พระธรรมฑูตรุ่น ที่ ๕
Updated Aug 15, 2011, 4:46 AM
ประวัติพระอาจารย์สุวรรณ สิริวัณโณ (วัดพุทธบูชา)บ้านดอนสวรรค์ ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.หนองคาย เป็นพระธรรมฑูตรุ่นที่ ๕ สายต่างประเทศ
Use template

สารบัญหลัก

รายการเสียงหนังสือ

แนวทางการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น

ผู้เข้าชมทั้งในและต่างประเทศ

พระอาจารย์สุวรรณ สิริวณฺโณ

 
 

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ " ห้องฟังธรรมะออนไลน์ " 

 
 




 







 
คลิ๊ก อ่านหน้าที่ 2 พระอาจารย์ สุวรรณ สิริวณฺโณ

 DOWNLOANDS ===>>>ไฟล์ธรรมะทั้งหมดที่นี้

ท่านสามารถฟังรายการภาษาธรรมภาษาใจทางสถานีวิทยุ
คลื่นพุทธบูชา FM 100.25 Mgh
ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์
เวลา22.00-23.00 น.
ขณะนี้ทางรายการภาษาธรรมภาษาใจ
ขอเสนอรายการใหม่ เหมาะสำหรับท่านที่
สนใจในการปฏิบัติธรรมใหม่ ในชุดแนวทางการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น
 
 
รูปภาพงานบุญผเวสสันดรที่วัดพุทธฮักษา เมืองมิววอคกี่ รัฐวิสคอนซิ่น สหรัฐอเมริกา

วิทยุวัดพุทธบูชา FM 100.25 Mgz


 
พระญาณสิทธาจารย์(หลวงปู่เมตตาหลวง)วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม
ต. กลางดง อ.ปากช่อง จ.นคราชสีมา
พระอุปัชฌาย์


 
 
 
 
 
 
 
 
ลังทุกรายได้ที่ไซด์นี้
 
 
 
 


ประวัติบุรพาจารย์ใหญ่


ประวัติพระราชภาวนาพินิจ


ประวัติวัดพุทธบูชาโดยสังเขป


*รับพระธาตุ*


พระธรรมฑูต


งานบุญต่างๆ


วันเกิดหลวงพ่อ


บวชเนกขัมมะ


ดูภาพหล่อยอดเจดีย์


ภาพรับพัดยศ


สวดมนต์ออนไลน์


*ทำเนียบดีเจ*


ภาพรับพระธาตุ


ฟังย้อนหลัง


เที่ยวอินเดีย


สถานีวัดพุทธบูชา


ภาพทั้งหมด


บ้านมหา


บุรพาจารย์


ดีเจ100.25


ฟังรายการย้อนหลัง


สถาบันพลังจิต


วางศิลาฤกษ์


ชมวีดีโอ


สุวรณโณ ภิกขุ

สวดมนต์ออนไลน์


อยู่ในระหว่างปรับปรุง

อยู่ในระหว่างปรับปรุง
 


อยู่ระหว่างปรับปรุง

งานวันเกิดหลวงพ่อ
 


ชมคลิปวิดีโอทั้งหมด
 

            ปฐมวัย
 
               นามเดิม สุวรรณ นามสกุล ศรีชาดา เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.๒๕๑๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๒ ปีวอก ณ บ้านนา ต.นิคม อ.สตึก จ. บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในเทศกาลปีใหม่พอดี  อยู่ที่นี้ไม่นาน พ่อแม่ก็พายายถิ่นใหม่ โดยไปอยู่ที่บ้าน กะทะ ต.เมืองบัว อ.พยัคฆ์ภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม บิดาชื่อ นายตา มารดาชื่อ นางอึ่ง มีพี่น้องร่วมอุทร ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๖  เป็นชาย ๓ คน เป็นหญิง ๔ คน อยู่ที่นี้ก็ไม่นาน อีกพ่อแม่ก็อพยพไปอยู่ที่บ้านดอนสวรรค์ ต. บ้านต้อง อ. เซกา จ.หนองคาย ในปีพ.ศ. ๒๕๑๗ และอยู่จนถึงปัจจุบันนี้  พระอาจารย์เล่าต่อว่า  เมื่อแรกๆทีย้ายบ้านไปอยู่ใหม่นั้น ที่นั้นยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก  มีหมู่ป่า มาก มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  เพราะบ้านอยู่ไม่ไกล้จากภูลังกาและอยู่ระหว่างภูสิงห์ ภูวัว ภูทอก ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าภูวัว  ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นถิ่นทุรกันดานมาก  ต้องอยู่อย่างสมถ มีอาชีพทำไร่ และทำนา แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งปลูกย่างพารากันทั้งอำเภอไปหมดแล้ว  ในบริเวณจังหวัดหนองคายนี้  ส่วนมากป่าไม้แต่เดิมเป็นดงดิบมาก มีต้นยาง และป่าไม้นานาชนิด เพียงระยะเวลา ๔ ๐ ปีเท่านั้นกลับไม่มีสภาพอย่างเดิมเหลือนแม่แต่นิด  จะมีบางก็อยู่ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ 
 
               ในวันเยาว์ท่านก็ได้กล่าวให้ฟังว่า ท่านอยู่ที่บ้านดอนสวรรค์ นี้ซึ่งเป็นป่าดงดิบอยู่ในสมัยนั้น  ซึ่งเป็นช่วงที่มีคอมมิวนิสอาศัยอยู่ที่ภูวัว และเขตติดต่อกันกับจังหวัดสกลนคร  การคมนาคมก็ไม่สะดวก ในตอนกลางคืนชาวบ้านก็อยู่เวรยามเป็นอาสาป้องกันหมู่บ้าน  เพราะมีทหารมาฝึกอบรมให้ ในปีพ.ศ.๑๗-๑๘ ก่อนที่ประเทศลาวจะมีการปฏิบัติใหญ๋ ในปีนั้น ในเวลากลางคืนจะมองเห็นเครื่องรบบินผ่านเป็นประจำไม่รู้ว่าจะไปทิ้งระเบิดที่ไหน  แต่คาดเดาว่าน่าจะเป็นเมืองลาว บริเวรแขวงสุวรรณเขต ไม่ถึงปีก็มีผู้คนอพยพจากฝั่งลาวมามาก ทีเดียว โดยอยู่ศูนย์อพยพที่หนองคาย ที่นครพนมเป็นจำนวนมาก และคนที่ตายตอนข้ามโขงมาก็มีไม่น้อย เพราะทหารลาวไม่ยอมให้คนอพยพมาที่ฝั่งไทย  บ้างก็ได้ต้นกล้วยพยุงตัวรบลูกปืนทหาร ในช่วงนั้นสังคมไม่สงบ  นี้คือเหตุการที่พอจำได้ในสมัยนั้น ก่อนที่จะลืมเลือนไปจึงของจาลึกไว้เป็นอนุสสติแก่คนรุ่นหลังบ้าง  ในช่วงนั้นท่านอาจารย์ก็ยังเป็นเด็ก และเห็นเหตุการก็สามารถจำได้ดี  ลักษณะนิสัยท่านคลายพ่อ เหมือนแม่ คือคุณแม่ท่านเป็นคนชอบฟังธรรมสวดมนต์ทุกวันพระแรม ๘ ค่ำ ขึ้น ๘ ค่ำ หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็ดี คุณมักจะได้ให้ท่านเก็บดอกไม้ แต่เป็น ขัน ๕ ขัน ๘ คือมีดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๘ คู่ เทียน ๘ คู่ ท่านได้เห็นคุณสวดมนต์ประจำอยู่อย่างนี้จนท่านเสียชีวิต ไปในปี พ.ศ.๒๕๒๓ และคุณชอบทำบุญให้ท่านมีพระกัมมัฏฐานมาสร้างที่หมู่บ้าน โดยสร้างที่ดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นป่าดงดิบอยู่เป็นเกาะกลางแม่น้ำโขงหลงนั้นเอง  ท่านได้เห็นพระมาบิณบาตรเป็นประจำ อยู่ไกล้ชิดกับศาสนา ประจำ บ้างวันก็ไปนอนที่วัดกับหลวงปู่ และพระเณรเพื่ออยู่อุปัฏฐาก ท่าน เช่นตมน้ำร้อน เป็นต้น 
                   พระในสมัยนั้น พอถึงตอนเย็นท่านจะเข้าครองผ้า คืออยู่ครองผ้า ๓ ผืน ซึ่งเป็นผ้าไตรในวันบวช นั้นเอง  จนกว่าจะได้อรุณ คือมองเห็นแสงทองของพระอาทิตย์ในรุ่งเช้านั้นเองท่านจึงจะออกมาจากห้องนอนท่าน  การได้เห็นวัตรปฏิบัติของพระในอดีต จะทำให้ท่านคุ้นเคยกับหลักของศาสนา  หรือเป็นบุญเก่าแต่ปางหลังไม่อาจทราบได้ เพราะอยู่บ้านก็นอนฟังแม่ไหว้พระสวดมนต์ พอมาอยู่วัดก็ไหว้พระสวดมนต์ ชีวิตท่านเหมือนกับย้อนอดีต  ในสมัยนั้นหนังสือก็ไม่มีอ่าน ไฟฟ้าก็ไม่มี จะมีก็เพียงตะเกียงน้ำมันก๊าชเท่านั้น หรือในหมู่ก็ได้น้ำมันยาง ผสมกับไม่ผุแล้วนำมามัดเป็นตะปอง(ไต่)จุดส่องสว่างในตอนกลางคืนเท่านั้น  อุปนิสัยบุคคลจึงเยือกเย็นเหมือนธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัว การบำเพ็ญภาวนาของพระก็อยู่แต่ในวัดก็สงบมาก เพราะตอนเย็นคนก็นอนหมด ไม่มีใครส่งเสียง ได้ยินแต่เสียงสัตว์ป่าที่ออกมาหากินในตอนกลางคืนเท่านั้น  เมื่อท่านได้ใกล้ชิดกับพระตั้งแต่อายุยังน้อย จึงทำให้ท่านมีจิตใจน้อมมาในการบวช               
 
                      เหมือนตายแล้วฟื้น
                  เรื่องระทึกในวันเยาว์ในช่วงที่เป็นเด็กนั้น เป็นช่วงฤดูฝนตกหนักและทำให้แม่น้ำในบึงโขงหลง มีน้ำขึ้นเต็ม เด็กก็พากันนำเรือพาย ออกมาพายเล่นในบึงโขงหลง ไม่รู้ว่าพ่ายเล่นกันอย่างไร  ไม่นานก็ทำให้เรือล่ม ต่างคนก็ต่างลอยคอในแม่น้ำ  อาจารย์เล่าว่าตอนนั้นท่านก็ยืนมองดู ว่าทำไหมไม่ได้ยินเสียงเด็ก ร้องเพลงเลย ท่านก็หันมองไปในกลางแม่น้ำ ก็พบว่าเรือได้ล่ม นั้นเอง ท่านก็ได้นำเรื่อที่จอดอยู่ริมฝั่งออกไปช่วยเหลือ  จนคนทั้งหมดรอดชีวิตมาได้  เดียวนี้คนที่ท่านช่วยนั้นได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว  เหมือนบุญกรรมมีผล  ในสมัยที่ท่านบวชเป็นสามเณรใหม่ๆก็ มีเรื่องระทึกเช่นเดียวกัน คือเมื่อท่านบวชได้สองปี  ก็ได้มาจำพรรษาที่วัดกลาง จังหวัดบุรีรัมย์  ด้วยความที่ท่านเป็นคนบ้านนอก เลยไม่รู้ว่าสายไฟฟ้ามีคุณมีโทษอย่างไร  เมื่อตอนบ่ายได้ลงมาสงน้ำ(อาบน้ำ) ก่อนจะไปเรียนหนังสือ ก็ได้ใช้มือเก็บสายฟ้า ที่ฟาดลงมาจากข้างบนกุฏิ  ไม่รู้ว่าไฟฟ้าได้ช๊อต  แต่มารู้สึกตัวในตอนประมาณ เวลา ๔ ทุ่ม ของวันนั้น คือได้ตายไปประมาณ สิบกว่าชั่วโมง  ท่านเล่าว่า มันมืดสนิทไปเลย เหมือนกับเรานอนหลับสนิทนี้เอง ไม่รู้ว่ามีร่างกาย หรือว่ามีโลกมนุษย์อยู่เลย  เงี่ยบสนิทอย่างนั้น  แต่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ได้สังเกตุว่า  ที่นอนเราไม่สวยงามอย่างนี้  นี้มันเป็นที่ไหน  สักพักเมื่อสติกลับมาเต็มที่ก็ได้หันไปมองด้านข้าง ก็มีแสงไฟสว่างมาก ด้านข้างก็เป็นห้องที่ขาว  ตามจมูกมีสายยางช่วยหายใจ สอดเข้าในจมูก  แขน หรือขาก็โดนฝูกไว้กับเตียงพยาบาล โดยมีสายน้ำเกลือให้อยู่ตลอดเวลา  เพราะหมอบอกว่า ไม่ให้เลือดในร่างกายแข็งตัว  เมื่อรู้ว่าตัวเองได้มานอนอยู่ใน โรงพระยาบาลอย่างนั้น  ก็พยายามนึกว่านี้ เรามาอยู่ในที่นี้ได้อย่างไร  ก็พอดีว่าร่างกายนี้หิวน้ำมากๆที่เดียว เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่ๆ  ก็ได้ขอน้ำจากพยาบาล  มาฉันได้เพียงแค่จิ่บน้ำเท่านั้น หมอบอกว่า กินน้ำมากยังไม่ได้ เพราะกำลังให้น้ำเกลือ  จะทำให้น้ำท่วมปอดได้   ท่านอาจารย์เล่าต่อว่า  เมื่อรู้ว่าตัวเองได้มาอยู่ที่โรงพระยาบาลได้อย่างไร  ก็พยายามถามพยาบาลที่มาให้น้ำเกลือว่า มีสามล้อนำสามเณรมาส่งที่โรงพระยาบาล  ทีแรกๆทางหมอบอกว่า ดูอาการน่าจะไม่รอด  แต่เห็นกับว่าเป็นเณรก็เลยลองปั้มหัวใจดู แต่ด้วยบุญเก่ายังมีอยู่บ้าง ก็เลยรอดชีวิตมาได้  แต่เมื่อตอนเช้ามาก็มีอาจารย์มาเยี่ยม ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเห็นเณรถูกไฟซ๊อต  ท่านไปเรียกรถสามล้อคันไหนก็ไม่ไปส่ง  โดยเขาเห็นอาการแล้วเขากลัวว่าเณรจะมาตายใส่รถของเขา
               แต่เพราะความดีที่เณรได้ทำไว้ ก็มีสามล้อคันหนึ่งมาพอดีให้ตอนบ่ายๆ สามล้อคันนี้ทุกวันแก่จะมานอนใต้ร่มไทร ภายในวัดเป็นประจำ ด้วยความที่แกมองเห็นว่าเณรรูปนี้เคยให้อาหาร หลายเขาก็จำได้  ก็เลยอาสาพาเณรมาส่งที่โรงพระยาบาลนี้แหละเณร  อาจารย์กล่าวต่อไปว่า  ตอนนี้ให้เพื่อนของเณรไปตามญาติมารับศพที่โรงพระยาบาลแล้ว  นึกว่าเณรจะกลายเป็นศพเสียแล้ว เป็นบุณแล้วหละเณร  ต่อไปสร้างแต่ความดีตอบแทน โยมสามล้อคนที่นำเณรมาส่งโรงพระยาบาล  ท่านพระอาจารย์กล่าวต่อว่า  ความดีที่ทำไปแล้วไม่ช้าก็เร็วย่อมได้รับผลแน่  ท่านพระอาจารย์เล่าให้ฟ้งอีกว่า  ก็นับว่าเป็นบุญแท้ๆที่รอดชีวิตมาได้  ก็ย้อนรำลึกถึงสมัยเป็นเด็กได้ช่วยเหลือคนให้รอดตาย เมื่อสมัยเรือล่ม นั้นเอง ช่วยชีวิตผู้อื่น ตนก็ย่อมรอดพ้นจากภัยพิบัติที่หนัก ๆได้ ตั้งแต่นั้นมาท่านกล่าว ถ้าเดินฝ่านไปตามทุ่งนาที่มีน้ำลดจนปลาไกล้จะตาย  ท่านก็ช่วยเหลือปลาพวกนั้นให้รอดตายทุกครั้ง  ด้วยคิดว่าให้ชีวิตแก่ผู้อื่น ตนก็จะมีชีวิตยืนยาว  ขอฝากท่านสาธุชนทั้งหลาย ช่วยพิจารณาดูก็แล้วกันทำดีมีผล ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงต้วเช่นกัน
 
                                                                                                              อุโบสถ์วัดพุทธบูชา บางมด ทุ่งครุ กรุงเทพฯ
ฟังรายการภาษาธรรมภาษาใจย้อนหลัง 7 ช.ม.
พระญาณสิทธาจารย์ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม
ต.กลางดง  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
 
ท่านอาจารย์เล่าว่าเมื่อจบการศึกษาชั้นประถมปีที ๖ แล้วเด็กในบ้านก็ไม่มีที่จะเรียนต่อ ส่วนมากก็ช่วยงานพ่อแม่ เช่นเลี้ยงควาย ช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาเท่านั้นเอง  ท่านกล่าวต่อว่า เมื่อออกจากโรงเรียนแล้วก็พอดีเป็นช่วงเดือนมีนาคม จะเข้าเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๒๔ พี่เขยก็มาเยี่ยมที่จังหวัดหนองคาย โดยมาชักชวนท่านให้ไปเยี่ยมพี่สาวที่จังหวัดมหาสารคาม ท่านก็ตอบตกลงว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมบ้างก็เลยมากับพี่เขย  พอมาถึงยังไม่ถึงเดือนเลยก็เป็นช่วงเดือน ๖ พอดี ชาวบ้านในต่างจังหวัด ก็จะนิยมให้ลูกหลานบวชกัน ในหมู่บ้าน มีนาคร่วมกันบวชเป็นสิบกว่าคน พี่สาวก็บอกว่าให้น้องชายได้บวชเรียนกับเขาบ้าง  และบวชให้คุณที่เสียชีวิตด้วยจึงได้ตัดใจว่าบวชให้แม่เพื่อสนองคุณค่าน้ำนมท่าน  ถึงไม่จะอยู่นานหรือไม่นานก็ไม่เป็นไร พี่สาวว่าอย่างนั้น ท่านก็ตกลง พอไปบวชเณรที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ และต่อมาก็ถึงส่งมาเรียนนักธรรมตรีที่วัดธรรมประสิทธิ์ ต.นิคม อ.สตึก นั้นเอง และสอบได้นักธรรมที่วัดนี้ ต่อมาหลวงพ่อเจ้าอาวาสมองเห็นแววความฉลาด ว่ามีความจำดี ก็มีหนังสือมอบให้ว่าไปเรียนต่อที่ตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ก็มาจบนักธรรมเอกที่วัดกลางบุรีรัมย์ เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๖  ในปีนั้นก็มีเพื่อนสามเณรที่เป็นคนจังหวัดขอนแก่น ก็ได้ชวนให้มาเรียนต่อที่จังหวัดขอนแก่น ว่ามีสถานศึกษาอยู่ที่นั้น เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๗ ก็ได้ย้ายมาเรียนต่อที่จังหวัดขอนแก่น  โดยได้จำพรรษาที่วัดสว่างบ้านหนองไฮ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นเวลา ๓ ปี พอจบมัธยมปลายก็พอดีอายุครบบวชพระพอดี 
 
 
 
              
               การออกภาวนา                                                     ภาพถ่ายหน้าถ้ำนางตานี ภูวัว
              
              ปีนั้นบวชด้วยกัน ๓ รูปด้วยกัน โดยมาบวชที่วัดเทพพิทักษ์บุณณาราม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นคราชสีมา โดยมีพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่เมตตาหลวง ) เป็นศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานีเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอธิการทองใส เป็นอนุสาวนาจารย์ บวชแล้วก็ได้กลับมาจำพรรษากับอาจารย์พระครูพิเชษฐ์ จังหวัดขอนแก่น อีกหนึ่งพรรษา ในปีนั้นก็ได้ไปบวชสามเณรถวิล ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนด้วย ที่วัดป่าประชานิยม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร. พอบวชเสร็จ ก็มาคิดกันว่าเราอยู่ในภาคอีสานนี้เป็นเวลานานแล้ว เรียนก็จบแล้ว เราควรออกหาภาวนากันบ้าง  เพื่อหาประสบการณ์ในการภาวนา ท่านถวิลก็กล่าวว่า ถ้างันเราก็ลงไปทางภาคกลางบ้าง เพราะเรายังไม่เคยไปอยู่เลย ส่วนภาคเหนือ อีสานนั้นเราไปอยู่มาแล้ว ตกลงกันได้อย่างนั้นก็ชวนกันเดินทางโดยทางรถไฟ ขึ้นที่สถานีอุดรมาลงหัวลำโพง ก็มาต่อรถยนต์ประจำทางไปต่อที่จังหวัดสมุทรสงคราม  เพราะรู้จักกับพระอาจารย์ คำผอง คนจังหวัดขอนแก่น โดยวัดท่านนั้นไม่มีพระอยู่ ก็ได้มาพักเยี่ยมท่านก่อน ถ้าสถานที่ไม่สัปปายะอย่างไรเราค่อยขึ้นไปทางจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่มีภูเขามาก  เป็นพระสายปฏิบัติก็มาก  แต่เพราะโชคชะตาชีวิตหรืออย่างไร  พอมาถึงวัดธรรมประดิษฐ์ ต.คลองโคน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม  พระอาจารย์ผอง ท่านขึ้นไปที่จังหวัดขอนแก่น ก็ไม่มีใครอยู่วัดเลย   มาถึงวันแรก สภาพวัดเหมือนกับขาดการพัฒนามานาน ศาลาก็ทรุดโทรม หลังก็รั่ว ฝาผนังก็ไม่มี โบสถ์ก็มีสภาพเหมือนกันคือหลังคารั่ว วัดมีสภาพเสื่อมโทรมมาก  วันแรกก็พักที่ศาลาจะร้างก็ไม่ใช่ จะว่าดีก็ไม่ใช่ วันแรกที่มานอนต่างถิ่น  บุคคลก็ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศ พอตอนเช้าก็พากันไปบิณฑบาตรตามป่ามะพร้าว วันแรกได้ข้าวประมาณครึ่งบาตรพร้อมกับอาหารที่โยมเทลงในบาตร เพราะโยมไม่รู้ว่าพระจะมาบิณฑบาตร พระก็ไม่รู้ว่าทำเนียม ทางภาคกลางเวลาพระไปบิณฑบาตรจะต้องมีบิณโตสำหรับไว้ใส่อาหารไปด้วย  ดั้งนั้นวันแรกก็ต้องให้โยมนำอาหารเทลงในบาตรนั้นเอง ถึงอย่างไรเวลามาถึงวัดก็ต้องนำภัตตาหารเทลงในบาตรอยู่ดี  ดังนั้นจึงไม่อยากให้ญาติโยมลำบากหาถุงมาใส่ให้  พอถึงตอนค่ำก็แขวนนอนที่ศาลานั้นเอง  ประมาณเวลาในขณะน่าจะประมาณ สี่ทุ่ม  ได้มีสภาพของนอกกรด มีความมืดมาปรากฏ ในใจก็นึกว่าคืนนี้เราก็จะพบกับอะไรกันบ้างหละ ยังไม่ได้คิดนึกอะไรมากร่างกายก็หมดแรงทันที  เหมือนจะหายใจไม่ออก ตั้งสตินึกบริกรรมคำว่า "พุทโธ" ไม่นาน ร่างกายก็กลับมาเป็นปกติ พอหยุดบริกรรมก็ เป็นอีก ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมา จะว่าเป็นผีก็ไม่เห็นตัว ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้อะไรแปลกๆ ขณะนั้นก็เปิดผ้ามุ้งกรดออกมาดูให้รู้ว่าอะไร มีสภาวะมืดข้างนอกกรด แต่ก็ไม่เห็นอะไร คืนนั้นก็ใช้การเดินจงกรม ไปถึงตี่หนึ่งก็มานั่ง แล้วก็แผ่เมตตา ให้แก่เจ้าของที่เขา คืนนั้นก็ไม่เป็นอะไรอีก  เหตุการณ์เกิดขี้นวันนั้น ก็เก็บไว้ในใจเพียงคนเดียวไม่ให้ใครรู้ เดียวจะพากันกลัวไปเปล่าๆ  พอฉันภัตตาหารเสร็จ ก็เดินสำรวจดูสถานที่ ว่าคืนต่อไปเราจะพักภาวนากันที่ไหนดี  ก็พอดีว่าในพระอุโบสถ์ ไม่มีใครพัก และขาดการดูแล ก็ได้อาศัยในโบสถ์ร้างพักในคืนต่อมา  การมาพักในต่างถิ่น ย่อมยังจิตใจของเราผู้ออกแสวงหาความวิเวกนั้น  ต้องต่อสู่กับความกลัวของจิตเราเอง  สาเหตุเป็นเพราะเราไม่รู้ จักสถานที่ ไม่รู้จิตใจของบุคคล  แต่เมื่อเราสละการครองเรือนออกมาบวชก็ต้องต่อสู่กับอุปสรรคต่างๆเสมอ เช่นเดียวกับฆราวาส ต้องต่อสู้ เพื่อให้ได้ทรัพย์สินเงินทอง มาเลี้ยงตนเอง  ส่วนนักบวชก็ต้องต่อสู่กับราคะ โทสะ โมหะที่ครองใจเรามานานแสนนาน  เพื่อได้ครอบครองอริยทรัพย์ ภายใน เช่นกัน  เมื่อเป็นอย่างนี้ คืนต่อมาก็ได้เอาอุโบสถ์วัดธรรมประดิษฐ์ ต.คลองโคน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม นั้นเองเป็นสนามต่อสู้  โดยการเร่งความเพียร เดินจงกรม จาก ๕ โมง ถึง ๒ ทุ่ม ก็มานั่งพักเหนื่อย ดื่มน้ำแล้วก็มาทำวัตรเย็น แผ่เมตตา แผ่บุญกุศลที่เราทำในวันหนึ่งเพื่อตอบแทนบุญคุณของญาติโยมที่มาอุปฐาก ให้อาหารบิณบาตร และอื่นๆ พิจารณาปัจจัยต่างๆลงเป็นของไม่น่าเอา  ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เพื่อสอนใจเราให้รู้จักปล่อย  เรียกว่าสอนใจให้มีศรัทธามั่นในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา โดยกำหนดพิจารณาร่างกายอันเป็นฐานแรกที่มนุษย์เราชายหญิง หลงไหล เพลิดเพลินในสรีระร่างกายของตน ว่าสวย ว่างาม ว่าดี ว่าเลิศประเสริฐ เรานักปฏิบัติก็ต้องสอนใจตนเองให้หนัก ข่มจิตใจในกาลที่ควรข่ม ทรมารจิตในกาลที่ควรทรมาน เพราะกาลนี้เรามาภาวนาไม่ใช่มาเล่น  จิตใจเวลานั้นรู้ว่ามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากวุ่นวาย กลับมาสงบตัวอยู่ในบริเวณร่างกายของเรานั้นเอง  ไม่ส่งจิตออกนอกการรู้จากผัสสะที่มากระทบ เลย มีเย็น ร้อน อ่อนแข็ง จิตไม่เป็นทุกข์เหมือนเก่าก่อน  ในแต่ละวันเราก็ทำความเพียรอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย  ไม่เร่งมันมากเกินไป  หรือไม่ย่อหย่อนเกินไป คืนนั้นเวลาก็ผ่านไปถึง ๖ ทุ่ม ก็ปรากฏว่าเหมือนมีแสงสว่าง พุ่งเขามาในโบสถ์ ไม่นานก็ปรากฏว่าเป็นผู้ชาย ใส่เสื่อหม้อห้อม เรียบร้อย เดินเข้ามาหา  ในใจก็นึกว่าเป็นใครหนอ ดึกปานนี้ยังเข้ามาได้อีก ประตู่โบสถ์ หรือหน้าต่างโบสถ์ เราก็เปิดสนิทแล้วนี้ เพื่อไม่เสียงข้างนอกเข้ามารบกวนในการภาวนา แต่ชายผู้นั้นเข้ามาแล้วก็ยกมือไหว้ อาตมาก็ถามว่าคุณโยมมาจากไหน จะไปไหนหรือ  เขาตอบว่า กระผมผ่านมาได้เห็นท่านก็แวะมาเยี่ยม อาตมาก็ถามต่อว่า คุณโยมอยู่ที่ไหนหรือ เพราะที่วัดนี้ รอบๆวัดก็มีแต่ป่าไม้โกงกาง ทั้งนั้น บ้านคนก็มีน้อย อยู่หางจากวัดมาก โยมคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า ผมมาจากวัดศาลาลอย นครราชสีมา อาตมาก็นึกว่าวัดนี้อยู่ที่ไหนหนอ เราไม่เคยไปมาก่อนเลย ทำไหมเขารู้ว่าเราอยู่ในโบสถ์ได้ นี้คือความแปลกชนิดหนึ่ง  ในคืนแรกก็เกิดเรื่องประหลาดอย่างนี้  ก็เก็บเอารูปนิมิตนั้นมาพิจารณาดู เมื่อออกจากที่ภาวนามาก็ใช้ไฟฉายส่องดูตามประตูโบสถ์ดูว่าเราใส่กอนอยู่หรือไม่ทำไมคนเข้ามาได้  แต่กอนประตู่โบสถ์ก็ยังเหมือนเดิม เปิดสนิท คืนนั้นก็ได้แต่เก็บไว้ในใจว่าอะไรเกิดขึ้น โดยไม่เล่าให้ใครฟัง
              
 
                นิมิตประหลาด                                                        ภาพถ่ายที่ภูวัว จ.หนองคาย
 
                ในวันต่อมาก็ได้เริ่มเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ว่าวันนี้รู้สึกภายในจิตว่ามันอยากสงบผิดปกติ  ดังนั้นในเวลาบ่าย ๔ โมงก็รีบมาอาบน้ำให้เสร็จแต่ตอนกลางวัน  พอให้เวลาเดิมเราก็ทำเหมือนทุกวัน คือเดินก่อนแล้วค่อยมานั่ง  เพื่อให้ร่างกาย ได้ออกกำลัง ก่อนเป็นการไม่ทำให้ร่างกายเกิดเป็นอัมพาตได้ง่าย เพราะเดินให้เลือดลมเดินสะดวก แล้วค่อยมานั่งภาวนาจะทำให้สุขภาพดี  ทำให้ธาตุสี่ เขาสมดุลย์กันก่อน  วันนี้ก็ใช้กายคตาสติเช่นเดิม เริ่มพิจารณาจากของหยาบไปสู่ของละเอียด คือร่างกายมนุษย์เป็นของปฏิกูล จึงเป็นของหยาบมากกว่าจิตใจ จิตมันหลงกายนี้ มันยึดเป็นตัวตนได้ก็เพราะมันมีของหยาบให้เห็น นี้เอง ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณธาตุนี้ ล้วนแต่เป็นนามธาตุ รู้ได้อยากกว่ากาย ดังนั้นอาตมาจึงต้องพิจารณาร่างกายเป็นฐานที่ทำงานทางจิต จะยืนก็รู้ลงในกาย จะเดินก็รู้ที่การเคลื่อนไหวของรูปขันธ์ชนิดหนึ่ง เท่านั้นไม่มีตัวตนเป็นแต่เพียงอาการของรูปธาตุเขาเคลื่อนเปลียนแปลงไปเท่านั้น จิตเป็นธาตุรู้ก็มีหน้าที่รู้  โดยอาศัยสัมปชัญญะเป็นหลักในการระลึกรู้สึกตัว ธาตุรู้คือจิตก็อย่าง สิ่งที่ถูกจิตรู้ก็อย่าง แต่ก็สองสิ่งอิ่งซึ่งกันและกันขาจากกันไม่ได้ นามรูป เป็นของที่เชื่อมสนิทกันเหมือนน้ำกับน้ำตาลทราย เมื่อมันละลายผสมกันเราก็มองไม่ออกว่าอะไรคือน้ำอะไรคือน้ำตาล แต่เราก็ว่ารสของน้ำเปลี่ยนไปเป็นน้ำหวาน  คนเราก็เช่นกัน ธาตุสี่ก็เป็นอย่างหนึ่ง นามธาตุก็อย่างหนึ่งแต่ว่ามันผสมกันเป็นตัวเราเอง  ดังนั้นนักปฏิบัติจึงต้องพยายามแยก รูป แยกนามออกจากกันเป็นพรากจิตออกจากอารมณ์นั้นเอง เหมือนเราแยกของเสียออกจากน้ำนั้นเอง  จิตใจเราก็จะมีพลังเพิ่มขึ้น ภาษาพระเรียกพลังจิตหรือพลังสมาธิจิตนั้นเอง

                      คืนนี้ก็เป็นอย่างเดิม รู้ว่าจิตจะรวมสงบ ตั้งแต่กลางวัน ว่าเป็นผิดปกติกว่าทุกวัน พอนั่งไปสักพัก จิตก็รวมเข้ามา  โดยเริ่มหมดความรู้สึกจากขา เรื่อยมาลำตัว มาที่แขน แต่จิตกลับไม่กลัวอะไร เพียกรู้ว่านี้หรือคือคนเริ่มตาย ธาตุลมเริ่มอ่อนลง ธาตุอื่นก็เริ่มอ่อนลงตามลำดับ ทีแรกนึกว่าจิตมันอยู่บริเวณศรีษะ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เวลาจิตรวมลง กลับรู้ว่าลมหายใจเรานี้ไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี เหมือนเวลาเรานอนหลับ เราก็ไม่รู้ว่าลมหายใจเรามีหรือไม่มี จิตรวมก็เป็นเช่นเดียวกันนั้นเอง จะตัดการรับรู้ผัสสะทั้งห้า เหลือไว้แต่จิต(มโน) ชั่วพริบตาเดียว ร่างกายนี้รู้สึกว่ามันหมุนไปหมุนมามันจะพยายามดับไม่ให้เรารู้มัน  แต่ขณะนั้นเราผู้ภาวนาก็ไช้คำบริกรรมพุทโธ กับจิตให้เป็นอันเดียวกัน ไม่ให้จิตไปรับรู้อย่างอื่น เราก็สึกว่าร่างกายหมุนไปสักพักมันก็หยุดหมุน  พอหยุดก็มีแสงสว่างพุ่งมาจากไหนไม่รู้ได้  สว่างขึ้นตรงหน้าเรานั้นเอง แล้วก็มองเห็นร่างกายของเราออกมานอนอยู่ตรงหน้าเรา  จิตใจก็อยู่กับคำบริกรรม จิตหนึ่งก็รู้ว่า นี้หรือคนตายเป็นอย่างนี้ ไม่นานร่างก็พองตัวขึ้นอื้ด เน่าเปลื่อยให้ดู จิตก็น้อมเข้ามาดูแขน แขนก็ยื้นยาวออกไป ผิวหนังเริ่มเน่าผุพองขึ้นอื้ดมาจากปลายนิ้ว มือมาถึงลำตัว จิตก็ตกใจ ทำให้นิมิตภาพหายไปทันที่ จิตก็ถอนออกจากการรวมตัว กลับมาสู่สภาวะปกติ  อาตมาก็มาดูนาฬิกาว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว ก็รู้เป็นเวลา ๐๐.๑๕ นาฬิกา คือ ๖ ทุ่ม ๑๕ นาทีนั้นเอง  พอออกมาแล้วจิตก็ยังพิจารณาคนึงถึงกายอยู่อย่างนั้น จิตก็มีความรู้สึกต่อร่างกายตนเองเปลี่ยนไปมากทีเดียว ไม่เหมือนเดิม จากห่วงแหนกลับเมินเฉยได้ แปลกมากจิตในขณะนั้น
            
                                                                                                                           บนภูวัว อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย
 ได้นิมิตเห็นพระพุทธรูปเป็นร้อยๆองค์
            
                    ในวันต่อมาก็มีนิมิตประหลาด ชนิดที่ยังจำได้เท่าทุกวันนี้ คือเมื่อจิตรวมสงบตัวเด่นอยู่ ไม่รู้ว่ากายของเราหายไปได้อย่างไร คือความปวดเหมือนทุกขเวทนาต่างๆล้วนแต่ดับหายไปหมดสิ้น หรือไว้แต่ตัวรู้คือจิตของเรา มีภาพมาปรากฏเป็นประพุทธรูป ผ่านมาให้เรานั้งดู แต่ละองค์ล้วนสวยงามทั้งนั้น  ซึ่งในขณะที่จิตเรารู้เห็นนิมิตอยู่นั้นความรู้สึกต่างๆเหมือนกับเรานั่งดูจอทีวียักษ์เห็นจะได้ คือความสว่างเฉพาะจุดที่ภาพมาปรากฏเท่านั้น เราก็นั่งนึกว่า นี้เป็นภาพพระพุทธรูปนานาชนิด ท่านมาปรากฏเพื่อการสิ่งใด เพราะไม่มีเสียงใดๆปรากฏออกมาให้เราได้ยินเลย ในจิตของเราขณะนั้นก็นึกว่า หรือว่าเราทำความเพียร มาถูกทางบ้างหละ หรือว่าเราจะไม่ได้สึกบ้างหละ หรือว่าเราจะนำพระธรรมออกประกาศต่อชาวพุทธบ้างหละ ในจิตของเราขณะเพียงนึกอยู่อย่างนี้ และก็ยิ่งอัศจรรย์มากขึ้น ๆ แต่ละองค์ล้วนใหญ่โตมากไปเรื่อยๆ ชนิดที่จะพรรณาให้ท่านทั้งหลายรู้ได้อยาก มันเป็นปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยตัวเอง  พอเราคิดอย่างนั้นอยู่สักพัก สมาธิก็ถอดออกมาเป็นคนปกติ ความรู้สึกกลับมาเป็นอย่างเดิม มีหิวน้ำบ้างหละ แต่ก็ยังไม่แน่ใจมากนัก (อาจเป็นเพียงเงาของจิตที่สร้างขึ้นมาขอให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาอย่าเชื้อสิ่งใดโดยไร้เหตุและผล) เพราะเมื่อเรานึกบริกรรมสิ่งใดเป็นอารมณ์สิ่งนั้นจะเก็บเป็นธรรมารมณ์แล้วก่อตัวเป็นรูปนิมิต เช่นเห็นร่างกายของเรามีแต่ความปฏิกูล สกปรก ไม่สวยไม่งาม เพราะเรานึกเอาอสุภะกัมมัฏฐานมาเป็นอารมณ์ ยกจิตขึ้นสู่ความสงบ สิ่งเหล่านี้ก็มาปรากฏแก่จิตท่านก็เป็นได้ทั้งนั้น แต่ว่าเมื่อจิตถอนตัวออกจากสมาธิมา จิตก็มีพละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม คือจิตไม่ยอมหยุดในการพิจารณาธรรมารมณ์บทอื่นๆที่เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อปลดเปลื่องความยึดมั่นในสักกายทิฏฐิของตนเองมากต่อไป  การทำความเพียรไม่เหนื่อยเหมือนแต่เก่าก่อน นั่งได้หลายชั่วโมง เดินได้มากกว่าเดิม ทั้งสี่อริยาบทมีความรู้ตัวทั่วพร้อม แม้มีสิ่งเล็กๆน้อยๆมากปรากฏที่จิตก็มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันต่อ ธรรมารมณ์นั้น เช่นความอยากแม้มาปรากฏเล็กน้อยจิตก็รู้ทันและก็ดับไป  ความโลภ โกรธ หลง ก็เบาบางลงเรื่อยๆ นี้หรือหนอคือจิตมีธรรมครองใจแล้ว  
 
                                                                                                                     ภาพถ่ายบนภูวัวเบื้องหลังคือภูทอก
เห็นร่างกายเปลื่อยเน่าให้ดู
               วันต่อมาก็ได้นำทางอย่างเดิมก็คือพิจารณาจากร่างกายของเราเข้าไปหาจิตเรา คือเอากายเป็นฐานหลักในการอบรมจิต  เพราะกายเป็นที่ตั้งของธาตุทั้ง สี่ ขันธ์ทั้งห้า ก็มีกายเป็นที่อยู่ที่อาศัย โดยวันนี้นำเอากระดูกทั้งหลายมาเป็นหลักในการพักจิต คือยืดเอากระดูกหน้าอกมาเป็นการบริกรรมภาวนา จิตก็รวมแล้วก็สว่างตัวที่ตรงจุดที่ชีพจรเต้นนั้นเอง โดยสังเกตุเมื่อความสงบที่เกิดจากเวทนาทั้งหลายดับ ลมหายใจไปปราฏกฏว่ามี แต่จิตของเราผู้ภาวนามีอารมณ์เดียวคือรู้อยู่เฉพาะจุดที่จิตมันสว่างขึ้นมา ว่ามันจะเปลี่ยนไปเป็นอะไรต่อจากนี้ไป เพียงนึกถึงแขน แขนก็มาปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เหมือนเราเอาไฟฟ้าแรงสูงส่องสว่างเฉพาะจุด เห็นอาการของแขนเริ่มพองโตมีอาการดุจดังว่าเป็นจะเปลื่อยเน่าให้เราเห็น จิตในขณะนั้นจึงรู้และเย็นอย่างชัดเจน ซึ่งเข้าถึงจิต ไม่เหมือนเรารู้เพราะการฟัง เพราะการอ่านจากตำรา หรือเพราะการดูจากภาพวีดีโอเลยแม้แต่น้อยนิด  เพราะการรู้ที่เกิดจากจิตสงบ ทำให้เรารู้หลักของไตรลักษณ์มันเป็นอย่างนี้ๆนั้นเอง ความรักที่เราเคยมีต่อร่างกายก็จืดจางลงไป ฉันทะราคะก็น้อยหลงเพราะการรู้เห็นธาตุแท้ของร่างกายตัวเราเอง แล้วก็ขยายไปสู่ร่างกายของคนอื่น สัตว์อื่น จิตเมื่อถอดตัวออกมาอยู่ข้างนอกปรกติ ก็เป็นจิตที่เกิดเมตตาธรรมขึ้นมากกว่าเดิม ความรู้ทางธรรมก็มีขึ้นมาเอง  เมื่อก่อนการภาวนานั้นอาตมายอมรับว่า การอธิบายธรรม หรือเทศน์ไม่เป็นเลย เห็นไมค์เหมือนเห็นหมอฉีดยา คือไม่ถูกกันนั้นเอง พูดก็ไม่เป็น พูดธรรมะก็ได้ ไม่แตกฉานเลย  แต่เมื่อเรามาภาวนาธรรมะที่เราไม่รู้ก็ได้รู้ อยากเทศนาว่าการสั่งสอนเป็นจิตที่มีความอิมปีติอยู่ภายใน จิตมีความอิ่มอยู่ในความสงบจากภายในนั้น อิ่มเป็นหลายวันที่เดียว  นิมิตที่มาปรากฏทั้งหมด นั้นอาตมาก็เก็บไว้ในจิต ไม่ยอมนำไปถามใคร เพราะถ้าไปถามนิมิตนั้นจะไม่ปรากฏ เลย นานๆถึงจะมาปรากฏ แต่ถ้าเรานำเอานิมิตมาเป็นธรรมะ มาเป็นความเพียรของจิต กลับทำให้มีพละมากขึ้นมากขึ้น แม้นิมิตเห็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านมรณภาพไปแล้วหลาย  ท่านยังมาปรากฏมาแนะนำว่า ท่านพิจารณาข้ามไปขันธ์ หนึ่ง ในจำนวนขันธ์ทั้งห้า คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้คือครูอาจารย์ท่านมาแนะนำ เมื่อท่านมาแนะอย่างนี้ เราก็เริ่มมาทบทวน การพิจารณาของเรา ที่เราวนอยู่ที่เดิมก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง  ไม่ก้าวหน้า ดังนั้นขอให้ท่านสาธุ ทั้งหลาย พิจารณาด้วยปัญญาของตนเองเทอญ
 
 
                                                                                                                   ถ่ายภาพร่วมกับหลวงตาที่สำนักสงฆ์
                                                                                                                         ถ้ำแสนช้างไล่ บ้านทุ่งทรายจก
ได้ยินเสียงประหลาด
             ในการปรากฏการณ์ที่เล่าให้ท่านฟังนี้เป็นเพียง เปลือกของการภาวนาเท่านั้น ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการภาวนาในทางพระพุทธศาสนาเลย  เป็นเพียงทางผ่านของสายสมถะภาวนาเท่านั้น  ขอให้ท่านทั้งหลายอย่านำไปเป็นตัวอย่างใดๆทั้งสิ้น เพราะแต่หละคน ก็มีบุญเก่า บารมีเก่ามาต่างกันมาก  บางท่านนั้นภาวนารู้ได้เร็วและไม่เหนื่อยมาก แต่บางท่านนั้นกลับมีความทุกข์มากๆ จิตค่อยคลายตัวออกจากความยึดว่าเป็นตัวตนของเรา  แต่บ้างท่านทำก็ภาวนาหนัก และเหนื่อยมาก แถมรู้ได้ช้า ก็ขออย่าได้ย้อท้อหวั่นไหวเลย เพียรทำไปก่อน เหมือนบุคคลต่างๆ  ในโลกเรา บางคนหาทรัพย์ได้สะดวก แถมสะบายอีก เช่นผู้จัดการ นักธุรกิจ ผู้บริหาร อย่างนี้ทำน้อยแต่ได้รับผลมาก เพราะเขาเหล่านั้นสั่งสมความรู้ มามากกว่าเรา นั้นเอง เหมือนนักภาวนาก็เช่นเดียวกัน บางองค์ก็มีบุญเก่ามาในอดีตชาติ พอชาตินี้มาได้พบเส้นทางออกจากทุกข์ก็สามรถเดินได้เร็วกว่าคนอื่น เพราะท่านว่างของหนักทางโลกียารมณ์ เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ทางโลกีย์มา ก่อน แล้วหันมาเดินเส้นทางของโลกุตระแทน คนๆนั้นย่อมไปได้เร็วกว่าคนอื่น เหมือนกับนั่งรถ กับอีกคนนั่งเครื่องบิน ใครจะถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วกว่ากัน ท่านทั้งก็ย่อมทราบได้เอง
 
                   คืนนี้ก็เป็นเช่นทุกคืนที่ผ่านมา คือเราต้องทำอยู่ที่อารมณ์เดิมที่เราได้รับความสงบ เหมือนชาวนาชาวไร่ ปีไหนๆเขาก็ทำนา ทำไรในผืนดินเดิมๆนั้นเอง ความอุดมสมบูรณ์จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัญญาของชาวนาชาวไร่ต่างหาก คือถ้าคนฉลาดก็หาปุ๋ยมาใส่ในนา ในไร่ของตนเอง พิจารณาถึงพื้ชของตนที่ปลูก และปรับปรุงแก้ไข ให้ได้ผลมากกว่าเดิม นักภาวนาก็เช่นเดียวกัน วันเดือนปี ที่ภาวนาเราก็ย้ำอยู่ฐานเดิม แล้วขยายไปสู่ฐานอื่นๆ รู้ฐานกายให้แจ้งฐานอื่นๆก็แจ้งตามมาเอง เหมือนเราทำอาชีพค้าขายวันเดือนปี ต่อๆไปเราก็มีธุรกิจโตมากขึ้นเอง ด้วยปัญญาของเรานั้นเอง การภาวนานี้ก็เช่นเดียวกัน กัมมัฏฐานก็อย่างเดียวกันกับสมัยพุทธกาล คำสอนก็เหมือนเดิม การปฏิบัติของเราก็ย่อมดำเนินตามพระพุทธองค์ที่ทรงแนะนำสั่งสอนไว้นั้นเอง
                     คืนนี้ก็เป็นเช่นเดิมเมื่อเราใช้พุทโธเป็นเครื่อระสึกรู้ของจิตสักพัก จิตก็ปล่อยคำบริกรรมทิ้งไปเอง มีแต่ตัวรู้ สักพักเมื่อเราทิ้งคำบริกรรมไป ทำไมเราจึงทิ้งคำบริกรรม ขณะนั้นรู้สึกว่าร่างกายมันหมุนตัวเหมือนจะทำให้เราไม่รู้ตัว จึงต้องใช้คำบริกรรมพุทโธมากำกับจิตเพื่อไม่ให้จิตหลงไปสู่อารมณ์อื่นในขณะที่เราภาวนา มันเป็นเสมือนว่าอุโบสถ์ที่เราพักภาวนาอยู่นั้น มันจะถล่มลงมาทับเราให้ตาย จิตก็พูดว่าตายก็ตาย อยู่ที่ไหนก็มีความตายติดตัวเราอยู่ทุกๆย่างก้าวของเรา ตายวันนี้ ขณะ หรือวันหน้าก็ตายเหมือนกัน เรียกว่าจิตยอมเป็นก็ได้ ตายก็ได้ ก็มีเสียงมาปรากฏจากด้านหลังเรา ว่า ท่านกลัวตายหรือ เขาพูดต่อไปอีกว่ามันไม่ตายหรอก เดียวจะพาไปเที่ยว อาตมาก็หยุดการบริกรรม มาฟังเขาพูด ก็โต้ตอบในจิต ว่า มนุษย์ทุกคนก็กลัวต่อความตายทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครเลยไม่กลัวตาย เขาก็โต้ตอบกับมาอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น สักพักอาการหมุนของร่างกายก็หยุด ภาพตรงหน้าเรากลับเป็นร่างของเราเอง ออกไปอยู่ข้างนอก โดยมีลำแสงขาวนวลอ่อนล้อมรอบตัวเราอยู่ ขณะนั้นก็กำหนดรู้อยู่เฉพาะจิตไม่ส่งจิตให้ไปนึกถึงเสียงเมื่อสักครู่นั้นเอง ร่างเราก็ลอยสูงขึ้นๆไปเรื่อยจนใกล้ถึงเพดานโบสถ์  จิตก็ลังเลว่า ถ้าชนกับเพดานโบสถ์ ศรีษะเราก็คงแตกแน่ๆ แต่พอถึงจริงๆ กลับทะลุไปถึงช่อระกาของโบสถ์ ก็มองไปรอบตัว เห็นแสงไฟฟา นีออนของชาวนากุ้ง สว่างตลอด แนวที่เดียว  จิตก็หวนลำลึกว่าถ้าเราขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่ของปลอม เราจะทำเครื่องหมายไว้ที่ช่อใบระกาโบสถ์ ก็เลยถอนเอาผ้าอังสะมาผูกเป็นเครื่องหมายเอาไว้ ต่อมาก็กำหนดจิตลงมา และจิตก็ถอนตัวกลับมาเป็นปรกติ  ก็ได้ออกจากโบสถ์นำไฟฉายมาส่องดูว่าสักครู่นั้นเป็นจริงหรือหรอก แต่ปรากฏว่าไม่เห็นผ้าอังสะที่ผูกไว้ที่ช่อใบระกานั้นเลย แสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงรูปนิมิตเท่านั้น ไม่ใช่ร่างกายตัวจริงของเรา น่าจะเป็นจิตตสังขาร หรือที่ภาษาพระเรียกว่า เงาของจิตปรุงแต่งนั้นเอง  แต่ก็ทำให้เราผู้ออกภาวนาได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น และยังมีเรื่องแบบนี้อีกมากมายในวันต่อๆมา ที่นำมาเล่าก็เป็นเพียงส่วนน้อย พอเป็นเครื่องอนุสสติแก่ท่าน ผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆจะได้มีกำลังใจในเส้นทางของการภาวนาบ้างเท่านั้น ไม่มีความประสงค์เป็นอย่างอื่น แต่ประการใด แม้ท่านที่มาอ่านพบแล้วก็อย่าได้นำไปเป็นประเด็นอย่างอื่นเลย แม้อาตมาผู้เล่านี้ก็ไม่มีจุดประสงค์จะนำมาเล่าให้ใครฟังตั้งเริ่มออกภาวนาแล้ว แต่เวลาผ่านมาเป็นเวลาถึง ๒๐ กว่าปีถึงได้นำมาเล่าให้ท่านได้อ่าน ได้ฟัง เพื่อความประเทืองปัญญาสักเล็กน้อยเท่านั้นเอง ขอเจริญพร...
 
                                                                                                              คลิ๊ก---->>>อ่านหน้าต่อไป
 
                                                                                                             ถ่ายภาพกับหลวงตาปริญญา หน้าถ้ำตานี ภูวัว
 
 
ฟังแนวทางเจริญวิปัสสนาโดยอาจารย์ สุจินต์ บริหาวนเขต



Comments