นมผึ้ง

     นมผึ้ง (Royal Jelly) คือ อาหารที่ผึ้งงานผลิตขึ้นมาจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ และต่อมแมนดิบิวลาร์ เพื่อใช้เป็นสารอาหารสำหรับตัวอ่อนของผึ้งงาน และผึ้งตัวผู้ที่อายุไม่เกิน 3 วัน และเป็นอาหารสำหรับผึ้งนางพญาตลอดชีวิต จึงทำให้ผึ้งนางพญามีอายุที่ยืนยาว 4-5 ปี ขณะที่ผึ้งงานมีอายุเพียงแค่ 10-12 สัปดาห์ และผึ้งนางพญาก็มีขนาดและน้ำหนักตัวที่มากกว่ามาก ที่สำคัญ นมผึ้ง ช่วยให้ผึ้งนางพญา สามารถออกไข่ได้วันละประมาณ 2,000 - 3,000 ฟอง และวางไข่ได้ตลอดอายุขัย 
     นมผึ้ง ผลิตมาจากต่อมบริเวณส่วนหัวของผึ้งงาน โดย นมผึ้ง นั้นจะถูกป้อนให้กับตัวอ่อนแรกเกิดและหากตัวอ่อนที่ได้รับ นมผึ้ง เป็นประจำจะกลายเป็นนางพญา ซึ่ง นมผึ้ง นั้นมีคุณค่าทางสารอาหารสูงทำให้เกิดการเสริมสร้างและเจริญเติบโต โดยปกติแล้วผึ้งงานจะมีวงจรชีวิตได้เพียง 2-3 เดือน แต่ผิดกับนางพญาที่จะถูกป้อนด้วย นมผึ้ง ตลอดช่วงชีวิต ทำให้นางพญาแข็งแรงมีอายุยาวนาน 4-5 ปี และสามารถออกไข่ได้ถึงวันละ 2,000-3,000 ฟอง จึงถือได้ว่า นมผึ้ง เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยในการบำรุงร่างกาย สามารถทานได้ทุกวัย และเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพ 
     ส่วนประกอบของ นมผึ้ง นั้นมีคุณค่าใกล้เคียงกับเกสรดอกไม้จากผึ้ง ต่างกันตรงปริมาณคาร์โบไฮเดรตและวิตามินบีรวมที่มีมากกว่า รวมถึงปริมาณสารประกอบอื่น เช่น อะซิทิลคอไลน์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อระบบส่งข่าวสารของเส้นประสาททั่วร่างกาย กรด 10-ไฮดรอกซี-2-ดีซีโนอิคเอซิค (10-HDA) มีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย และเชื้อรา สุดท้าย นมผึ้ง ยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายถึง 8 ชนิดที่ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างได้เองรวมอยู่ด้วย
 
- นมผึ้ง เป็นอาหารของตัวอ่อนผึ้งที่ผึ้งงานผลิตจากต่อมในส่วนหัว มีรสชาติจากธรรมชาติคือ เปรี้ยว เผ็ดในลำคอ เป็นอาหาร ที่นางพญาผึ้งกินตลอดชีวิต
- ความมหัศจรรย์ของนางพญาผึ้งที่กิน นมผึ้ง คือ มีอายุมากกว่าผึ้งงานถึง 10 เท่า และออกไข่ประมาณวันละ 2,000 ฟอง
- นมผึ้ง ทำให้อายุยืนยาว เมื่อร่างกายแก่ตัวลง จะผลิตเซลล์น้อยลง และเซลล์ที่มีชีวิตก็มีจำนวนน้อยลง นมผึ้ง จะสร้างเสริมการเกิดใหม่ของเซลล์ มีสรรพคุณชลอความแก่

     นมผึ้ง ประกอบด้วย วิตามิน B complex, C, E, กรดโฟลิก วิตามินเอช หรือเอนไซม์อาร์ ฯลฯ นมผึ้ง มีผลทางชีวภาพคือ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้รู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลีย บำรุงเส้นผม เพิ่มอัตราการดูดซึมอาหารและออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง เพิ่มอัตราการขับถ่ายของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์ ปรับความสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยดูดซึมอาหาร และให้ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยให้หัวใจเต้นดีขึ้น ทำให้การสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนผ่านสมอง ปอด ตับ ไต และแขนขาได้ดีขึ้น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จะรู้สึกอบอุ่นและสดชื่น นมผึ้ง ยังป้องกันการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ นมผึ้ง มีสาร peptide ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลินช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีผลต่อการลดการอักเสบของข้อต่อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ
 
สรรพคุณของ นมผึ้ง
     นมผึ้ง มีกระบวนการที่เป็นชีวิตของ นมผึ้ง โดยธรรมชาติของมันเอง มีผลดีสอดคล้องกับความต้องการของร่างกายมนุษย์ โดยไม่สะสมไขมัน สรุปได้ดังนี้
1. ช่วยเสริมสร้างการเกิดใหม่ของเซลล์
     นมผึ้ง มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และมีส่วนช่วยในเรื่องความจำ เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นไข้ ฟื้นฟูบาดแผลได้เร็ว บำรุงเส้นเลือดให้แข็งแรง นอกจากนี้ นมผึ้ง ยังช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมอาหาร เพิ่มออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงและเพิ่มอัตราขับถ่ายของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์ จึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเติมพลังแฝงให้พร้อมสู้งานหนัก
 
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
     นมผึ้ง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไข้หวัดน้อยลง ลดการติดเชื้อ ต่อต้านการแผ่กัมมันตภาพรังสี เนื่องจาก นมผึ้ง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาว เพิ่มความต้านทานและขจัดพิษหรือทำลายเชื้อโรคได้ดี พร้อมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายหลังเจ็บไข้ได้ป่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงได้เร็วขึ้น สำหรับเด็ก นมผึ้ง มีประโยชน์กับเด็กที่เจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสติปัญญา เจริญอาหาร เพิ่มความสูง
 
3. ต่อต้านความชรา ฟื้นฟูสมรรถภาพ
     นมผึ้ง เป็นฮอร์โมนจากธรรมชาติ ทานติดต่อกันจะทำให้ผิวพรรณสดใส เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ยับยั้งโรควัยทองที่เกิดขึ้น เนื่องจาก นมผึ้ง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชายให้สมดุล ช่วยเพิ่มสมรรถภาพการสร้างสเปิร์มและยังช่วยให้การสุกของไข่ในสตรีดีขึ้น ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติและหมดประจำเดือนช้า ผลลัพธ์ คือ คงความหนุ่มสาวได้นานกว่าปกติถึง 20% สำหรับผู้ชาย นมผึ้ง จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้คงได้นาน
     นมผึ้ง ยังมีผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ พร้อมสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนผ่านสมอง ปอด ตับ ไต และแขนขา ช่วยให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยจะรู้สึกอบอุ่นและสดชื่น นอกจากนี้ นมผึ้ง ยังช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ เหมาะทั้งชายและหญิง ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์สูงขึ้น
 
4. ความงาม
     นมผึ้ง ช่วย บำรุงผิว ยับยั้งรอยเหี่ยวย่น การอักเสบของผิวหน้า โดยการทาหรือพอก นมผึ้ง บริเวณผิวหน้า แล้วรอจนแห้งหรือประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยก่อนใช้ให้ทดลองที่หลังมือว่าผิวหนังมีอาการแพ้หรือไม่ นมผึ้ง ช่วยเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ผิว และช่วยทำให้ผิวเนียนเรียบ และ ดูอ่อนกว่าวัย
 
5. ช่วยการรักษาโรคเรื้อรัง
     นมผึ้ง ช่วยปรับความดันโลหิต ความดันสูง เบาหวานขั้นที่ 2 และ 3 ตับอักเสบเรื้อรัง ไขข้ออักเสบ มะเร็ง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น นมผึ้ง ยังช่วยลด คลอเรสเตอรอล สำหรับผู้ที่มีระดับคลอเรสเตอรอลสูงผิดปกติ
     นมผึ้ง ขึ้นชื่อว่า "ผู้ทำความสะอาดเส้นเลือด" ช่วยปรับระดับความดัน น้ำตาลในเส้นเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดี ใช้เป็นประจำจะช่วย บำรุงกำลัง ทำให้ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแผนปัจจุบัน นมผึ้ง มีผลกับระบบเมตาโบลิซึม ซึ่งควบคุมการเก็บและนำน้ำตาล โปรตีน และไขมันในเลือดมาใช้อย่างสมดุล กระตุ้นการเผาผลาญให้พลังงานสมบูรณ์ และควบคุมแร่ธาตุและอิเลคโตไลท์ ในเลือดให้สม่ำเสมอ
     นมผึ้ง มีผลต่อการลดการอักเสบของข้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดย นมผึ้ง มีผลเหมือนสารสเตียรอยด์ แต่ไม่มีอันตรายและผลข้างเคียง จึงได้ผลดีในการใช้ร่วมกับยาทางการแพทย์ที่รักษาการอักเสบของบาดแผล ปวดข้อ และปวดกระดูกเรื้อรัง
     และ นมผึ้ง
ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดและความแข็งแรงของกระดูกในเด็กเล็ก และคนสูงอายุ โดยจะเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น
     นมผึ้ง ยังช่วยบรรเทาอาการของผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน
     นมผึ้ง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เส้นประสาท ช่วยลดความเครียด บำรุงสมอง และช้วยให้การนอนหลับง่ายและดีขึ้น

ผลการวิจัย การศึกษาต่าง ๆ เกี่ยวกับ นมผึ้ง
     ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและกุมารเวช ทั่วโลกต่างยกย่องและให้การสนับสนุนว่า นมผึ้ง เป็นอาหารที่มีคุณค่าและคุณภาพสูง เหมาะสมกับเด็กวัยเจริญเติบโต นมผึ้ง จะเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของเด็ก และยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เจริญเติบโตแข็งแรงตามวัยและสมองดี

Dr.Yoshieaki
ของมหาวิทยาลัย Tohoku ในญี่ปุ่น ได้รายงานผลการักษาคนไข้โรคมะเร็ง ที่ทำการรักษาโดยการฉายแสง ซึ่งสุขภาพพลานามัยจะลดลงอย่างรวดเร็วไม่เจริญอาหาร แต่เมื่อใช้ นมผึ้ง มาช่วยในการรักษา ปรากฏว่าได้ผลดีขึ้น

Dr.Takao Takeuchi
จากมหาวิทยาลัย keio ได้รายงานว่า นมผึ้ง สามารถชะลอความแก่และทำให้มีอายุยืน สามารถบำรุงเด็กให้มีพลานามัยแข็งแรง หรือเด็กที่เจริญเติบโตไม่เต็มที่ นมผึ้ง ยังสามารถรักษาอาการโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ ลำไส้อักเสบ ระบบการย่อยไม่ดี และช่วยเพิ่มความต้านทานโรค ไม่เป็นไข้หวัดบ่อย

Dr. Yoshinabu
ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น ได้รายงานในหนังสือชื่อ "พลานามัยและอายุยืนด้วย นมผึ้ง" พบว่า นมผึ้ง มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาก มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพลานาัมัยดี การเจริญเติบโตเป็นไปตามวัยและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ระบบการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายดี และชะลอความแก่

ศาสตราจารย์ Hiroshi Mator จากมหาวิทยาลัย Tikuda ได้เขียนตำรา "เคล็ดลับของการมีอายุยืน และพลานามัยที่แข็งแรง" ได้ทดลองใช้ นมผึ้ง รักษาระบบหัวใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนของโลหิต ตับ ข้อบกพร่องในวัยหมดประจำเดือน โรคผิวหนัง การบำรุงรักษาหลังการผ่าตัด มะเร็ง อาการความรู้สึกทางเพศลดลง ริดสีดวงทวาร แก่เกินวัย ประสาทอ่อนแอ และอาการปวดประสาทต่าง ๆ ของคนไข้ จำนวน 218 คน ปรากฎว่าหาย 193 คน คิดเป็นร้อยละ 88.5

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Dr.Katsuji Kushima ได้ทำการทดลองหนู (พ้นวันเจริญพันธุ์) ให้รับ นมผึ้ง หนูเริ่มมีไข่ พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ นมผึ้ง สามารถที่จะกระตุ้นสมองส่วนกลางซึ่งเป็นตัวควบคุมศูนย์กลางประสาท ความรู้สึกทางอารมณ์และฮอร์โมนทำให้พลังงานและชีวิตที่กำลังจะเสื่อมถอยให้ดีขึ้นได้ อาการนอนไม่หลับ อาการความรู้สึกทางเพศลดลง ความกระวนกระวายไม่เจริญอาหาร ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานสามารถที่จะใช้ นมผึ้ง รักษาให้หายได้

ในปี ค.ศ.1954 พระสันตะปาปาเซ็นต์เปาโล ที่ 12 ของอาณาจักรโรมันคาธอลิค มีอายุ 80 ได้ทรงพระประชวรอาการหนักมากบรรดาแพทย์ไม่กล้าถวายการรักษา แนะนำให้รับประทาน นมผึ้ง จำนวนมากเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นไม่นานพระอาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรงเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว พระสันตะปาปาเซ็นต์เปาโลที่ 12 ได้ตรัสชมเชยความมหัสจรรย์ของ นมผึ้ง เมื่อพระองค์เสด็จร่วมประชุมการเลี้ยงผึ้งสากล ครั้งที่ 12

กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองใน นมผึ้ง ผลการทดลองได้รายงานใน The Journal Of The Nation Cancer Institute ว่า นมผึ้ง มีความสามารถป้องกันและระงับการเจริญเติบโตของโรคมะเร็งได้จริง ทำใ้ห้ผู้ที่เป็นอยู่แล้วก็สามารถบรรเทาอาการลงได้ นมผึ้ง จึงเป็นอาหารมหัศจรรย์ที่มนุษย์ค้นพบว่า มีโปรตีน วิตามิน ไขมัน แร่ธาตุ เกลือแร่ กรดอามิโน กรดแพนโท-เทนิค ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก

     จากรายงานของประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ และมีความนิยมบริโภค นมผึ้ง เป็นประจำ สามารถพิสูจน์ได้ว่า นมผึ้ง เป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการทางแพทย์สูงมาก สามารถที่จะบริโภคเป็นจำนวนมากและตลอดไป ไม่มีปฏิกิริยาแทรกซ้อน หรือทำให้ร่างกายผิดปกติแต่อย่างใด ถ้าบริโภคเป็นประจำนานกว่าครึ่งปีขึ้นไป จะได้ผลดีมาก ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี และมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง การบริโภค นมผึ้ง เป็นประจำจึงเป็นวิธีที่ให้ผลสมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะการบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานและต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด
 
วิธีการใช้
     นมผึ้ง ธรรมชาติมีรสเปรี้ยวและฝาดเผ็ดที่คอ ผู้ที่ไม่ชินกับรสชาติ ให้ใช้วิธีดังต่อไปนี้
1. อมไว้ใต้ลิ้น โดยใช้ นมผึ้ง 1 ช้อนชา หรือประมาณ 3-5 กรัม อมไว้ใต้ลิ้นหรืออมไว้ในปาก 3-5 นาที นมผึ้ง จะละลายในปาก แล้วจึงค่อย ๆ กลืนลงไป และเพื่อให้การดูดซึมดีขึ้น ควรรับประทานเมื่อท้องว่างก่อนอาหารเข้าหรือก่อนเข้านอน
2. การชงดื่ม โดยการรับประทานโดยตรง หรือผสม นมผึ้ง กับน้ำผึ้ง 1 ต่อ 3 ส่วน เมื่อผสมแล้วสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยเก็บไว้ในตู้เย็น หรือผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ ได้ตามต้องการ
 
วิธีเก็บรักษา
     นมผึ้ง มีโภชนาการสูง ควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ ยิ่งต่ำยิ่งเก็บได้นาน หากเก็บในช่องแช่แข็ง จะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี ถ้า นมผึ้ง มีสีไม่แวววาว มีกลิ่นเหล้า หรือแก๊ส ไม่สดใหม่ เปลี่ยนเป็นสีเทา มีกลิ่นเน่า แสดงว่าเสียแล้ว
 
ข้อควรระวัง
1. เมื่อเริ่มใช้ นมผึ้ง ครั้งแรก ควรรับประทานครั้งละเพียง 1 กรัมก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มประมาณ
2. เด็กควรรับประทาน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 2 ของผู้ใหญ่
3. คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หือหอบ เมื่อใช้ นมผึ้ง อาจเกิดอาการแพ้ได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
 
*** โดยส่วนมากการรับประทาน นมผึ้ง จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ โดยบางคนเมื่อทาน นมผึ้ง ในช่วงแรก ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว โดยสามารถทาน นมผึ้ง ร่วมกับ น้ำผึ้ง หรือเครื่องดื่มที่ชอบ โดยทานในปริมาณที่น้อย แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ข้อควรระวังคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดจะต้องระวังเป็นพิเศษ