แนวคิดเพื่อการวางแผนพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การบริหารจัดการแบบเครือข่าย

โพสต์10 ม.ค. 2554 20:29โดยอนุวัตร แก้วเชียงหวาง

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

แนวคิดเพื่อการวางแผนพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การบริหารจัดการแบบเครือข่าย

 

                                เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ พร้อมด้วย นายแพทย์ยงยุทธ์ พงษ์สุภาพ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ นายแพทย์นิทัศน์ รายยวา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 10 ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อการวางแผนพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การบริหารจัดการแบบเครือข่าย กับนายแพทย์อุดม อรุณรุ่งศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ  เขต 8 อุดรธานี พร้อมด้วยทีมงานสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 8 อุดรธานี และตัวแทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาจังหวัดอุดรธานี จากนั้นได้ลงเยี่ยมพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ดงหวาย-ดงบัง อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

1.             ประเด็นการแลกเปลี่ยนกับ สปสช. เขต 8 อุดรธานี : กรอบความคิด “บริการสุขภาพ

แบบครบวงจร” (นพ.นิทัศน์ รายยวา : 2553) ดังภาพที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ

     ภาพที่ 1 : กรอบความคิด “บริการสุขภาพครบวงจร”             

 

2

ที่มีคุณภาพ ภายใต้การจัดให้บริการของ รพ.ต.คุณภาพ ซึ่งการที่ รพ.สต.จะมีคุณภาพได้นั้น รพ.สต.จะต้องมีเจ้าหน้าที่ครบถ้วน (อัตราบุคลากร/ปชก = 1 : 1,250) และบุคลากรทุกคนต้องมีสมรรถนะ เช่น NP (ประสานความร่วมมือกับ วพบ.อุดรธานีจัดทำหลักสูตรเร่งรัด โดยใช้โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้)  , 5 เสือปฐมภูมิ (ขอความร่วมมือจากสำนักงานวิชาการ เช่น สคร , ศูนย์อนามัย , ศูนย์สุขภาพจิต พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งประกอบด้วย นักยุทธศาสตร์(เสือยุทธ์) , นักระบาดวิทยา (เสือบาด) , นักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม(เสือปรับ) ,  นักให้คำปรึกษา(เสือปรึก) ,  นักเวชปฏิบัติครอบครัว(เสือเวช) จพ.สช.เรียน GN (ประสานความร่วมมือกับ วพบ.อุดรธานี อยู่ระหว่างการขออนุมัติสูตร ซึ่งต้องจัดหาทุนสนับสนุนหลักสูตร) นักสุขภาพประจำครอบครัว (Family Health Host : FHH / ภายใต้แนวคิดแพทย์เวชศาสตร์ประจำครอบครัว อยู่ระหว่างการหาแนวร่วมเพื่อการพัฒนารูปแบบ) และสมรรถนะด้าน IT/GIS เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดอบรมคณะกรรมการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ให้มีและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ (Strategy Road Map : SRM) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ อปท.เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเร่งรัดการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเขตเมืองให้เข้มแข็ง โดยการกำหนด Catchment area ที่ชัดเจน ด้านการสร้างทีมงานสุขภาพในโรงพยาบาล ได้ดำเนินการสร้างนักบริบาลสุขภาพ เพื่อมาช่วยเหลืองานหรือทดแทนอัตรากำลังพยาบาลวิชาชีพ (อัตรานักบริบาลสุขภาพต่อพยาบาลวิชาชีพ 3 : 1) และได้พยายามกระจายอัตรากำลังพยาบาลวิชีพสู่หน่วยบริการปฐมภูมิมากขึ้น สำหรับในชุมชนได้จัดให้มีโรงเรียน อสม. เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม.รับผิดชอบครอบครัว จากกรอบแนวคิดดังกล่าว เป้าหมายคือ ต้องการให้มี รพ.สต.คุณภาพ อย่างน้อย 1 แห่ง/อำเภอ/จังหวัด ภายในปีงบประมาณ 2554

ปัญหาของ สปสช. คือ ต้องการพัฒนาอัตรากำลังคน กระบวนการที่ สปสช. เขต 8 อุดรธานี

ร่วมกับเขตตรวจราชการที่ 10 กำลังดำเนินการ คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา หลักสูตร NP ถ้าทำดีๆจะพึ่งสถาบันน้อยลงเน้นการเรียนในพื้นที่เป็นหลักมากกว่าในสถาบัน สร้างความเป็นทีมได้ดี ประหยัด และมีคุณภาพ จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว สามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิดหลักในการพัฒนา ได้ดังนี้ 1) วางแนวทางมาตรฐาน 2) จัดอบรม (Training) เน้นการจัดอบรมในพื้นที่ โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Share Manager) ซึ่งต้องเชื่อมเป็นระบบที่เข้มแข็ง 3) การติดตามให้คำแนะนำ (Coaching) 4) การจัดระบบสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ 5)

 

3

ระบบการส่งต่อ (Refer) 6) ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี  การจัดทำ CUP based ต้องคัดเลือก CUP ที่มีความเข้มแข็งและมุ่งมั่น (นพ.ยงยุทธ์  พงษ์สุภาพ : 29 ตุลาคม 2553)

2.             ประเด็นการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ รพ.สต.ดงหวาย-ดงบัง : นักสุขภาพประจำครอบครัว

หรือหมอประจำบ้าน ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลประชากร 1,250คน แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน เช่น พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข ทันติบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ลักษณะการทำงานจึงเน้นการบูรณาการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบพี่-น้อง กรณีที่เกินศักยภาพทีมงานในพื้นที่ขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลแม่ข่าย เดิมการจัดให้บริการเน้นหนักการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้องรังเชิงรุกในชุมชน ปัจจุบันได้ขยายบริการเชิงรุกในชุมชนครอบคลุม 5 กลุ่มเป้าหมาย ในลักษณะ Mobile Unit : CANDO to go โดยมีหมอประจำบ้านเป็นหลัก และมีสหวิชาชีพร่วมให้บริการ บทบาท 5 เสือปฐมภูมิจะมีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างกัน ความต้องการของ 5 เสือปฐมภูมิ คือ การได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง เช่น การทำงานของเสือปรับ(นักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม) เสือเวช(นักเวชปฏิบัติครอบครัว) การเยี่ยมบ้าน(Home Visit) กับการจัดให้บริการที่บ้าน (Home Ward) มีกิจกรรมการให้บริการที่แตกต่างกันตามประเด็นปัญหาทางสุขภาพที่พบ ซึ่งการจัดให้บริการดังกล่าวจะก่อให้เกิดเรียนรู้การทำงานเชิงระบบ เป็นการเรียนรู้ทางลัด เกิดสัมพันธภาพภายในทีมชัดเจน ลดช่องว่างภายในทีม นอกจากนี้ยังพบว่าการทำงานต้องอาศัยศรัทธาประชาชน การพัฒนาสมรรถนะ 5 เสือปฐมภูมิ สามารถสร้างได้ในพื้นที่ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า นักสุขภาพประจำครอบครัวมีสมรรถนะที่แตกต่างกัน แต่ด้านการจัดการไม่แตกต่างกันสำหรับการทำงานเชิงผลลัพธ์ต้องพิจารณาด้านสมรรถนะเป็นหลัก  การเพิ่มสมรรถนะให้กับนักสุขภาพประจำครอบครัวให้มีสมรรถนะขั้นพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถดำเนินการได้ภายใต้บริบทของพื้นที่ โดยใช้โรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ ร่วมกับการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้การรับรอง และสามารถ Promote ได้

 

                                สรุป : การพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การบริหารจัดการแบบเครือข่าย สามารถดำเนินการได้ภายใต้บริบทของพื้นที่ โดยใช้โรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ ร่วมกับการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้การรับรอง และสามารถ Promote ได้

 

 

 

 

4

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

                                จากข้อสรุป การพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การบริหารจัดการแบบเครือข่าย สามารถดำเนินการได้ภายใต้บริบทของพื้นที่ โดยใช้โรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ ร่วมกับการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้การรับรอง และสามารถ Promote ได้ นั้น กระบวนการน่าจะประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่สำคัญ (ภาพที่ 2) มีดังนี้

1.             การกำหนดมาตรฐาน (Standard) ควรเกิดจากการวิเคราะห์บริบทของพื้นที่ เพื่อนำมา

กำหนดคุณลักษณะของบุคลากรในระบบบริการปฐมภูมิเฉพาะพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางและมาตรฐานในการพัฒนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.             การฝึกอบรม (Training) ใช้ชุมชนและโรงพยาบาลเป็นฐานการเรียนรู้

3.             แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทำหน้าที่พี่เลี้ยง (Share Manager)

4.             ระบบการให้คำปรึกษา (Coaching)

5.             ระบบการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ (Support) เช่น ระบบการส่งต่อ (Refer) ระบบ

สารสนเทศและเทคโนโลยี (IT / GIS)

ภาพที่ 2 : กรอบแนวคิดการพัฒนาอัตรากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิภายใต้การบริหารจัดการ

                แบบเครือข่าย                  

5

                                แนวทางในการพัฒนาตามกระบวนการดังกล่าว ควรมีการคัดเลือกพื้นที่นำร่อง อย่างน้อย 1 CUP : 1 จังหวัด เพื่อพัฒนาเป็น CUP คุณภาพ มีรูปแบบการบริหารจัดการแบบเครือข่ายที่เด่นชัดในด้าน การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร และยกระดับคุณภาพบริการให้ได้ตามเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐาน เน้นการพัฒนาภายใต้บริบทของพื้นที่ โดยมีสถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในพื้นที่ 

Comments