กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า


กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า



 

กบฏแผ่นดิน ..... ครั้นสมเด็จพระบรมราชาหน่อ พุทธางกูร สิ้นพระชนม์ด้วยโรค

ไข้ทรพิษ พระรัฏฐาธิราชกุมารพระโอรส วัย ๕ พรรษา อันประสูติจากพระอัครชายา

วัย ๑๗ พรรษา เป็นผู้ขึ้นครองราชย์แทนพระไชยราชาผู้ซึ่งดำรงพระยศเป็น       


พระอุปราช ระหว่างนั้นปีพศ.๒๐๗๓ บ้านเมืองถูกบริหาร


โดยขุนนางทุจริตคือพระยายม ราชบิดาของอัครชายา

พระไชยราชาจึงให้สำเร็จ

โทษพระรัฏฐาธิราช ตามราชประเพณีโบราณ และขึ้นครองราชย์แทน

ออกรบปราบปรามหัวเมืองอยู่ตลอดจึงทรงแต่งตั้งพระเฑียรราชาขึ้น เป็นพระอุปราช

ว่าราชการแทนพระองค์ที่กรุง อโยธยา


ต่อมาพระมเหสีของพระไชยราชา คือ
ท้าวศรีสุดาจันทร์ได้ลักลอบมีความสัมพันธ์

แบบชู้สาวกับขุนชินราช ผู้ดูแลหอพระ สมคบลอบวางยาพิษปลงพระชนม์พระไชย

ราชา พระยอดฟ้า โอรสพระไชยราชา จึงได้ขึ้นครองราชย์แทนขณะที่มีพระชนม์ ๑๐
พรรษา แต่ต่อมาก็ถูกท้าวศรีสุดาจันทร์ปลงพระชนม์อีกองค์หนึ่ง แล้วสถาปนา


ขุนชินราชขึ้นเป็นกษัตริย์

ทรงพระนามว่า ขุน วรวงศา


ระหว่างนั้นพระเฑียรราชาได้ทรงผนวชเพื่อเลี่ยงภัย ส่วนพระสุริโยทัยครองพระองค์

อยู่ในวัง โดยมีขุนพิเรนทรเทพ  
ขุนอินทรเทพ  หมื่นราชเสน่หานอกราชการ

หลวงศรียศ
คุ้มกันภัยให้ และต่อมาก็ได้ร่วมกันปลงพระชนม์ ขุนวรวงศา และท้าว

ศรีสุดาจันทร์
(ขึ้นมามีอำนาจเหนือราชบัลลังก์อยุธยา เป็นเวลา ๑ ปี ๒ เดือน กับ

อีก ๔๒ วัน
)
เสียบหัวประจานไว้ที่วัดแร้ง แล้วอัญเชิญพระเฑียรราชาให้ลา

สิกขาบทขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่าพระมหาจักรพรรดิ ครองราชย์ตั้งแต่


พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๑


       ในปี ๒๐๙๑ นี่เอง ที่ทางพม่านำโดยกษัตริย์นามว่า พระเจ้าตะเบงชะเวตี้

ทราบว่ากรุงศรีอยุธยาเกิดความวุ่นวายภายใน จึงฉวย โอกาสช่วงนี้คิดจะเข้าตี ได้

จัดทัพทหาร ๓ หมื่น ช้างศึก ๓ ร้อย ม้าศึก ๒ พันตัว ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์

สามองค์เข้าเมืองกาญจนบุรี จับกรมการเมืองมาสอบ ถามจึงทราบว่าหลังจากพระ

มหาจักรพรรดิได้ขึ้นครองราชย์บ้านเมืองก็สงบดี แต่ พระเจ้าหงสาวดีได้ยกทัพมา

แล้วจะถอยกลับก็กะไรอยู่ จึงขอเข้าไปชานเมืองเพื่อ ให้ชาวอยุธยาได้เกรงขาม

เดินทางเข้าป่าโมกแล้วตั้งค่ายหลวงที่ทุ่งลุมพลีอยู่ ๓ วัน จากนั้นจึงยกทัพกลับไป


กรุงหงสาวดี

 
 
             การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เกิดขึ้นในสมัยของพระมหินทราธิราช ปี พ.ศ.
2112

กล่าว
คือเมื่อครั้ง พ.ศ.
    2091 สมเด็จพระศรีสุริโยทัย 
ถูกพระเจ้าแปร ฟันขาดคอช้าง

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงโปรดให้  สมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระราเมศวร

ยกกำลังตามไปตีพม่า    แต่ทั้งสองพระองค์กลับหลงกลพม่าและถูกพม่าจับตัวไว้ได้

ทางกรุงศรีอยุธยาจึงต้องส่งช้างชื่อ พลายศรีมงคล และพลายมงคลทวีป  

เพื่อแลกเอาสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระราเมศวรกลับมา เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คน

ไทยรู้สึกเสียศักดิ์ศรี และเสียขวัญเป็นอย่างมาก จนทำให้ไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดศึกขึ้นอีกไทยจะสามารถ

ป้องกันพระนครไว้ได้ ดังนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงโปรดให้รื้อเพนียดคล้องช้างเมื่อปี

พ.ศ.
2092
เพื่อขยายกำแพงพระนครออกไปให้ถึงริมแม่น้ำ แต่การยังไม่ทันสำเร็จก็พอดีพม่ายกทัพ

มาเสียก่อน      จึงทิ้งชานดินทางด้านตะวันออกและทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกำแพงเมือง

ไว้มากจึงเป็นเหตุให้พม่าใช้ชานดินนั้นเป็นหัวหาดยกพลขึ้นบกและเข้าโจมตีอยุธยาได้สำเร็จ

ต่อมาสมเด็จ
พระมหาจักรพรรดิทรงเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันในปี พ.ศ.2111
 
สมเด็จพระมหินทราธิราชได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา และไทยได้เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกให้แก่

พม่าในสมัยของพระองค์ ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนองของพม่า เมื่อวันอาทิตย์ เดือน
9 แรม

11 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.2112

         หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไปเป็นเวลา 15 ปี ใน พ.ศ. 2127
สมเด็จพระนเรศวรทรง
 
ประกาศอิสระภาพ ณ. เมืองแครง ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถี
 
กับพระมหาอุปราชา ณ. ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135
พระองค์ได้รับชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีครั้งนี้โดยทรงพระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชขาดคอ

ช้าง กองทัพไทยได้ตามตีทัพพม่าแตกกระจายไป ในปี พ.ศ.
2138 ไทยยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีเป็น

ครั้งแรก และยกไปตีครั้งที่
2 เมื่อ พ.ศ. 2142 ทำให้พม่าไม่กล้ารบกวนไทยอีกเป็นเวลานาน

  การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2
 
         ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไม่มีพระปรีชาสามารถใน
 

การรบ ดังนั้นเมื่อพระองค์ครองราชย์สมบัติเป็นเวลาถึง
10
ปี จึงทำให้กิจการบ้านเมืองที่เกี่ยวกับ


การทหารเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมาก พระองค์เองก็ขาดความมั่นพระทัยในด้านบัญชาการรบและ

การวางแผนป้องกันพระนคร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็พากันออกบวชกันหลายคน จึงทำให้การ

บริหารราชการแผ่นดินของพระเจ้าเอกทัศประสพความยุ่งยากมาก และพอดีเวลานั้นพม่ามีแม่ทัพที่

เข้มแข็งและเด็ดขาดใช้วิธีการรบอย่างไร้ความปราณี โดยให้ขุดอุโมงค์ดินเข้ามาจนถึงเชิงกำแพง

เมือง และจุดไฟสุมที่รากกำแพงเมืองจนกำแพงยุบลง พม่าจึงระดมกำลังเข้าโจมตีริบทรัพย์จับผู้คน

ไปเป็นเชลย นอกจากนั้นพม่ายังได้เผาผลาญบ้านเมืองเสียอย่างย่อยยับ กรุงศรีอยุธยาจึงต้องเสีย

แก่พม่าครั้งที่
2 เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2310 ( ตรงกับวันที่ 7 เมษายน 2310 )

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยมานานถึง
417 ปี จึงถูกพม่าทำลายอย่างย่อยยับจนไม่สามารถ

ตั้งเป็นราชธานีอีกต่อไปได้...................