บทความ

บทความวิชาการ

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:56โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ

ban_home_sch.jpg (15501 bytes)

เสถียร อุสาหะ


inter1.gif (54229 bytes)
          อินเทอร์เน็ต ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ มี คนเป็นจำนวนมากที่จะต้องเข้าไปใช้งานและบริการต่างๆในอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ และวันใดที่ว่างเว้นการใช้อินเทอร์เน็ตไป จะรู้สึกหงุดหงิดมาก วงการศึกษาของเราก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้มากเช่นกัน สถานศึกษาหลายๆแห่ง ได้พยายามพัฒนาศักยภาพด้าน IT ตามกำลังความสามารถและงบประมาณอันจำกัดเท่าที่มีอยู่ จนสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ของสถานศึกษา เข้ากับเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เพื่อส่งเสริมในด้านการเรียนการสอนและบริการให้นักเรียนเข้าไปใช้ประโยชน์ ในการติดต่อสื่อสาร สืบค้นแหล่งความรู้และแหล่งบันเทิง บนเครือข่ายนี้ และ แนวโน้มของสถานศึกษาที่ดำเนินกิจกรรมอินเทอร์เน็ตในลักษณะนี้ จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในเวลา 4 ปีนี้ จะดำเนินการให้สถานศึกษาทุกแห่ง สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด

          สถานศึกษาที่มีความพร้อมด้าน IT จะมีห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้สอนนักเรียนในวิชาคอมพิวเตอร์ตามหลักสูตร มีการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และสอนให้นักเรียนรู้จักการเข้าเว็ป (Web) สร้างโฮมเพจ (Home page) ใช้ เครื่องมือค้นหา (Search Engine)   ความรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และรู้จักการเรียนการสอน แบบ e – learning  เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งอาจจะมีคอมพิวเตอร์ ติดตั้งในห้องสมุด ให้นักเรียนได้ สืบค้นข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ อินทราเน็ตได้ด้วย

          อินเทอร์เน็ต กับการนำมาใช้เพื่อการเรียน การสอน นั้นได้มีพัฒนาการและการประยุกต์ การใช้งานมาโดยลำดับ จนเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังมีแนวทางอื่นๆอีกหลายแนวทางที่ สถานศึกษาสามารถพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายอินเทร์เน็ต มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการศึกษา ซึ่งแนวทางที่ผู้เขียนมีความสนใจในขณะนี้ คือการนำไปใช้เพื่อลดช่องว่างระหว่างบ้านซึ่งในที่นี้ คือ ผู้ปกครองนักเรียน กับ ทางสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยครู/อาจารย์ และผู้บริหาร ให้มีความใกล้ชิดกัน เพื่อจะได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ดูแลและพัฒนา นักเรียนให้ประสบผลสำเร็จในการศึกษาสูงสุด ลดปัญหาสังคมที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนหรือเยาวชนของชาติที่มีมากมายในขณะนี้

ช่องว่างระหว่างบ้านและสถานศึกษา

 
          ช่องว่างระหว่างบ้านและสถานศึกษา หรือผู้ปกครองและครูนั้น นับวันช่องว่างนี้จะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อวงการศึกษามาก เช่น ปัญหานักเรียนหนีเรียน ทะเลาะวิวาทกัน และที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้คือปัญหายาเสพติด ตามที่ได้รับทราบจากสื่อสารมวลชน หรือ บางครอบครัวกำลังเจอกับตัวเองในขณะนี้ ในสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ มักจะคร่ำเคร่งกับการประกอบอาชีพ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ในแต่ละวัน จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะให้ความดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิดได้ และผู้ปกครองบางท่านอาจจะมีโอกาสไปสถานศึกษาปีละครั้ง ในวันมอบตัวนักเรียนในเทอมแรก หรือไปในโอกาสที่ทางสถานศึกษาเชิญไปรับทราบความผิดของนักเรียน ซึ่งเป็นปลายเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว นอกจากโอกาสดังกล่าวแล้ว ผู้ปกครองอาจจะไม่มีโอกาสไปสถานศึกษาพบปะกับครูอาจารย์อีกเลย อีกประการหนึ่งเวลาว่างของผู้ปกครองและของครู/อาจารย์อาจจะว่างไม่ตรงกัน จึงทำให้โอกาสที่จะได้พบกันนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะทราบ ผลการเรียนของนักเรียน และพฤติกรรมของนักเรียน จากเอกสารรายงานผลการเรียนที่ทางสถานศึกษาฝากนักเรียนหรือส่งตรงมาให้ผู้ปกครองรับทราบ หากข่าวสารที่ทางสถานศึกษาส่งมาให้เป็นข่าวสารในทางลบของตัวนักเรียนเอง และนักเรียนมีความจงใจที่จะไม่ให้ผู้ปกครองรับทราบข่าวสารดังกล่าว นักเรียนก็สามารถทำได้หลาย ๆ วิธีด้วยกัน เพื่อไม่ให้ข่าวสารนั้นถึงมือผู้ปกครอง และสุดท้ายผู้ปกครองก็จะไม่ได้รับข่าวสารของลูกหลานจากทางสถานศึกษาเลย สำหรับผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยรุ่น และเห็นเขาไปสถานศึกษาทุกวัน ก็ประเมินด้วยตนเองว่าเด็กในปกครองของตนขยัน หมั่นเพียรดี จึงไม่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับการเรียนมากนัก เพราะลูกหลานที่เป็นวัยรุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบให้ใครมาจุกจิกจู้จี่ สอบถามในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะกับการที่ผู้ปกครองจะมาสอบถามบ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องการเรียน ความประพฤติ และการคบเพื่อนฝูงในสถานศึกษา
inter2.gif (42980 bytes)

          นักการศึกษาได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญเรื่องนี้มาก ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการประสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและครูอาจารย์ว่าจะมีค่อนข้างใกล้ชิดกันมากอย่างเห็นได้ชัดในชั้นอนุบาล กับประถมศึกษาตอนต้น เนื่องจากในวัยนี้เด็กยังเล็กอยู่มากและต้องการความดูแลและเอาใจใส่จากทุกๆฝ่าย และแล้วความสัมพันธ์ใกล้ชิดดังกล่าวมีท่าทีที่ค่อย ๆ เบาบางและจางหายไป จนในที่สุดผู้ปกครอง และครูส่วนใหญ่ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และ เลยไปถึงระดับมหาวิทยาลัย อาจจะไม่รู้จักกันเลย กลายเป็นคนแปลกหน้า เมื่อพบกัน เนื่องจากมีการติดต่อสัมพันธ์กันน้อยมาก ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่น่าห่วงมากในสังคมไทยเพราะเด็กในวัยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปเป็นวัยรุ่น ที่ค่อนข้างจะมีปัญหามากกว่าเด็กวัยอื่นๆ ดังนั้นทางบ้าน และ สถานศึกษา ควรจะมีความใกล้ชิดกัน เพื่อร่วมกันวางแนวทางแก้ปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น

          การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นระหว่างบ้านและสถานศึกษา น่าจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนมองเห็นว่า ศักยภาพ ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการเลือกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม น่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ ระหว่าง บ้าน และ สถานศึกษา ที่ กำลังขาดหายไป ให้กลับมาใกล้ชิดและร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น.

สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างบ้าน และ สถานศึกษาด้วยอินเทอร์เน็ต

         
inter3.gif (31406 bytes)           ด้วยศักยภาพของ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับโลกสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วโลกให้ติดต่อถึงกันได้ ทำให้โลกนี้เป็นโลกไร้พรมแดน(Globalization) ทุกคนที่เข้ามา เครือข่ายนี้สามารถ ติดต่อถึงกันได้ สามารถค้นหาข้อมูลได้ จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้อินเทอร์เน็ตจึงได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานมากมายในหลากหลายวิทยาการ รวมทั้งในด้านการศึกษา ซึ่งมีการนำมาใช้ในหลายรูปแบบ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ด้วยศักยภาพของอินเทอร์เน็ตนี้จะขจัดปัญหาเรื่องของความห่างไกลของระยะทางระหว่างบ้านของนักเรียนแต่ละคนกับสถานศึกษาได้ และสร้างความใกล้ชิดติดต่อประสานสัมพันธ์กันบนเครือข่ายนี้

          การติดต่อสื่อสารกันด้วยคอมพิวเตอร์ระหว่างบ้านและสถานศึกษา โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ในปัจจุบันนี้มีโอกาสเป็นไปได้มาก เนื่องจากแนวโน้มของผู้ปกครองส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ในเมือง จะมีความคุ้นเคยและใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทั้งที่ทำงาน บ้าน หรืออาจจะไปใช้ตามร้านบริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่มีการเปิดบริการกันมากมายในขณะนี้ สิ่งที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ปกครองทางบ้าน ที่พร้อมจะติดต่อผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์มายังสถานศึกษาได้ตลอดเวลา มาถึงขั้นตอนนี้วงการศึกษาคงจะต้องตั้งคำถามถามตัวเองแล้วกระมังว่า สถานศึกษาของเรามีความพร้อมเพียงใดสำหรับการเปิดประตูติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองทางบ้าน

การเตรียมการสำหรับสถานศึกษา

          สถานศึกษาที่มีความก้าวหน้าทันสมัยในการนำ IT มาใช้ในการเรียนการสอนในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกระดับการศึกษาทั้งที่เป็นสถานศึกษาในสังกัดของรัฐบาล และเอกชน สถานศึกษาเหล่านี้มีความพร้อมทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ดังนั้นหากสถานศึกษาเพิ่มการบริหารจัดการอีกเพียงเล็กน้อยก็จะช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างบ้านและสถานศึกษาได้ สำหรับการเตรียมการดังกล่าวของสถานศึกษาคงจะมีดังต่อไปนี้

          1.   สถานศึกษาต้องกำหนดรหัส e-mail ประจำตัวของครูอาจารย์ทุกคน และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบบริการนี้ของสถานศึกษา นอกจากนั้นสถานศึกษาจะต้องขอทราบรหัส e-mail ของผู้ปกครองด้วย เพื่อจะได้ติดต่อส่งข่าวสารกัน

          2.   ฝึกอบรมความรู้พื้นฐานด้าน IT ให้กับครูทุกคน เพื่อให้สามารถสร้างโฮมเพจของตัวเองได้ สามารถติดต่อสื่อสารด้วย e-mail หรือ ICQ ได้ นอกจากนั้นสถานศึกษาอาจจะเตรียม Dial-up Network อำนวยความสะดวกให้ครู/อาจารย์สามารถติดต่อกับ server ของสถานศึกษาโดยผ่านทางสายโทรศัพท์   เพื่อครู/อาจารย์จะได้ตอบ e-mail ให้ผู้ปกครองหรือปรับปรุงโฮมเพจทางวิชาการของตนเองในขณะที่มีเวลาว่างอยู่ที่บ้าน

          3.   กำหนดเป็นนโยบายของสถานศึกษาให้ครูอาจารย์ ติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่นการใช้ e-mail หรือ ICQ ครูอาจารย์จะต้องตรวจดู e-mail เป็นประจำและจะต้องตอบ e-mail ของผู้ปกครองทุกฉบับอย่างรวดเร็ว

          4.   สถานศึกษาจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรักษาความปลอดภัย ของเครือข่ายด้วย เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้ามาทำลายข้อมูล หรือทำความเสียหายกับเครือข่าย เช่น การกำหนดรหัสผ่านสำหรับผู้ปกครองหรือบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาสืบค้นข้อมูล สารสนเทศต่างๆในโฮมเพจของสถานศึกษา

          5.   สถานศึกษาจะต้องเตรียมข้อมูลและสารสนเทศทั้งของสถานศึกษาและตัวนักเรียนเอง เช่น

               gr_ball.gif (238 bytes)   ตารางจัดกิจกรรมของนักเรียน และสถานศึกษาในแต่ละสัปดาห์

               gr_ball.gif (238 bytes)   ฐานข้อมูลของนักเรียน ทั้งผลการเรียน ความประพฤติ เป็นต้น

               gr_ball.gif (238 bytes)   รายชื่อครูอาจารย์ พร้อม e-mail ของแต่ละคน

               gr_ball.gif (238 bytes)   ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็ก จิตวิทยาของเด็กที่ผู้ปกครองควรทราบ

               gr_ball.gif (238 bytes)   การแนะแนวทางการศึกษา

               gr_ball.gif (238 bytes)   เชื่อมโยง (Link) โฮมเพจที่พิจารณาเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ปกครองไว้ที่โฮมเพจของสถานศึกษา เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ของผู้ปกครอง

                       เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อบริการให้ผู้ปกครองเข้ามาสืบค้นหา และดูข้อมูลได้

          6.   บริการที่ทางสถานศึกษาจัดขึ้นเพื่อการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองนั้น สถานศึกษาควรเปิดให้เครื่อง server บริการการติดต่อผ่านทางเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้ามาสืบค้นข้อมูลที่โฮมเพจของสถานศึกษาได้ตลอดเวลา

          7. หากเป็นไปได้สถานศึกษาควรสนับสนุนให้ครู/อาจารย์ สามารถมีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเองเพื่อใช้ที่บ้านได้ โดยสถานศึกษาที่มีความพร้อมอาจจะมีบริการให้ครู/อาจารย์สามารถกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือไม่คิดดอกเบี้ยเลย ในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของครู/อาจารย์ และคาดหวังว่าครู/อาจารย์จะได้ใช้เป็นเครื่องมือในการเตรียมการสอน และร่วมกิจกรรมนี้กับทางสถานศึกษาได้อย่างเต็มที่

ผลประโยชน์ที่ผู้ปกครองคาดหวังว่าจะได้รับ         

          หากกระผมเป็น ผู้ปกครองของนักเรียน และในแต่ละวันมีภาระกิจ การงานมาก ไม่ค่อยมีเวลาสอบถามผลการเรียนของลูกหลาน และไม่ค่อยมีโอกาสไปสถานศึกษาเพื่อพบกับ ครู/อาจารย์ ที่สถานศึกษา มากนัก เมื่อได้รับทราบบริการติดต่อสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง กระผมจะมีความสะดวกที่จะใช้ คอมพิวเตอร์จากที่ต่างๆเช่น ที่บ้าน สำนักงาน ร้านอินเทอน์เน็ตคาเฟ่ หรือที่ใดก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และกระผมมีความคาดหวังว่าบริการนี้น่าจะช่วยให้ผู้ปกครองได้รับประโยชน์ ดังต่อไปนี้

          1. สามารถติดต่อสื่อสาร ทาง อีเมล์ หรือ ICQ กับครูประจำชั้น อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประจำวิชา และผู้บริหารสถานศึกษา ของสถานศึกษาที่ลูกหลานกำลังศึกษาอยู่ได้ เพื่อจะได้ทราบผลการเรียน และ ทราบความเป็นไปของลูกหลานในสถานศึกษาและ ในชั้นเรียน

          2. สามารถ เข้าไปสืบค้นดูข้อมูล ผลการเรียนของลูกหลาน จากฐานข้อมูล ผลการเรียน ที่ทางสถานศึกษาได้จัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อจะได้ทราบว่าลูกหลานของเขา

              gr_ball.gif (238 bytes) เก่ง / อ่อนในวิชาใด.

              gr_ball.gif (238 bytes) สอบแก้ตัวครบทุกวิชา แล้วหรือไม่

              gr_ball.gif (238 bytes) มี คะแนนเฉลี่ย คะแนน GPA และ PR ในแต่ละชั้นปี อยู่ในระดับใด

เป็นต้น          

inter4.gif (46981 bytes)

          3. สามารถเข้าไปสืบค้นดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น และเพื่อนสนิทของ ลูกหลาน ตัวเองได้ โดยผ่านการสืบค้นข้อมูล จากฐานข้อมูลนักเรียนรายชั้นเรียน ซึ่ง ข้อมูลของเพื่อนร่วมชั้นนี้ จะเป็นประโยชน์ กับผู้ปกครองมาก ในการติดตามสอบถาม ความเคลื่อนไหว ลูกหลาน ของตนได้ เมื่อมีความจำเป็น

          4. ในกรณีลูกหลานเป็นเด็กเล็กอาจจะอยู่ในระดับ Nursery ผู้ปกครองมีความห่วงกังวลกับลูกหลานมาก เขาก็น่าจะสามารถ คุย สอบถาม พี่เลี้ยงทาง อีเมล์ หรือ ICQ เป็นระยะๆ และหากมีกล้อง วิดิโอติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องเลี้ยงเด็กด้วย ผู้ปกครองก็สามารถเห็นภาพพฤติกรรมของลูกหลานที่เป็นเด็กเล็กได้ตลอดเวลา

          5. สามารถใช้เป็นเส้นทาง รับ - ส่ง เอกสาร โดยตรงกับ ครูประจำชั้น เช่น

              gr_ball.gif (238 bytes) ส่งใบลา ของนักเรียน

              gr_ball.gif (238 bytes) เอกสาร แจ้งผลการเรียน ของนักเรียน

              gr_ball.gif (238 bytes) เอกสารรายงานความประพฤติของนักเรียน

          6. สามารถเข้าไปเรียกดู ข่าวสาร ที่เกี่ยวกับ การจัดกิจกรรมของสถานศึกษาในแต่ละสัปดาห์ เช่น กิจกรรม กีฬา ลูกเสือ ร.ด. ทัศนศึกษา เป็นต้น เพื่อผู้ปกครองจะได้ทราบกิจกรรมดังกล่าวล่วงหน้า และสามารถตัดสินใจได้ทันทีเมื่อลูกหลานขออนุญาต กลับบ้านช้า หรือ ขออนุญาต ไปร่วมกิจกรรม ของสถานศึกษา

          7. หากทางสถานศึกษา ต้องการสำรวจความคิดเห็น หรือขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง เพื่อปรับปรุง กฎระเบียบ ของสถานศึกษา หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ สถานศึกษาสามารถ ส่งแบบสำรวจผ่านทาง web และ ผู้ปกครองสามารถตอบกลับได้ทันที สำหรับการตอบแบบสอบถามผ่านทาง Web นี้ จะอำนวยความสะดวกมากในการประมวลผลของการสำรวจได้ทันที ตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์

          8. สามารถชำระ ค่าเล่าเรียน หรือ ค่าธรรมเนียม อื่น ๆ ให้กับสถานศึกษา โดย ชำระในระบบ Online บนเครือข่ายนี้.

          การนำศักยภาพของอินเทอร์เน็ตมาใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คงจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างบ้านและสถานศึกษาให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยสถานศึกษาเพียงแต่เพิ่มกระบวนการจัดการ การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การฝึกอบรมครู/อาจารย์ให้มีความรู้ด้าน IT สามารถใช้ e-mail ติดต่อกับผู้ปกครองได้ และการเตรียมสารสนเทศในโฮมเพจของสถานศึกษาให้พร้อมและสมบูรณ์สำหรับการไปสืบค้นข้อมูลของผู้ปกครอง ซึ่งหากพิจารณาถึงการลงทุนที่สถานศึกษาจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมจากทรัพยากรที่มีอยู่นั้น ก็จะลงทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่ผลที่ได้จะคุ้มค่าเนื่องจากจะช่วยส่งเสริมการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้สูงขึ้น

แหล่งข้อมูลประกอบการศึกษา

http://www.ibm.com/solutions/education/learningvillage

http://schools.moe.edu.sg/oss 

บทความวิชาการ

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:50โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ

he01.gif (122682 bytes)

he00.gif (8340 bytes) </p> <div align=

        ...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ   สำคัญ
อยู่ที่เราพออยู่พอ        อันนี้ถูกต้อง   ข้าวหอมมะลิขายได้ดี  
แต่เมื่อขายแล้วพอตัวเองจะบริโภคเอง
ต้องซื้อ
        สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจแบบ

ค้ากินและมีเศรษฐกิจ
การเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน   แบบพอม
ีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้
พอเพียงกับตัวเอง...
      อย่างนี้นักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอก

ว่าล้าสมัย
       จริงอาจจะล้าสมัย เพราะว่าคนอื่น

ต้องการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน
เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้า  ไม่ใช่
เศรษฐกิจความพอเพียงรู้สึกไม่หรูหรา
        แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่า

การผลิตที่พอเพียงทำได้   อย่างข้าว
ที่ปลูกเคยสนับสนุนให้ปลูกข้าว
ให้พอเพียงกับตัวเอง   เก็บเอาไว้ใน
ยุ้งเล็กๆ แต่ละครอบครัวเก็บและถ้ามี
พอก็ขาย แต่คนอื่นกลับบอกว่าไม่สมควร     
โดยเฉพาะภาคอีสาน เขาบอกต้องปลูกข้าว
หอมมะลิเพื่อที่จะขาย
  ขาย ภาษาฝรั่งเรียก TRADE ECONOMY
ไม่ใช่แบบพอเพียง  ซึ่งฝรั่งเรียก SELF
SUFFICIENT ECONOMY
        ถ้าเราทำแบบที่ไหนทำได้ คือเศรษฐกิจ

แบบพอเพียงกับตัวเอง   เราก็อยู่ได้โดย
ไม่ต้องเดือดร้อน...
       (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่

คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ
และประชาชนทุกหมู่เหล่า ในโอกาส
เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องใน
วโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐)

ทฤษฎีใหม่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
     ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ที่สำคัยประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อ
เกษตรกรรม รวมทั้งการปลูกพืชที่ไม่มีหลักเกณฑ์
ใดๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว
     ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้
พระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นการช่วยเหลือ
เกษรกรที่ประสบความยากลำบากดังกล่าว
พระราชดำรินี้ทรงเรียกว่า "ทฤษฎีใหม่" อันเป็น
แนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการ
ที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้
เกิดประโยชน์สูงสุด  

 

he02.gif (41195 bytes)
ตัวอย่างการจัดแบ่งที่ดินตามหลักทฤษฎีใหม่

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่หนึ่ง
    
ทฤษฎีนี้ เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกร ที่เป็น
เจ้าของที่ดินจำนวนน้อยแปลงเล็ก (ประมาณ
๑๕ ไร่)  โดยมีหลักสำคัญ คือ : ให้เกษตรกร
มีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวได้ (Self
Sufficiency)  ในระดับชีวิตที่ประหยัด
มีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี
โดยถือว่าครอบครัวหนึ่ง ทำนา ๕ ไร่ จะมี
ข้าวพอกินตลอดปี
     เพื่อการนี้ มีหลักว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐
ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น ๕ ไร่ ต้องมี
๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงได้ตั้งสูตร
คร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วยนา
๕ ไร่ และพืชไร่และสวน ๕ ไร่ สระน้ำ
๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร จุประมาณ ๑๙,๐๐๐
ลูกบาศก์เมตร (๑๙,๒๐๐) ที่อยู่อาศัย
และอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่ หรือ
แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน
๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ โดยประมาณ

he03.gif (60829 bytes)
เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่"
ที่วัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
จังหวัดสระบุรี

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สอง
     สนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันใน
รูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรงใน
     (๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน
ชลประทาน ฯลฯ)
   (๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง
เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
   (๓) การเป็นอยู่ (กะปิน้ำปลา อาหาร
เครื่องนุ่งหุ่ม ฯลฯ) ด้วยความร่วมมือ
ของหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน    

he04.gif (74494 bytes)
เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่"
ที่วัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
จังหวัดสระบุรี

he05.gif (47974 bytes)
โครงการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน อำเภอเขาวง
จังหวัดกาฬสินธุ์

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สาม
     ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงิน (ธนาคาร) และกับ
แหล่งพลังงาน (บริษัทน้ำมัน) ตั้งและบริหารโรงสี
ตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ ช่วยการลงทุน ช่วยพัฒนา
คุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร
กับบริษัทจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน คือ
     เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
ธนาคารกับบริษัทซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ
(ซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรและมาสีเอง)
     เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคในราคาต่ำ
(เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง)
     ธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคคล
ฯลฯ

he06.gif (57703 bytes)
เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่"
บริเวณโครงการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน
อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

     เป็นที่ทราบกันดีว่าการพัฒนาประเทศโดยเน้น
การส่งเสริมการลงทุนทั้งภาคอุตสาหกรรมและ
เกษตรกรรมด้วยการระดมทรัพยากรธรรมชาติ
มาใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยหวังว่าจะนำ
ไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนใน
ประเทศนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง
มากจนขาดความสมดุลระหว่างประชากรกับ
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ
อาทิเช่น ปัญหาอาชญากร ปัญหาสิ่งแวดล้อม
เป็นพิษ ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาโสเภณี
ฯลฯ เป็นผลผลิตตามหลายประการ ถือได้ว่า
เป็นการพัฒนาในระบบผลิตของประเทศ
อุตสาหกรรมซึ่งนำพาประเทศไปสู่หนทางอัน
มืดมน ทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่งในการแก้ปัญหา
คือ การช่วยกันคิดช่วยกันทำบนรากฐานของการ
พึ่งตนเองและพึ่งกันเองในระหว่างชุมชน
     ทฤษฎีใหม่ในการพัฒนา ตามแนวทางของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงนับเป็น
ทางเลือกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถพัฒนาชีวิต
ให้ดำรงอยู่ได้ด้วยรูปแบบที่สอดคล้องกับ
เงื่อนไขทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรม
ท้องถิ่นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจและสังคม อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญ
ในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่
ยั่งยืนต่อไป

a2.gif (3546 bytes)

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:47โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ   [ อัปเดต 18 พ.ย. 2552 19:03 ]

บทความวิชาการ

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:42โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ


ดร.สิริกร  มณีรินทร์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 

                  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการวิพากษ์

“เด็กฝาก -  ฝากเด็ก”

วัฒนธรรมหรือปัญหา ?

“ทุกคนฝาก  ทุกพรรคฝาก  สื่อมวลชนก็ฝาก  สิ่งนี้เราต้องยอมรับความจริง

แต่เราต้องแก้ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นมะเร็ง  อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องธุรกิจที่เรารับเงิน”

 

              กรณีปัญหา “เด็กฝาก” นั้น ถือเป็นวัฒนธรรมที่ฝังราก  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขไม่ได้  อยู่ที่การยึดมั่นในเส้นทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนใหญ่  ไม่มีใครอยากฝากไม่มีใครอยากรับฝาก แต่ด้วยความจำเป็นที่โรงเรียนมีคุณภาพไม่เท่ากัน   การจะแก้โดยการหยุดฝากไม่ใช้การแก้ปัญหาต้องแก้ไปพร้อมกันหลาย ๆ  ทางกวดขันไม่ให้มีการทุจริต  กวดขันไม่ให้มีแต่คนรวยเข้าเรียน   นึกถึงโอกาสคนจน ไม่ให้มีธุรกิจการศึกษาที่มีผู้ฉวยโอกาสไปเรียกเงิน  และถ้าพบว่าทำผิดต้องลงโทษ  ที่สำคัญต้องการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน

        “เป็นธรรมดา   ถ้าตอบปฏิเสธไป  คนก็คงไม่เชื่อ    ก็อย่าโกหกดีกว่า   แต่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่เราไม่อยากทำ  เครียด  ทำในจุดที่เหมาะสม  ทุกคนฝาก  ทุกพรรคฝาก  สื่อมวลชนก็ฝาก  สิ่งเหล่านี้เราต้องยอมรับความจริง  แต่เราต้องแก้ไขใช้ปล่อยให้เป็นมะเร็ง  อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องธุรกิจที่เรารับเงิน    ไม่อยากให้เด็กเห็นภาพเหล่านี้ตำตาว่า หนูมีเงินน้อยหนูเข้าไม่ได้    ยืนยันว่าทุกคนเจ็บปวด  ส.ส. เจ็บปวด ไม่อยากฝาก  แต่อยู่ในภาวะจำใจจำยอม  ซึ้งต้องแก้   ถ้าพบเห็นใครที่หาเงินจากการฝากก็ต้องช่วยกันบอก” นางสิริกร  ตอบเมื่อถามว่ามีคนฝากเด็กเข้าเรียนบ้างหรือไม่

        รัฐมนตรี ฯ  สิริกร     อธิบายถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายให้กับทางโรงเรียนนั้น  มี  ๓ ส่วน  คือ  

           ๑. ค่าบริการเสริมนอกจากค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้ ๑๒ ปี  

           ๒. เงินที่โรงเรียนเรียกเก็บจากความเข้าใจผิด  ทางเราตระหนัก  และให้กรมผู้ตรวจราชการ     

           ๓. เงินบริจาค  ที่เป็นวัฒนธรรมฝังรากลึกในสังคมมานานแล้ว   ซับซ้อนเนื่องจากเป็นเงินกินเปล่า เพื่อแลกกับที่นั่งเรียน ซึ่งบางครั้งจะเป็นทางโรงเรียน  สมาคมผู้ปกครองหรือแม้กระทั้งเป็นบุคคลภายนอกที่แอบอ้างเข้ามาเป็นธุรกิจ

        ปัญหาเรื่องซื้อที่นั่ง  ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกโรงเรียน  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดใหญ่   และโรงเรียนยอดนิยม ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งบุตรหลานเข้าไปเล่าเรียน   กระแสความนิยมนี้ ทำให้ผู้ปกครองยินยอมจ่ายค่าที่นั่งเพื่อให้บุตรหลานได้เข้าไปเรียน  แม้เราจะได้ตรวจสอบกำชับทางกรมให้กวดขันในเรื่องนี้  เป็นเรื่องที่ดำเนินการเอาผิดได้ยาก เนื่องจากมีหลากหลายวิธี  แต่สาเหตุสำคัญที่ไม่สามารถดำเนินการไปถึงที่สุดได้ทั้งที่อยากทำ คือ ไม่มีเจ้าทุกข์ เพราะผู้ปกครองมักจะไม่ยอมเปิดเผยชื่อ  แจ้งความ  สิ่งเหล่านี้ควรจะต้องช่วยกันเปลี่ยน  เพื่อให้เด็กไทยของเราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรม ไม่ใช่โตมาท่ามกลางภาวะเงินเป็นใหญ่ที่จะติดตามเด็กมาตลอด จึงนับเป็นเรื่องจะเป็นที่เราต้องปรับเปลี่ยน เพราะไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้   ส.ส.  หรือ  อภิสิทธิ์ชน  ฝากเด็กเขาก็ไม่อยากฝากเพราะฝากแล้วถ้าไม่ได้ก็ถูกต่อว่าหรือฝาก ๑๐  คน  ดำเนินการได้คนเดียว  อีก  ๙  คนก็ต้องกล่าวหาเขาหรือแม้กระทั่ง  ผอ.โรงเรียน  ก็ต้องไม่สบายใจเมื่อเด็กมาร้องไห้เมื่อไม่มีที่เรียน

        มาตรการแก้ปัญหาเด็กฝากในระยะสั้น คือการกวดขันเอาใจใส่ กำชับเป็นนโยบาย ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการที่ทำอยู่  และมีผู้บริหารหลายโรงเรียน รับสนองนโยบาย

 

       

 กลับหน้าแรกกระทรวงฯ

บทความวิชาการ

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:38โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ

 

(ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กทม. ฉบับวันที่13 ธันวาคม 2546)

 โดย ดร.อธิปัตย์  คลี่สุนทร
ผู้ตรวจราชการกระทรวง

     download (MS.Word)

                การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ครั้งที่ 11 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยความชื่นชมของทุกฝ่าย แต่เชื่อมั่นว่าจะมีผลสืบเนื่องและมีผลกระทบหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาการพูดและความเข้าใจภาษาอังกฤษ เพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการจะขยายผลให้ยั่งยืนต่อไป

                เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มอบหมายให้ไปฟัง และกล่าวปิดการสัมมนา และการประชุมกลุ่มย่อยการปฏิรูปการเรียนภาษาอังกฤษของไทย ที่ จ.สงขลา ซึ่งจัดโดยมหาปัญญาวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 2 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ฯลฯ

                งานนี้ได้เชิญวิทยากรจากส่วนกลางร่วมอภิปรายกับวิทยากรท้องถิ่น เป็นการระดมและรับฟังความคิดเห็นเพื่อวิเคราะห์หาจุดอ่อน และสาเหตุที่เด็กไทยส่วนใหญ่แม้จะเรียนภาษาอังกฤษเป็นเวลานานหลายปี แต่ก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ถึงพูดได้ก็ไม่คล่อง และไม่ค่อยกล้าเขียนภาษาอังกฤษ ฯลฯ ซึ่งในที่ประชุมหวังว่าจะได้แนวทางในการปฏิรูปการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เป็นแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน มีโครงการพัฒนาครู/อาจารย์ และมีคู่มือครูที่นำไปใช้ได้จริง มีการแยกแยะความต้องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร รวมทั้งจัดตั้งชมรมครูภาษาอังกฤษจังหวัดสงขลา ให้เป็นรูปธรรมเข้มแข็งขึ้น

                บรรยากาศการสัมมนาโดยรวมน่าชื่นชมมาก มีการแยกกลุ่มย่อยเพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพที่ควรแก้ไข และควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจังหลายเรื่อง อาทิ

                
1. การขาดครูสอนภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก ทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งต้องหาทางแก้ปัญหา โดยจัดครูที่มิได้เรียนจบวิชาเอกหรือวิชาโทด้านภาษาอังกฤษมาช่วยสอน ซึ่งแม้จะพยายามศึกษาหาความรู้ฝึกฝนด้วยตนเองอย่างทุ่มเทมากมายก็ตาม แต่ครูอาจารย์เหล่านี้คงยากที่จะพูด ฟัง อ่าน และเขียนให้ถูกต้องใกล้เคียงเท่ากับการได้เล่าเรียนหรือฝึกฝนมาโดยตรงก่อนไปเป็นครู

                
2. วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาเชิงทักษะ ที่ครูควรจะเป็นผู้ที่เข้าใจการใช้ภาษาและมีทักษะในการพูด การออกเสียงถูกต้องหรือใกล้เคียงกับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน แม้พยัญชนะและสระของภาษาไทยจะใช้ได้ใกล้เคียงมากในการออกเสียงหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่เสียงบางเสียงจะไม่เหมือนกัน เช่น เสียงตัว ch, th, v , z เป็นต้น และการเน้นพยางค์ในคำผิดที่จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ครูภาษาอังกฤษต้องมีทักษะในการใช้ภาษาเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการพูดคุย การเขียนภาษาอังกฤษก็จะมีวิธีคิดการเรียบเรียงข้อความต่างจากการเขียนภาษาไทย

                 
3. การหาโอกาสให้เด็กๆ และครูอาจารย์ได้พบปะและเรียนรู้จากนักท่องเที่ยว โดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไม่สร้างความรำคาญซึ่งกันและกัน โดยประสบการณ์ของครูอาจารย์ที่ได้ลองดำเนินการเรื่องนี้ พบว่าเด็กๆ จะกระตือรือร้นหาทางพบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่พอมีเวลา และเต็มใจพูดคุยกับกลุ่มเด็กๆ โดยมีอาจารย์ดูแลอยู่ด้วย บางสถานศึกษาก็หาทางเชิญเจ้าของภาษาที่พักอาศัยหรือทำงานในท้องถิ่นใกล้เคียงมาพูดคุยกับนักเรียนเป็นครั้งคราวโดยสมัครใจ หรือโดยมีค่าตอบแทนบ้างตามสมควร

                 
4. กระบวนการในการสอน การเริ่มต้นและการลำดับขั้นความยากง่ายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กชอบหรือไม่ชอบภาษาอังกฤษ การสอนที่สนุกสนานสอดแทรกทั้งเรื่องพูด ฟัง อ่าน เขียน และให้หลักไวยากรณ์ในเรื่องที่ใกล้ตัวเด็ก การอ่านเรื่องง่ายๆ นิทานประกอบภาพง่ายๆ ให้เด็กฟัง หรือให้เด็กเลือกเรื่องมาอ่านเอง กิจกรรมการแสดงต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่จำเป็นและจะส่งผลให้เด็กๆ เห็นว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย แต่ครูอาจารย์ที่สอนวิชาเชิงทักษะให้สนุกก็ยังหาไม่ง่ายนักในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงเรียนจำนวนมากขาดสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ช่วยในการฝึกทักษะด้านนี้แก่เด็ก หรือสื่อที่มีก็จะเป็นสื่อที่ใช้กระบวนการไม่ทันสมัย โดยสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องการเร่งด่วนมาก อาทิ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เครื่องรับโทรทัศน์ เอกสารสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องปฏิบัติทางภาษาที่ครูอาจารย์จะได้มีโอกาสเรียนรู้สำเนียง สาระ และวัฒนธรรมในการใช้ภาษาร่วมไปกับนักเรียนได้ด้วย

                 
5. งบประมาณ เป็นเรื่องที่ทุกกลุ่มกล่าวถึงเป็นอย่างมากด้วยเป็นความจำเป็นที่ต้องพัฒนาครูอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ ทั้งที่ยังขาดพื้นฐานและที่เรียนมาตรง แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมให้ทราบกระบวนการเทคนิควิธีที่จะใช้ช่วยให้สอนได้น่าสนุก น่าสนใจ เข้าใจง่าย และเหมาะสมยิ่งขึ้น

                 
6. การตั้งชมรมครูภาษาอังกฤษจังหวัดสงขลา เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยในที่ประชุมได้ร่างข้อบังคับชมรมครูภาษาอังกฤษจังหวัดสงขลา โดยจะมีสำนักงานอยู่ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ

                 ประเด็นที่ได้รับฟังเหล่านี้ทำให้เห็นการจุดประกายความคิดริเริ่ม ความตั้งใจ และความเข้าใจของครูอาจารย์ที่เข้าร่วมการสัมมนาเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้จะมิใช่เกิดที่จังหวัดสงขลาแห่งเดียว แต่จังหวัดอื่นๆ ก็คงจะใช้กระบวนการที่คล้ายคลึงให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้เช่นกัน ซึ่งในช่วงกล่าวปิดผมได้เสนอแนวคิดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ 3 ประเด็น ดังนี้

                1. นโยบายกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนี้ สนับสนุนให้ครูอาจารย์ต้องเริ่มต้นให้เด็กกล้าพูด กล้าเขียน กล้าแสดงออก ฯลฯ ส่วนข้อผิดพลาดบกพร่องนั้นค่อยๆ ขัดเกลา ปลูกฝัง แต่ขอให้ครูอาจารย์และเด็กเริ่มต้นด้วยการมีความเชื่อมั่นในตนเองก่อน พูดผิด พูดถูก พูดออกไปก่อน อย่ากลัวผิดจนไม่กล้าทำอะไร เชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีหนึ่งที่เราจะได้เด็กๆ ที่ค่อยๆ มีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องจำนวนมากขึ้น และเร็วขึ้น

                2. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคภาษาอังกฤษ สถานีวิทยุศึกษา สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา(ETV) ของศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รายการโทรทัศน์แบบจำกัดรับ(Cable TV) หรือรายการโทรทัศน์ที่สอนภาษาอังกฤษของสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมโรงเรียนวังไกลกังวล เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษสำหรับประชาชนทั่วไปหรือสำหรับนักเรียน จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีและไม่ต้องลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังมีองค์กรต่างๆ อาทิ British Council หรือ AUA หรือองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เช่น UNICEF, มูลนิธิ AFS, ชมรมภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลทั่วประเทศ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือบางด้าน และน่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้หรือแหล่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ดีด้วย

                 3. การตั้งชมรมครูภาษาอังกฤษจังหวัดสงขลาเป็นเรื่องที่ดีมาก เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของครูสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเรียนการสอน และจะช่วยเป็นศูนย์กลางการประสานงานร่วมมือกับผู้ปกครอง

                 ผู้ทรงคุณวุฒิ องค์กรในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็คือสัมฤทธิผลของนักเรียนในวิชาการด้านนี้แน่นอน เข้าใจว่า ณ เวลาปัจจุบันชมรมนี้จัดตั้งและดำเนินการแล้ว

                 ในตอนท้ายได้เรียนที่ประชุมว่า พวกเราเรียนภาษาอังกฤษกันมานาน ส่วนที่ใช้ได้ก็มีอยู่ แต่ปัจจุบันและอนาคตภาษาต่างประเทศจะทวีความสำคัญมากขึ้น การพัฒนาตัวครูอาจารย์คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยจำนวนมากนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความใจกล้า อดทน มุ่งมั่น ไม่ท้อถอยง่าย ให้เหมือนข้อความบนอกเสื้อยืดที่เห็นและจำได้ที่ว่า Something difficult takes time. Something impossible takes a little longer.

                
 เชื่อว่า ต่อไปครูและเด็กๆ ของเราจะพูดภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษอยู่ในขั้นใช้การได้ดีแน่นอน

                                                                                                                         

บทความวิชาการ

โพสต์19 พ.ย. 2552 13:37โดยนาย ภาคภูมิ จินะหาญ

"ทักษิน" คืนอัตราแม่พิมพ์เกษียณ ศธ.100%

คัดลอกจาก นสพ.ไทยรัฐ
ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2547

               นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการนำนายอารีย์ วงศ์อารยะ รมช.ศึกษาธิการ ผู้ช่วยรัฐมนตรี และผู้บริหารทั้ง 5 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ได้รายงานการทำงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยประเด็นสำคัญคือทิศทางยุทธศาสตร์ของ ศธ.ที่กำหนดชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าวันนี้ ศธ.ได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น และสามารถบริหารงานต่อไปได้นอกจากนี้ได้รายงานการนำเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งนายกฯว่า ศธ. ต้องการคอมพิวเตอร์ 2.5 แสนเครื่อง หรือ 1 ต่อ 25 เครื่อง แต่ ร.ร.ขนาดเล็กขาดแคลนคอมฯ 7,000-8,000 โรง และไม่มีโทรศัพท์เข้าถึง 10,000 กว่าโรง นายกฯได้สั่งการให้กระทรวงไอซีทีติดตั้งโทรศัพท์ ให้คครบทุกโรงเรียนใน 31 ธ.ค. นี้ ส่วนคอมฯให้หลักการว่าภายในปี 48 ไม่เกินปี 49 ทุก ร.ร. ต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาครูนั้น ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมา เพื่อวางแผนการใช้บุคลากรในระยะยาว อีกทั้งนายกฯ เห็นว่าข้าราชการครูอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนประกอบกับมีข้าราชการครูเข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนดจำนวนมากจึงเห็นชอบให้คืนอัตราข้าราชการครูที่เข้าร่วมโครงการฯให้แก่ ศธ. ทั้ง 100% จากเดิมที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คืนอัตราให้เพียง 50% ซึ่งจะจัดทำแผนว่า ศธ. ขาดครูกี่คน ที่ใดสาขาใดบ้างก่อนที่เสนอขอคืนอัตราจากสำนักงาน ก.พ. ต่อไป ทั้งนายกฯ ยังได้เสริมเกี่ยวกับเรื่องนมโรงเรียนว่า ที่ผ่านมายังติดปัญหาในจุดต่างๆ หายไปกับการคอรัปชั่นบ้างทำให้เด็กไม่ได้รับนมที่ดี จึงมีแนวคิดที่จะให้มีการจัดนมให้เป็นถังและใส่ไว้ที่ ร.ร. ใครต้องการรับประทานก็มากดดื่มได้เลย โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หาวิธีที่จะจัดทำถังบรรจุนมสำหรับให้เด็กดื่มโดยไม่เสียได้รศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เผยว่า นายกฯเห็นชอบสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รายงานการเปลี่ยนระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา  จากระบบเอ็นทรานซ์เป็นระบบกลางคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหรือระบบแอดมิชชั่น ซึ่งจะใช้ในปี 49 และกำชับให้ สกอ. ดูแลการพัฒนาอาจารย์การสร้างความคล่องตัวของระบบบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหรือมหาวิทยาลัยอิสระ และการจัดทำมหาวิทยาลัยเสมือน

1-6 of 6