หน้าแรก

  • วันสุขภาพจิตโลก

    เสรี พงศ์พิศ
    www.phongphit.com

    วันที่ 10 ตุลาคม องค์การอนามัยโลกถือเป็นวันสุขภาพจิตโลก เพื่อให้ผู้คนสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นสาเหตุของการตายสูงอันดับต้นๆ และเป็นปัญหาต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ปีนี้ เขาเน้นที่เรื่องการป้องกันการฆ่าตัวตาย

    ตามสถิติขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 14.4 ต่อประชากร 100,000 คน เป็นอันดับที่ 32 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ไม่น่าภูมิใจเลย อาจจะพอปลอบใจตัวเองได้บ้างว่า เกาหลีใต้ฆ่าตัวตายเป็นอันดับ 4 (เฉลี่ย 26.9 คน) ญี่ปุ่นอันดับ 14 (เฉลี่ย 18.5 คน) อินเดีย อันดับที่ 21 (เฉลี่ย 16.3 คน) ศรีลังกา อันดับที่ 29 (เฉลี่ย 14.6 คน)

    ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ล้วนอันดับต่ำกว่าไทย สิงคโปร์ อันดับ 67 ( 9.9 คน) จีน อันดับ 69 ( 9.7 คน) ลาว อันดับ 84 ( 8.6 คน) พม่า อันดับ 94 (7.8 คน) เวียดนาม อันดับ 101 (7.3 คน) มาเลเซีย อันดับ 123 ( 5.5 คน) และฟิลิปปินส์ อันดับ 163 (3.2 คน)

    นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้เปิดเผยข้อมูลต่างๆ บอกว่า ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ปี โดยเป็นเพศชาย 80.4% ซึ่งปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในปี 2561-2562 พบว่าเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ 53.04% ปัญหาจากสุรา 29% โรคทางกาย 25.7 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 19% โรคทางจิต 12% และโรคซึมเศร้า 7.8%

    ไม่มีข้อมูลว่า ล่าสุดคนพยายามฆ่าตัวตายแต่ทำไม่สำเร็จมีจำนวนเท่าใด การวิจัยที่สหรัฐอเมริกาหลายปีก่อนบอกว่า จำนวนคนพยายามฆ่าตัวเองมีมากกว่าที่ตายจริงถึง 3 เท่า และส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะปัญหาเศรษฐกิจ แต่เพราะ “ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” “ชีวิตไม่มีความหมาย” “เบื่อโลก”

    กรณีของไทย แพทย์บอกว่า สาเหตุสำคัญเป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์” ที่ไม่ดีกับสามีภรรยา คนรัก พ่อแม่ หน้าที่การงาน ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับปัญหาอื่นๆ ทั้งหมด (จนบางครั้งแยกไม่ออก) โดยเฉพาะปัญหาทางจิตอื่นๆ ที่ควรรู้ ขอสรุปข้อมูลจากโรงพยาบาลรามา 5 โรคสำคัญทางจิตเวชที่คนไทยควรรู้

    1.โรคแพนิค โรคตื่นตระหนก เกิดขึ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติมีการทำงานที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้มีอาการแพนิค ได้แก่หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด จุกแน่น เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเหมือนกับจะถึงชีวิต กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีอาการเกิดขึ้นมาอีก หรือกลัวผลที่ตามมา เช่น ควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นบ้า มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเกี่ยวเนื่องกับอาการ เช่น ไม่กล้าไปไหนถ้าไม่มั่นใจว่าจะมีคนช่วยได้ไหม หมกมุ่นกังวลกลัวเป็นโรคหัวใจ

    2.โรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย รู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง บางรายอาจไม่รู้สึกเศร้าแต่จะเบื่อหน่ายทุกอย่างรอบตัว และไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง หากมีอาการของโรคซึมเศร้านานเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

    ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป เศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย ความคิดเปลี่ยนแปลง มองทุกอย่างแย่ไปหมด รู้สึกไร้คุณค่า หรือคิดว่าตนเองเป็นภาระของผู้อื่น มองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนเอง รู้สึกสิ้นหวัง อาจมีความคิดอยากตาย สมาธิความจำแย่ลง หลงลืมง่าย จิตใจเหม่อลอย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีอาการทางร่างกายต่าง ๆ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดหัว เมื่อยตัว

    3.โรคจิตเภท ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว มีภาพหลอนเกิดขึ้น และจะแสดงออกโดยการพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว มีความหลงผิดหรือหวาดระแวง โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรัง การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่จะต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ผู้ป่วยบางรายเมื่อพบว่าตนเองอาการดีขึ้น มักคิดว่าหายแล้วและหยุดใช้ยา ทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก

    4.โรคไบโพลาร์ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ของผู้ป่วยที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงซึมเศร้าและช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ โดยในช่วงซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง อาการช่วงนี้จะเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อาการจะคงอยู่ติดต่อกันนานหลายเดือนแล้วหายไปเหมือนคนปกติก่อนจะเข้าสู่ช่วงอาการแมเนีย ซึ่งจะมีอารมณ์คึกคัก มีพลัง ใจดี มนุษยสัมพันธ์ดี อารมณ์ดี แต่มีปัญหาในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อยากทำอะไรแล้วต้องได้ทำทันที เมื่อมีคนขัดใจผู้ป่วยจะฉุนเฉียวมาก หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้เลย

    5.โรคสมองเสื่อม พบมากในคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป คนเป็นโรคสมองเสื่อมไม่ใช่คนที่หลงลืมในลักษณะใจลอย เช่น วางกุญแจไว้แล้วลืมว่าตนเองวางไว้ตรงไหน แบบนั้นเป็นอาการใจลอย สมาธิไม่ได้อยู่กับเรื่องที่ทำ แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม โรคนี้มีลักษณะคือไม่สามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ได้ หรือสามารถเล่าเรื่องในอดีตได้ แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเมื่อเช้ากินอะไรมา เป็นต้น

    ตัวเลขคนไทยมีปัญหา “ทางจิต” ประมาณ 1.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 คนมีปัญหา ซึ่งก็คงไม่แน่ชัดนักว่า เครียดหรือบ้าขนาดไหนถึงรวมเข้าไปในคนประเภทนี้ ก็เป็นเรื่องแปลกแต่จริง (paradox) ของโลกวันนี้ที่พัฒนามาไกลมาก มีมือถือคนละหลายเครื่องหลายเบอร์ โทร.ถึงใครต่อใครที่ไหนได้หมด ดูหนังฟังเพลงได้ตลอดเวลา แต่ยัง “เหงา เครียด บ้า ฆ่าตัวตาย” กันมากมายขนาดนี้

    แล้วเกี่ยวโยงไปถึงการทะเลาะกัน ตีกัน ฆ่ากัน ปัญหาอาชญากรรม ฆ่ากันตายในอัตราที่สูง บ่งบอกถึงควมเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณของสังคม

    ส่ง 10 ต.ค. 2562 23:11 โดย admin phongphit
แสดงบทความ 1 - 1 จาก 14 รายการ ดูเพิ่มเติม »

บทความล่าสุด

  • วันสุขภาพจิตโลก เสรี พงศ์พิศwww.phongphit.comวันที่ 10 ตุลาคม องค์การอนามัยโลกถือเป็นวันสุขภาพจิตโลก เพื่อให้ผู้คนสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นสาเหต ...
    ส่ง 10 ต.ค. 2562 23:11 โดย admin phongphit
  • สูงวัยสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล เสรี พงศ์พิศwww.phongphit.comประเทศไทยมีผู้อายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 11 ล้านคน อีก 3 ปี จะมีประชากรสูงวัยร้อยละ 20 เข้าส ...
    ส่ง 3 ต.ค. 2562 21:45 โดย admin phongphit
  • น้ำท่วมอุบลฯ กับระเบียบราชการ เสรี พงศ์พิศwww.phongphit.comน้ำท่วมที่อุบลฯ ได้เห็น 2 ภาพที่ขัดแย้งกันชัดเจน พลังอำนาจของประชาชน กับความไร้พลังของอำนาจรัฐ ใครได ...
    ส่ง 27 ก.ย. 2562 22:03 โดย admin phongphit
  • ธนาคารชุมชน เสรี พงศ์พิศwww.phongphit.comรัฐบาลกำลังผลักดันธนาคารชุมชน ต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน “ดีๆ” สองหมื่นแห่งจากเจ็ดหมื่นกว่าแห่ง ไม่กี่ป ...
    ส่ง 18 ก.ย. 2562 22:05 โดย admin phongphit
  • แรงงานไทยกับการศึกษาไทย เสรี พงศ์พิศwww.phongphit.comตัวเลขคนว่างงานที่หน่วยงานราชการหรือเอกชนให้มา ดูไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก ไม่ว่าจะ 4-5 แสนหรือเท่าไรที่ส ...
    ส่ง 18 ก.ย. 2562 22:03 โดย admin phongphit
แสดงบทความ 1 - 5 จาก 14 รายการ ดูเพิ่มเติม »