การนำทาง

1343 วันนับตั้งแต่

คู่มือเกษียรอายุราชการ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าโครงการเออรี่รีไทม์หรือผู้ที่เป็นข้าราชการบำนาญ

 
คู่มือเกษียณอายุราชการ

 

ผมขออนุญาต COPY บทความของโดย น.ท.ศักดา   บัวศรี  ซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นข้าราชการบำนาญตามอายุราชการหรือก่อนเกษียรอายุราชการก่อนกำหนดเป็นบทความที่มีประโยชน์มากและขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

เดือนแรกที่รับเงินบำนาญ  หรือ ในเดือน ตุลาคม หลังเกษียณฯ ต้องตรวจสอบและดำเนินการดังนี
1.   ตรวจเรื่องการตัดเงิน ฌาปนากิจ ของ สก.ทร. ถ้าไม่ได้ตัด ต้องติดต่อขอชำระที่แผนกฌาปนากิจ สก.ทร.  โดยด่วน ถ้าช้าอาจหมดสิทธิการเป็นสมาชิก
2.   ตัดเงินภาษี หัก ณ ที่จ่าย ว่าถูกต้องหรือเปล่า 
3.   ตรวจสอบสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล ระบบจ่ายตรง ดูที่ กรมบัญชีกลาง     www.cgd.go.th. 
4. ไปทำบัตรประจำตัว นายทหารนอกราชการ ที่ กพ.ทร.
5.  ทำบัตรครอบครัว ให้กับบุคคลในครอบครัวที่ยังเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยการศึกษาบุตร ที่ แผนกเบี้ยหวัด กง.ทร.
6.   สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน / เหรียญราชการชายแดน ที่เกษียณอายุราชการ สามารถนำหลักฐานการได้รับพระราชทานเหรียญฯ ไปติดต่อองค์การทหารผ่านศึก เพื่อขอทำบัตรทหารผ่านศึก ซึ่งจะได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น เช่น การได้รับส่วนลดหย่อนค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าฌาปนากิจศพ ๆ ละ 7,000.- บาท เป็นต้น

 สอบถามรายละเอียดที่  โทรศัพท์    0-2354-8587

บำนาญปกติ
พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6-33 และ มาตรา 51-58

1.      ข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้

เหตุทดแทน        คือ ทางราชการสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่มีความผิด โดยมีเวลาราชการในการคำนวณบำนาญตั้งแต่  10 ปี เป็นต้นไป

เหตุทุพพลภาพ  คือ ทางราชการสั่งให้ออกจากราชการ หรือข้าราชการลาออกจากราชการเนื่องจากป่วยเจ็บทุพพลภาพ ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจแสดงความเห็นว่า ไม่สามารถที่จะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติอยู่นั้นต่อไปโดยมีเวลาราชการในการคำนวณบำนาญตั้งแต่  10  ปีขึ้นไป

เหตุสูงอายุ  คือ  ทางราชการสั่งให้ออกจากราชการกรณีมีอายุครบ  60  ปีบริบูรณ์ แล้วหรือลาออกจากราชการ และมีอายุตัวครบ  50 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมีเวลาราชการในการคำนวณตั้งแต่  25  ปีขึ้นไป และไม่เข้าเหตุทดแทน ทุพพลภาพ และเหตุสูงอายุ

2.   เมื่อผู้เข้ารับบำนาญได้รับใบแนบหนังสือสั่งจ่ายจากกรมบัญชีกลางแล้ว ให้รีบแสดงตนกับส่วนราชการ   ผู้เบิกทันที่

3.   ผู้รับบำนาญมีหน้าที่ไปแสดงตนว่ามีชีวิตด้วยตนเอง หรือส่งหนังสือสำคัญแสดงการมีชีวิตโดยให้นายอำเภอ หรือนายทะเบียนรับรอง ( แบบ 1 ) โดยข้าราชการระดับ 4 หรือเทียบเท่าหรือผู้มียศตั้งแต่ ร้อยเอก เรืออากาศเอก หรือ ร้อยตำรวจเอกขึ้นไป ( แบบ 2 ) สำหรับผู้ที่อยู่ต่างประเทศให้กงสุล  ต่างประเทศรับรอง ( แบบ 3 ) กับส่วนราชการผู้เบิกในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี

เอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นประกอบคำขอ/คำร้อง

1.      สำเนาทะเบียนบ้านที่มีเลขประจำตัวประชาชน  13  หลัก

2.      สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร (หน้าที่มีชื่อและเลขที่บัญชี) ประเภทออมทรัพย์/สะสมทรัพย์/เผื่อเรียกหรือกระแสรายวัน

         พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 51 บัญญัติว่าเมื่อกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการเจ้าสังกัดซึ่งมีฐานะไม่ต่ำกว่ากรม หรือจังหวัดแล้วแต่กรณี ได้รับเรื่องราวขอรับบำเหน็จ หรือบำนาญแล้ว ให้รีบตรวจสอบและนำส่งให้ถึง กระทรวงการคลังภายใน 30 วัน  นับแต่วันรับและให้กระทรวงการคลังรีบพิจารณาสั่งจ่ายภายใน 21 วัน นับแต่วันรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ความล่าช้าเป็นเพราะความผิดของผู้ขอหรือส่วนราชการเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี

·       กรณีสั่งจ่ายคลาดเคลื่อนจากสิทธิที่ควรได้รับ

·       ยื่นต่อส่วนราชการต้นสังกัด

·       มาตรา 33 เมื่อได้รับแจ้งการคำนวณให้ผู้มีสิทธิรับทราบล่วงพ้น 2 ปีแล้ว ให้ถือว่าการคำนวณนั้นเป็นอันเด็ดขาด

 

เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ( ช.ค.บ. )

ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ( ฉบับที่ 12 ) พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาท หรือผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้ว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดือนละร้อยละสี่ของจำนวนเบี้ยหวัด หรือบำนาญ ( ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับกฤษฎีกา เล่ม 124 ตอนที่ 102 ก วันที่ 30 ธันวาคม 2550

 

บำเหน็จดำรงชีพ

บำเหน็จดำรงชีพ ได้แก่เงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพ โดยจ่ายให้ครั้งเดียวแต่ต้องไม่เกิน 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ผู้นั้นได้รับ

1.      ผู้มีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพ คือ ผู้รับบำนาญ หรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ

2.      ให้ได้รับไม่เกิน 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000.- บาท

3.      ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ให้มารับเงินส่วนที่เหลือของ 15 เท่า ได้เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ แต่ต้องไม่เกิน 400,000.- บาท

4.      ให้ขอรับเงินบำเหน็จดำรงชีพได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี

5.      แบบคำขอรับเงินใช้ แบบ 5300

6.      เอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นประกอบคำขอ / คำร้อง

                                    6.1    แบบแจ้งรายการเพื่อการจ่ายบำเหน็จบำนาญปกติสำหรับข้าราชการตามโครงการจ่ายตรง

                            และการหักลดหย่อน ( แบบ สบง.1 )

                                    6.2    สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีเลขประจำตัวประชาชน

                                    6.3    สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าที่มีชื่อ และเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร

 

สิทธิของผู้รับบำนาญ

 ผู้รับเงินบำนาญ มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัว รวมทั้ง  เงินช่วย   การศึกษาบุตร   ตามสิทธิที่กำหนดในกฎหมาย  ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. หรือไม่เป็นสมาชิก กบข. ยังคงมีสิทธิในการขอรับเงินสวัสดิการจากทางราชการทุกประการ

1.   ผู้รับบำนาญ มีสิทธิเบิกเงินสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ของตนเองและบุคคลในครอบครัวได้แก่

1.1 คู่สมรสของผู้รับบำนาญ ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

1.2  บิดา มารดา ของผู้รับบำนาญ

1.3 บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นคนไร้

           ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้รับ

           บำนาญ  แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม หรือบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว

2.      ตำแหน่ง  สำหรับข้าราชการบำนาญ  คือ       ข้าราชการบำนาญ สังกัด กพ.ทร.     ใช้ในการเบิกเงินต่างๆ

 

ค่ารักษาพยาบาล

1. ไข้นอก 

1.1     เบิกค่าตรวจสุขภาพประจำปี (เฉพาะข้าราชการบำนาญ เท่านั้น ครอบครัวเบิกไม่ได้) โดยจะต้องจ่ายเงินไปก่อนแล้วนำมาเบิกที่ แผนกเบี้ยหวัด ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด

1.2     เบิกค่ายา

1.2.1  ยาในบัญชีหลักเบิกได้ตามปกติ (ใช้ระบบจ่ายตรง หรือจ่ายเงินก่อนแล้วนำมา   เบิกเงินคืนที่ แผนกเบี้ยหวัด  ในภายหลังก็ได้ )

1.2.2  ยานอกบัญชีหลัก หรือยาที่ไม่มีในโรงพยาบาลแพทย์ให้ซื้อจากภายนอก ต้องขอใบรับรองจากโรงพยาบาลแนบในการเบิกทุกครั้ง

1.3    ค่าล้างไตเทียม จะต้องจ่ายในระบบจ่ายตรงเท่านั้น ( ก่อนรับการรักษา ต้อง  ตรวจสอบระบบจ่ายตรงก่อนเข้ารักษาทุกครั้ง )  ถ้าจ่ายเงินไปก่อนจะไม่สามารถนำมาเบิกคืนได้ แต่ถ้าจะเบิกคืน จะต้องทำเรื่องขออนุมัติจากกระทรวงการคลังซึ่งจะใช้เวลานานมาก

1.4     ค่าทำฟันปลอม ( ไม่สามารถเบิกด้วยระบบจ่ายตรงได้ ) ต้องจ่ายเงินไปก่อนแล้วนำมาเบิกได้ตามตารางของอายุฟันแต่ละซี่ ต้องดูรายละเอียดจาก โรงพยาบาล

2.  ไข้ใน

2.1    โรงพยาบาลของรัฐ เบิกได้ตามปกติ  ค่าห้อง + ค่าอาหาร   600.- บาท/วัน เข้ารักษาไม่เกิน 13  วัน ต่อครั้ง  ค่ายาเบิกได้ตามจ่ายจริงถ้าจำเป็นต้องอยู่เกิน 13 วันต้องให้แพทย์รับรอง

2.2   การเข้ารักษาในโรงพยาบาลของเอกชน จะต้องเข้ารักษาในกรณี  เร่งด่วน   เท่านั้น                    เช่นจะมีอันตรายถึงชีวิต ค่าห้อง + ค่าอาหาร 600.- บาท/วัน ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกิน 3,000.-บาท    ( เฉพาะคนไข้ในเท่านั้น )    ไม่เกิน 13 วัน

ถ้าจำเป็นต้องอยู่เกินให้แพทย์รับรอง

2.3   การเบิกเงินคืน ของโรงพยาบาลเอกชน   จะต้องมี      หนังสือรับรองของแพทย์     และคำรับรองของผู้ดำเนินการของสถานพยาบาล ในหนังสือจะกำหนดว่าเร่งด่วนหรือไม่ จะนำมาพร้อมใบเบิกสำหรับคนไข้ใน และจะต้องมีหนังสือรับรองสถานประกอบการโรงพยาบาลมาด้วย

2.4   ถ้าบุคคลในครอบครัวมีสิทธิเบิกจากประกันสังคม จะต้องไปเบิกกับประกันสังคมก่อน (ตามที่ พ.ร.บ.กำหนด )    ส่วนที่เกินหรือเบิกไม่ได้    จึงนำมาเบิกกับทางราชการ

 

การเบิกค่าช่วยเหลือบุตร เกี่ยวกับการศึกษา

ผู้รับบำนาญ มีสิทธิเบิกเงินช่วยเหลือบุตร สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี   ในวันที่ 1  พฤษภาคม ของทุกปี แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม และบุตรซึ่งบิดา   มารดายกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น

 

1. บุตรที่มีสิทธิเบิกค่าช่วยเหลือการศึกษา

1.1 บุตรลำดับที่ 1  ถึงลำดับที่  3  โดยให้นับเรียงลำดับ การเกิดก่อนหลัง ถ้ามีบุตรแฝดเบิกได้  ทั้งคู่

      ( แต่ต้องเป็นบุตรที่เกิด พร้อมกันเฉพาะคนที่ 3 และ 4 เท่านั้น )

      1.2  กำลังศึกษาอยู่ตั้งแต่ชั้น อนุบาล ถึง ปริญญาตรี  ตามเกณฑ์ที่กระทรวงฯ กำหนด

                  1.2.1    การเบิก จะต้องแนบหนังสืออนุญาตให้เก็บเงินตามเกณฑ์ของสถานศึกษา

1.2.2    การยื่นเบิก จะต้องยื่นเมื่อโรงเรียนเปิดเทอม ในแต่ละเทอมจะยื่นก่อนเปิด  เทอมไม่ได้

1.2.3    อนุบาลเบิกได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี บริบูรณ์

1.2.4    ปริญญาตรีเบิกได้จนถึง อายุ 25 ปี บริบูรณ์  ถ้าเรียนยังไม่จบแต่อายุเกิน 25 ปี ก็เบิก

ไม่ได้ ครบเทอมใหนก็เบิกได้แค่เทอมนั้น

 

       2.   การเบิกเงินช่วยเหลือการศึกษาในระดับปริญญาตรี

เบิกค่าเล่าเรียนได้ทั้ง โรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียบเอกชน แต่มีวิธีการเบิกแตกต่างกันคือ

2.1 โรงเรียนของรัฐบาล   เบิกได้ตลอดทั้งปี จะเบิกครั้งแรก 20,000.- บาท  หรือจะแยกเบิกเป็น 2 ครั้งใน 1 ปี ก็ได้

2.2 โรงเรียนของเอกชน   เบิกครั้งแรกได้ครึ่งหนึ่งของเงินที่เบิก ( ใบเสร็จ )  ครั้งที่ 2 เบิกส่วนที่เหลือรวมกันไม่เกิน  20,000.- บาท

2.3  เบิกการศึกษาบุตร  ใช้แบบฟอร์ม แบบ7200  และต้อง  แนบบัตรครอบครัวบุตร พร้อมบัตร บำนาญ และใบมอบฉันทะ ( กรณีผู้รับนำนาญ มาไม่ได้ ) มาด้วยทุกครั้งการรับรองสิทธิ์ไม่ต้องกรอก ทาง กง.ทร. จะดำเนินการคิดเงินและลงตัวเลขเบิกให้เอง

2.4  การเบิกเงินช่วยการศึกษาบุตร  สำหรับบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์  และกำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี  ( ต้องไปทำบัตรครอบครัวบุตร  เพื่อใช้ประกอบในการเบิกเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร ที่แผนกเบี้ยหวัด )

 

การยื่นเบิกเงิน

การเบิกค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียน

 1.  ใบเบิกค่ารักษาพยาบาล แบบ  7105   ต้องแยกเบิกระหว่างตนเอง  กับ  บิดา - มารดา,   ภรรยา,  บุตร  ( บิดา-มารดา, ภรรยา, บุตร เบิกรวมกันได้  บุคคลในครอบครัวที่เบิกจะต้องมาทำบัตรครอบครัว  ) และจะต้องนำมาเบิก ภายใน 1 ปี นับจากวันที่ระบุในใบเสร็จ

2.  กรณีให้บุคคลอื่นมายื่นเบิกแทนตนเองเนื่องจากร่างกายไม่อำนวย  ต้องแนบหลักฐานดังนี้

2.1    ใบมอบฉันทะ ของผู้รับบำนาญ

2.2     บัตรบำนาญ หรือ  พร้อมถ่ายเอกสาร รับรองสำเนา  1  ฉบับ

2.3     บัตรครอบครัว ( ของผู้ที่เบิก )   พร้อมถ่ายเอกสาร รับรองสำเนา  1  ฉบับ

3.  การรับรองสิทธิ์ไม่ต้องกรอก ทาง กง.จะดำเนินการเอง ตัวเลขจำนวนเงินยังไม่ต้องกรอกให้ กง.ทร.  ตรวจสอบก่อนว่ามีสิทธิเบิกได้เท่าไร จะได้ไม่ต้องแก้ไขภายหลัง

4.   ค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียน จะต้องนำมาเบิกคืนภายใน 1 ปี นับจากวันที่ระบุในใบเสร็จ เวลาจะเบิกสามารถรวบรวมไว้มาก ๆ แล้วก็นำมาเบิกจะไม่ทำให้เสียเวลาเดินทาง ยังไม่ต้องระบุตัวเลขจำนวนเงินนำใบเสร็จมาตรวจสอบก่อนว่ามีสิทธิเบิกได้เท่าไร

5.  ในการขอใบรับรองสิทธิ ในใบเบิก ให้ใช้ ตำแหน่ง ข้าราชการบำนาญ  สังกัด ทร.  การรับรองในใบเบิกไม่ต้องเขียน ทาง กง.ทร. จะเซ็นต์ให้

 

การจ่ายเงิน

แผนกเบี้ยหวัด จะจ่ายเงิน  เวลา 0900 1500  โดยประมาณ ( เว้นวันหยุดราชการ ) หรือถ้าเดินทางมารับไม่สะดวกจะให้โอนเข้าบัญชีธนาคารก็ได้

1.   การขอหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย

ตั้งแต่ 1 ต.ค.   30 ก.ย.  ของปีที่เกษียณ ให้ขอที่สังกัดเดิมก่อนเกษียณ  ปีต่อไป ทาง กง.ทร. จะส่งให้ถึงบ้าน ประมาณ เดือน ม.ค. ของทุกปี และสามารถรับได้จากกรมบัญชีกลาง ทางเว็ปไซต์ www.cgd.go.th.  จะมีช่องให้ใส่ขอหนังสือรับรอง สามารถนำไปยื่นภาษี

2.  ตรวจสอบเงิน บำเหน็จดำรงชีพ ว่าโอนเข้าบัญชี หรือยัง ที่  www.cgd.go.th. 

3.  การขอหนังสือรับรองบำนาญ  สามารถโทรแจ้งขอหนังสือรับรองบำนาญได้ ที่ แผนกเบี้ยหวัด และเมื่อมารับ ต้องแนบ บัตรบำนาญ ทุกครั้ง

4.   การทำบัตรครอบครัว   ครอบครัวของข้าราชการบำนาญที่ต้องเบิกเงิน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียนจะต้องทำบัตรครอบครัว เพื่อใช้ประกอบในการเบิกเงิน โดยต้องเตรียมหลักฐานดังนี้

4.1    บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

4.2    สำเนาทะเบียนบ้าน

4.3    ทะเบียนบ้านของผู้รับบำนาญตัวจริง พร้อมสำเนา  1  ฉบับ  

4.4     รูปถ่ายขนาด  1 นิ้ว  จำนวน  2  รูป ( ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน )  

4.5     บุตร ต้องแนบสูติบัตร  พร้อมสำเนา  1   ฉบับ

 

สถานที่ติดต่อ สำหรับข้าราชการบำนาญ เกี่ยวกับการเงิน

                          แผนกเบี้ยหวัดและบำนาญ  กองเงินเดือน กรมการเงินทหารเรือ

                           พระราชวังเดิม          บางกอกใหญ่            กรุงเทพฯ   10600

                          โทรศัพท์           02-457-4563

                                        02-475-5668

          น.ต. บุญรอด แก้วใจเพชร   ประจำแผนกสิทธิพิเศษ กสม.กพ.ทร. 02-475-54696

หลัง วันที่ 20  กันยายน  ก่อนเกษียณ ถ้ายังไม่ได้รับรายละเอียดการเบิกเงินให้ติดต่อ

 ร.อ.  สมประสงค์       เบอร์โทรศัพท์      02-475-54679 ,  02-475-55020 

 
การคิด เบี้ยหวัด, เบี้ยบำนาญไม่ได้เป็น สมาชิก  กบข.

 

          บำนาญ          =        เงินเดือนสุดท้าย  X  จำนวนปีรับราชการ

                                                                         50

 

 

 

            เป็นสมาชิก  กบข.

 

บำนาญ    =   เงินเดือนเฉลี่ย  60  เดือนสุดท้าย  x จำนวนปีรับราชการ      ( แต่ต้องไม่เกิน 70% )

                                                50

                                                        

                   หรือ                                 เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย  x   35

                                                                               50

 

 

เงินที่จ่ายให้หลังเกษียณอายุราชการ

  บำเหน็จดำรงชีพ

         จะจ่ายให้  15  เท่า  ของเงินบำนาญ  ครั้งแรก  ไม่เกิน  200,000.- บาท   และเมื่ออายุครบ   65   ปี  บริบูรณ์  ให้มาเบิกเพิ่มเติมส่วนที่เหลือ  ของเงิน  15  เท่า ที่เบิกให้ครั้งแรก  เช่น ถ้าคำนวณเงินบำนาญได้รับ 25,000.- บาท     คูณด้วย  15 เท่า  ได้รับ  375,000.- บาท  จะได้รับครั้งแรก  200,000.- บาท เมื่ออายุครบ 65 ปี ก็ให้มารับส่วนที่เหลือ อีก 175,000.- บาท ( เมื่อรวมครั้งแรกต้องไม่เกิน 400,000.- บาท )

 

      เงิน กบข. ( กรณีที่เป็นสมาชิก ) โดยสอบถามไปที่ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก กบข. โทร. 1179 กด 6  หรือ  เข้าไปที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th   เมนูข้อมูลสมาชิก

               เอกสารหลักฐานที่จะต้องใช้ในการยื่นเรื่องขอรับเงินคืน

1.      แบบฟอร์มขอรับเงินคืน ( แบบ กบข. รง 008/1/2551 ) ฉบับจริงเท่านั้น

2.      สำเนาคำสั่งออก/ประกาศเกษียณ พร้อมเจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้อง

3.      ถ้าต้องการรับเงินคืนด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี ก็ต้องส่งสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของท่าน และอย่าลืมเซ็นรับรองสำเนาเอกสารถูกต้องด้วย

4.      ถ้าเลือกรับบำนาญ ก็ส่งสำเนาใบแนบหนังสือการสั่งจ่ายบำนาญของท่านมาด้วย ที่สำคัญเอกสารดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานเป็นผู้เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

ข้อควรระวัง

1.      การรับรองสำเนาถูกต้องจะต้องเป็น ลายเซ็นจริง เท่านั้น

2.      การแก้ไขข้อความในเอกสาร ให้ขีดฆ่าและลงนามทุกจุดที่มีการแก้ไข

3.      ควรใช้หมึกสีน้ำเงินในการเซ็นเอกสาร

4.      อย่าลืมระบุหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อความสะดวก

สิ่งที่ควรรู้

1.        หากเตรียมเอกสารหลักฐานเรียบร้อยแล้ว สมาชิกสามารถยื่นได้ที่ ส่วนราชการต้นสังกัดของตนเอง โดยไม่ต้องรอให้ถึง วันที่  1  ตุลาคม

2.        กบข. จะรับเอกสารหลักฐานยื่นเรื่องขอรับเงินคืนของสมาชิกที่เกษียณ และEarly Retire ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป เท่านั้น

3.        สมาชิกจะได้รับเงินคืนภายใน 7 วันทำการ หลังจาก กบข. ได้รับเอกสารฉบับถูกต้องครบถ้วนของสมาชิก

4.        เงินก้อนที่ได้รับจาก กบข. ทั้งจำนวน สมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้เพื่อจ่ายภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้นๆ

5.        หลังจากที่ส่วนราชการต้นสังกัดยื่นเรื่องขอรับเงินมายัง กบข. เรียบร้อยแล้ว สมาชิกสามารถติดตามสถานการณ์จ่ายเงินคืนได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก โทร.1179

      กด 6

6.        สมาชิกจะได้รับเงินคืนตามมูลค่าต่อหน่วย ณ วันที่ กบข. จ่ายเงินคืนให้กับสมาชิก

7.        หลังการจ่ายเงินคืน กบข. จะแจ้งให้สมาชิกทราบทางจดหมายและ SMS (เฉพาะผู้ที่แจ้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือไว้กับกองทุน )

 

เงินที่จ่ายให้เมื่อเสียชีวิต

 

1.     เงินช่วยพิเศษ  เมื่อข้าราชการบำนาญเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยพิเศษ  3  เท่าของเงินบำนาญ รวม เงิน ช.ค.บ  ด้วย ( เงิน ช.ค.บ. คือเงินที่ทางราชการจ่ายให้กรณีพิเศษ ตาม พ.ร.บ. เพิ่มอีก 4 % จาก เงินบำนาญ ที่ได้รับรายเดือน) จะจ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญระบุชื่อไว้เท่านั้น และสามารถเปลี่ยนแปลงผู้รับได้ตลอดเวลา และจะถือเอาเอกสารครั้งสุดท้ายเป็นสำคัญ  ถ้าไม่ได้ระบุจะต้องให้ทายาทรับรองทุกคนจึงจะมารับได้ซึ่งยุ่งยากมาก

เอกสารรับเงินช่วยพิเศษ

1.1    สำเนามรณะบัตร     3  ฉบับ

1.2    สำเนาทะเบียนบ้านผู้ตาย อำเภอประทับตรา ตาย พร้อมตัวจริง

1.3    สำเนาทะเบียนบ้านผู้รับเงิน   1   ฉบับ

1.4     สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ผู้รับเงิน  1  ฉบับ

1.5     สำเนาบัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน 1 ฉบับ ( ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เท่านั้น )

                1.6   สำเนาหนังสือสอบสวนทายาทจากอำเภอ (กรณีไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับเงิน)       ผู้รับบำนาญ   ควรระบุตัวผู้รับเงินช่วยไว้ให้เรียบร้อย ก่อนเกษียณอายุราชการ

 

2.   เงินบำเหน็จตกทอด

            พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ พ.ศ.2494   มาตรา 49  กรณีผู้รับบำนาญหรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติ หรือผู้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพตาย

            สรุปสาระสำคัญ กรณีข้าราชการตายในระหว่างรับราชการอยู่ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หรือกรณีผู้รับบำนาญปกติ หรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติ หรือผู้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพตาย ทายาทผู้มีสิทธิต้องยื่นขอรับเงินบำเหน็จตกทอดต่อส่วนราชการ สังกัดสุดท้ายของผู้ตาย เมื่อส่วนราชการสังกัดสุดท้ายรวบรวมหลักฐาน และเอกสารตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการขอรับและการจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ พ.ศ. 2527  และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 ค  บำเหน็จตกทอดกรณี ข้าราชการตาย ข้อ 11 ข้อ 15 ส่งให้กรมบัญชีกลางพิจารณา

1.      กรณีข้าราชการตายระหว่างรับราชการ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตาย การตายนั้นต้องมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง

2.      กรณีผู้รับบำนาญปกติ หรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติ หรือรับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ผู้ใดกระทำความผิดอาญา ซึ่งไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือถูกฟ้องว่าเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ถ้าถึงแก่ความตายก่อนมีคดี หรือก่อนคดีถึงที่สุดให้กระทรวงเจ้าสังกัดที่ผู้นั้นเคยสังกัดอยู่พิจารณาว่า ผู้นั้นได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 1 ปีแล้ว ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด

3.      ทายาทของผู้ตาย ตามข้อ 2  ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด กรณีดังนี้

                                    3.1  ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำ ให้เจ้าบำนาญ หรือผู้ที่จะก่อให้เกิด สิทธิรับบำนาญแก่ตนถึงตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                        3.2  ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดได้เจตนากระทำ หรือ  พยายามกระทำให้ทายาทด้วยกัน ถึงตาย โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                        3.3  ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้าบำนาญ หรือผู้ที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับบำนาญแก่ตน หาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิต และตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

4.      หลักฐานเกี่ยวกับการตายเพื่อยื่นคำขอรับบำเหน็จตกทอด

                        กรณีตายโดยเหตุปกติ สำเนามรณะบัตร หรือสำเนามรณะบัตรประกอบหลักฐานการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น รายงานการชันสูตรพลิกศพ รายงานประจำวันที่เกี่ยวข้องกับคดี รายงานการสอบสวนฯ

                    กรณีตายผิดธรรมชาติ

                    4.1   สำเนาคำสั่งศาลสำหรับผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ

        4.2  หลักฐานที่สอบสวน พร้อมทั้งสรุปความเห็นของคณะกรรมการที่ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งเพื่อสอบสวนพฤติการณ์และกรณีแวดล้อมทั่วไป สำหรับผู้ที่ไม่ทราบแน่ชัดว่า การตายมีสาเหตุเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเองหรือไม่

                     4.3  หลักฐานการวินิจฉัยของกระทรวงเจ้าสังกัดว่า ถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน จะต้องได้รับโทษถึงไล่ออก หรือปลดออกจากราชการหรือไม่สำหรับผู้ตายที่มีกรณี หรือต้องหาว่ากระทำผิด  อย่างร้ายแรงและยังไม่ได้รับวินิจฉัยที่กระทำผิดวินัยนั้น

      5.     หลักฐานเกี่ยวกับทายาท

                       5.1  สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดา กรณียังมีชีวิตอยู่ หรือสำเนามรณะบัตร หรือหนังสือรับรองการตายของผู้ที่ควรเชื่อถือได้ ( เช่น พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ) กรณีที่ตายไปก่อนแล้ว

            5.2   หลักฐานการเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้แก่

5.2.1   สำเนาทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการสมรสบิดามารดา หรือสำเนาทะเบียนฐานะของภริยา ( มารดาผู้ตาย )

5.2.2        หนังสือรับรองของผู้ควรเชื่อถือได้ ที่รับรองว่าบิดามารดาสมรส ก่อนวันที่ 1   ตุลาคม  2478

5.2.3        สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตรของบุตรร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งเกิดภายในปี พ.ศ.2478 หรือก่อนนั้น

5.3         หลักฐานเกี่ยวกับคู่สมรส ได้แก่

5.3.1        สำเนาทะเบียนสมรส ใบสำคัญการสมรส

5.3.2        สำเนาทะเบียนบ้าน

5.3.3        สำเนามรณะบัตร หรือหนังสือรับรองการตายของผู้ที่ควรเชื่อถือได้ กรณีที่คู่สมรสตายไปก่อน

5.3.4        สำเนาทะเบียนการหย่า หรือใบสำคัญการหย่า หรือคำสั่งศาล กรณีที่มีการหย่า

5.3.5        สำเนาคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลที่แสดงว่าคู่สมรสคนใดเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่มีการสมรสซ้อน

5.4             หลักฐานเกี่ยวกับบุตร  ได้แก่

5.4.1        บันทึกแจ้งวัน เดือน ปีเกิดของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทุกคน

5.4.2        สำเนาทะเบียนบ้านที่แสดงวัน เดือน ปีเกิดทางสุริยคติโดยครบถ้วนของบุตรที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด

5.4.3        สำเนาทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการสมรสของผู้ตาย กับมารดาของบุตร หรือสำเนาทะเบียนการรับรองบุตร หรือสำเนาคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตร

5.4.4        บันทึกรับรองการมีบุตรชอบด้วยกฎหมายในครรภ์มารดา ( ถ้ามี )

5.4.5        สำเนามรณบัตร หรือหนังสือรับรองการตายของผู้ที่ควรเชื่อถือได้ กรณีที่บุตรตาย

5.4.6        ใบรับรองการศึกษาตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนด ( แบบ 5311 ) สำหรับบุตรที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ไม่เกิน 26 ปีบริบูรณ์ ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นเตรียมอุดมศึกษา หรือชั้นอุดมศึกษา หรือชั้นการศึกษาที่ทางราชการรับรองให้เทียบเท่า ในวันที่ข้าราชการตาย

5.4.7        ใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับการพิการ หรือทุพพลภาพของบุตรที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วในวันที่ข้าราชการตาย

5.4.8        สำเนาทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม กรณีที่มีบุตรบุญธรรม

5.5             หลักฐานผู้แสดงเจตนากรณีไม่มีทายาท

5.5.1        หนังสือแสดงเจตนาซึ่งข้าราชการทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ผู้รับบำนาญได้แสดงเจตนาไว้ต่อส่วนราชการ

5.5.2        สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับบำนาญตกทอดตามที่เจ้าบำนาญได้แสดงเจตนาไว้

     6.ระยะเวลาที่ใช้ในการเบิกเงินบำเหน็จตกทอด

         พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494  และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา  51  บัญญัติว่าเมื่อกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการเจ้าสังกัดซึ่งมีฐานะไม่ต่ำกว่ากรม หรือจังหวัดแล้วแต่กรณีได้รับเรื่องราวขอรับบำเหน็จ หรือบำนาญแล้ว ให้รีบตรวจสอบและนำส่งให้ถึงกระทรวงการคลังภายใน 30 วัน นับแต่วันรับ และให้กระทรวงการคลัง รีบพิจารณาสั่งจ่ายภายใน 21 วัน นับแต่วันรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ความล่าช้าเป็นเพราะความผิดของผู้ขอ หรือส่วนราชการเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี

      7.ทายาทจะได้รับ 30 เท่าของเงินบำนาญ  ( ไม่รวม ช.ค.บ. )

 ผู้มีสิทธิที่จะได้รับ เงินบำเหน็จตกทอด  ( ส่วนที่เหลือจากเงินบำเหน็จดำรงชีพ )

         7.1.      บิดา มารดา     จะได้รับ             1          ส่วน

         7.2.      คู่สมรส              จะได้รับ             1          ส่วน

         7.3.      บุตร      จะได้รับ  2   ส่วน     ถ้ามีบุตร  3   คน  จะได้รับ  3   ส่วน

( เงินบำเหน็จตกทอด ทางกรมบัญชีกลาง จะเป็นผู้คิดเงินและแบ่งให้เรียบร้อย ว่าใครได้เท่าไร )

การรับเงินบำเหน็จตกทอด  ต้องยื่นเรื่องขอรับเงินที่ กรมกำลังพลทหารเรือ  และจะได้รับเงินภายใน 90  วัน  หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อย

 

3.   เงินฌาปนากิจ สก.ทร.  ( เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก )ผู้ที่จะมารับเงินได้ต้องเป็น บุคคลที่ผู้รับบำนาญระบุตัวไว้เท่านั้น โดยติดต่อขอรับเงินได้ที่ แผนกฌาปนากิจ สก.ทร. รับไปดำเนินการ ครั้งแรก 70%   ที่เหลือมารับภายหลัง

 

4.   เงินสงค์เคราะห์ทหารผ่านศึก  กรณีที่ผู้รับบำนาญ ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์/เหรียญชายแดน และได้ไปแจ้งทำบัตรทหารผ่านศึกที่องค์การทหารผ่านศึกเท่านั้น จะได้รับเงินค่าทำศพ 7,000.- บาท โดยทายาทต้องไปรับเอง

 

 

 

สรุปสิทธิการขอรับบำเหน็จ บำนาญปกติ

 

 

 

สิทธิของข้าราชการในการขอรับบำเหน็จ บำนาญปกติเมื่อออกจากราชการในกรณีต่างๆมี  ดังนี้

 

 

เหตุออกจากราชการ

 

อายุราชการ(รวมเวลาทวีคูณ)

 

สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ

 

 

เกษียณ

 

ไม่ถึง 1 ปี

 

-

 

 

สูงอายุ

 

1 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี

 

บำเหน็จ

 

ทุพพลภาพ

10 ปีขึ้นไป

บำนาญ

 

ทดแทน

หรือเลือกรับบำเหน็จ

 

รับราชการนาน

25 ปีขึ้นไป

บำนาญ

 

หรือเลือกรับบำเหน็จ

 

ลาออก,ให้ออก

ปลดออก

 

ไม่ถึง 10 ปี

 

-

 

 

10 ปี ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 25 ปี

 

บำเหน็จ

 

25 ปี ขึ้นไป

บำนาญ

 

หรือเลือกรับบำเหน็จ

 

 

สรุปสิทธิประโยชน์ของการขอรับบำเหน็จ บำนาญปกติ

 

สิทธิประโยชน์

กรณีเลือกรับบำเหน็จ

กรณีเลือกรับบำนาญ

การรับเงิน

 

ได้รับเงินก้อนครั้งเดียว

ได้รับเงินเป็นรายเดือน ทุกเดือน ได้ตลอดชีวิตหรือหมดสิทธิรับบำนาญ

 

การเบิกค่ารักษาพยาบาล

 

 

 

 

 

 

 

ไม่มีสิทธิ

ผู้รับบำนาญเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตลอดชีวิต

- คู่สมรสเบิกค่ารักษาพยาบาลได้จนผู้รับบำนาญ

   ถึงแก่กรรม

- บิดา มารดา เบิกค่ารักษาพยาบาลได้   

   จนผู้รับบำนาญถึงแก่กรรม

- บุตรเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นบุตรที่ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถเบิกได้จนผู้รับบำนาญถึงแก่กรรม

เงินช่วยพิเศษ

 

 

ไม่มีสิทธิ

บุคคลซึ่งผู้รับบำนาญแสดงเจตนา หรือทายาทตามกฎหมายได้รับเงิน 3 เท่าของบำนาญ           เมื่อผู้รับบำนาญถึงแก่กรรมภายใน 1 ปี

 

ค่าเล่าเรียนบุตร

 

ไม่มีสิทธิ

เบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ถึงอายุ 25 ปี บริบูรณ์ ศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา

 

บำเหน็จตกทอด

 

 

ไม่มีสิทธิ

ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลซึ่งผู้รับบำนาญแสดงเจตนาได้รับเงิน 30 เท่า ของบำนาญ          เมื่อผู้รับบำนาญถึงแก่กรรม

 

การได้รับพระราชทานเพลิงศพ

เจ้าภาพหรือทายาทยื่นเรื่องขอพระราชทานเพลิงศพมายัง

ส่วนราชการต้นสังกัด

 

 

 

 

การได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ/ พระราชทานเพลิงศพ/ พระราชทานดินฝังศพ และพระราชทานหีบเพลิง

 

                   หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

                 ผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เพลิงศพ ดินฝังศพ และหีบเพลิง ต้องมีตำแหน่งชั้นและยศ ดังต่อไปนี้

1. พระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น พระครูสัญญาบัตร ขึ้นไป

2. พระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้น หม่อมเจ้า ขึ้นไป

3. ผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์

4. ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป

5. ข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจ ยศชั้นร้อยตรี ขึ้นไป

6. พนักงานเทศบาลตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป

7. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่  เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ (บ.ภ.) และ  เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย (บ.ม.) ขึ้นไป

8. ผู้มีเกียรติที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้า (จ.จ.) หรือ            ตราสืบตระกูล  (ต.จ.) ขึ้นไป

9. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญ รัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน

10. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาลที่ถึงแก่กรรม

11. รัฐมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม

12. ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นกรณีพิเศษ

   สำหรับ พระสมณศักดิ์ พระราชวงศ์ ข้าราชการ  ถ้าทำลายชีพตนเอง ไม่พระราชทานเพลิง และเครื่องประกอบเกียรติยศ

ผู้มีสิทธิได้รับพระราชเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ

1.  ผู้อยู่ในราชสกุล  ชั้นหม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวง

2.  พระสงฆ์ที่พระราชาคณะพิจารณาขอพระราชทานให้

3.  พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูง

4.  ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิ เหรียญกล้าหาญ และเหรียญชัยสมรภูมิ

5.  ผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ เช่น ศิลปินแห่งชาติ นักกีฬาระดับชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  อดีตสมาชิกสภาจังหวัด หรือ อดีตสมาชิกสภาเทศบาล

6.  ผู้ทำประโยชน์ เช่น บริจาคเพื่อการกุศลคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 บาท บริจาคร่างกายหรืออวัยวะ

7.  บิดามารดาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับ 6 หรือเทียบเท่า  ขึ้นไป

8.  บิดามารดาของผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) ขึ้นไป

9.  บิดามารดาของพระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น พระครูสัญญาบัตร  ขึ้นไป

 

            ขั้นตอนการขอรับพระราชทานเพลิงศพ

1. กรณีขอรับพระราชทานเพลิงศพ

            เจ้าภาพ หรือ ทายาท ผู้ประสงค์ขอพระราชทาเพลิงศพ  จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงเจ้าสังกัดของผู้ถึงแก่กรรม  โดยระบุ

*    ชื่อ ตำแหน่ง ชั้น ยศ ของผู้ถึงแก่กรรม

*    ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร  ที่ใด  เมื่อใด

*    ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์  อะไรบ้าง

*    มีความประสงค์จะขอรับพระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพอย่างไรบ้าง

*    ประกอบการฌาปนกิจศพที่วัดใด  จังหวัดใด  และวันเวลาใด

 

                            2.  กรณีขอรับพระราชทานเพลิงศพ  เป็นกรณีพิเศษ

             เจ้าภาพ หรือ ทายาท ผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพ  เป็นกรณีพิเศษ  ต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักพระราชวัง  โดยระบุ

*    ชื่อ -  สกุล และประวัติโดยย่อของผู้ถึงแก่กรรม

*    ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร  ที่ใด  เมื่อใด

*    ระบุคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

*    ระบุ วัน เวลา สถานที่ที่จะประกอบการฌาปนกิจ

 

           หลักฐานที่ใช้ในการขอพระราชทานเพลิงศพ  หรือพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

เอกสารต่อไปนี้ให้แนบทั้งต้นฉบับและสำเนาไปพร้อมกับหนังสือหรือใบคำร้องด้วย

1. ใบคำร้อง (สำหรับขอพระราชทานเพลิงศพ) หรือหนังสือแจ้งสำนักพระราชวัง (สำหรับการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ)

2.  ใบมรณะบัตรของผู้ถึงแก่กรรม

3.  ทะเบียนบ้านของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

4.  บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

5.  บัตรประจำตัวข้าราชการของผู้ถึงแก่กรรม

6.  หนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  หรือใบอนุโมทนาบัตร  หรือใบประกาศเหรียญกล้าหาญ  หรือเหรียญชัยสมรภูมิ

7.  หลักฐานการได้รับเครื่องราอิสริยาภรณ์ครั้งสุดท้ายของผู้ถึงแก่กรรม  หรือของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

ข้อสังเกต

                  ในการขอพระราชทานเพลิงศพนั้น จะต้องไม่ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ พระราชพิธีฉัตรมงคล (และตามประเพณีนิยมที่ไม่มีการเผาศพในวันศุกร์)

ผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานเพลิง ถ้าจะพระราชทานเพลิงในต่างจังหวัด  ยกเว้นปริมณฑลใกล้กรุงเทพฯ  ทางสำนักพระราชวังจะได้จัดหีบเพลิงให้กระทรวงเจ้าสังกัด หรือทายาทผู้ถึงแก่กรรมรับส่งไปพระราชทานเพลิง แต่ถ้าเป็นการพระราชทานเพลิงศพในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลใกล้กรุงเทพฯ สำหรับระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตร  สำนักพระราชวังจะจัดเจ้าพนักงานเชิญเพลิงหลวงไปพระราชทานโดยรถยนต์หลวง  ทั้งนี้  เจ้าภาพไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

                                                เอกสารอ้างอิง

-          จากการสัมมนาก่อนเกษียณของ กพ.ทร.ที่วังนันทอุทยาน

-          สัมมนาเรื่องเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญจากแผนกเบี้ยหวัด กง.ทร.

-          ข้อมูลจากเว็ปไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th. 

-          ข้อมูลจากเว็ปไซต์ กบข.   www.gpf.or.th   

 

รวมรวมและจัดทำโดย น.ท.ศักดา   บัวศรี เมื่อ 1 ก.ย.52

 

 

Comments