ตำนานหนองหาร สกลนคร


รวบรวมประวัติเมืองสกลนคร


        (เท่าที่สามารถรวบรวมได้ และนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เนื้อความและใจความสมบูรณ์ ส่วนใหญ่คัดลอกมาจากอินเตอร์เน็ตโดยการค้นหาผ่านทางกูเกิล บทความนี้จึงไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการได้ นอกเสียจากท่านไปค้นคว้าเพิ่มเติม 


        แต่เนื่องจากส่วนตัวแอดมินสนใจเรื่องเกี่ยวกับตำนานเมืองสกลนครและตำนานหนองหารสกลนคร อีกทั้งมีผู้เข้าใจสับสนและเถียงกันมาโดยตลอดว่า ตำนานไหนคือตำนานของหนองหารสกลนครกันแน่


        ระหว่างตำนานผาแดง-นางไอ่ กับตำนานพระยาสุรอุทกและธนมูลนาค แอดมินจึงทำการค้นคว้าและรวบรวมมาให้สมาชิกได้อ่านกันครับ และเป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวของแอดมินเท่านั้น ว่าตำนานนี้คือตำนานของเมืองสกลนคร ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด(แต่ในบทความวิชาการหลายสำนักก็เข้าใจตรงกันกับแอดมิน) เพราะมีสถานที่สำคัญหลายแห่งที่สอดคล้องกับตำนาน และซากโบราณสถาน ชื่อสถานที่ต่างๆ ยังมีร่องรอยอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และความเชื่อส่วนตัวของแอดมิน ที่เขาไม่ให้เล่าตำนานผาแดงนางไอ่ที่หนองหาร แล้วจะมีเรื่องไม่ดี อาจเป็นเพราะว่า ท่านโกรธเพราะเล่าตำนานท่านผิดตำนานก็เป็นได้ อิอิ อย่าเครียดเด้อ)
        โดย แอดมินน้อย เพจ สกลนคร ซิตี้ 18-09-2012 เวลา 23.30 น.


        เมืองหนองหารหลวง สู่เมืองเชียงใหม่หนองหาร เมืองสกลทวาปี และเมืองสกลนคร 

        เดิมเมืองสกลนครปรากฏนามว่า เมืองหนองหารหลวง ครั้งหนึ่ง   "ขุนขอม" ราชบุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร (เขมร) ได้พาครอบครัวบ่าวไพร่ของตนมาสร้างเมืองขึ้นที่ริมหนองหารหลวง ตรงท่านางอาบ (ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นบ้านน้ำพุ บ้านท่าศาลา อำเภอโพนนาแก้ว) สมมุตินามว่าเมืองหนองหารหลวง ขุนขอมได้เป็นเจ้าเมือง ขึ้นกับเมืองอินทปัฐนคร 


        ขุนขอมมีราชบุตรคนหนึ่งชื่อสุรอุทกกุมาร คือ เมื่อวันประสูติมีอัศจรรย์บังเกิดขึ้น มีน้ำพุเกิดขึ้นในที่ใกล้กับเมืองนั้น บิดาจึงให้นามว่า ซ่งน้ำพุ (ปัจจุบันคือบ้านน้ำพุ อำเภอโพนนาแก้ว) 

        ต่อมาพอพระชนม์ของเจ้าสุรอุทก จำเริญวัฒนาครบ ๑๕ พรรษา ขุนขอมผู้เป็นบิดาถึงแก่กรรม ฝ่ายกรมการราษฎร พร้อมกันเชิญเจ้าสุรอุทกขึ้นเป็นเจ้าเมือง สมมุตินามว่า “พระยาสุรอุทก”

        พระยาสุรอุทก ปกครองบ้านเมืองต่อมามีบุตรชายสององค์ องค์พี่ปรากฏนามว่าเจ้าภิงคาร องค์น้องปรากฏนามว่า เจ้าคำแดง 

        ในวันหนึ่งพระยาสุรอุทก มีคำสั่งให้เสนาข้าราชการจัดรี้พลโยธาออกตรวจอาณาเขตบ้านเมืองของตน ครั้นตรวจไปถึงปากน้ำมูลนที ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตอินทปัฐนคร เสนาข้าราชการทูลชี้แจงว่าที่นี้เป็นที่ แบ่งเขตเมืองหนองหารหลวงกับเมืองอินทปัฐนคร ตามลำน้ำมูลนที จรดดงพระยาไฟ ขุนขอมซึ่งเป็นบิดาของพระองค์ กับเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ได้มอบอำนาจให้ ธนมูลนาค เป็นผู้รักษาอาณาเขตต่อไป

        พระสุรอุทกทรงพิโรธว่า ปู่กับบิดามอบอำนาจให้ธนมูลนาค ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานรักษาอาณาเขตบ้าน เมืองยังไม่สมควร พระยาสุรอุทกชักพระขรรค์คู่กำเนิด ออกทำฤทธิ์ไต่ไปบนห้วงน้ำมูลนที และแกว่งพระขรรค์ แสดงฤทธิ์ข่มขู่ 

        ธนมูลนาคโกรธก็ทำฤทธิ์แสดงตนให้พระยาสุรอุทกเห็นเป็นอัศจรรย์ต่าง ๆ นานา ในขณะนั้น การแสดงฤทธิ์ต่างคนต่างไม่หยุดหย่อนท้อถอยซึ่งกันและกัน จนพระยาสุรอุทก ต้องยกรี้พลโยธากลับบ้านเมืองของตน 

        ฝ่ายธนมูลนาค เมื่อพระสุรอุทกกลับเมือง ก็ยังไม่ลืมความโกรธแค้นที่พระยาสุรอุทกมาลบหลู่ตน จึงจัดกำลังโยธาเพื่อนงูทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจของตนติดตามพระยาสุรอุทกไปถึงหนองหารหลวง สำแดงฤทธิ์พลโยธาทั้งหลายให้เป็นฟานเผือกขาวงามบริสุทธิ์ทุกตัว และเดินผ่านเมืองไปที่โพธิ์สามต้น (ปัจจุบันคือ ต.โพธิไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร) 

        ชาวเมืองทั้งหลายเห็นจึงนำเหตุขึ้นกราบเรียนพระยาสุรอุทกในทันที

พระยาสุรอุทกไม่มีความตรึกตรองอย่างหนึ่งอย่างใด สั่งให้นายพรานทั้งหลายไปช่วยกันล้อมจับเป็นมาถวาย ถ้าจับไม่ได้ให้จับตาย 

        นายพรานรับคำสั่งแล้วพร้อมทั้งราษฎรหลายคนติดตามไปจนถึงโพธิ์สามต้น จึงพบฝูงฟานด่อนกำลังกระจายตัวเล็มหญ้าอยู่ นายพรานจัดคนเข้าล้อมฝูงนาคที่สำแดงตัวเป็นฟานด่อน ฝูงฟานด่อนต่างหลบหนี เร้นกายกำบังตัวหายไปรวดเร็วราวกับความฝัน ยังอยู่แต่ธนมูลนาคตัวเดียวที่ยังคงทำท่าแทะเล็มหญ้าอยู่โดยไม่ได้ตกใจหนีไป แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถจับได้โดยง่าย

        ธนมูลนาคทำทีเดินหลอกล่อนายพรานกับกำลังโยธาเข้าไปในป่า เดินจนเหนื่อยแต่ก็ยังไม่สามารถจับได้ พอถึงหนองบัวสร้าง (ปัจจุบันคือพื้นที่บ้านหนองบัวสร้าง ต.อุ่มจาน อ.กุสุมาลย์ ตั้งอยู่ติดกับถนนสายนาหว้า-สกลนคร) 

        นาคฟานก็ทำทีเป็นเจ็บขา นายพรานกับพวกก็เข้าล้อมจะจับเอาเป็นก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจยิงฟานด่อนตัวนั้นด้วยหน้าไม้อันมีลูกดอกผสมด้วยยาพิษฮถูกฟานด่อนเข้าที่สำคัญ 

        ฝ่ายธนมูนนาค เมื่อถูกยิงครั้นจะต่อสู้กับนายพรานซึ่งไม่มีฤทธิ์เดชอะไรก็กลัวจะเสื่อมเสียเกียรติยศ จึงสูบเอาวิญญาณของตนออกจากร่างฟานด่อน จากนั้นฟานด่อนก็ถึงแก่ความตาย

        เมื่อฟานด่อนตายแล้ว ธนมูลนาคก็ทำฤทธิ์ให้ร่างกายฟานด่อนขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนเท่ากับช้างสาร ฝ่ายนายพรานเห็นได้ที ก็ให้กำลังโยธาเจ้ายกหามเอาซากศพฟานด่อน ยกเท่าไหร่ก็ยกไม่ไหวเพราะความหนักเกินประมาณ นายพรานจึงจัดกำลังเข้าลากเอาศพฟานเผือกลงมาทางโพธิ์สามต้น ครั้นถึงริมหนองหารหลวง จะชักลากซากศพฟาน เผือกสักเท่าใดก็ไม่ไหวจริง ๆ นายพรานจึงใช้ม้าเร็วนำเหตุไปกราบเรียนพระยาสุรอุทกให้ทรงทราบ 

        เมื่อพระยาสุรอุทกทรงทราบดังนั้น จึงมีคำสั่งให้เอาเนื้อฟานด่อนมาถวาย เมื่อนายพรานทราบดังนั้น จึงสั่งให้เหล่าทหารและพลเมืองเข้าแร่เนื้อฟานด่อนเพื่อนำเข้าถวายพระยาสุรอุทก แต่แร่อยู่ ๓ วัน ๓ คืน ก็ไม่หมด พระยาสรุอุทกจึงรับสั่งให้แจกจ่ายเนื้อฟานด่อนให้ชาวเมืองได้กินกันทั่วหน้า แต่เนื้อฟานด่อนยังงอกทวีขึ้น จนคนในเมืองได้รับประทานทั่วกัน


        ฝ่ายพระยาสุรอุทกได้รับประทานเนื้อฟานเผือก ก็มีความยินดีปรีเปรมเกษมสุข เพราะเป็นเนื้อที่มีรส หวานอร่อยดีกว่าเนื้อสัตว์ต่างๆที่ผ่านมา ฝ่ายพระยานาคเมื่อรวบรวมกำลังโยธาได้แล้วก็ยังไม่หายความโกรธ พากัน ทำฤทธิ์มุดลงไปในบึงหนองหารหลวง 

        พอตกเวลากลางดึก ท่ามกลางเสียงที่เงียบสงัด คนในเมืองนอนหลับกันอย่างสงบเพราะฤทธิ์ของเนื้อฟานด่อน พระยานาคกับกำลังรี้พล จึงยกพล ขุดแผ่นดินเมืองหนองหารหลวงนั้น ให้ล่มลงเป็นน้ำผืนเดียวกับหนองหารหลวง 

        ธนมูลนาคก็ตรงเข้าจับพระยาสุรอุทกด้วยบ่วงบาศก์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และลงเวทย์มนต์คาถาไว้ และชักลากพระยาสุรอุทกลงไปที่แม่น้ำโขง เมื่อธนมูลนาคและเหล่านาคทั้งหลายพากันชักลากพระยาสุรอุทกไปตามทุ่งนาป่าเขา วกไปวนมาหวังให้ได้รับความทุกขเวทนา ความลำบาก พอถึงแม่น้ำโขง พระยาสุรอุทกก็ขาดใจตาย ธนมูนนาค จึงส่งศพพระยาสุรอุทกไปยังเมืองอินทปัฐนคร ซึ่งเป็นเมืองเชื้อสายเดิม

        (หนทางที่ธนมูนนาค ชักลากพระยาสุรอุทกไปยังแม่น้ำโขงนั้นได้กลายเป็นล่องลึกและกลายมาเป็นลำน้ำ ชาวบ้านจึงเรียกลำน้ำนี้ว่าลำน้ำกรรม (ลำน้ำก่ำ ในปัจจุบัน) เพราะธนมูนนาคทรมานพระยาสุรอุทกให้ได้รับกรรมเช่นเดียวกับที่พระองค์สั่งให้คนลากร่างฟานด่อนมายังริมหนองหาน

        ส่วนหนทางที่นายพรานลากฟานด่อนมาถึงริมฝั่งหนองหาน ก็เกิดเป็นร่องลึกจนกลายมาเป็น”คลองน้ำลาก” ไหลจากตำบลโพธิไพศาลมาตกยังหนองหานในปัจจุบัน)

        ฝ่ายเมืองหนองหารหลวง เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดง กับญาติวงศ์ข้าราชการ ชาวประชาชนซึ่งรู้สึกตัวก่อนจมน้ำ ก็ต่างคนต่างว่ายน้ำออกไปอาศัยอยู่ตามเกาะดอนกลางหนองหาร (ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เกาะดอนสวรรค์) ซึ่งเหลือจากกำลังนาคทำร้ายไม่หมด เจ้าภิงคารเจ้าคำแดงก็พาญาติวงศ์บ่าวไพร่ ขี่แพข้ามมาตั้งพักพลกำลังโยธาอยู่ที่โพนเมือง ริมหนองหารหลวงข้างทิศใต้ เจ้าภิงคารเจ้าคำแดง พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ ไปตรวจหาชัยภูมิที่จะตั้งบ้านสร้างเมือง เห็นว่าภูน้ำลอดเชิงชุม เป็นที่ชัยภูมิดี และเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทด้วย 

        เจ้าภิงคารจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ข้าพเจ้าจะพาครอบครัวมาตั้งบ้านสร้างเมืองขึ้นที่ภูน้ำลอดนี้ เพื่อปฏิบัติรอยพระพุทธบาทด้วย ขอให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์ จงช่วยอภิบาลบำรุงให้บ้านเมืองวัฒนาถาวรต่อไป

        ในขณะนั้นมีพญานาคผู้ทรงศีลธรรมตัวหนึ่ง ชื่อว่าสุวรรณนาค ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาทพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ที่ภูน้ำลอด มีเกล็ดเป็นทองคำ ได้ผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธาดล และอภิเศกให้เจ้าภิงคารเป็นเจ้าเมืองหนองหารหลวง ให้พระนามว่า “พระยาสุวรรณภิงคาร” (แปลว่าน้ำเต้าทองคำ) และได้ราชาภิเษกกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชธิดาของเจ้าเมืองอินทปัฐนคร (เชื้อสายเดียวกับผู้เป็นบิดา) เป็นเอกอัครมเหสี พระยาสุวรรณภิงคารและพระนางนารายณ์เจงเวงก็ได้ครองเมืองหนองหารหลวงโดยสวัสดิภาพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        ฝ่ายเมืองหนองหานน้อย(คาดว่าปัจจุบันคือ หนองหาน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี) ไม่มีผู้ครองบ้านเมือง เสนาอำมาตย์จึงทำพิธีอธิษฐานเสี่ยงราชรถหาผู้ครองบ้านเมืองต่อไป รถอันเทียมด้วยม้ามีกำลังก็พามาสู่หนองหารหลวง ราชรถเข้าไปเกยที่บันไดวังเจ้าคำแดง เสนาอำมาตย์ จึงกราบทูลเชิญเจ้าคำแดงไปเป็นเจ้าเมืองหนองหานน้อย เมืองหนองหานน้อยกับเมืองหนองหารหลวงจึงเป็นไมตรีพี่น้องกัน

        ครั้นต่อมาถึงศาสนาพระโคดมบรมครูเจ้าของเรานี้ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสาวกอรหันต์ จำนวน 1,500 รูป เสด็จมาจากเมืองศรีโคตรบูร แล้วมาฉันข้าวที่ภูกำพร้า หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดอยเข็ญใจ 

        พระองค์ระลึกถึงประวัติพระพุทธเจ้าสามองค์ ที่เข้าสู่ปรินิพพาน แล้วได้มาประชุมรอยพระบาทไว้ที่ภูน้ำลอดเชิงชุมทุกๆองค์ พระองค์เห็นว่าจวนจะเข้าปรินิพพานแล้ว จึงพาสวกพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ไปสู่ภูน้ำลอดเชิงชุม ประทานรอยประทับลงที่แผ่นศิลา ซึ่งฝังอยู่ที่ภูน้ำลอด 

        ขณะนั้นพระยาสุวรรณภิงคาร ได้พร้อมบริวารมารับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้กระทำปาฏิหารย์ ให้พระยาสุวรรณภิงคารเห็นเป็นอัศจรรย์ คือแสดงให้มหารัตนมณีสามดวง ออกมาจากพระโอฐษ์ มีรัศมีรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลย์ทั่วทั้งอากาศนพดล คนทั้งหลายเห็นพอเส้นขนพองสยองเกล้า 

        พระยาสุวรรณภิงคารจึงกราบทูตพระผู้มีพระภาคเจ้า ถามปัญหาในข้ออัศจรรย์
        พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสพระสัทธรรมเทศนาว่า ที่นี้เป็นที่อันประเสริฐอันหนึ่งแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งได้ตรัสรู้สัพพัญญูเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ ทุกพระองค์เมื่อจวนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ก็ได้มาประชุมรอยพระพุทธบาทไว้ที่นี่ รัตนมณี ๓ ก็คือ ควงที่ ๑ พระเจ้ากุกกุฏสนธิ์ ดวงที่ ๒ คือพระโกนาคมน์ ดวงที่ ๓ คือพระเจ้ากัสสปที่ล่วงลับเข้าสู่ปรินิพพาน ดวงที่ ๔ ซึ่งเสด็จออกมาทีหลังก็คือองค์สัมมาสัมพุทธโคดมนี้แล เมื่อหมดศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ พรรษาแล้ว ยังจะมีพระศรีอาริยเมตไตรเจ้าองค์หนึ่ง ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกัปนี้ พระองค์ก็ยังจะได้มาประชุมรอยพระบาทไว้ที่นี้อีกจึงจะหมดภัทรกัป 

        พระยาสุวรรณภิงคารเมื่อสดับฟังรสธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีความโสมนัสยินดีปรีดาปราโมทย์ในพระสัทธรรมเทศนานั้นยิ่งนัก เพราะว่าบ้านเมืองของตนตั้งอยู่ในสถานที่อันประเสริฐ พระยาสุวรรณภิงคาร ชักพระขรรค์ออกจะตัดศรีษะของพระองค์ถวายบูชาพระสัทธรรมเทศนา

        ฝ่ายพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี เห็นพระองค์ทรงพระสัญญาวิปลาส ดังนั้นจึงเข้ากุมพระหัตถ์แย่งพระขรรค์ไว้ แล้วทูลว่า เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์มายุอยู่ยืนนาน ก็จะได้อุปถัมภ์บำรุงรอยพระพุทธบาท สืบพระพุทธศาสนาสร้างบุญกุศลสืบไป 

        พระยาสุวรรณภิงคารได้ยินนางเทวีห้าม ก็สะดุ้งพระทัยรู้สึกถึงคุณพระรัตนตรัย มีพระสติเลื่อมใสในรอยพระพุทธบาท พระยาก็ถอดมงกุฏกษัตริย์ ซึ่งมีราคาแสนตำลึงทองคำมณี สวมลงไปในรอยพระพุทธบาทเป็นเครื่องบูชา แล้วพระยาสุวรรณภิงคารก็อาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ไปรับบิณฑบาตรที่พระราชวังของพระองค์ 

        พระพุทธเจ้ากระทำภัตกิจรับฉันอาหารบิณฑบาตร ทรงอนุโมทนาซึ่งทานแห่งพระยาสุวรรณภิงคารแล้ว ก็เสด์จไปประทับพระบรรทมที่แท่นศิลาอาสน์ ณ ดอยคูหาแล้วก็เสด็จไปเมืองกุฉินารายณ์ พระองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานในกาละนั้น

        

        ฝ่ายพระยาสุวรรณภิงคารกับพระนางนารายณ์นารายณ์เจงเวงราชเทวี ออกพร้อมด้วยบริวารสร้างอุโมงค์ก่อเป็นรูปเจดีย์สวมรอยพระพุทธบาทไว้ที่คูน้ำลอดเชิงชุม ให้นามว่าพระเจดีย์พุทธบาทโรมชุมหรือเชิงชุม ซึ่งมีรอบพระพุทธบาททั้ง ๔ พระองค์มารวมกันทับซ้อนอยู่เป็นหลักฐาน ณ แผ่นศิลาข้างล่างอูบมุงที่พระเจดีย์นั้น พระโบราณาจารย์เจ้าจึงอธิบายคาถาไว้ แก่ผู้มีน้ำใจเลื่อมใสศรัทธานมัสการพระเจดีย์นี้ ให้กล่าวว่า จตุภคา พุทธปาทะเจติยัง ปิงคะลังอหังวันทามิ ดังนี้

        ครั้นเมื่อถึงเดือน ๖ เพ็ญ วันพุทธปีชวด พระยาสุวรรณภิงคาร ได้ข่าวว่าพระสัมนะโคดมบรมศาสดา ปะยะมุลณีศรีสัญญเพ็ชรพระพุทธเจ้าของเรา เสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระเจ้ากับพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป จำนำเอาอุรังคธาตุพระพุทธเจ้า มาประดิษฐ์ฐานไว้ที่ภูกำพร้าพระยาสุวรรณภิงคารประชุมข้าราชการราษฏรทั้งหลายว่าเราคิดถึงคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นอันมาก ควรเราทั้งหลายจะสร้างอุโมงค์ไว้คอยอุรังคธาตุ เพื่อรอแบ่งไว้สถาปนาเป็นทีสักการะบูชาสืบพระศาสนาต่อไป

        ข้าราชการราษฎรทั้งชายและหญิง มีความยินดีเห็นชอบด้วย แต่ความมีศรัทธาแยกเป็น ๒ พวก คือพวกผู้ชายพอใจจะไปก่ออุโมงค์ไว้ที่ดอยคูหา(ภูเพ็ก) ซึ่งเป็นพระแท่นบัลลังก์พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับบรรทมที่นั่น พระยาสุวรรณภิงคารก็เห็นชอบด้วย ฝ่ายผู้หญิงมีพระนางนารายณ์เจงเวงเป็นประธาน พอใจที่จะก่ออุโมงค์ที่สวนอุทยานเจงเวง และจะก่อสร้างสะพานด้วยหินศิลาแลงตามถนนออกจากเมืองให้ไปถึงอุทยานนารายณ์เจงเวง(ปัจจุบันคือสะพานขอมโบราณ ตรงลานรวมใจไทสกลฯ ตรงข้ามห้างโลตัส) เพื่อความสะดวกในการไปมานมัสการบูชาพระธาตุนั้นทุกฤดูกาล ฝ่ายพระยาสุวรรณภิงคารก็อนุญาตตามความประสงค์ของพระนางเจ้านั้น ฝ่ายผู้ชายต่างมีความโสมนัสยินดี พูดจาแข่งกันว่า เมื่อรวบรวมหินแลง หินทราย หินอ่อน อิฐ ปูน พอแล้ว ก่อเวลาใดให้ให้สัญญากันเอาไว้ คือให้เสร็จภายในวันกับคืนเป็นอย่างช้า เมื่อให้อาณัติสัญญากันแล้วก็ลงมือก่อ ครั้นเวลากลางคืน ผู้ชายพวกหนุ่มๆ ก็ลักลอบมาก่อช่วยผู้หญิงโดยเสียมาก เพราะยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง อุโมงค์ของผู้หญิงก่อจึงสำเร็จก่อน และทั้งนางนารายณ์เจงเวงก็เป็นผู้มีไหวพริบดี สั่งให้บ่าวเอาโคมไปขึ้นผูกโยงเสาให้สูงบนต้นไม้ เพื่อให้แสงสว่างทั่วไป ฝ่ายผู้ชายที่ก่ออุโมงค์อยู่บนดอยคูหา เห็นแสงโคมก็สำคัญว่าดาวเพ็กหรือดาวประกายพรึกออกแล้ว ก็พากันหยุดเสียก่อขึ้นไปได้แต่เพียงขื่อเท่านั้น ฝ่ายหญิงก่อวันยังค่ำคืนยังรุ่งก็สำเร็จในคืนนั้น

        พอรุ่งขึ้นพระมหากัสสปกับพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ เป็นบริวารเชิญพระอุรังคธาตุพระพุทธเจ้ามาถึงดอยคูหา พระยาสุวรรณภิงคารกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี ขอแบ่งพระอุรังคธาตุพระพุทธเจ้า จะสถาปนาไว้ ณ อุโมงค์ของตนเพื่อเป็นที่ไหว้และบูชา ให้สำเร็จความปรารถนาของตนพระมหากัสสปเถรเจ้า จึงวิสัชนาว่าที่นี้ไม่ใช่ภูกำพร้า จะแบ่งอุรังคธาตุพระพุทธเจ้าที่นี้ก็ผิดจากคำพระพุทธวัจนะซึ่งทรงอาตมาไว้ แล้วจะไม่เป็นมงคลอันประเสริฐแก่พระยาเจ้า พระมหากัสสปจึงให้พระอรหันต์กลับไปเอาถ่านไปหรือพระอังคารพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ที่อุโมงค์คอยดูหา อุโมงค์นารายณ์เจงเวงพอเป็นที่นมัสการบูชา พระมหากัสสปให้นามอุโมงค์ดอยคูหาว่าธาตุภูเพ็ก โดยเหตุผู้ชายหลงว่าโคมไฟผู้หญิงเป็นดาวเพ็ก จึงก่ออุโมงค์ไม่สำเร็จ และให้นามอุโมงค์นางนารายณ์เจงเวงว่า ธาตุนารายณ์เจงเวง ตามนามพระนางนารายณ์เวงเจง ซึ่งเป็นเจ้าของสร้างบวงสรวงนั้น พระมหากัสสปจัดการสถาปนาธาตุภูเพ็กและธาตุเจงเวง ก็พร้อมอรหันต์ ๕๐๐ องค์เชิญพระอุรังคธาตุเจ้าไปยังภูกำพร้าพร้อมทั้งพระยาสุวรรณภิงคารและท้าวพระยาทั้งหลาย ก่ออุโมงค์สวนพระอุรังคธาตุพระพุทธเจ้าไว้ที่ภูกำพร้า แล้วก็ต่างองค์ต่างกลับไปยังบ้านเมืองของตน

ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหารหลวงเกิดทุกขภัยฝนแล้งมา 7 ปี ราษฎรไม่ได้ทำนา เกิดความอดอยากข้าปลาอาหารไม่มีจะกิน เจ้าเมืองอพยพ ราษฎรอยู่ที่เมืองหนองหาร หลวงไปอยู่ที่เมืองเขมรกันหมด ทิ้งให้เมืองหนองหารหลวงกลายเป็นเมืองร้าง

        ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองหนองหารหลวงตก ไปอยู่ในความปกครอง ของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า "เมืองเชียงใหม่หนองหาร" (หรือเมืองสระหลวง) ซึ่งแสดงว่า เมืองหนองหารหลวง มีความสัมพันธ์กับ เวียงจันทน์ เสมอมาก่อนที่อิทธิพลกรุงเทพฯจะเข้าไปถึงสกลนคร และคงอยู่ใต้การปกครองกันไปมา ระหว่างอาณาจักรล้านช้างกับอาณาจักรสุโขทัย และไม่ค่อยมีบทบาททางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นนัก จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้คนกระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆ ทำมาหากินตามริมหนองหาร จ่ายส่วย อากรให้เจ้าแขวงประเทศราชศรีโคตรบอง(เมืองศรีโคตรบูรณ์) เพื่อถวายต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองให้แก่ราชธานีกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

        ต่อมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยครอบครัวมาตั้งรักษา พระธาตุเชิงชุม จนมีผู้คนมากขึ้นแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็นเมืองสกลทวาปี โดยตั้งให้ อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์เป็นพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปีคนแรก

        ต่อมาปี พ.ศ. 2369 สมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียมกำลังป้องกันเมือง เจ้าพระยาบดินทร์ เดชานุชิต(สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพมาตรวจราชการเห็นว่าเจ้าเมืองกรมการไม่เอาใจใส่ต่อบ้านเมืองปล่อยให้ข้าศึก (ทัพเจ้าอนุวงศ์) ล่วงล้ำได้ โดยง่าย จึงสั่งให้นำตัวพระธานีไปประหารชีวิตที่หนองทรายขาว พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนในเมืองสกลทวาปีไปอยู่ที่ กบินทร์บุรีบ้าง ประจันตคามบ้าง ให้คงเหลือรักษาพระธาตุเชิงชุม แต่พวกศรีคอนชุม ต.ธาตุเชิงชุม บ้านหนองเหียน บ้านจานเพ็ญ บ้านอ่อมแก้ว บ้านธาตุเจงเวง บ้านพราน บ้านนาคี บ้านวังยางและบ้านพรรณา รวม 10 ตำบล เพื่อให้เป็นข้าปฏิบัติพระธาตุเชิงชุมเท่านั้น

        ในสมัยต่อๆมาได้มีราชวงศ์คำแห่งเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้อพยพข้ามแม่น้ำ โขงเข้ามาขอพึ่ง พระบรมโพธิสมภาร ขอสร้างบ้าน แปงเมืองขึ้นใหม่ที่เมืองสกลทวาปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ราชวงศ์คำเป็น พระยาประเทศธานี(คำ) ในตำแหน่งเจ้าเมืองสกลทวาปี และทรงเปลี่ยน นามเมืองใหม่เป็น สกลนคร ตั้งแต่บัดนั้นมา


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก วิกิพีเดีย
        หนองหารหลวง เป็นหัวเมืองหลักทางเหนือของอาณาจักรขอมในสมัยนั้น สันนิษฐานน่าจะเป็นเมืองประเทศราชเช่นเดียวกับ พิมาย หรือละโว้ ของอาณาจักรขอม ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองที่เมืองพระนคร(นครธม) เมืองหนองหารหลวงมีเขียนบันทึกไว้ใน ตำนานอุรังคธาตุ ในตอนที่สร้างองค์พระธาตุพนม จังหวัดนครพนมตอนหนึ่งว่า[1]
        "...เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จ จนเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ ดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ ขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วง เผาพระสรีระได้เองเป็นอัศจรรย์ เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น (ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไปบิณฑบาตที่ เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณภิงคาระ(สุวรรณภิงคาร) ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม และพระธาตุนารายณ์เจงเวง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้ว
เมื่อพญาทั้ง 5 ซึ่งอยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมืองศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหานน้อย และพญาสุวรรณภิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง ได้พากันปั้นดินดิบก่อแล้วเผาไฟ ตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบพิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ
        ครั้นปั้นดินเสร็จแล้วก็พากันขุดหลุมกว้าง 2 วา ลึก 2 ศอก เท่ากันทั้ง 4 ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา 4 เหลี่ยม สูง 1 วา โดยพญาทั้ง 4 แล้ว พญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง 1 วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน เอาไม้จวง จันทน์ กฤษณา กระลำพัก คันธรส ชมพู นิโครธ และไม้รัง มาเป็นพื้น ทำการเผาอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อสุกแล้วจึงเอาหินหมากคอยกลางโคก มาถมหลุม เมื่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าวเสร็จแล้ว พญาทั้ง 5 ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ในอุโมงค์เป็นพุทธบูชา
        จากนั้น พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้างประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระวัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยังปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน.
Comments