัยตื่นบรรทม รีบไปเฝ้าพระเวสสันดร กราบทูลฝันร้ายให้ฟัง

พระเวสสันดรฟังแล้วก็รู้ว่าจะมียาจกมาขอพระโอรสและพระธิดาไปเป็นทาน พระองค์จึงปลอบประโลมพระนางมัทรีให้คลายตกใจแล้วให้พระนางกลับไป

เมื่อฟ้าสว่างแล้ว พระนางมัทรีทรงทำกิจที่ควรทำเสร็จ จิตใจก็ยังไม่คลายกังวลถึงความฝัน เรียกพระชาลีและพระกัณหามาสวมกอด แล้วพาทั้งสองไปฝากพระเวสสันดร กำชับพระเวสสันดรให้ดูแลสองพระองค์ให้ดี แล้วพระนางก็เข้าป่าหาผลาผลตามปกติ

เมื่อพระนางมัทรีเสด็จไปสู่ป่าแล้ว ชูชกก็ออกจากที่ซ่อนมาเข้าเฝ้าพระเวสสันดร พระชาลีและพระกัณหาเห็นชูชกก็รู้ว่าตาเฒ่านี้คงมาขอตนไปเป็นทาส จึงใช้ปัญญาเดินถอยหลังลงไปซ่อนตัวอยู่ในสระบัว

ชูชกกราบทูลขอพระชาลีกับพระกัณหา พระเวสสันดรผู้มีใจเต็มเปี่ยมด้วยการให้ทานก็พระราชทานให้ และร้องเรียกหาพระโอรสและพระธิดา แต่พระชาลีและพระกัณหาก็แอบเงียบอยู่

พระเวสสันดรเดินหาโอรสและธิดา เมื่อเห็นรอยเท้าของโอรสและธิดาเดินขึ้นจากสระบัว แต่ไม่มีรอยเปียกน้ำ ก็รู้ว่าพระโอรสและพระธิดาใช้ปัญญาลวงพระองค์ จึงตรัสบอกว่าพระองค์ตรัสยกพระชาลีและพระกัณหาให้เป็นทานแก่พราหมณ์เฒ่าผู้ นี้แล้ว อย่าให้บิดาต้องเสียสัจจะเลย

พระชาลีและพระกัณหาได้ฟังคำพระเวสสันดรจึงพากันขึ้นมาจากสระ พระเวสสันดรจึงได้พาสองโอรสและธิดามามอบให้แก่พราหมณ์

ก่อนชูชกจะพากุมารและกุมารีไป พระเวสสันดรได้ตั้งค่าไถ่ตัวว่า พระชาลีให้ไถ่ตัวด้วยทองคำพันตำลึง ส่วนพระกัณหาไถ่ตัวด้วย ทองคำ ๑๐๐ ตำลึง ทาสา ทาสี ช้าง ม้า และโค อย่างละ ๑๐๐

พระเวสสันดรทรงหลั่งสิโนทก ตรัสแก่ชูชกว่า โอรสและธิดาเราจะไม่รักก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณย่อมเป็นที่รักยิ่งกว่าบุตรและบุตรีผู้เป็นที่รัก กว่าร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า เราจึงตัดใจให้เป็นมหาทาน

ตรัสแล้วปฐพีก็สั่นไหวไปถึงพรหมโลก

ฝ่ายชูชกก็ไปหาเถาวัลย์ในป่า เอามามัดมือพระชาลีและพระกัณหา และโบยตีจะพาทั้งสองไป พระชาลีและพระกัณหาถูกชูชกโบยตีจนผิวกายแตกเลือดไหล ร้องไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าสงสาร กราบทูลพระเวสสันดรขอให้สงสารอย่าประทานให้ชูชกเลย พระเวสสันดรมองดู เจ็บแค้นตาพราหมณ์เฒ่าอยู่ในอก และสงสารลูกน้อยจนน้ำพระเนตรหลั่งไหลเป็นสาย แต่พระองค์ก็ทรงอดกลั้นนิ่งอยู่ เมื่อชูชกลากจูงโอรสธิดาจากไป พระเวสสันดรก็เข้าอาศรม ทรงพระกรรแสงด้วยความรักและความสงสารสองกุมาร

ฝ่ายพระนางมัทรีที่ไปหาผลาผลอยู่ในป่า พระนางนั้นนอกจากจะฝันร้ายแล้วยังมีลางร้ายต่างๆ เช่น เขม่นพระเนตร เป็นต้น พระนางจึงร้อนพระทัยเป็นห่วงพระโอรสและพระธิดา เมื่อหาผลไม้ได้ก็รีบกลับมาอาศรม แต่เทวดาเกรงว่าพระนางจะมาขัดขวางมหาทาน จึงได้จำแลงกายเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง มาขวางทางไว้ จนเย็นค่ำจึงเปิดทางให้

กลับไปถึงอาศรม ไม่เห็นพระชาลีพระกัณหาออกมารับเหมือนทุกวัน พระนางก็รู้ว่าอันตรายคงจะมีแก่พระโอรสและพระธิดาทั้งสองเสียแล้ว รีบเข้าไปทูลถามพระเวสสันดร แต่พระเวสสันดรก็ทรงนิ่งเงียบไม่ตรัสว่าอะไร

พระนางมัทรีทรงกรรแสง เที่ยวตามหาพระชาลีและพระกัณหาไปทุกแห่งที่ทั้งสองพระองค์เคยเที่ยวเล่นอยู่ แต่ก็ไม่พบ จึงได้กลับมาถามพระเวสสันดรอีก แต่พระเวสสันดรก็ทรงนิ่งเงียบอยู่

พระนางมัทรีจึงทูลว่า

"พระภัสดาผู้เป็นที่รักของหม่อมฉัน เหตุใดวันนี้พระองค์จึงทรงเศร้าหมอง ไม่หักไม้ ไม่ติดไฟ เหมือนทุกวัน เหตุใดพระองค์จึงทรงนั่งอ่อนแรงอยู่

พระเวสสันดรที่รักของหม่อมฉัน แต่ก่อนมาเมื่อหม่อมฉันมีความทุกข์ เมื่อได้มาพบพระองค์ หม่อมฉันก็คลายทุกข์ แต่วันนี้หม่อมฉันเป็นทุกข์เพราะลูกของหม่อมฉันหายไปทั้งสองคน หม่อมฉันได้มาพบพระองค์แล้ว เหตุใดพระองค์จึงไม่ช่วยคลายความทุกข์ให้หม่อมฉัน"

พระนางมัทรีนั้นเที่ยวเดินตามหาพระโอรสและพระธิดาตลอดราตรี ครั้นรุ่งเช้าก็ยังไม่พบ จึงกลับมาหาพระเวสสันดร และสิ้นสติไปด้วยความเสียพระทัยที่แทบบาทพระสวามี

พระเวสสันดรหาน้ำมาลูบไล้ประพรม และทรงนวดเฟ้นพระชายา จนพระนางฟื้นคืนสติขึ้น พระนางทรงยับยั้งสติไว้แล้วจึงทูลถามว่าพระโอรสและพระธิดาของเราไปไหน

พระเวสสันดรทรงเห็นว่าพระนางมัทรีมีพระทัยหนักแน่นขึ้นแล้ว จึงดำรัสตอบว่าพระองค์ให้ทานเป็นทาสพราหมณ์คนหนึ่งไปแล้ว

พระนางมัทรีทรงต่อว่าที่พระเวสสันดรไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก ปล่อยให้พระนางคร่ำครวญตามหาอยู่ทั้งราตรี แต่พระเวสสันดรก็ตรัสตอบว่าถ้าพระองค์บอกตั้งแต่แรก พระนางก็ไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ ดวงทหัยอาจจะแตกสลาย จึงอดกลั้นไว้ไม่ยอมบอก และแม้บัดนี้ได้บริจาคโอรสและธิดาเป็นทานไปแล้วก็ขออย่าได้ห่วงกังวล วันหน้ายังอาจได้พบกัน ขอให้นางอนุโมทนาในผลของทานนี้

พระนางมัทรีทูลว่า

"บุตรนั้นย่อมเป็นของบิดา เมื่อพระองค์ประทานบุตรนั้นเป็นทานแล้ว หม่อมฉันก็ขออนุโมทนาทานอันอุดมของพระองค์ พระองค์ทรงบริจาคทานแล้ว จงยังพระหฤทัยให้เลื่อมใส ขอจงทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด"

เมื่อพระเวสสันดรและพระนางมัทรีอนุโมทนาทานกันแล้ว ท้าวสักกเทวราชก็ทรงดำริว่า วานนี้คนผู้ชั่วช้ามาขอโอรสและธิดาไปเป็นทาส วันต่อไปก็อาจจะมีใครมาขอพระนางมัทรีไปอีก ดำริดังนั้นแล้ว ท้าวสักกเทวราชจึงจำแลงกายเป็นพราหมณ์ไปขอพระนางมัทรีจากพระเวสสันดร

พระเวสสันดรไม่ทรงหวั่นไหวในการให้ทาน ทรงจับพระกรพระนางมัทรีมาหาพราหมณ์ และนำน้ำมาหลั่งลงในมือพราหมณ์ และพระราชทานพระนางมัทรีให้ ทรงตรัสว่า

"เราให้พระเทวีเป็นทานเพราะเธอเป็นที่ เกลียดชังของเราก็หาไม่ เธอนั้นเป็นที่รักยิ่งของเรา แต่พระโพธิญาณนั้นเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าและเป็นประโยชน์แก่มหาชน เราจึงให้เทวีที่รักของเราเป็นทาน"

ลำดับนั้น มหาปฐพีก็สั่นไหวไปถึงพรหมโลกดังกาลก่อน

ในกาลนั้น พระนางมัทรีผู้มีพระทัยอันประเสริฐ มิได้ทรงทำพระพักตร์กริ้วพระภัสดา ไม่ทรงกันแสง ทรงทอดพระเนตรดูพระสวามี ทรงเข้าพระทัยพระสวามีว่าพระองค์นั้นทรงกระทำสิ่งประเสริฐ พระนางกราบทูลว่า

"หม่อมฉันเป็นเทวีของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ในหม่อมฉัน พระองค์ปรารถนาจะพระราชทานแก่ผู้ใดก็พึงพระราชทานแก่ผู้นั้น หรือเมื่อต้องการทรัพย์ก็พึงขายหม่อมฉัน หรือเมื่อต้องการเนื้อก็พึงฆ่าหม่อมฉัน พระองค์จงกระทำสิ่งที่ทรงชอบพระทัยเถิด หม่อมฉันไม่โกรธพระองค์เลย"

ท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยอันประณีตของกษัตริย์ทั้งสอง จึงทรงอนุโมทนาและชมเชยสองกษัตริย์ว่าได้ทำในสิ่งที่ยากยิ่งอันนรชนไม่อาจทำ ได้

"ข้าพระองค์ขอถวายพระนางมัทรีคืนแด่ พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระองค์ทรงมีพระฉันทะอัธยาศัยบริสุทธิ์เสมอกันโดยแท้ ขอพระองค์ทรงบำเพ็ญทานต่อไปตามสมควรเถิด

หม่อมฉันคือท้าวสักกะจอมเทพมาสู่สำนักของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเลือกเอาพระพร หม่อมฉันขอถวายพระพร ๘ ประการแด่พระองค์"

พระเวสสันดรจึงตรัสขอพร ๘ ประการ คือ

๑. ขอให้ได้กลับคืนพระนคร และได้ครองกรุงสีพี

๒. เมื่อขึ้นครองกรุงสีพีแล้ว ขอให้ได้ช่วยให้นักโทษพ้นจากการถูกประหาร

๓. ขอให้ได้เป็นที่พึ่งของพลเมืองในการเลี้ยงชีพ

๔. ขอให้ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสตรี ขอให้รื่นรมย์อยู่แต่มเหสีของตน

๕. ขอให้บุตรมีอายุยืน และได้ครองแผ่นดินโดยธรรม

๖. ขอให้ทิพย์อาหารปรากฏมีในนคร

๗. ขอให้ได้บริจาคทาน โดยทรัพย์สมบัติไม่หมดสิ้นไป

๘. เมื่อพ้นจากอัตภาพนี้แล้ว ขอให้ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อจุติจากชั้นดุสิตนั้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ขอให้ได้บรรลุพระโพธิญาน

ท้าวสักกเทวราชทรงประทานพระพรแด่พระเวสสันดร แล้วเสด็จกลับเทวโลก

ฝ่ายชูชกพาพระชาลีและพระกัณหาเดินทางกลับกาลิงครัฐ ยามกลางคืนชูชกก็ขึ้นไปนอนบนคบไม้ ปล่อยให้กุมารและกุมารีนอนอยู่โคนต้น เทพบุตรและเทพธิดาสงสารจึงแปลงเป็นพระเวสสันดรและพระนางมัทรีมาดูแล ครั้นยามเช้าก็หายไป

เมื่อเดินทางมาถึงทางแยก เทวดาก็ดลใจให้ชูชกเดินหลงไปทางกรุงสีพี

เมื่อถึงกรุงสีพี พระเจ้าสญชัยได้ทอดพระเนตรเห็นพระชาลีและพระกัณหาแต่ไกล จึงให้อำมาตย์มาพาไปเข้าเฝ้า และซักถามเรื่องราว

พระเจ้าสญชัยเรียกพระชาลีและพระกัณหาให้เข้าไปหา แต่ทั้งสองกราบทูลว่าบัดนี้หม่อมฉันเป็นทาสพราหมณ์เฒ่าแล้ว ไม่ใช่พระราชนัดดาของพระองค์ จึงไม่อาจเข้าไปหาพระองค์ได้

พระเจ้าสญชัยจึงได้ไถ่ตัวพระราชนัดดาทั้งสอง ตามราคาที่พระเวสสันดรได้ตั้งไว้

ส่วนชูชกได้รับพระราชทานค่าไถ่ ก็กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา มีปราสาท ๗ ชั้น มีข้าทาสบริวาร มีอาหารอันเลิศรส ตาเฒ่าไม่เคยลิ้มรสอาหารเช่นนี้มาก่อนจึงเพลินกินไปมากจนท้องแตกตาย

ฝ่ายพระเจ้าสญชัยและชาวพระนครก็คิดได้ว่า พระเวสสันดรถูกเนรเทศไปอยู่ป่าโดยไม่มีความผิด บัดนี้ควรรับพระเวสสันดรกลับนครได้แล้ว พระเจ้าสญชัยจึงรับสั่งให้จัดขบวนทัพใหญ่โตให้พระชาลีนำทางไปรับพระเวสสันดร ที่เขาวงกต

เมื่อ ๖ กษัตริย์ คือ พระเจ้าสญชัย พระนางผุสดี พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระชาลี และพระกัณหามาพบหน้ากันที่เขาวงกต ทั้งหมดก็ถึงวิสัญญีภาพไปหมด ท้าวสักกเทวราชจึงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา ฝนนั้นใครอยากให้เปียกก็เปียก ใครไม่อยากให้เปียกก็ไม่เปียก กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์จึงกลับฟื้นขึ้นมา

พระเวสสันดรทรงเสด็จกลับกรุงสีพี ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ทรงให้ทานตลอดชีวิต และทรงยึดมั่นในพระนางมัทรีแต่เพียงผู้เดียวตามที่ขอพรท้าวสักกเทวราชไว้ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ไปอุบัติในดุสิตสวรรค์

[ ชูชก มาเกิดเป็น พระเทวทัต
นางอมิตดา มาเกิดเป็น นางจิญจมาณวิกา
พรานเจตบุตร มาเกิดเป็น พระฉันนะ
อัจจุตดาบส คือ พระสารีบุตร
ท้าวสักกเทวราช มาเกิดเป็น พระอนุรุทธะ
พระเจ้าสญชัย มาเกิดเป็น พระเจ้าสุทโธทนะ
พระนางผุสดี มาเกิดเป็น พระนางสิริมหามายา
พระนางมัทรี มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
ชาลี มาเกิดเป็น พระราหุล
กัณหา มาเกิดเป็น พระอุบลวรรณาเถรี
พระเวสสันดร มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า ]
Comments