เรื่องที่ 1 ประวัติความเป็นมาของจังหวัดกาฬสินธุ์

   กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งบอกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าละว้า ซึ่งมีความเจริญทางด้านอารยธรรมประมาณ 1,600 ปี

        พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า “เมืองกาฬสินธุ์” หรือ “เมืองน้ำดำ” ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล “กาฬ” แปลว่า “ดำ” “สินธุ์” แปลว่า “น้ำ” กาฬสินธุ์จึงแปลว่า “น้ำดำ”

ภาพ:Mapks1_03.jpg

ประวัติศาสตร์จังหวัดกาฬสินธุ์

   ประวัติความเป็นมาตามยุคต่างๆ

      ยุคก่อนประวัติศาสตร์

  ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถแบ่งตามลักษณะการดำรงชีวิตเป็นสองกลุ่มคือ

        สังคมล่าสัตว์ สิ่งที่แสดงวถึงการใช้ชีวิต ในกลุ่มสังคมล่าสัตว์คือเครื่องมือหินกระเทาะ และหลักฐานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่ปรากฎในศิลปะ ถ้ำซึ่งพบมากในอีสาน สำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์มีหลักฐานในสมัยหินกลาง เช่น เครื่องมือหินกระเทาะที่พบกระจัดกระจายตามแถบเทือกเขาภูพาน นอกจากนั้นยังพบภาพเขียนสีที่ถ้ำลายมือภูผาผึ้ง และถ้ำเชียงเมี่ยง เขตภูหัววนา ใกล้บ้านห้วยม่วง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์

        สังคมกสิกรรม อยู่ในยุคหินใหม่และยุคโลหะ พบเครื่องมือขวานหินขัด ที่โนนบ้านฮ้าง อำเภอกุฉินารายณ์ พบแหล่งโบราณคดีที่วัดโนนมะขาม บ้านห้วยม่วง และบ้านโนนฮ้างปลาฝา อำเภอกุฉินารายณ์พบเศษภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมากก ทั้งที่เป็นลายเชือกทาบ ผิวสีน้ำตาล ผิวสีขาว ชนิดที่เคลือบด้วยสีแดง และไม่เคลือบ ชาวบ้านเรียกว่า ไหเท้าช้าง หรือไหขอม และยังพบลูกปัดแก้วสีเขียว สีส้มรวมกับกระดูกสัตว์และมนุษย์ ลูกกระพวรสำริด สำหรับผูกคอสัตว์เลี้ยงและดินเผาเป็นต้น

        หลักฐานที่พบในหลุมฝังศพของเมืองฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย เช่นเครื่องสังเวยในหลุมฝังศพ แต่ละหลุมจะมีคุณค่าแตกต่างกันไป แสดงให้เห็นถึงฐานะและระบบสังคม ความเชื่อ

        การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ของสังคมกสิกรรมในเขตจังหวัด กาฬสินธุ์ ได้เริ่มมาเป็นเวลาเ กือบสามพันปี หลักฐานเกี่ยวกับการปลูกข้าว การขุดพบภาชนะดินเผา ที่ใช้แกลบผสมดินเหนียว และทรายผสมอยู่ ที่แหล่งโบราณคดีบ้านโนนฮ้าง และวัดโนนมะขาม

   ยุคสังคมเมือง

        ประวัติศาสตร์อีสานหลายฉบับให้หลักฐานตรงกันว่า ดินแดนในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นดินแดนของกลุ่มชนละว้า ซึ่งไม่ทราบว่าอพยพมาจากที่ใด มีการนับถือผี และเทวดาประจำท้องถิ่น จนกระทั่งพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ แพร่เข้ามาในพื้นที่นี้ จากพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ไปแล้ว พวกละว้าจึงหันมานับถือพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์แทน

        ในประวัติศาสตร์ไทยลาวได้กล่าวถึงชนชาติละว้า เป็นกลุ่มที่มีความเจริญมาก่อนขอม และจัมปา ละว้าแบ่งการปกครองออกเป็นสามอาณาจักร คือ

         อาณาจักรทวารวดี มีเมืองสำคัญอยู่สามเมืองคือเมืองนครปฐม เป็นราชธานี เมืองละโว้ (เปลี่ยนเป็นลพบุรี เมื่อขอมเข้าครอง) และเมืองสยาม (เปลี่ยนเป็นสุโขทัย เมื่อไทยเข้าครอง)

         อาณาจักรยางหรือโยนก อยู่ในดินแดนทางภาคเหนือ มีเมืองยางเป็นราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเหนือเชียงแสน แม่น้ำสาย เดิมชื่อแม่น้ำละว้า

         อาณาจักรโคตรบูรณ์ หรือพนมหรือฟูนัน อยู่บริเวณภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน มีเมืองนครพนมเป็นราชธานี มีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าทุกอาณาจักร

        ดินแดนจังหวัดกาฬสินธุ์ มีกลุ่มชนละว้าอาศัยอยู่หลายกลุ่มไปมาหาสู่กันในดินแดนของอาณาจักรทั้งสาม เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นชุมชนโบราณของชาวละว้ากลุ่มหนึ่ง ตามประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเมืองกาฬสินธุ์ไว้ว่า รกรากเดิมเป็นถิ่นของชาวละว้า ตามยตำนานสมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองกาฬสินธุ์เดิมชื่อเมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองที่สวยงามมากเมืองหนึ่ง

        เราสามารถแบ่งสมัยเพื่อความสะดวกในการศึกษา โดยแบ่งตามร่องรอยการสืบเนื่องทางวัฒนธรรมจนมาถึงสมัยไทยลาว แบ่งเป็นสามกลุ่มได้ดังนี้

    ยุคร่วมสมัยวัฒนธรรมทวารวดี

        หรือกลุ่มวัฒนธรรมมอญได้เจริญรุ่งเรืองในภาคอีสาน โดยเริ่มเป็นปึกแผ่นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กลุ่มชนชาติมอญได้รับอารยธรรมอินเดียเช่นศาสนา การปกครอง และขนบธรรมเนียมประเพณี เข้ามาเผยแพร่ในภาคอีสานสองทางคือจากภาคกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาทางช่องเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น และพนมดงรัก ลงมาสู่ลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ และอีกทางหนึ่งแพร่มาจากอาณาจักรเจนละ ทางปากน้ำโขงกับทางภาคตะวันออกของกัมพูชา ขึ้นมาตามแม่น้ำโขง เข้าสู่ที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ลุ่มแม่น้ำชี และแม่น้ำโขง ของภาคอีสาน

        อารยธรรมทางศาสนาที่แพร่มาทางภาคกลางเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เมื่อกลุ่มชนชาติมอญเข้ามาทำให้เกิดเมืองขึ้นมากมาย ตามเส้นทางคมนาคมหลายแห่ง ที่หนาแน่นคือบริเวณลุ่มแม่น้ำชี ตั้งแต่เขตจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบล ฯ มีเมืองขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำล้อมรอบหลายเมือง มีการค้นพบซากโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องทางพระพุทธศาสนา เช่นเสมาหิน โบสถ์ วิหาร พระสถูปเจดีย์ ตลอดจนซากปรักหักพังอื่น ๆ อีกมาก

        กลุ่มวัฒนธรรมมอญที่เข้ามามีอิทธิพลในเขตจังหวัดกาฬสิทธุ์ นั้น น่าจะเข้ามาในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ และน่าจะเข้ามาทางภาคเหนือ ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ แถบเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์และสุโขทัย จากนั้นได้แพร่ขยายเข้าสู่ที่ราบลุ่มโคราช จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำชี ปรากฎร่องรอยของวัฒนธรรมมอญอย่างเต็มรูปแบบ เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองหนึ่งที่เกิดขึ้น บริเวณลุ่มแม่น้ำชีและเป็นเมืองเดียวที่ใหญ่โตที่สุดในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเจริญรุ่นราวคราวเดียวกันกับเมืองคอนสวรรค์ ในเขตจังหวัดชัยภูมิ เมืองจำปาศรี ในเขตอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองจัมปาขัณฑ์ ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และเมืองโบราณที่บ้านตาดทอง เมืองเตย เมืองมังกร ในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

        เมืองโบราณยุคทวารวดี ที่พบในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีขนาดเล็กยังพบที่บริเวณบ้านส้มป่อย ตำบลสระพังงทอง อำเภอเขาวง บริเวณบ้านโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ บริเวณวัดกู่ดาวพุทธนิมิต บ้านโสกทราย อำเภอสหัสขันธ์ บริเวณวัดโนนมะขาม บ้านห้วยม่วง อำเภอกุฉินารายณ์ มีการขุดพบหลักฐานต่าง ๆ เช่น จารึกใบเสมาหิน เครื่องมือเครื่องใช้และเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก บอกถึงยุคร่วมวัฒนธรรมมอญ ซึ่งพอจะแยกกลุ่ม ได้ดังนี้

        เมืองฟ้าแดดสงยาง คนพื้นเมืองเรียกเมืองฟ้าแดดสูงยาง แต่ตามวรรณกรรมท้องถิ่นเรียกฟ้าแดดสงยาง ตามชื่อบ้านเรียกบ้านก้อม ตามประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งกรุงเวียงจันทน์ เรียกโพนผึ่งแดด ปัจจุบันเมืองนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย ผังเมืองเป็นรูปวงรี คล้ายใบเสมา มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ ผังเมืองยาวประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร กว้างประมาณ ๑,๓๕๐ เมตร ได้มีการขุดแต่งและปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๐

        จากการขุดแต่งครั้งแรก พบร่องรอยศาสนสถานจำนวน ๑๔ แห่ง สร้างขึ้นตามอุดมคติทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะศิลปกรรมแบบทวารวดี มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ โบราณวัตถุที่พบมีพระพิมพ์ดินเผามีลักษณะงดงามมาก ใบเสมาหินทรายสลักภาพพุทธประวัติ ภาพทศชาติที่พบมีพระเตมีย์ พระมหาชนก สุวรรณสาม พระภูริทัต พระจันทกุมาร และพระเวสสันดร และใบเสมาที่เล่าเรื่องไม่ใช่ทศชาติ เช่น มหาหงส์ มหาปิชาดก ฉันทชาดก และสรภังชาดก มีใบเสมาเป็นจำนวนมาก ที่ไม่มีภาพเล่าเรื่องต่าง ๆ มีลักษณะเป็นแผ่นเรียบมีจำนวนกว่า ๑๐๐ แผ่น

        จารึกที่ขุดพบมีทั้งที่เป็นลักษณะใบเสมา และจารึกหลังพระพิมพ์ดินเผา จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ จากหลักฐานที่ใบเสมาหินและจารึกได้สรุปว่า เมืองฟ้าแดดสงยางเคยมีความสำคัญมาแล้วสองสมัย เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ เป็นยุคร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวาราวดีที่พบในภาคกลาง และสมัยที่สองคือสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

        ชุมชนที่เมืองฟ้าแดด ฯ มีการขยายตัวตลอดเวลา มีร่องรอยการผลิตเกลือหลายแห่ง รู้จักทำเครื่องสำริด และเครื่องมือเหล็ก แปลงนามีผังเป็นตารางหมากรุกมีขนาด และรูปร่างเป็นแบบเดียวกันตลอด

        จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงการล่มสลายของเมือง ฟ้าแดด ฯ ว่าเกิดจากกษัตริย์พม่าคือพระเจ้าอโนธรามังช่อ ซึ่งครองราชย์อาณาจักรพม่าเมื่อปี พ.ศ.๑๕๕๓ ได้ทำการปราบปรามมอญตลอดบริเวณอ่าวเบงกอล และรุกอาณาจักรขอมทางเหนือคือ เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) รุกมาทางใต้ จนถึงเมืองฟ้าแดดสงยางโคตรบูรณ์ และเมืองในสมัยเมืองฟ้าแดด ฯ อีกสามเมืองคือ เมืองเชียงโสม เมืองเชียงสาและเมืองเชียงสร้อย จากนั้นเมืองฟ้าแดด ฯ ก็กลายเป็นเมืองร้าง ต่อมาพวกขอมที่หลงเหลืออยู่กับพวกข่า ได้เข้ามาอาศัยจนถึงประมาณปี พ.ศ.๑๙๐๐ พระเจ้าฟ้างุ้มแห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้ขยายอาณาเขตเข้ามาในดินแดนภาคอีสาน ยึดได้เมืองร้อยเอ็ดจากพวกขอม แล้วเลยไปตีเมืองพระสาด เมืองพระสระเขียน เมืองพระนารายณ์ เมืองพระนาเทียมและเมืองโพนผึ่งแดด (เมืองฟ้าแดด ฯ) ไปอยู่ในอำนาจของล้านช้าง

หลักฐานที่พบบริเวณเมืองฟ้าแดดฯ มีดังนี้         - ซากเมืองโบราณที่เป็นคูน้ำคันดินที่เป็นลักษณะถนนจากทิศใต้ของตัวเมือง ผ่านเข้าบริเวณชุมชนในตัวเมือง

        - ใบเสมาขนาดต่าง ๆ มีจำนวนนับร้อยใบ บางใบมีภาพเล่าเรื่องในพระพุทธศาสนา

        - จารึกอักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ

        - พระพิมพ์ดินเผาที่เหมือนกับพระพิมพ์ดินเผาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และที่ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

        - สถูปเจดีย์ต่าง ๆ กว่าสิบองค์ องค์ใหญ่ที่สำคัญคือ พระธาตุยาคู

        - เครื่องใช้ประเภทกระเบื้องมีทั้งสมัยทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา รัตนโกสินทร์ และจากจีนในสมัยราชวงศ์ซุ่ง ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์เหม็ง

        - เครื่องใช้ประเภทสำริด เช่น ลูกกระพรวนสำริด

        - เครื่องประดับประเภทแก้ว เช่น ลูกปัดแก้ว

        - สระน้ำโบราณหลายสระ เช่น สระหนองตระพัง

        - ร่องรอยการผลิตเกลือ ลักษณะเป็นเนินดิน พบทั่วไปบริเวณนอกตัวเมือง

        - เครื่องปั้นดินเผาขนาดเล็กชนิดปากบาน แบบมีลายเขียนสีและไม่มีลายเขียนสี เคลือบด้วยน้ำโคลน

        - ลูกกระสุนดินเผา

        - โครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย หมู หมา

กลุ่มศิลปะร่วมสมัยทวาราวดีที่พบในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ พอประมวลได้ดังนี้

        - จารึกวัดบ้านมะค่า พบที่บ้านมะค่า อำเภอท่าคันโท เป็นจารึกหินทรายทรงสี่เหลี่ยม จารึกด้วยอักษรสมัยหลังปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔

ภาพ: Untit.JPG

        - จารึกฐานพระพุทธรูป พบที่บ้านโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จารึกด้วยอักษรสมัยหลังปัลลวะ มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔

        - จารึกสถาปนาสีมา ที่วัดโนนมะขาม บ้านห้วยม่วง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นจารึกทรงกลมประเภทหินทรายสีเทา จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔

        - จารึกบ้านส้มป่อย พบที่วัดบ้านส้มป่อย อำเภอเขาวง เป็นจารึกหลังใบเสมา จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔

        - จารึกภูค่าว พบบริเวณภูค่าว ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จารึกด้วยอักษรปัลลวะ เป็นภาษามอญโบราณ มีอายุอยู่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔

        - จารึกบ้านสว่าง พบที่บ้านสว่าง ตำบลหนองแบน อำเภอกมลาไสย

        - กลุ่มใบเสมาหินแผ่นเรียบ พบที่วัดภูค่าวพุทธนิมิตร บ้านโสกทราย อำเภอสหัสขันธ์ มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖

ภาพ: Unt.JPG

        - พระพุทธไสยาสน์ภูปอ อยู่บริเวณเนินเขาบ้านบ๋านกขาบ ตำบลภูปอ อำเภอเมือง ฯ จำนวนสององค์ อยู่ในสมัยทวาราวดี

ภาพ:Iuyui.JPG

        - พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว อยู่ที่บ้านโสกทราย อำเภอสหัสขันธ์ อยู่ในสมัยทวารวดี

   ยุคร่วมสมัยวัฒนธรรมขอม (ศิลปะลพบุรี)

        ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘ ดินแดนอีสานได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างเต็มรูปแบบจากอาณาจักรขอม มรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาเป็นผลมาจากความเชื่อทางศาสนาฮินดูและพระพุทธ ศาสนาฝ่ายมหายานโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่พบกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ได้แก่ ปรางค์ หรือปราสาท หรือกู่ และรูปเคารพต่าง ๆ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ เรียกศิลปะเขมรโบราณ หรือศิลปกรรมสมัยขอมว่า ศิลปะลพบุรี มีความหนาแน่นอยู่ในภาคอีสานตอนล่าง

        ขอมเข้ามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรม และการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งแม่น้ำมูล ได้ถูกรวบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชา เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ ยโสธรและนครราชสีมา

    ยุคร่วมสมัยไทยลาว

        บรรพบุรุษชาวไทยอีสานส่วนใหญ่ในปัจจุบันคือ ชาวลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบสูงโคราช

        ประวัติความเป็นมาของชนชาติไทยลาว ชนชาติไทยลาวเดิมก็เป็นชนชาติเดียวกันกับคนไทยในภาคกลางปัจจุบัน เป็นชนชาติที่เก่าแก่ชนชาติหนึ่ง เคยตั้งหลักแหล่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน อยู่ระหว่างแม่น้ำเหลือง และแม่น้ำแยงซีเกียง เมื่อประมาณ ๓,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล มีเมืองใหญ่ ๆ อยู่สองเมืองคือ เมืองลุง ตั้งอยู่ทางตอนต้นของแม่น้ำเหลือง และเมืองปา อยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน แล้วได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ใต้ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ตั้งเมืองชื่อเมืองเงี้ยว สมัยนี้จะเรียกตัวเองว่า อ้ายลาว หรือมุง แปลว่าคนใหญ่คนโต ทั้งสามเมืองรวมกันเรียกอาณาจักรไทยมุง

        เมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปีก่อน พ.ศ. ชนชาติจีนอยู่บริเวณทะเลสาบแคสเปียน กลางทวีปเอเซีย ต่อมาได้อพยพมาใกล้อาณาจักรไทยมุง เรียกไทยว่า ไต๋ หรือ ไท แปลว่าใหญ่หรืออิสระ จีนเริ่มปะปนกับคนไท ไทยสู้จีนไม่ได้จึงอพยพมารวมกันที่เมืองเงี้ยว

        เมื่อประมาณปี พ.ศ.๓๑๘ จีนตึเมืองเงี้ยวแตก ไทยจึงอพยพมาตั้งอาณาจักรไทยใหม่ เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว มีเมืองหลวงชื่อเพงาย มีกษัตริย์ชื่อขุนเมือง

        ประมาณปี พ.ศ.๓๖๑๒ เกิดสงครามกับจีนและเสียอาณาจักรอ้ายลาวแก่จีน

        ประมาณปี พ.ศ.๙๐๐ ไทยแตกออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งอพยพลงทางใต้ อีกพวกหนึ่งอยู่สู้จนถึงปี พ.ศ.๑๑๙๒ ขุนหลวงฟ้า หรือสินุโล ได้รวบรวมคนไทยบุกหัวเมืองตั้งอาณาจักรน่านเจ้า แปลว่า เจ้าฝ่ายทิศใต้ อยู่มาจนถึงปี พ.ศ.๑๔๔๗ ก็สิ้นสุดราชวงศ์น่านเจ้า เพราะถูกจีนกลืนชาติพันธุ์

        ประมาณปี พ.ศ.๑๘๐๐ กุบไลข่าน หัวหน้าชาวมงโกลยกทัพมาตีจีนได้และตั้งตัวเป็นกษัตริย์จีน ชนชาติไทยจึงอพยพเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ แบ่งออกเป็นสามกลุ่มคือ

        - กลุ่มไทยใหญ่ อพยพไปทางตะวันตกสู่แม่น้ำสาละวิน มาตั้งอาณาจักรสิบเก้าเจ้าฟ้า ในตอนกลางแม่น้ำสาละวิน พวกหนึ่งอพยพไปทางอินเดียในแคว้นอัสสัม เรียกว่า ไทยอาหม พวกที่อยู่ทางตะวันตกของพม่าบริเวณรัฐฉาน เรียกว่า ฉาน หรือเงี้ยว

        - กลุ่มญวน พวกนี้อพยพไปทางตะวันออกตามแม่น้ำแดง ไปสู่แคว้นตังเกี๋ย

        - กลุ่มไทยน้อย อพยพลงทางใต้ตามลำแม่น้ำโขง มาตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือของไทย มีแคว้นสำคัญคือ สิบสองจุไท หรือสิบสองเจ้าไทย อยู่เหนือหลวงพระบาง หัวพันทั้งห้าทั้งหกล้านนา และล้านช้าง เป็นบรรพบุรุษของไทยและลาว ไทยน้อยได้แยกออกเป็นสองพวก ที่อพยพมาตามลำน้ำโขง เรียกว่า ลาว พวกที่แยกมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่า ไทย

        การตั้งชุมชนกลุ่มวัฒนธรรมไทยลาวในภาคอีสาน ปรากฏชัดในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งร่วมสมัยกับกรุงสุโขทัย เพราะมีการกล่าวถึง ชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือ ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ และจากพงศาวดารล้านช้างที่กล่าวว่า อาณาจักรล้านช้างได้ครอบคลุมไปถึงบริเวณที่ราบสูงโคราชด้วย ส่วนพงศาวดารไทยได้กล่าวถึงเมืองสำคัญ ๆ ของล้านช้างในสมัยอยุธยา

        การขยายวัฒนธรรมไทยลาวเข้าสู่ดินแดนแอ่งโคราช ในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานกล่าวว่า พื้นที่เขตมณฑลลาว เมื่อปี พ.ศ.๒๑๘๑ เป็นทำเลป่าดง เป็นที่อาศัยของคนเชื้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่า พวกข่า ส่วย กวย โดยเฉพาะบริเวณเมืองจำปาศักดิ์นั้นเป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ เป็นเอกราชก่อนกลุ่มไทยลาว เคลื่อนย้ายเข้าไป เขตแดนเมืองจำปาศักดิ์ทิศเหนือตั้งแต่ยางสามต้น อันสามขวย หลักทอดยอดยาว ทิศตะวันออกติดเขาบรรทัดต่อแดนญวน ทิศใต้ไม่ปรากฏ ทิศตะวันตกต่อเขตแขวงเมืองพิมายฟากลำน้ำกยุง

        กลุ่มวัฒนธรรมไทยลาวที่อพยพเขัามาตั้งชุมชนในเมือง กาฬสินธุ์ ก็ด้วยสาเหตุความวุ่นวาย และปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้นำการปกครอง ของอาณาจักรเวียงจันทน์ เช่นเดียวกับกลุ่มอื่น ๆ กลุ่มดังกล่าวคือ กลุ่มเจ้าผ้าขาวลาวเวียง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กลุ่มเจ้าผ้าขาวโสมพระมิต เจ้าโสมพะมิตเป็นพวกเดียวกับพระวอพระตา เดิมอยู่ที่บ้านผ้าขาว แขวงเมืองเวียงจันทน์

  การตั้งเมืองกาฬสินธุ์

        กลุ่มเจ้าโสมพะมิตเข้าไปตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านผ้าขาว บ้านพันนา ในลุ่มน้ำสงคราม บริเวณใกล้พระธาตุเชิงชุมใน เขตจังหวัดสกลนครปัจจุบัน ขณะนั้นมีไพร่พลประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ ต่อมาได้อพยพไพร่พลของตนข้ามเทือกเขาภูพานไปอาศัยอยู่ที่บ้านกลางหมื่น (ปัจจจุบันอยู่ในตำบลกลางหมื่น อำเภอเมือง ฯ ) ต่อมาได้อพยพไปอยู่บริเวณแก่งสำเริง ริมแม่น้ำปาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน แล้วได้ลงไปเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่กรุงเทพ ฯ ขอพระราชทานตั้งเมืองทำราชการขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ

  ขอพระราชทานตั้งเมือง

        ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ เจ้าโสมพะมิตได้ส่งบรรณาการต่อ กรุงเทพ ฯ โดยผ่านทางเวียงจันทน์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๓๖ เจ้าโสมพะมิตได้ลงไปกรุงเทพ ฯ ขอพระราชทานตั้งเมือง และได้มีพระบรมราชโองการ ฯ ยกฐานะบ้านแก่งสำเริง ขั้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ และโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าโสมพะมิตเป็นที่พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมาถึงปี พ.ศ.๒๓๔๕ ได้มอบให้ท้าวหมากแพง บุตรพระอุปชาเป็นผู้ว่าการเมืองกาฬสินธุ์ต่อมา

  อาณาเขตเมืองกาฬสินธุ์

        ได้กำหนดไว้กว้าง ๆ คือทิศเหนือตั้งแต่แม่น้ำพองข้างเหนือมาตกแม่น้ำชีข้างตะวันตก ทิศตะวันออกตั้งแต่ลำน้ำพองตัดลัดไปห้วยไพรธาร ไปเขาภูทอกศอกดาว ตัดไปบ้านผ้าขาวพันนา บ้านเดิมยอดลำน้ำสงครามตกแม่น้ำโขงเขตฝ่ายตะวันออก ต่อแดนเมืองนครพนม และเมืองมุกดาหาร ผ่านภูเขาภูพานตัดมาถึงภูหลักทอดยอดยังแต่ยอดยังตกแม่น้ำลำพระชัย เป็นเขตข้างใต้ ทิศตะวันตกลำน้ำพระชัยต่อแดนเมืองร้อยเอ็ด และต่อแดนเมืองยโสธร

  การจัดระเบียบสังคม

ยึดเอาแบบอย่างเวียงจันทน์ โดยแบ่งออกเป็น

        ชนชั้นผู้ปกครอง ทำตามแบบแผนการปกครองในอาณาจักรศรีสัตนาคนหุต ในการกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ของข้าราชการ ได้แก่ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร เสนาฝ่ายขวา เสนาฝ่ายกลาง เสนาฝ่ายซ้าย พวกทหารอาสาและกรมการเมือง มีหน้าที่ควบคุมดูแลไพร่พลตามลำดับไปจนถึงหมู่บ้านซึ่งเรียกว่านายกองและนาย หมวดในที่สุด

        ชนชั้นถูกปกครอง รวมเรียกว่าเลกหรือไพร่ ชายฉกรรจ์จัดเป็นเลกที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้แก่ชนชั้นผู้ปกครอง ถ้าไม่สามารถทำงานให้แก่มูลนายได้ เลกเหล่านี้ก็สามารถส่งสิ่งของแทนการถูกเกณฑ์ได้ตามความเหมาะสม หรือตามที่มูลนายกำหนด

        สตรีและเด็ก ในบัญชีเลกไพร่จะ ระบุจำนวนสตรี และเด็กให้ทราบเท่านั้นว่าสังกัดกองใด มีผู้ใดเป็นนายกอง หน้าที่ของสตรีคือ การทอผ้า ทำนาและประกอบอาชีพตามสภาพท้องถิ่น ส่วนเด็กถือได้ว่าจะเป็นเลกไพร่ในโอกาสต่อไป

        ภิกษุสามเณร ได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานหรือสิ่งของ จากเจ้าเมือง กรมการเมือง

    การปกครองหัวเมืองกาฬสินธุ์

ได้นำแบบอย่างการปกครองของอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ โดยจัดสรรตามตำแหน่งข้าราชการคือ

        คณะอาญาสี่ คือกลุ่มข้าราชการชั้นสูง ประกอบด้วยเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์และราชบุตร

        คณะผู้ช่วยอาญาสี่ ประกอบด้วยตำแหน่งท้าวผู้ใหญ่สี่ตำแหน่งคือท้าวสุริยาหรือท้าวขัตติยา ท้าวสุริโย ท้าวโพธิสาร และท้าวสิทธิสารหรือท้าวอินทิสาร

         เขื่อบ้านขางเมือง คือ ตำแหน่งต่าง ๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารบ้านเมืองด้านต่าง ๆ ตำแหน่งระดับนี้เรียกว่า เพียผู้ใหญ่ ประกอบด้วยตำแหน่งต่าง ๆ คือ เมืองแสน เมืองจัน เมืองกลาง เมืองขวา เมืองซ้าย เมืองคุก เมืองฮาม และเมืองแพนนาเหนือนาใต้ ชาเนตรชานนท์ มหาเสนา มหามนตรี

        ท้าวน้อยและเพียน้อย เป็นกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือชั้นประทวน

        การแต่งตั้งเจ้าเมือง กรมการเมือง ตำแหน่งในอาญาสี่ ได้รับแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ เจ้าเมืองจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระหรือพระยา ส่วนตำแหน่งอุปฮาด ราชวงศ์และราชบุตร ไม่มีบรรดาศักดิ์เฉพาะ เรียกชื่อตามตำแหน่ง การเสนอชื่อผู้สมควรได้รับตำแหน่งในอาญาสี ต้องได้รับความเห็นชอบ และสนับสนุนจากกรมการเมืองเสียก่อน แล้วจึงมีใบบอกไปกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง มีสัญญาบัตรตราตั้งเป็นสำคัญ ผู้ได้รับแต่งตั้งจะต้องเดินทางลงไปรับพระราชทานสัญญาบัตร และเครื่องยศที่กรุงเทพ ฯ

        ตามแบบแผนประเพณี เจ้าเมือง กรมการเมือง เป็นตำแหน่งตลอดชีพ แต่ถ้าเจ้าเมืองชราภาพเกินกว่าจะปกครองบริหารเมือง ได้ก็จะกราบถวายบังคมลาออกเอง และจะได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นที่ปรึกษาราชการของเมือง

        การสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง กรมการเมือง ตำแหน่งในอาญาสี มักสืบทอดกันทางสายเลือด เมื่อเจ้าเมืองถึงแก่กรรม อุปฮาดมักได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองต่อไป อุปฮาดมักเป็นน้องชายหรือบุตรชายคนโตของเจ้าเมือง แต่ไม่ใช่เป็นการตายตัวเสมอไป

        เจ้าเมืองและกรมการเมืองไม่มีเงินเดือนประจำหรือเบี้ยหวัด แต่จะได้รับผลตอบแทนในลักษณะต่าง ๆ คือได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อมีความชอบในราชการสงคราม ได้รับแรงงานและผลประโยชน์เงินส่วยจากเลกทนาย กล่าวคือเจ้าเมือง กรมการเมือง จะมีเลกทนายไว้ใช้งานเป็นกองของแต่ละตำแหน่ง มีเลกไพร่จำนวน เท่าใดจะแบ่งออกเป็นสามส่วน เลกไพร่สองส่วนให้ถือเป็นเลกส่วย ที่จะต้องเก็บส่วยส่งไปยังราชสำนัก ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนยกไว้เป็นเลกทนายหรือเลกยกคงเมืองของเจ้าเมือง กรมการ ท้าวเพีย ตลอดจนนายหมวด นายกองหรือท้าวฝ่ายตาแสง กำนัน จ่าบ้านและนายบ้าน

   การสักเลก

        เลกหมายถึงชายฉกรรจ์ที่มีความสูงเสมอไหล่ ๒.๕ ศอกขึ้นไป จนถึงอายุ ๗๐ ปี การสักคือการเอาเหล็กแหลม แทงตามเส้นหมึกที่เขียนไว้เป็นตัวอักษร บอกชื่อเมือง ชื่อมูลนายที่สังกัด โดยสักที่ข้อมือด้านหน้า หรือด้านหลังมือ

         ทั้งหัวเมืองกาฬสินธุ์ในปี พ.ศ.๒๓๙๒ มีเลกรวมทั้งสิ้น ๔,๓๘๗ คน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงยกเลิกการสักเลก โดยให้มีการสำรวจสำมะโนครัวแทน

   การเก็บส่วย

        ส่วย หมายถึง สิ่งของหรือเงินที่เลกหัวเมืองส่งให้แก่ทางราชการ เพื่อทดแทนการที่เลกไปรับราชการหรือถูกเกณฑ์แรงงาน

        สาเหตุที่เลกเมืองกาฬสินธุ์ต้องส่งส่วยให้กับกรุงเทพ ฯ ก็เพื่อเป็นการตอบแทนต่อรัฐบาลในฐานะที่ได้รับการคุ้มครองจากทางกรุงเทพ ฯ ในเชิง "พึ่งพระบรมโพธิสมภาร" รวมทั้งการที่เจ้าเมือง กรมการเมือง ได้รับพระราชทานยศ อำนาจและรางวัลจากทางกรุงเทพ ฯ

        การเกณฑ์ส่วยเริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๗๓ - ๒๓๗๕ ทางกรุงเทพ ฯ ได้ส่งข้าหลวงคือขุนพิทักษ์ และหมื่นภักดีมาสักเลกที่เมืองกาฬสินธุ์ในปี พ.ศ.๒๓๖๗ เพื่อกำหนดเกณฑ์ส่วยสำหรับหัวเมืองกาฬสินธุ์ผูกส่วย ผลเร่ง (หมากเหน่ง) เงิน กระวานและสีผึ้ง ต่อทางราชการ ถ้าหาสิ่งของดังกล่าวไม่ได้ก็จะต้องชำระเงินส่วยคนละ ๔ บาทต่อปี

        ธรรมเนียมการเกณฑ์ส่วยได้ตั้งเกณฑ์สำหรับเลกแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มไว้เป็นอัตราที่แน่นอน เช่น กำหนดให้เลก ๕ คน ต่อผลเร่งหนัก ๑ หาบ ซึ่งคิดเป็นเงินได้ ๕ ตำลึง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนชื่อเรียกว่า เงิน ค่าราชการ แต่สำหรับมณฑลอีสานยังคงเก็บจากเลกคนละ ๔ บาทเช่นเดิม จนถึงปี พ.ศ.๒๔๖๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเปลี่ยนชื่อเรียกว่า เงินรัชชูปการ ซึ่งก็ยังคงเรียกเก็บจากเลกคนละ ๔ บาทเช่นเดิม เมืองบริวารของหัวเมืองกาฬสินธุ์ มีอยู่ ๗ หัวเมืองด้วยกันคือ

        เมืองท่าขอนยาง ในปี พ.ศ.๒๓๘๘ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านท่าขอนยาง ริมลำน้ำชี ขึ้นเป็นเมืองท่าขอนยาง ให้พระคำก้อนเป็นพระสุวรรณภักดี เจ้าเมือง ให้อุปฮาดเมืองคำเกิดเป็นอุปฮาด ให้ราชวงศ์ และราชบุตรเมืองคำเกิดเป็นราชวงศ์และราชบุตรทำราชการขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์

        เมืองแซงบาดาล ในปี พ.ศ.๒๓๘๘ บ้านบึงกระดานได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองแซงบาดาล ให้อุปฮาด (คำแดง) เมืองคำม่วน เป็นพระศรีสุวรรณ เจ้าเมือง

        เมืองกุดสินนารายณ์ ในปี พ.ศ.๒๓๘๘ บ้านกุดกว้างได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองกุดฉิมนารายณ์ ให้ราชวงศ์ (กอ) เมืองวัง เป็นพระธิเบศร์วงศา เจ้าเมือง

        เมืองภูช้างแล่น ในปี พ.ศ.๒๓๘๘ บ้านเถึยงมาชุมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองภูแล่นช้าง ให้หมื่นเดช คนเมืองเวียงจันทร์ เป็นพระพิชัยอุดมเดชเป็นเจ้าเมือง

        เมืองกมลาไสย ในปี พ.ศ.๒๔๐๙ ราชวงศ์เกษ เมืองกาฬสินธุ์ ได้อพยพพาไพร่พลไปตั้งอยู่ที่บ้านสระบัว แล้วขอพระราชทานตั้งเมือง และได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ยกขึ้นเป็นเมืองกมลาไสย ในระยะแรกขึ้นต่อเมืองกาฬสินธุ์ ภายหลังได้ขอแยกตัวไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

         เมืองสหัสขันธ์ ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ท้าวเสนได้พาสมัครพรรคพวก อพยพออกจากเมืองกาฬสินธุ์ไปตั้งอยู่ที่บ้านโคกพันลำ แล้วขอพระราชทานตั้งเมือง และได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ยกขึ้นเป็นเมืองสหัสขันธ์ ให้ท้าวเสนเป็นเจ้าเมือง ขึ้นต่อเมืองกมลาไสย

        เมืองกันทรวิชัย ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านคันธารีขึ้นเป็นเมืองกันทรวิชัย ขึ้นต่อเมืองกาฬสินธุ์ ให้เพียคำมูลเป็นพระประทุมวิเศษ เป็นเจ้าเมือง

   พัฒนาการทางการเมืองการปกครอง

        เมืองกาฬสินธุ์ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๖ โดยมีพระยาไชยสุนทร (เจ้าโสมพะมิต) เป็นเจ้าเมือง และท้าวคำหวาเป็นอุปฮาด เมื่อทั้งสองคนถึงแก่กรรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวหมาแพง บุตรพระอุปชา เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมือง ท้าวหมาสุ่ย และท้าวหมาฟอง บุตรเจ้าโสมพะมิต เป็นอุปฮาด และราชวงศ์ตามลำดับ

         เมื่อเกิดความขัดแย้งสงครามเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ.๒๓๖๙ - ๒๓๗๐) เจ้าอุปราช (ดิสสะ) ได้ยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวเมืองกาฬสินธุ์ พระยาไชยสุนทร (หมาแพง) ถูกจับประหารชีวิต พร้อมอุปฮาด (หมาสุ่ย) และราชวงศ์โคตรด้วย

        เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกกองทัพขึ้นมาปราบ ได้กวาดต้อนเลกไพร่ เมืองกาฬสินธุ์ กลับมาอยู่บ้านเมืองตามเดิม แล้วเสนอชื่อคณะอาญาสี่ กรมการเมืองกาฬสินธุ์ ขอพระราชทานตั้งท้าววรบุตร (เจี๋ยม) น้องชายพระยาไชยสุนทร (หมาแพง) เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมือง ปกครองเมืองกาฬสินธุ์ได้ ๑๑ ปี ก็ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ.๒๓๘๑ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๓ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้แต่งตั้งอุปฮาด (หล้า) เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมือง และได้ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๗ อุปฮาด (ทอง) บุตรพระยาไชยสุนทร (เจียม) ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน และได้ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๔ อุปฮาด (กิ่ง) ได้รับโปรดเกล้า ฯ เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมือง และได้ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ อุปฮาด (หนู) ได้รับสัญญาบัตรตั้งให้เป็น พระยาไชยสุนทร เจ้าเมือง

        ในปี พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้แบ่งการปกครองหัวเมืองลาวตะวันออก ออกเป็นสี่กอง โปรดเกล้า ฯ ให้ นายสุดจินดา (เลื่อน) เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองกาฬสินธุ์ กมลาไสย และภูแล่นช้าง เมืองดังกล่าวนี้จัดอยู่ในหัวเมืองลาวตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๗ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลลาวกาว และเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอีสาน ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ หัวเมืองกาฬสินธุ์อยู่ในบริเวณร้อยเอ็ด

        ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๐ เมืองกาฬสินธุ์ และเมืองกมลาสัย ถูกจัดอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด คือปี พ.ศ.๒๔๕๕ ถึงปี พ.ศ.๒๔๖๙ ได้จัดเป็นมณฑลร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์อยู่ในมณฑลนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๙ จังหวัดกาฬสินธุ์ก็ถูกโอนไปสังกัดมณฑลนครราชสีมา แล้วถูกยุบเป็นอำเภอหลุบ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔ ไปสังกัดจังหวัดมหาสารคาม จนถึงปี พ.ศ.๒๔๙๐ จึงได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง

   พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

        เมื่อต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น บริเวณที่ราบสูงโคราชได้มีชุมชนชาวลาว ที่อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอาศัยอยู่หลายกลุ่ม เกิดเป็นชุมชนเมืองใหญ่ อันได้แก่ เมืองนครพนม เมืองอุบล ฯ เมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น ชุมชนเหล่านี้ขึ้นต่อกรุงเทพ ฯ โดยผ่านนครเวียงจันทน์ ในฐานะข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงเทพ ฯ โดยมีการส่งบรรณาการเป็นส่วยต่อกรุงเทพ ฯ

   แนวนโยบายด้านการเมือง การปกครอง ของกรุงเทพ ฯ ต่อหัวเมืองกาฬสินธุ์

        ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๒๕ - ๒๓๕๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังไม่มีรูปแบบการปกครองต่อหัวเมืองส่วนภูมิภาค ที่กำหนดไว้ชัดเจน ทางกรุงเทพ ฯ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปกครองภายในของหัวเมืองแต่อย่างใด อำนาจที่มีต่อหัวเมืองคือ การแต่งตั้งเจ้าเมือง กรมการเมือง แล้วให้บริหารบ้านเมืองไปตามธรรมเนียม การปกครองที่ยึดถือปฎิบัติกันมา

        การติดต่อราชการระหว่างเมืองกาฬสินธุ์ กับกรุงเทพ ฯ นั้น การรายงานข้อราชการของเมืองใช้ใบบอก สำหรับทางกรุงเทพ ฯ ใช้สารตราของสมุหนายก หรือเป็นท้องตราราชสีห์ สำหรับพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ ใบบอกของเมืองกาฬสินธุ์ จะส่งรายงานเข้าไปยังคณะลูกขุน ณ ศาลา ซึ่งคณะลูกขุนมีหน้าที่ประชุมข้อราชการ หัวเมืองที่อยู่ในความครบคุมบังคับบัญชาของฝ่ายมหาดไทย ส่วนการสั่งการของทางกรุงเทพ ฯ ต่อหัวเมืองกาฬสินธุ์ ผู้มีอำนาจคือ เจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก ซึ่งจะสั่งการโดยใช้ตราสาร หรืออาจเป็นหนังสือ สำหรับใบบอกของหัวเมืองกาฬสินธุ์ ผู้มีอำนาจลงนามคือ ตำแหน่งตั้งแต่เพียผู้ใหญ่ ท้าวผู้ใหญ่ ไปจนถึงคณะอาญาสี่ ตราประทับประจำตำแหน่งเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ คือ ตราเทวดาถือดอกบัว ตราประจำตำแหน่งเจ้าเมืองกมลาไสย คือ รูปเทวดานั่งแท่น ส่วนตราประจำเมืองกมลาไสย เป็นรูปม้า มีนามอักษรเมืองอยู่บนหลังม้า

   บทบาทเมืองกาฬสินธุ์

        บทบาทและหน้าที่จะต้องปฎิบัติต่อทางกรุงเทพ ฯ มีดังนี้

        -การส่งส่วยบรรณาการ เพื่อเป็นการตอบแทนในฐานะที่ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตลอดจนการที่เจ้าเมือง กรมการเมือง ได้รับพระราชทานยศ บรรดาศักดิ์ อำนาจและรางวัลจากราชสำนัก

        การเกณฑ์กำลังคน เข้ากองทัพในราชการสงคราม ในปี พ.ศ.๒๓๕๓ เกิดสงครามกับเขมร และญวน เจ้าพระยาจักรีได้มีหนังสือถึงเจ้าเมือง กรมการเมือง ให้เกณฑ์กองทัพพร้อมด้วยเครื่องศาสตราวุธ เสบียงอาหาร กระสุนดินดำ เตรียมไว้ให้พร้อม ซึ่งได้ถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของแผ่นดินสืบต่อกันมา เมื่อเกิดศึกสงครามกับภายนอก หรือความไม่สงบเรียบร้อยภายใน ส่วนกลางจะมีใบบอกให้ทางหัวเมืองเกณฑ์กองทัพมาช่วย หากเพิกเฉยไม่ปฎิบัติถือว่า เอาใจออกห่าง กระด้างกระเดื่อง จะถูกดำเนินการตามอาญาแผ่นดินต่อไป

        - การเกณฑ์แรงงาน เป็นหน้าที่ของหัวเมืองที่จะเกณฑ์เลกชายฉกรรจ์ ไปทำงานให้ทางราชการ เมื่อได้รับการร้องขอ เช่น สร้างวัด ขุดคลอง ทำถนน สร้างป้อมค่าย เป็นต้น

        - ภาระหน้าที่อื่น ๆ ได้แก่ การเก็บข้าว จากราษฎรเพื่อตวงเข้ายุ้งฉางหลวงไว้เป็นเสบียง สำหรับพระนคร มีการส่งเจ้านายจากทางกรุงเทพ ฯ ออกไปตรวจราชการ มีการกำหนดให้ เดินสวน - เดินนา คือ ออกตรวจตราเก็บผลประโยชน์จากการประกอบอาชีพของราษฎร หรือการกำหนด หัวเมืองที่เป็นเส้นทางเดินทัพผ่าน ต้องจัดเสบียงส่งให้กองทัพด้วย

        ในการเข้าร่วมพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เจ้าเมือง กรมการเมือง จะต้องไปเข้าร่วมพิธีนี้ ในกรณีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ หรือจัดขึ้นในหัวเมืองของตน เพื่อให้ขุนนาง ไพร่ฟ้าประชาชน ได้เข้าร่วมพิธี โดยจัดขึ้นที่วัด ต่อพระรัตนตรัย แล้วรายงานให้ทางกรุงเทพ ฯ ทราบ

        นอกจากนี้ ทางหัวเมืองยังต้องจัดสิ่งของ เงินทอง เพื่อนำส่งไปร่วมในพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือพิธีอื่น ๆ แล้วแต่ส่วนกลางจะมีใบบอก แจ้งไปเป็นครั้งคราว

   เมืองกาฬสินธุ์ก่อนปี พ.ศ.๒๓๗๐

        ในเวลานั้นเมืองกาฬสินธุ์ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก ไม่ปรากฎว่ามีทาส ประชากรไม่เกิน ๖,๐๐๐ คน

        ในปี พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงแยกย้ายกันขึ้นไปตรวจตราสำมะโนครัว และตั้งกองสักเลก อยู่ตามหัวเมืองอีสานหลายเมือง รวมทั้งกาฬสินธุ์ด้วย เพื่อกำหนดการเกณฑ์ส่วย

   สงครามเจ้าอนุวงศ์

        ในปี พ.ศ.๒๓๖๙ อาณาบริเวณแขวงจำปาศักดิ์ ไปจนถึงเวียงจันทน์ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชบุตร (โย่) เจ้าเมืองจำปาศักดิ์ แล้วมีใจกำเริบคิดการกระด้างกระเดื่องต่อกรุงเทพ ฯ อันเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่โปรดเกล้า ฯ พระราชทานชาวเมืองเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงธนบุรีกลับคืนไปตามที่เจ้าอนุวงศ์กราบบังคมทูล ขอ ประกอบกับในห้วงเวลานั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นสองประการคือ

        ประการแรก ญวนคิดจะขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนลาวริมแม่น้ำโขง ได้มาเกลี้ยกล่อมเจ้าอนุวงศ์ให้ไปพึ่งญวน

        ประการที่สอง ไทยเกิดมีปัญหากับอังกฤษ ข่าวนี้ทำให้เจ้าอนุวงศ์คาดว่าไทยจะมีศึกกับอังกฤษ จึงคิดยกกำลังเข้าไปตีกรุงเทพ ฯ เพื่อกวาดต้อนผู้คน และทรัพย์สมบัติกลับไปเวียงจันทน์ โดยจัดวางกำลังปิดช่องทางรักษาด่าน และทางผ่านไปยังเวียงจันทน์ไว้ให้มั่นคง ป้องกันกองทัพจากกรุงเทพ ฯ ติดตามมา และไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองรายทางของไทยไว้เป็นพรรคพวก

        ในปี พ.ศ.๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์ให้เจ้าอุปราช (ติสสะ) กับเจ้าราชวงศ์ (เจ้าเหง้า) คุมกองทัพเข้าตีหัวเมืองรายทางอันได้แก่ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองชนบท เมืองขอนแก่น ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ พระยาไชยสุนทร (หมาแพง) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ถูกจับตัวประหาร แล้วถูกริบทรัพย์สินครอบครัวบ่าวไพร่ไปเวียงจันทน์ เมื่อทางกรุงเทพ ฯ ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ได้แล้วจึงอพยพครอบครัว และไพร่พลที่ถูกกวาดต้อนไปเวียงจันทน์ให้กลับมาอยู่เมืองกาฬสินธุ์ตามเดิม ครั้งนั้นเมืองกาฬสินธุ์ร้างอยู่ประมาณสองปีเศษ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๗๑ ท้าววรบุตร (เจียม) บ้านขามเบี้ย หลานพระยาไชยสุนทร (หมาแพง) ได้รับ โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์

        ในปี พ.ศ.๒๓๘๐ พระยาไชยสุนทร (เจียม) ถึงแก่กรรม เมืองกาฬสินธุ์ว่างเจ้าเมืองอยู่ปีเศษ ต่อมาอุปฮาด (หล้า) ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๓

        ในปี พ.ศ.๒๓๘๗ พระยาไชยสุนทร (หล้า) ถึงแก่กรรม เมืองกาฬสินธุ์ว่างเจ้าเมืองอยู่หนึ่งปี อุปฮาด (พันทอง) บุตรพระยาไชยสุนทร (เจียม) ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๙

        ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ พระยาไชยสุนทร (ทอง) ถึงแก่กรรม อุปฮาด (จารย์ละ) เป็นว่าที่พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากยังไม่ได้ไปเฝ้า ฯ เพื่อรับพระราชทานสัญญาบัตรที่กรุงเทพ ฯ และได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๖ อุปฮาด (กิ่ง) ได้เป็นว่าที่พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ และได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘

   การแยกตั้งเมืองกมลาไสย เมืองสหัสขันธ์

        ในปี พ.ศ.๒๔๐๙ พระยาไชยสุนทร (กิ่ง) กับราชวงศ์ (เกษ) เกิดวิวาทกัน ราชวงศ์ (เกษ) ขอแยกจากเมืองกาฬสินธุ์ ไปตั้งอยู่ที่บ้านสระบัว ตำบลดงมะขามเฒ่า และที่บ้านพันลำ ตำบลภูคันโท ขอยกขึ้นเป็นเจ้าเมืองต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ได้มีการโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งบ้านสระบัว ตำบลดงมะขามเฒ่า เป็นเมืองกมลาไสย ให้ราชวงศ์ (เกษ) เป็นพระราษฎรบริหาร เจ้าเมือง และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวแสน ซึ่งไปตั้งที่บ้านพันลำ และได้รับการยกฐานะเป็นเมืองสหัสขันธ์ เป็นที่พระประชาชนบาล เจ้าเมืองสหัสขันธ์ ทั้งสองเมืองนี้ให้ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์

        ในปี พ.ศ.๒๔๑๑ อุปฮาด (หนู) เป็นว่าที่เจ้าเมืองกาฬสินธุ์

        ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๑๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกมลาไสย ออกจากเมืองกาฬสินธุ์ไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ

        ในปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระยาไชยสุนทร (หนู) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ มีใบบอกขอตั้งบ้านกันทราราฐเป็นเมือง ขอท้าวคำมูล คนเมืองมหาสารคามซึ่งอพยพพาท้าวเพีย ตัวเลกที่สมัครรวม ๒,๗๐๐ คนเศษ ซึ่งมาตั้งอยู่นั้นเป็นเจ้าเมือง และได้รับโปรดเกล้า ฯ ตั้งบ้านกันทราราฐเป็นเมืองกันทรวิชัย ให้เพียคำมูลเป็นพระปทุมวิเศษ เจ้าเมือง

        ในปี พ.ศ.๒๔๑๙ พระราษฎรบริหาร (เกษ) เจ้าเมืองกมลาไสยถึงแก่กรรม พระยาไชยสุนทร (หนู) มีเหตุวิวาทกับพระพิชัยอุดมเดช เจ้าเมืองภูแล่นช้าง และพระธิเบศร์วงษา (ดวง) เจ้าเมืองกุฉิมนารายณ์ เจ้าเมืองทั้งสองได้ลงไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอแยกเมืองกุดฉิมนารายณ์ออกจากเมืองกาฬสินธุ์ ไปขึ้นกับเมืองมุกดาหาร และขอแยกเมืองภูแล่นช้างออกจากเมืองกาฬสินธุ์ ไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ

        ในปี พ.ศ.๒๔๒๔ พระยาไชยสุนทร (หนู) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ซึ่งลงไปกรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๙ ครั้งเป็นความวิวาทบาดหมางกับเมืองบริวาร และแพ้ความป่วยอยู่ที่กรุงเทพ ฯ เมืองกาฬสินธุ์จึงว่างเจ้าเมืองมา ๕ ปี ราชวงศ์เชียงโคต (นน) จึงได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาไชยสุนทร (นน) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์

        ในปี พ.ศ.๒๔๒๕ พระยาไชยสุนทร (นน) ถึงแก่กรรม กรมการเมืองจึงมีใบบอกขอให้ท้าวพั้ง บุตรพระยาไชยสุนทร (นน) ให้เป็นว่าที่เจ้าเมือง

        ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ ข้าหลวงใหญ่ทรงตั้งให้นายสุดจินดาเป็นข้าหลวงเมืองกาฬสินธุ์ เมืองกมลาไสย เมืองภูแล่นช้าง โดยตั้งกองข้าหลวงประจำอยู่ที่เมืองกาฬสินธุ์ ทำให้อำนาจเจ้าเมืองลดลง


    สงครามกับฝรั่งเศส พ.ศ.๒๔๓๖ (รศ.๑๑๒)

        ในปี พ.ศ.๒๔๓๖ กองทัพฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส ได้ยกกองทัพล่วงเข้ายึดเมืองเชียงแตง ชายฝั่งแม่น้ำโขงในเขตของไทย ข้าหลวงใหญ่ของไทยคือกรมหลวงพิชิตปรีชาการประทับอยู่ ณ เมืองอุบล ได้ให้เมืองใหญ่ทุกเมืองในลาวกาว เรียกคนพร้อมด้วยศาสตราวุธมาเตรียมไว้เมืองละ ๑,๐๐๐ คน การสงครามครั้งนั้นดำเนินไปตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖ ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และค่าปรับอีก ๒ ล้านฟรังค์ แก่ฝรั่งเศส

        ในเมื่อเหตุการณ์สงบลง ข้าหลวงใหญ่ของไทยได้ทรงตั้งให้หลวงสิทธิเดชสมุทขันธ์ (ล้อม) เป็นข้าหลวงบังคับเมืองกมลาไสยเมืองกาฬสินธุ์ และเมืองภูแล่นช้าง ตั้งอยู่ ณ เมืองกาฬสินธุ์

    การปฏิรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล

        ในสาเหตุการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ก็เนื่องจากเกิดปัญหาเกี่ยวกับไพร่พลในหัวเมืองต่าง ๆ คือเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีตราพระราชสีห์ประกาศ ออกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เรื่องการสักเลก และการเกณฑ์ไพร่ ให้ไพร่เลือกสังกัดได้ตามใจสมัคร ทำให้เกิดการแย่งชิงไพร่กัน เลกไพร่มีการขอย้ายสังกัด ย้ายถิ่นฐานจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ครั้นมีราชการ หรือให้เรียกเก็บส่วยจากเลกไพร่ เลกไพร่เหล่านั้นก็หลบหนีจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหา นอกจากนี้ยังมีการเฆี่ยนตีบังคับข่มเหง เรียกเก็บเงินส่วยจากไพร่ หรือไม่ก็มีการขู่เข็ญบังคับไพร่เพื่อแย่งชิงเลกไพร่กันระหว่างหัวเมือง

        ในกระบวนการปฏิรูปการปกครอง ในปี พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขุนนางเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ออกไปกำกับราชการ โดยจัดแบ่งหัวเมืองภาคอีสานออกเป็นสี่กอง ต่อมาได้ยุบลงเหลือสามกองในปี พ.ศ.๒๔๓๕ คือ หัวเมืองลาวกาว หัวเมืองลาวพวน และหัวเมืองลาวพุงขาว

        ในต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๗ ได้เปลี่ยนชื่อเรียกหัวเมืองเสียใหม่ โดยให้รวมหัวเมืองเข้าด้วยกันเป็นบริเวณเรียกว่ามณฑล

        ในในปี พ.ศ.๒๔๔๐ มีการประกาศพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ ให้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปราด ราชวงศ์ ราชบุตร ให้เรียกตำแหน่งเจ้าเมืองว่า ผู้ว่าราชการเมือง ตำแหน่งอุปราดเรียกปลัดเมือง ตำแหน่งราชวงศ์เรียกว่า ยกบัตรเมือง และตำแหน่งราชบุตรเรียกว่า ผู้ช่วยราชการเมือง สำหรับเมืองกาฬสินธิ์ ได้แต่งตั้งให้ท้าวรถ เป็นที่พระสินธุประชาธรรมเป็นผู้ว่าราชการเมือง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไชยสุนทร ในเวลาต่อมา

        ในในปี พ.ศ.๒๔๔๓ มณฑลลาวกาว เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ และในปี พ.ศ.๒๔๔๓ เปลี่ยนเป็นมณฑลอีสาน และแบ่งเขตการปกครองเป็นบริเวณเมืองกาฬสินธิ์ อยู่กับบริเวณเมืองร้อยเอ็ด

        ในในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ได้ยกเลิกการปกครองแบบบริเวณมาเป็นการปกครองแบบจังหวัด ยุบข้าหลวงตรวจการบริเวณแล้ว

        ในหัวเมืองบริวารของจังหวัดกาฬสินธิ์ หลังเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ทำให้เมืองต่าง ๆ ในพื้นที่บริเวณเมืองกาฬสินธิ์มีการเปลี่ยนแปลง คือ

        ในเมืองท่าขอนยาว ถูกยุบเป็นตำบลในจังหวัดมหาสารคาม

        ในเมืองภูแล่นชาว ถูกยุบเป็นตำบลในอำเภอกุฉินารายณ์

        ในเมืองกันทรวิชัย เป็นอำเภอกันทรวิชัย แล้วได้โอนไปขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๓ แล้วโอนไปขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖

        ในเมืองกุฉินารายณ์ ได้ยุบเป็นอำเภอกุฉินารายณ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖

        ในเมืองแขงบาดาล ถูกยุบเป็นอำเภอ

        ในจังหวัดกาฬสินธิ์ ถูกยุบเป็นอำเภอไปขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๗๔ และได้ยกขึ้นเป็นจังหวัดกาฬสินธิ์ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๙๐


 เหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง

  กบฎผีบุญ

        เกิดขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๔๔ ถึงกลางปี พ.ศ.๒๔๔๕ ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมณฑล อีสาน และมณฑลใกล้เคียงและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

        ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองกาฬสินธิ์ เนื่องจากมีหมอลำเที่ยวร้องคำผญา ขับเป็นลำนำไปทั่วทุกบริเวณ บ่งถึงความเป็นมาของผู้มีบุญว่าจะมาจากทิศตะวันออก พวกนายเก่าจะหมดอำเภอ ศาสนาจะหมดสิ้น และมีการต่อเติมว่า บัดนี้ฝรั่งเข้ามาเต็มกรุงเทพ ฯ แล้วกรุงเทพ ฯ จะเสียแก่ฝรั่ง หมอลำพวกนี้มาจากทางตะวันออกของฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เที่ยวลำคำผญาไปทั่วมณฑลอีสานว่า ผู้มีบุญจะมาเกิด ต่อมามีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษคือ ยายหย่า ยายหยอง มีผู้มาสมัครเป็นพรรคพวกมาก ในที่สุดทางราชการได้ส่งกำลังมาปราบ จับกุมตัวการสำคัญไปพิจารณาโทษตัดสินประหารชีวิตสามคน

        ในพฤติกรรมของยายหย่า ทำตนเป็นผู้ถือศีล บำเพ็ญภาวนา เป็นนิจ เพื่อให้คนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธา และเล่าลือกันไปว่าทั้งสองเป็นผู้มีบุญไปเกิด เพราะมีกามาบอกข่าว ยิ่งนานวันก็มีผุ้คนเชื่อถือมากขึ้น มีการปลูกกระต๊อบเล็ก ๆ อาศัยอยู่รอบ ๆ บ้านของยายทั้งสอง เพื่อมารอเข้าพิธี มีการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ และประกาศตัวเป็นสานุศิษย์ โดยทั้งสองยายจะกล่าวอ้างพระศรีอาริยเมตไตรย์ ว่ากลับชาติมาเกิดเป็นตนในชาตินี้

        ในกลุ่มเจ้าผู้มีบุญเมืองกาฬสินธิ์จัดกลุ่มกันอยู่หลวม ๆ โดยฝากความหวังไว้กับพระศรีอาริย์ ท้าวธรรมิกราช อันหมายถึงกษัตริย์ในอุดมคติ ผู้จุติมา เพื่อช่วยเหลือ และปกครองผู้คนให้พ้นจากความทุกข์และความเดือดร้อนทั้งปวง คณะเจ้าผู้มีบุญประกอบด้วยบุคคลชั้นหัวหน้าห้าคน หัวหน้าได้แก่ ยายหย่า ยายหยอง สองคนพี่น้อง ท้าวหมาหยุย พระเกษแก้วจุลลา และพ่อเฒ่าเพชร นอกจากนั้นก็มีการกำหนดตำแหน่งอื่น ๆ อีกหลายตำแหน่ง โดยแบ่งหน้าที่กันออกไป

        ในสาเหตุของกบฎผีบุญ ที่เกิดในแถบหัวเมืองในมณฑลอีสาน จะเห็นว่าการที่มีคนกลุ่มหนึ่งก่อการขึ้น ก็เพราะต้องการให้ราษฎร์หลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหง อันมีสาเหตุทางด้านปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างชนชั้น ชาวเมืองเห็นว่าชนชั้นผู้ปกครองเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้เป็นคนพื้นเมืองอย่างพวกเขา มองพวกเขาว่าเป็นชนชั้นต่ำ

        ในทางราชการได้ใช้นโยบายการนำแบบการปกครองแบบเก่าคือ แบบพ่อปกครองลูก มาใช้ควบคู่กับแบบใหม่ ได้แก่ การออกประกาศตักเตือนราษฏร์ ให้ปฎิบัติตามแบบอย่างทางราชการ เช่นให้ราษฎร์เสียเงินค่าราชการประจำปี ให้เข้ารับราชการทหาร ให้เลิกเล่นการพนัน เลิกการสักตามร่างกาย เลิกการสูบฝิ่น เลิกทรงเจ้าเข้าผี

        ในสมัยกรุงธนบุรี ประมาณ พ.ศ. 2310 พระเจ้าองค์เวียนดาแห่งนครเวียงจันทน์ ได้สิ้นพระชนม์ โอรสท้าวเพี้ยเมืองแสน ได้ยกกองทัพเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ และได้สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบแทน ทรงพระนามว่า "พระเจ้าศิริบุญสาร"

        ในพ.ศ. 2330 ท้าวโสมพะมิตร และอุปราชเมืองแสนฆ้องโปง เมืองแสนหน้าง้ำเกิดขัดใจกับ พระเจ้าศิริบุญสาร จึงรวบรวมผู้คนอพยพจากดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ข้ามมาตั้งบ้านเรือนบริเวณลุ่มน้ำก่ำ แถบบ้านพรรณา(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร) ต่อมาท้าวศิริบุญสารได้ยกกองทัพติดตามมา ท้าวโสมพะมิตรจึงอพยพต่อไปโดยแยกเป็น 2 สาย คือ

        ในสายที่ 1 มีเมืองแสนหน้าง้ำเป็นหัวหน้า อพยพไปทางทิศตะวันออกสมทบกับพระวอ หลบหนีไปจนถึงนครจำปาศักดิ์ ขอพึ่งบารมีของพระเจ้าหลวงแห่งนครจำปาศักดิ์ และตั้งบ้านเรือน ณ ดอนค้อนกอง ต่อมาเรียว่า"ค่ายบ้านดู่ บ้านแก" ในปี พ.ศ. 2321 พระเจ้าศิริบุญสารให้เพี้ยสรรคสุโภย ยกกองทัพมาปราบ พระวอตายในสนามรบ ผู้คนที่เหลือจึงอพยพไปอยู่ในเกาะกลางลำแม่น้ำมูลชื่อว่า "ดอนมดแดง" (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุบลฯ)

        ในสายที่ 2 มีท้าวโสมพะมิตร เป็นหัวหน้า ได้อพยพข้ามสันเขาภูพานลงมาทางใต้และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกลางหมื่น ต่อมาท้าวโสมพะมิตรได้ส่งท้าวตรัยและคณะออกเสาะหาชัยภูมิที่จะสร้างเมือง ใหม่ ใช้เวลาประมาณปีเศษ จึงพบทำเลที่เหมาะสมคือ บริเวณลำน้ำปาว และเห็นว่าแก่งสำโรงชายสงเปลือย มีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ จึงอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือน และได้จัดตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

        ในพ.ศ. 2336 ท้าวโสมพะมิตร ได้นำเครื่องบรรณาการ คือกาน้ำสัมฤทธิ์ เข้าสวามิภักดิ์ ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี และขอตั้งบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง ได้รับพระราชทานนามว่า "กาฬสินธุ์" และได้แต่งตั้งท้าวโสมพะมิตรเป็น "พระยาชัยสุนทร"

        ในพ.ศ. 2437 สมัยพระยาชัยสุนทร(ท้าวเก) ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล มี มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และให้เมืองกาฬสินธุ์ "เป็นอำเภออุทัยกาฬสินธุ์" ขึ้นกับจังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 1 สิงหาคม 2456 ได้ยกฐานะอำเภออุทัยกาฬสินธุ์ เป็น "จังหวัดกาฬสินธุ์" ให้มีอำนาจปกครอง อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย และอำเภอยางตลาด โดยให้ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ด วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2474 จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกยุบเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม วันที่ 1 ตุลาคม 2490 ได้ยกฐานะเป็น "จังหวัดกาฬสินธุ์"จนถึงปัจจุบัน

Comments