โรคคอพอก

โรคของต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึมมีอะไรบ้าง

โรคของต่อมธัยรอยด์ โรคคอพอกสามัญ โรคคอพอกเป็นพิษ
ภาวะการทำงานของต่อมธัยรอยด์น้อยกว่าปกติ


โรคของต่อมธัยรอยด์

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ต่อมธัยรอยด์ เป็นต่อมซึ่งตั้งอยู่ส่วนล่างของคอประกอบไปด้วยกลีบ ๒ กลีบ อยู่ทางด้านข้างโดยมีส่วนอิสท์มัส (isthmus) ติดต่อตรงกลาง ซึ่งส่วนอิสท์มัสนี้ จะคร่อมหลอดลมประมาณระดับของหลอดลมวงที่ ๒ และ ๓ ต่อมธัยรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และมีน้ำหนักประมาณ ๒๐ กรัม ต่อมธัยรอยด์มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่สำคัญของร่างกาย คือ ไทร็อกซิน (thyroxin) และแคลซิโทนิน (calcitonin)

โรคคอพอกสามัญ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ภาวะที่ต่อมธัยรอยด์โตเกินปกติเรียกว่า โรคคอพอก โรคคอพอกสามัญเป็นโรคคอพอกซึ่งผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติอย่างใด สาเหตุที่สำคัญของโรคคอพอกสามัญ ได้แก่ การขาดธาตุไอโอดีน ซึ่งอาจพบได้เป็นประจำถิ่น โรคคอพอกสามัญประจำถิ่นจากการขาดธาตุไอโอดีน อาจพบได้บางตำบลทางภาคเหนือของต่อมธัยรอยด์ได้ แม้ว่าจะมีไอโอดีนในอาหารที่กินที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะใช้ไอโอดีนเพื่อไปผลิตฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์และการขาดเอนไซม์ดังกล่าว มักเป็นพอเพียง การที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะมีอาการขาดเอนไซม์บางชนิดซึ่งจำเป็นในขบวนการการผลิตฮอร์โมนของต่อมไอรอยด์และการขาดเอนไซม์ดังกล่าว มักเป็นความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่เป็นแต่กำเนิดสาเหตุอื่น ๆ แก่ การที่ผู้ป่วยกินอาหารหรือสารบางชนิดซึ่งเป็นพิษหรือไปจำกัดการผลิตฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์นอกจากนี้ โรคคอพอกสามัญมักพบได้บ่อย ในหญิงวัยรุ่น โดยที่ต่อมธัยรอยด์นั้น ยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ และอาการคอพอกสามัญในหญิงวัยรุ่นดังกล่าวมักดีขึ้นเอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกสามัญส่วนใหญ่อาจไม่พบสาเหตุที่แน่นอน การรักษาโรคคอพอกสามัญขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การให้ไอโอดีนในผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกสามัญชนิดขาดไอโอดีน การที่มีกฎหมายควบคุมให้มีการผสมไอโอดีนในเกลือแกงจะช่วยป้องกันมิให้เกิดมีโรคคอพอกสามัญประจำถิ่นเกิดขึ้นได้

โรคคอพอกเป็นพิษ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โรคคอพอกเป็นพิษ คือภาวะที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์เกินปกติ โรคคอพอกเป็นพิษอาจจำแนกได้หลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยมีชื่อเรียกว่า โรคแบบเกรฟ (Grave's disease)
โรคคอพอกเป็นพิษอาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกชนิดเป็นปุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นปุ่มเดี่ยวหรือหลายปุ่ม และยังอาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีอาการคอพอกชนิดทั่ว ๆ ไป โดยที่อาจจะไม่มีอาการทางตาร่วมด้วย
อาการที่สำคัญของโรคคอพอกเป็นพิษคืออาการที่ไวต่อการกระตุ้น มีความผิดหกติทางอารมณ์ได้ง่ายมีอาการมือสั่น เหงื่อออกมาก เป็นคนขี้ร้อนและมีอาการใจสั่นนอกจากนี้ปรากฏว่าผู้ป่วยมักมีน้ำหนักตัวลดลง แม้ว่าจะกินอาหารได้ดี และบางครั้งอาจจะมีอาการท้องร่วงร่วมด้วย ในกรณีที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ อาจปรากฏว่าประจำเดือนจะขาดหายไป หรือมีประจำเดือนน้อยกว่าปกติ อาการอื่นๆ นอกจากนี้ ได้แก่ อาการอ่อนแรงของแขนขาและอาการอ่อนเพลียอาการแสดงที่สำคัญนอกเหนือจากอาการแสดงที่สนับสนุนอาการของผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ อาการทางตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการตาโปน ซึ่งจะเห็นได้ชัด เพราะนัยน์ตาทั้งสองข้างจะมีลักษณะโปนออกมาจากเบ้าตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการตาโปน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเพราะนัยน์ตาทั้งสองข้างจะมีลักษณะโปนออกมาจากเบ้าตา ทำให้คล้ายจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ผิวหนังของผู้ป่วยจะปรากฏว่ามีเหงื่อออกตลอดเวลา ทำให้ผิวหนังชื้นและอุ่น ชีพจรของผู้ป่วยจะเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานอนหลับ จะปรากฏว่าชีพจรเร็วกว่า ๘๐ ครั้งต่อนาที และอาจจะมีความดันเลือดซีสโทลิกสูงเกินปกติ
การวินิจฉัยโรคที่สำคัญอาศัยลักษณะทางคลินิกร่วมกับการตรวจหน้าที่การทำงานของต่อมธัยรอยด์ เช่น การตรวจบีเอ็มอาร์ (BMR ย่อมาจาก basal metabolic rate) จะปรากฏว่ามีค่าสูงและอัตราการจับตัวของกัมมันตไอโอดีน (๑๓๑ ไอโอดีน) โดยต่อมธัยรอยด์ จะเพิ่มขึ้น ระดับของไอโอดีน ซึ่งจับกับโปรตีนในพลาสมา จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้การตรวจการกดด้วยไทรไอโอโดไทโรนีน (triiodothironine) จะปรากฏว่าไม่สามารถที่จะกดให้การจับกัมมันตไอโอดีนของต่อมธัยรอยด์ซึ่งตรวจซ้ำลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ถ้าตรวจหาระดับของธัยรอยด์ฮอร์โมนในเซรุ่ม (serum) ก็จะพบว่ามีระดับสูงกว่าปกติ
การรักษากระทำโดย
๑. ให้ยาประเภทต้านธัยรอยด์ (antithyroid drugs) โดยปกติผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นภายหลังจากกินยาประมาณ ๔-๖ สัปดาห์ และโดยทั่วไปจำเป็นต้องกินยาต้านธัยรอยด์เป็นเวลาประมาณ ๑-๒ ปี
๒. ตัดต่อมธัยรอยด์ออกบางส่วน ผู้ป่วยที่จะรักษาโดยการผ่าตัดทุกรายควรได้รับยาต้านธัยรอยด์มาก่อน จนกระทั่งการทำงานของต่อมธัยรอยด์อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดในขณะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานเกินปกติอาจกระตุ้นให้เกิดวิกฤตธัยรอยด์ได้ วิกฤตธัยรอยด์ประกอบด้วยอาการที่สำคัญ คือ อาการไข้สูงอย่างมากร่วมกับอาการซึ่งมีการทำงานของต่อมไทรอยด์เกินปกติอย่างมากเกิดขึ้นภายในวันแรกหรือ ๒ วันภายหลังการผ่าตัดชีพจรของผู้ป่วยจะเร็วมาก มีอาการแห้งน้ำ มีการเต้นของหัวใจผิดปกติและอาจมีอาการหัวใจวาย นอกจากนี้อาจจะมีอาการอื่น ๆ เช่น อาการซึมจนถึงมีอาการหมดสติได้
๓. ให้รังสีไอโซโทปกัมมันตไอโอดีน การรักษาโดยใช้รังสีกัมมันตไอโอดีนเป็นจำนวนมากพอที่จะทำลายธัยรอยด์ ซึ่งแพทย์จะใช้รักษาในผู้ป่วยที่เลือกแล้วเท่านั้น เพราะอาจจะมีอันตรายได้

ภาวะการทำงานของต่อมธัยรอยด์น้อยกว่าปกติ

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ภาวะการทำงานของต่อมธัยรอยด์น้อยกว่าปกติพบได้บ่อยในหญิงมากกว่าในชาย และมีสาเหตุเกิดขึ้นได้ปลายประการ
อาการที่สำคัญคืออาการอ่อนเพลียและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ รวมทั้งอาจจะมีอาการเป็นเหน็บและปวดที่บริเวณกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการซึมไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อม และมีอาการ "ขี้หนาว" ทนต่ออากาศเย็นไม่ได้ดี ผู้ป่วยมักจะมีอาการเบื่ออาหารแต่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ความจำมักจะไม่ดี และอาจทำให้มีอาการสมองเสื่อมได้ เสียงผู้ป่วยจะแหบ มีเสียงต่ำ และการพูดจะช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผมและขนมักจะร่วงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ส่วนบนหน้าผากขึ้นไป ผู้ป่วยมักจะมีอาการท้องผูกและมีความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนในสตรี เช่นมีประจำเดือนมากเกินปกติ หรือไม่มีประจำเดือน รวมทั้งมีอาการกามตายด้านและไม่มีบุตร อาการแสดงที่สำคัญคือ อาการซีดแกมเหลือง และมีอาการบวมรอบ ๆ นัยน์ตาและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย อาการบวมดังกล่าวเป็นชนิดกดไม่บุ๋ม (nonpitting edema) ผิวหนังจะแห้งหยาบ เย็น ผมและขนร่วง หรือมีผมน้อย อุณหภูมิของร่างกายจะต่ำกว่าปกติ ชีพจรจะช้า รวมทั้งความดันเลือดอาจจะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความดันซิสโทลิก ผู้ป่วยอาจจะมีหัวใจโตกว่าปกติและอาจจะมีเสียงหัวใจผิดปกติร่วมด้วยได้
นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการของน้ำในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ อาการเจ็บหน้าอกเนื่องจากเลือดเลี้ยงหัวใจไม่พอเพียง และอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการซึมถึงหมดสติเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีอายุมาก อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นช้า ๆ ทำให้ชีพจรช้า หายใจช้า อุณหภูมิของร่างกายลดลงมากและอาจจะมีอาการชักร่วมกับอาการซึ่งมีระดับน้ำตาลและระดับโซเดียมในเลือดต่ำลงมาก กล้ามเนื้อจะหย่อนตัวช้ากว่าปกติภายหลังการหดตัวที่เกิดจากการเคาะรีเฟล็กซ์เทนดอน
การรักษาที่สำคัญคือการให้ฮอร์โมนแอลไทร็อคซิน (l-thyroxin) ทดแทน ในผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติเนื่องจากภาวะการทำงานของต่อมนี้ลดลงมากเกินปกติอาจให้ฮอร์โมนไทรไอโอไทโรนีน ซึ่งออกฤทธิ์เร็วกว่าจนกระทั่งผู้ป่วยดีขึ้นมากแล้วจึงทดแทนด้วยฮอร์โมนแอลไทร็อกซิน

โรคเบาหวาน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โรคเบาหวานเป็นโรคซึ่งพบได้บ่อยมากและพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันซึ่งการกินอยู่ของพลเมืองดีขึ้น โรคเบาหวานเป็นโรคซึ่งมีความผิดปกติของแมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่
สาเหตุของโรคเบาหวานส่วนใหญ่ยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างและการปลดปล่อยอินซูลิน (insulin) ร่วมกับการทำงานของอินซูลินและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายที่เกี่ยวข้องมีส่วนสำคัญในการเกิดโรคนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคของต่อมตับอ่อน เช่น มีภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง หรือตัดเอาต่อมตับอ่อนออก ทำให้ไม่สามารถสังเคราะห์อินซูลินได้ จะปรากฏว่ามีโรคเบาหวานเกิดขึ้น นอกจากนี้เบาหวานยังอาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการคุชิง (cushing syndrome) ได้รับคอร์ทิโคสตีรอยด์ (corticosteroid) มากเกินปกติเป็นเวลานานและในหญิงมีครรภ์ เป็นต้น กรรมพันธุ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับสาเหตุของโรคนี้
การจำแนกประเภทโรคเบาหวาน อาจจำแนกได้ดังนี้
๑. เบาหวานในทารกและเด็ก หมายถึงผู้ป่วยที่มีอาการของเบาหวานเริ่มต้นเมื่ออายุ ๐-๑๔ ปี ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีอาการเริ่มต้นรุนแรงและมักเป็นผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับอินซูลินตลอดเวลา
๒. เบาหวานในวัยรุ่น หมายถึงผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการเบาหวานระหว่างอายุ ๑๕-๒๕ ปี ซึ่งโดยมากมัดจะมีอาการเกิดขึ้นทันที และมักจะเป็นผู้ป่วยซึ่งต้องได้อินซูลินรักษาเช่นเดียวกัน
๓. เบาหวานในผู้ใหญ่ หมายถึง โรคเบาหวานซึ่งเริ่มต้นมีอาการตั้งแต่อายุ ๒๔-๖๔ ปี ซึ่งผู้ป่วยพวกนี้มีอาการเปลี่ยนแปลงได้มาก และมักไม่จำเป็นจะต้องได้รับอินซูลิน
๔. เบาหวานในคนสูงอายุ หมายถึงผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการเมื่อมีอายุเกิน ๖๔ ปีขึ้นไป และมักจะไปพบแพทย์ด้วยอาการของโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน ผู้ป่วยพวกนี้มักสามารถควบคุมอาการเบาหวานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลิน
นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังจำแนกออกได้อีกแบบหนึ่งดังนี้
๑. เบาหวานประเภทวัยรุ่น หมายถึงผู้ป่วยเบาหวานไม่ว่าจะอยู่ในอายุใด ๆ ก็ตามที่ต้องการอินซูลินในการรักษา และเป็นประเภทซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะเกิดภาวะคีโทซิส (ketosis) ได้ง่าย
๒. เบาหวานประเภทต่อต้านอินซูลิน หมายถึง ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการอินซูลินมากเกินกว่าวันละ ๒๐๐ หน่วย
๓. เบาหวานจากต่อมไร้ท่อ หมายถึงผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีความผิดปกติไม่ทนต่อเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น กลุ่มอาการคุชิง
๔. เบาหวานประเภทเปลี่ยนแปลง่าย หมายถึง โรคเบาหวานประเภทวัยรุ่นซึ่งควบคุมอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ ภาวะคีโทซิสและอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้ยาก
อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความรวดเร็วและความรุนแรงของความผิดปกติของเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต การติดเชื้อซึ่งอาจจะเกิดขึ้นร่วมกับโรคเบาหวาน แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอาจไปพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้
๑. การตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการ การตรวจปัสสาวะเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายโดยทั่วไป เช่น ตรวจเพื่อเข้าทำงานหรือประกันชีวิต ในการตรวจนี้อาจพบน้ำตาลได้โดยผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ
๒. เบาหวานที่มีอาการเริ่มต้นช้า ๆ ผู้ป่วยเบาหวานอาจจะมีอาการเริ่มต้นช้า ๆ เช่น มีอาการกระหายน้ำและปัสสาวะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีปัสสาวะมากและบ่อยในเวลากลางคืน ผู้ป่วยอาจจะมีประวัติน้ำหนักตัวลด และผอมลงภายในเวลาหลายเดือน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยอาจมีน้ำหนักขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะมีอาการผอมลง อาการอย่างอื่นที่พบได้ ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย อาการคันที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ฝีที่ผิวหนังอาการกามตายด้านหรือหมดความรู้สึกทางเพศ ลักษณะอาการเริ่มต้นดังกล่าว มักพบได้ในผู้ป่วยที่อยู่ในวัยกลางคนมากกว่าผู้ป่วยที่มีอายุน้อยหรือผู้ป่วยที่สูงอายุ
๓. เบาหวานที่มีอาการเริ่มต้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้มักจะมีอาการมากขึ้นในเวลาอันสั้น เช่น มีอาการปัสสาวะบ่อยและจำนวนมาก อาการดื่มน้ำจำนวนมาก น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาจจะมีอาการของโรคแทรกซ้อน เช่น อาการคีโทอะซิโดซิส (ketoacidosis) ทำให้มีอาการซึมจนถึงหมดสติได้ภายในเวลาไม่นานนัก อาการอื่นที่อาจพบได้ ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน อาการชา อาการไวต่อการกระตุ้น อาการเริ่มต้นดังกล่าว มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือวัยรุ่น และอาจพบได้ในผู้ป่วยที่สูงอายุด้วย
๔. เบาหวานที่ไปพบแพทย์ด้วยโรคแทรก ผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุมักจะไปพบแพทย์ด้วยโรคแทรก เช่น อาการต้อแก้วตา ประสาทส่วนปลายหลายเส้นอักเสบ โรคแทรกทางไตและอื่น ๆ
โรคแทรก โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายทุกระบบ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการเบาหวานเป็นเวลานาน และมีอาการเบาหวานอย่างรุนแรง อาจมีโรคแทรกต่าง ๆ ได้ดังนี้
๑. โรคแทรกทางตา ที่สำคัญได้แก่ อาการต้อแก้วตา อาการอักเสบของจอตาหรือเรตินา (retina) ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในจอตา เช่น มีการโป่งพองเล็กๆ ของหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ ซึ่งการโป่งพองดังกล่าวอาจจะแตกมีเลือดออกได้ อาการอักเสบของเยื่อตาขาวและม่านตา ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีพังผืดภายในจอตา และจอตาจะแยกออกทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาบอดได้
๒. โรคแทรกทางระบบประสาท เช่น โรคประสาทส่วนปลายหลายเส้นอักเสบ โรคประสาทอัตโนมัติ (autonomic) ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติของการหลั่งเหงื่อ การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และความผิดปกติทางเพศ โรคประสาทเดี่ยวบางเส้นอักเสบโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาทสมองและประสาทส่วนปลายบางเส้น เป็นต้น
๓. โรคแทรกทางผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ ฝีผิวหนัง และการอักเสบของช่องคลอด เป็นต้น
๔. โรคแทรกทางไต เช่น มีการอักเสบของไตและกรวยไต กลุ่มอาการเนโฟรทิก (nephrotic synstiel-Wilson syndrome) เป็นต้น
๕. โรคแทรกทางหลอดเลือด โรคเบาหวานจะทำให้มีการกลายเป็นลิ่มของเลือดเร็วกว่าธรรมดาทำให้การไหลเวียนของเลือดไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายช้าอาจจะมีการอุดกั้นได้ เช่น การอุดกั้นของแขนขาจนถึงมีอาการเนื้อตายเน่าเนื่องจากขาดเลือดเลี้ยง อาการเนื้อสมองตายเนื่องจากขาดเลือดเลี้ยง และอาจมทีอาการอุดกั้นของหัวใจทำให้เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น
๖. คีโทอะซิโดซิส และ อาการหมดสติจากเบาหวาน นับว่าเป็นโรคแทรกที่สำคัญโรคหนึ่งของโรคเบาหวาน ทำให้มีการสะสมของกรดคีโทซิสและสารอื่นซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้คาร์โบไฮเดรตได้หมด เช่น มีการสะสมของกรดแล็กทิก และกรดไพรูวิก รวมทั้งมีการสะสมของกรดไขมันอื่น ๆ ในร่างกายเป็นจำนวนมาก อาการคีโทอะซิโดซิส และ อาการหมดสติ เนื่องจากเบาหวานจะถูกกระตุ้นให้เกิดได้เร็วในผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อ ได้รับภยันตรายหรือที่ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมีอาการซึมจนถึงหมดสติ อาการแห้งน้ำ ผู้ป่วยมักจะมีอาการหอบลึก และอาจมีประวัติของการถ่ายปัสสาวะเป็นจำนวนมากนำมาก่อน
๗. โรคแทรกอื่น ๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความต้านทานต่อเชื้อโรคลดน้อยลง จึงปรากฏว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน มักจะมีอาการติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัณโรคปอด
การวินิจฉัยโรคเบาหวาน นอกจากจะอาศัยอาการที่สำคัญแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องทดลอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะปรากฏว่ามีกลูโคสในปัสสาวะ และมีระดับของกลูโคสในเลือดสูงเกินปกติ
ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเบาหวาน แต่การทดสอบระดับน้ำตาลในเลือดพบว่าปกติ และไม่พบว่ามีกลูโคสในปัสสาวะ อาจทำการทดสอบหาความทนต่อกลูโคสได้
ผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติจากเบาหวานหรือมีภาวะคีโทอะวิโดซิส จะปรากฏว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก และมีปริมาณของกรดคีโทนในเลือดสูง (๔+) ด้วย นอกจากนี้ เมื่อตรวจปัสสาวะจะปรากฏว่ามีน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ ๔+ และมีกรดคีโทนในปัสสาวะ ๔+ เช่นเดียวกัน
การรักษาเบาหวานมีหลักที่สำคัญคือ ต้องควบคุมให้มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติและควบคุมิให้มีน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ
การรักษาเบาหวานในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ที่ไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกินปกติ มักสามารถรักษาเบาหวานได้โดยการควบคุมอาหารแต่เพียงอย่างเดียวถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือดี ผู้ป่วยที่อ้วนก็ควรต้องลดน้ำหนักที่มากเกินปกตินั้นให้มาอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ดี การรักษาโดยการควบคุมอาหารอย่างเดียวอาจใช้เวลานานถึง ๑ เดือนก่อนที่จะควบคุมเบาหวานได้ หลักการควบคุมอาหารที่สำคัญ ได้แก่ การให้ผู้ป่วยกินอาหารคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่จำกัด และปริมาณของแคลอรีที่ขาดอาจทดแทนได้โดยอาหารประเภทโปรตีน
เบาหวานในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคแทรกและไม่สามารถที่จะควบคุมเบาหวานนั้นได้โดยการควบคุมอาหารแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดกินร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดฉีด ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ๒ ประเภท คือ ซัลโฟนีลยูเรีย และไบกัวไนด์ (salfonyl uria, biguanide)
เบาหวานในวัยรุ่น เป็นเบาหวานที่จำเป็นต้องได้รับอินซูลินตลอดเวลาร่วมกับการควบคุมอาหาร
อินซูลิน เป็นโปรตีนประเภทโพลีเพปไทด์อินซูลินที่ฉีดในการรักษาเบาหวานเป็นอินซูลินซึ่งได้มาจากสัตว์ซึ่งมีฤทธิ์สามารถลดระดับของน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกับอินซูลินในร่างกายของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันอาจทำให้เกิดการต่อต้านอินซูลินเนื่องจากโปรตีนแปลกที่เกิดขึ้นได้ อินซูลินที่นิยมให้ในประเทศไทยมีเพียง ๒ ชนิดคือ อินซูลินชนิดธรรมดา หรือชนิดละลายได้ ซึ่งออกฤทธิ์สั้น และเอ็นพีเอชอินซูลิน (NPH; neutral protamine hagedorn insulin) ซึ่งออกฤทธิ์ช้าและอยู่นาน
การรักษาอาการหมดสติเนื่องจากเบาหวานหรือภาวะคีโทอะซิโดซิส การรักษาผู้ป่วยประเภทนี้มีหลักการสำคัญนอกเหนือจากผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติ โดยทั่วไป คือ จำเป็นต้องให้อินซูลินประเภทธรรมดาทดแทนในขนาดที่พอเพียง ให้น้ำให้พอเพียง รักษาหรือป้องกันการติดเชื้อซึ่งมักมีร่วมด้วย รวมทั้งการรักษาภาวะอิเล็กโทรไลต์ (electrolite) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียมในเลือด

Comments