satit‎ > ‎

แนวทางแก้ไข

แนวทางแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในมิติทางการเมืองและการทหาร

สรุปบทเรียนการแก้ไขปัญหาในอดีต

      ในมิติทางการทหาร

              ก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่  เมืองปัตตานีอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ของสยามมาแต่กรุงสุโขทัยโดยมีเมืองนครศรีธรรมราชกำกับดูแลพร้อมด้วยหัวเมืองมลายูอื่นๆ ในแหลมมลายูจนถึงตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความสัมพันธ์จึงมีลักษณะเป็นการรบทัพจับศึกมากกว่าซึ่งทั่วภูมิภาคก็เป็นอยู่ อาจเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะชั่วคราวตามความเข้มแข็งของผู้ปกครองแต่ละแห่งหรือมีความสัมพันธ์ลักษณะรัฐบรรณาการ ที่บันทึกกันไว้ในประวัติศาสตร์ชาวมลายูเมืองปัตตานีก็เคยรบพุ่งถึงกลางกรุงศรีอยุธยาทั้งเคยนัดแนะองค์เชียงสือ แห่งเวียดนามให้ร่วมรบกับกรุงเทพฯภายหลังสงคราม 9 ทัพ  ดังนั้น ในปี พ.ศ.2328 รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยึดครองปัตตานีอีกครั้งนับแต่กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 แก่พม่า(พ.ศ.2310)เป็นผลให้หัวเมืองมลายูทั้งหมดเข้าสวามิภักดิ์ ต่อมาได้โปรดเกล้าให้แยกเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองยะลา เมืองสายบุรีและเมืองระแงะ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการก่อกบฏหลายครั้งของเจ้าเมืองปัตตานีตั้งแต่ พ.ศ.2332 เป็นต้นมา พร้อมแต่งตั้งพระจะนะซึ่งเป็นชาวพุทธ(ลักษมานาดายัน)จากสงขลาเป็นผู้ว่าการเมืองปัตตานีอีกคนหนึ่งเพื่อคานอำนาจกับเจ้าเมืองปัตตานี ซึ่งขณะนั้นได้แต่งตั้งให้ดาโต๊ะปังกาลันอดีตขุนนางเป็นเจ้าเมืองปัตตานีแต่ก็มีความขัดแย้งกันเรื่องกฎระเบียบปฏิบัติราชประเพณีถึงขนาดขับไล่จากเมืองปัตตานีในปี พ.ศ.2351 กระนั้นในปี พ.ศ.2374 สมัยรัชกาลที่ 3 เมืองไทรบุรีได้ก่อกบฏอีก 2 ครั้งแต่ปราบได้ง่ายไม่รุนแรงเหตุการณ์มีความสงบเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 4

             ด้วยสถานการณ์ในคาบสมุทรมลายูขณะนั้นอังกฤษได้เข้ามายึดครองเมืองเปรัค เซลังงอ ปะหัง ฯลฯ แล้วรวมเข้าเป็นสหพันธรัฐมลายูตั้งแต่ปี พ.ศ.2439 พร้อมทั้งเตรียมผนวกเอาดินแดนมลายูตอนเหนือที่สยามยึดครองทั้งกลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และเปอร์ลิสเข้าด้วยกัน ทำให้สยามต้องส่งผู้สำเร็จราชการเข้าไปในเมืองทั้งเจ็ดของปัตตานีเพื่อป้องกันการแทรกแซงของอังกฤษ และในปี พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงปรับปรุงระบบการปกครองใหม่เรียกว่า พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องถิ่น ร..116 ซึ่งได้ทดลองใช้มาจนถึง 10 ..2444 จึงประกาศใช้กับ  7  หัวเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกว่า ข้อบังคับสำหรับ 7 หัวเมือง ร..120” อันมีลักษณะการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล มีพระยาเมือง ปลัดเมืองและยกกระบัตรเมืองขึ้นกับข้าหลวง โดยการเก็บภาษีจะส่งพนักงานสรรพากรไปจัดเก็บและแบ่งรายได้ให้เป็นเงินเดือนกับพระยาเมือง การตัดสินคดีความได้ส่งผู้พิพากษาไปตัดสิน การปรับปรุงระบบการปกครองดังกล่าวที่มีการรวมศูนย์มากขึ้นทำให้พระยาเมืองเชื้อสายมลายูทั้งเจ็ดเกิดความไม่พอใจเพราะถูกลิดรอนอำนาจลงอย่างมากจึงมีปฏิกริยาต่อต้าน โดยเฉพาะตนกูอับดุลกาเดร์บินตนกูกอมารุดดิน (พระยาวิชิตภักดี)  พระยาเมืองปัตตานี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2442 ไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงได้ร่วมมือกับพระยาสายบุรีและระแงะ ที่สุดทั้งสามก็ถูกรัฐบาลถอดยศและเนรเทศ เป็นผลให้รายาเมืองอื่นๆ ต้องยอมปฏิบัติตามกฎข้อบังคับโดยดี

               ท่ามกลางการเรียกร้องของกลุ่มผู้นำศาสนาและนายหะยีสุหลงตั้งแต่ต้นปี

พ.ศ.2490 และเกิดเหตุการณ์ปล้นสดมภ์โดยเฉพาะกับชาวพุทธ เผาสถานที่ราชการ แจกใบปลิวเรียกร้องต่อสู้และเกิดมีความวุ่นวายจนถึงปลายปีดังกล่าว  กระทั่งในเดือนมกราคม พ.ศ.2491 จะมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับมีข่าวแพร่กระจายไปทั่วว่าชาวมลายูมุสลิมมีแผนการที่จะขัดขวางการเลือกตั้งเหล่านี้จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลต้องนำไปสู่การจับกุมหะยีสุหลงกับพวกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2491

               เมื่อ 25 เมษายน พ.ศ.2491 เกิดเหตุร้ายที่เรียกว่า จลาจล  2491” หรือ กบฏดุซงญอในพื้นที่ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งได้ขยายลุกลามไปยังพื้นที่ จ.ยะลา และ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี  รัฐบาลต้องปราบปรามอยู่ร่วมปีเหตุการณ์จึงสงบลง ผู้ก่อการหลายคนรวมทั้งชาวมลายูมุสลิมได้อพยพหลบหนีไปอยู่ในรัฐกลันตันและรัฐอื่นๆ ของ

ประเทศมาเลเซียนับพันคน ทั้งปรากฏในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2491 ว่าเป็นการปะทะระหว่างตำรวจกับราษฎรชาวมลายูมุสลิมจำนวนประมาณ 2,000 คน การปะทะมีติดต่อกัน 2 วัน ราษฎรเสียชีวิต 30 คน ตำรวจเสียชีวิต 5 คน ทั้งปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนซึ่งรัฐบาลตั้งขึ้นได้รายงานต่อรัฐบาลว่าการจลาจลเกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดเนื่องจากมีการประชุมของชาวมลายูมุสลิมเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับไสยศาสตร์คือพิธีอาบน้ำมันมนต์ซึ่งเชื่อว่าทำให้อยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า เหตุการณ์นี้เป็นที่ผิดสังเกตของตำรวจจึงขอเข้าตรวจค้นแต่ชาวบ้านไม่ยอมจึงเกิดปะทะกันลุกลามใหญ่โตขึ้น เหตุของจลาจลไม่ได้มาจากเรื่องการเมือง

               ในปี พ.ศ.2502 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ก่อตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการมาจากทั้งที่เป็นข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ส่วนใหญ่มาจากรัฐมนตรีประจำกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ

                 ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2503 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประสงค์ให้เกิดดุลยภาพของราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธและในพื้นที่ที่มีสภาพทางการเมืองการปกครองอันล่อแหลมต่อการเกิดความวุ่นวายเรียกร้องจากผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในทางที่ไม่ถูกไม่ควรได้โดยง่าย อีกทั้งสภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้มีการพัฒนาที่ดินซึ่งอุดมสมบูรณ์และรอการเพาะปลูกพืชผลจำนวนมากโดยเห็นว่าจะก่อให้เกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงได้นำที่ดินที่เป็นป่าไม้ และไม่มีผู้ถือครองทำประโยชน์มาดำเนินการเพื่อรองรับราษฎรไทยที่นับถือศาสนาพุทธจากภาคต่างๆ ไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในรูปนิคมสร้างตนเอง

               ในปี พ.ศ.2503 ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ค้นพบขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีตัวแทนอยู่ในแทบทุกอำเภอของสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยทำการปลุกระดมชาวมลายูมุสลิมให้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลด้วยการกระตุ้นให้เกิดความ รู้สึกชาติพันธุ์นิยม มีการอบรมที่เน้นในเรื่องศาสนาอิสลาม ภาษามลายูและประวัติศาสตร์ของรัฐมุสลิมซึ่งมีรายาปกครอง โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของปัตตานีในอดีตได้ถูกนำมากล่าวอ้างในการต่อสู้และการโฆษณาชวนเชื่อ มีการแจกใบปลิวทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษและภาษายาวี กล่าวกันว่าขบวนการดังกล่าวกำลังรวบรวมเงินและอาวุธเพื่อเตรียมก่อการกบฏในเดือนมีนาคม พ.ศ.2504 แต่ถูกรัฐบาลปราบเสียก่อน ผู้นำหลายคนของขบวนการถูกจับกุมรวมทั้งในวิไล เบญจลักษณ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลาเมื่อ พ.ศ.2480 และ พ.ศ.2481 อย่างไรก็ตามความเคลื่อน ไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังคงมีอยู่ต่อมาและได้ปรากฏเป็นข่าวขึ้นเป็นครั้งคราว

             ตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมารัฐบาลได้พยายามจัดตั้งองค์กรเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และในรัฐบาลต่อมาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2504 และวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2507 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ขึ้นใหม่มีพันเอกถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการจนกระทั่งมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายหลังการเลือกตั้งรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ขึ้นใหม่อีกโดยมีพันเอกถนัด คอมันตร์ เป็นประธานกรรมการเช่นเดิม แต่ต่อมาพันเอกถนัดฯ ได้ลาออกหัวหน้าคณะปฏิวัติจึงได้แต่งตั้งนายพจน์ สารสิน เป็นประธานกรรมการแทนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 แต่คณะกรรมการชุดนี้ก็ต้องยุบเลิกไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2516  ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2517 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ใหม่อีกมีนายประกายเพ็ชร อินทุโสภณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการเหล่านี้ถูกจัดตั้งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศาสนาและวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

             ในปี พ.ศ.2523 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับปรุงการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้

                        ก.มีการจัดตั้งองค์การบริหารราชการในพื้นที่ลักษณะพิเศษเพื่อเสริมการบริหารราชการปกติกล่าวคือการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ใช้การบริหารในลักษณะของกลุ่มจังหวัดทำหน้าที่อำนวยการประสานงานส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร อันมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการนำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การปฏิบัติ และยังจัดตั้งกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจทหารที่ 43 หรือ พตท..43 เพื่อเป็นหน่วยอำนวยการในการป้องกันและแก้ไขการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว (คอยลิน อันวาร์และสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, 2547, 114) ทั้งได้มีการพัฒนาปรับปรุงองค์กรและการดำเนินงานมาเป็นลำดับ

                        ข.การพัฒนาประสิทธิภาพข้าราชการโดยนำไปสู่การปรับให้หน่วยงานทั้งปวงซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนาประสิทธิภาพและฝึกอบรมข้าราชการไปเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การบริหารและกำกับของ ศอ.บต.

                        ค.การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดทำแผนระยะสั้นและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

                        ในช่วงปี พ.ศ.2531-2536 หลังจากนโยบายการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้ไปได้ประมาณ 10 ปี ได้มีประกาศใช้นโยบายความมั่นคงฯ ฉบับที่ 2 ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่การแก้ปัญหาทางสังคมจิตวิทยาการเมืองการปกครองโดยการส่งเสริมบทบาทของผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่นให้เป็นสะพานเชื่อมไปยังประชาชนในพื้นที่

                        ในปี พ.ศ.2537 มีการประกาศใช้นโยบายความมั่นคงฯ ฉบับที่ 3 โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นตัวนำในการเปิดสังคมควบคู่ไปกับการเปิดกว้างด้านสังคมวิทยา ทั้งมีการใช้มาตรการด้านการเมืองและการประชาสัมพันธ์เป็นส่วนสนับสนุน

                        จนกระทั่งในปี พ.ศ.2542 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ประเทศไทยเข้าสู่ยุคปฏิรูปทางการเมืองและรัฐบาลได้ประกาศใช้นโยบายความมั่นคงฯ ฉบับที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หลักในการเสริมสร้างความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จนถึงปัจจุบันโดยมีสาระ สำคัญได้แก่การเห็นคุณค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็น ปัญญาของสังคม หรือเป็น

ต้นทุนทางสังคม ที่สำคัญ  ทั้งพี่น้องมุสลิมสามารถดำเนินชีวิตมุสลิมในสังคมไทยอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นคนไทยทั้งหลายรวมทั้งมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงศักยภาพของสังคมมุสลิมให้สามารถปรับตัวเดินหน้าไปพร้อมกับสังคมส่วนรวมรวมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโลกมุสลิมเพื่อสร้างสรรค์ความสงบสันติด้วยการให้ความสำคัญพิเศษกับเยาวชน ปัญญาชน-มุสลิมและทุกภาคส่วนในสังคม โดยมุ่งสู่การมีชุมชนที่เข้มแข็งตามแนวทางของศาสนา ทั้งนี้ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปชต.) เป็นหน่วยงานอำนวยการระดับชาติ มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43) เป็นหน่วยงานอำนวยการระดับพื้นที่ในด้านกิจการพลเรือนและรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำดับ

                 ภายหลังรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีได้เดินทางตรวจราชการและหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหารวมทั้งการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 29-30 มีนาคม พ.ศ.2545 จึงได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 123/2545 ให้ปรับปรุงการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสาระสำคัญให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 56/2539 ลงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2539  มีผลให้งานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)สิ้นสุดลง ทั้งส่งผลให้มีการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งตามคำสั่งดังกล่าวและส่งมอบภารกิจเพื่อเข้าสู่ระบบการบริหารราชการปกติ ดังนี้

                        ก.ให้โอนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปชต.) และสำนักงานคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สชต.) ไปเป็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติตามลำดับ

                        ข.ให้กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะบูรณาการ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ประสานงาน เร่งรัดติดตามและประมวลผลการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี นโยบายของคณะรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้

                        ค.ในด้านการรักษาความปลอดภัยและชีวิตของประชาชน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดูแล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 9 รับผิดชอบ ซึ่งตำรวจภูธรภาค 9 ได้ออกแผนรักษาความสงบเรียบร้อยในชื่อ พิทักษ์ราษฎร์ 45 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2545 และ แผนพิทักษ์ราษฎร์ 46ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2545 มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า โดยผนึกกำลังจากตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 เพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ

       ในมิติทางการเมือง

                นอกเหนือจากความพยายามร้องเรียนและต่อต้านสยามของบรรดาเจ้าเมืองต่ออังกฤษตลอดมาแล้ว   ในปี พ.ศ.2443-2445 ตนกูอับดุลกาเดร์เจ้าเมืองปัตตานียังได้ร้องเรียนต่อผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำแหลมมลายูและไม่ยอมรับการปรับปรุงการปกครองรูปแบบใหม่ในรัชกาลที่ 5 พร้อมยกเหตุอ้างการกดขี่หลายกรณี เช่น สยามพยายามจะทำลายเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ภาษา เชื้อชาติของชนชาวมลายูปัตตานี บังคับนักเรียนมุสลิมในพื้นที่เรียนศาสนาพุทธ (วิชาศีลธรรม) เพิกเฉยไม่มีการกวดขันและเอาผิดกับมุสลิมที่ขาดละหมาดวันศุกร์โดยไม่มีเหตุจำเป็นตามบัญญัติศาสนาและขัดขวางการเก็บเงินบริจาคทะนุบำรุงและสร้างมัสยิด มีการก้าวก่ายอำนาจของข้าราชการสยามที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง มีการบังคับให้ประชาชนชำระภาษีและอื่นๆ อย่างไม่เป็นธรรม ข้าราชการสยามบังคับให้กราบพระพุทธรูป บังคับให้คุกเข่ากราบพระบรมฉายาลักษณ์ในงานพิธีรวมทั้งการถูกกดขี่ข่มเหงกรณีอื่นๆและได้ขอร้องให้อังกฤษช่วยเหลือปลดปล่อยปัตตานี ทั้งได้เตรียมเสนอเงื่อนไขเจรจากับสยามรวม 4 ประเด็น คือ

             ก.เจ้าเมืองมลายูจะต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการสยามที่กระทำความผิด

             ข.เจ้าเมืองมลายูยินยอมที่จะให้กำลังตำรวจจำนวน 60 นายพร้อมอาวุธปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนปัตตานี

             ค.ให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการ มิใช่เฉพาะภาษาสยาม

             ง.ปัตตานียินยอมที่จะส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ทางกรุงเทพฯตามประเพณีที่เคยปฏิบัติแทนการจัดเก็บภาษีเข้าส่วนกลาง

              การคัดค้านของอับดุลกาเดร์เจ้าเมืองปัตตานีดังกล่าวไม่เป็นผลแม้เมืองอื่นๆ จะมีหนังสือถึงผู้สำเร็จราชการของอังกฤษประจำแหลมมลายูเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2444 และวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2445 แล้วก็ตาม โดยหนังสือได้บอกเล่าถึงพฤติกรรมของข้าราชการสยามที่บังคับให้กราบพระพุทธรูป บังคับให้คุกเข่ากราบพระบรมฉายาลักษณ์ในงานพิธี รวมทั้งการถูกกดขี่ข่มเหงและขอให้อังกฤษช่วยเหลือปลดปล่อยปัตตานี

             ต่อมาปี พ.ศ. 2449  รัชกาลที่  5  ได้ทรงยุบเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองทั้ง  7  เหลือไว้  4 หัวเมือง คือปัตตานี  ยะลา  สายบุรีและนราธิวาส แต่ในปี พ.ศ.2452 รัฐบาลไทยก็ต้องยอมโอนอำนาจอธิปไตยเหนือรัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิสและเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษเพื่อแลก เปลี่ยนกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ขณะเดียวกับที่อังกฤษได้ยอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยในบริเวณตอนเหนือของพรมแดนไทย-มาเลเซียปัจจุบัน ส่วนสตูลก็ได้ถูกผนวกเข้าอยู่ในมณฑลภูเก็ตในเวลาต่อมา

             รัชกาลที่ 6 ได้ทรงตระหนักถึงปัญหาที่เกิดแก่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มีการจัดทำ สมุดคู่มือสำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่รับราชการในมณฑลซึ่งมีพลเมืองที่

นับถือศาสนาอิสลามโดยพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2466 และมีการเสนอหลักรัฐประศาสนโยบายสำหรับมณฑลปัตตานีจำนวน 6 ข้อ ระหว่างการประชุมเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2466 อันมีสาระคือควรตั้งวิธีปฏิบัติว่าเว้นจากการกดขี่ศาสนาอิสลามและภาษีอากรทุกชนิดคิดถัวกันไม่ควรให้สูงกว่าที่อังกฤษเขาเก็บ พยายามไม่ให้มีการกดขี่บีบคั้นพลเมืองจากเจ้าพนักงาน พยายามอย่าให้ราษฎรต้องเสียเวลาหรือป่วยการในเมื่อเจ้าพนักงานบังคับ ข้าราชการในมณฑลนี้ควรเลือกคั้นเป็นพิเศษและอบรมกันขึ้นให้ดีเสมอ และระเบียบการใหม่อันใดอันเกี่ยวด้วยสุขทุกข์ของราษฎรควรหารือสมุหเทศาภิบาลเสียก่อนที่จะบังคับให้ทำลงไป

            มีการเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 ผลการเลือกตั้งใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเพียงจังหวัดสตูลที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นชาวมลายูมุสลิม ส่วนจังหวัดที่เหลือล้วนเป็นชาวพุทธ แต่ผลการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2480 และ พ.ศ.2481 ชาวมลายูมุสลิมได้รับการเลือกตั้งในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ส่วนจังหวัดสตูลชาวไทยพุทธซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญได้รับเลือกตั้ง นอกจากนี้รัฐสภายังได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวและบรรพ 6 ว่าด้วยมรดกและมีผลใช้บังคับแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2478 แต่ได้ยกเว้นการบังคับใช้สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวยังคงใช้กฎหมายอิสลามบังคับคดีว่าด้วยครอบครัวและมรดกตามเดิม

             จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้รัฐนิยมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ.2482 ถึง พ.ศ.2485 จำนวน 12 ฉบับ แต่มีอยู่ 3 ฉบับที่ส่งผลต่อชาวมลายูมุสลิม (ได้มีการใช้รัฐนิยมจนถึง พ.ศ.2491)ได้แก่ฉบับที่ 3 เรื่องการเรียกชื่อชาวไทย ฉบับที่ 9 เรื่องภาษาและหนังสือกับหน้าที่พลเมืองดีซึ่งกำหนดให้ชนชาติไทยถือเป็นพลเมืองดีจะต้องศึกษาให้รู้หนังสือไทยอันเป็นภาษาของชาติอย่างน้อยต้องให้อ่านออกเขียนได้ และในฉบับที่ 10 เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทยกำหนดให้คนไทยต้องแต่งกายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าเป็นสุภาพชนเช่นผู้ชายสวมหมวกใส่เสื้อชั้นนอกคอเปิดหรือปิด สวมกางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือหุ้มข้อและถุงเท้า ส่วนผู้หญิงก็ต้องสวมหมวกใส่เสื้อนอกคลุมไหล่ สวมผ้าถุง ใส่รองเท้าส้นหรือหุ้มส้นและถุงเท้าเป็นต้น สำหรับชาวมลายูมุสลิมนั้นเท่ากับถูกจำกัดเสรีภาพโดยคำสั่งไม่ให้สวมเครื่องแต่งกายแบบมุสลิม ห้ามไม่ให้สอนภาษามลายูในโรงเรียน ห้ามไม่ให้พูดภาษามลายูในการคิดต่อราชการ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อไทย ให้แต่งกายแบบไทย พูดภาษาไทยและใช้ประเพณีไทย นอกจากนั้นในปี พ.ศ.2484 ยังได้มีการยกเลิกข้อยกเว้นเกี่ยวกับกฎหมายครอบครัวและมรดกตามหลักศาสนาอิสลามโดยให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับชาวมลายูมุสลิมด้วย

             ต่อมาในสมัยรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ ด้วยความเกรงว่าจะต้องยกจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับอังกฤษเช่นเดียวกับกรณีเสียดินแดนตามแนวแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.2488 เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มครองและอุปถัมภ์ในกิจการศาสนาของชาวไทยมุสลิมโดยมีการจัดตั้งสถาบันเพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสานระหว่างรัฐบาลกับประชาคมมุสลิม เช่น การตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี จัดตั้งสถาบันการศึกษาที่เป็นของมุสลิมและบริหารโดยมุสลิม ให้มีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นต้น

            ในปี พ.ศ.2489 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมาย

อิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล  ทั้งนี้เป็นการให้สิทธิ์ในเรื่องกฎหมายที่ได้ถูกลิดรอนไปในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม และในปี พ.ศ.2490 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดการดูแลรักษาทำนุบำรุงและป้องกันกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินของมัสยิดเนื่องจากที่ดินมีราคาสูงขึ้นมัสยิดมีทรัพย์สินมาก ทั้งมีการเบียดบังทรัพย์สินมัสยิดไปใช้ส่วนตัว มีการฟ้องร้องกล่าวโทษกันมากขึ้น การตัดสินข้อพิพาทเป็นการยากเพราะไม่มีระเบียบข้อบังคับและผู้รับผิดชอบ จึงต้องตราพระราชบัญญัติขึ้น

           ภายหลังหะยีสุหลง ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2490 ต่อมารัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์มีมติคณะรัฐมนตรีแยกได้ 6 ประเด็น อาทิ ด้านการปกครองได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องจัดรูปแบบนโยบายการปกครองไปพิจารณา การให้สิทธิแก่นักเรียนมลายูมุสลิมเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารตำรวจ ส่วนในการหยุดราชการในวันศุกร์คณะรัฐมนตรีไม่ขัดข้องและในการแต่งตั้งข้าราชการมีนโยบายจะคัดเลือกตัวบุคคลเป็นพิเศษโดยกำหนดให้ต้องมีพื้นความรู้ภาษามลายูตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมลายูมุสลิม อีกทั้งจะให้เงินค่า เบี้ยภาษา เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการสนใจศึกษาภาษามลายู

            ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ จะซ่อมแซมถนนหนทางเพื่อให้การคมนาคมสะดวก มีโครงการส่งเสริมการทำและปรับปรุงวิธีการผลิตยางเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม ด้านการศาสนาและวัฒนธรรมมีนโยบายให้ประกอบกิจทางศาสนาและปฏิบัติตามวัฒนธรรมได้โดยเสรีแต่ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทั้งมีโครงการจะสร้าง สุเหร่าหลวง ให้เป็นที่สง่างามประจำจังหวัดๆ ละ 1 แห่ง นโยบายให้ผู้นำศาสนาจังหวัดละ 3 คนเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อเป็นตัวแทนร่วมถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ด้านการศาลรัฐบาลกำลังแต่งตั้งดะโต๊ะยุติธรรมเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีทางศาสนาตามหลักการศาสนาอิสลามอยู่แล้วโดยจะให้มีดะโต๊ะยุติธรรมจังหวัดละ 2 คน แต่กลับไม่มีความเห็นให้แยกศาลศาสนาตามที่ร้องขอ ด้านการศึกษามีนโยบายสอนภาษามลายูตามที่ขอ ส่วนการหาทางเพิ่มจำนวนข้าราชการนั้นรัฐบาลได้หนักเรียนมุสลิมเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาโดยไม่ต้องสอบคัดเลือกและไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนรวมถึงพวกที่เรียนสายวิชาชีพด้วย  ด้านการสื่อสารมวลชนมอบให้กรมโฆษณาการพิจารณาโดยจะมีรายการวิทยุภาคภาษามลายู นอกจากนั้นจะจัดให้พิมพ์หนังสือภาษามลายูส่งไปแจกจ่ายเผยแพร่เป็นครั้งคราว

           สมัยนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหารของจอมพลผิน ชุณหะวัณต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490  และภายหลังการจับกุมหะยีสุหลงกับพวกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2491 หนังสือพิมพ์ในมลายาและสิงคโปร์ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการกบฏที่มีการจับกุมและการอพยพของชาวไทยมุสลิมจากชายแดนภาคใต้เข้าไปในมลายา โดยโจมตีว่ารัฐบาลไทยเข้มงวดกวดขันและกดขี่ชนมุสลิม รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนชาวมลายูอย่างไม่ถูกต้อง ทั้งประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างป่าเถื่อนจากเจ้าหน้าที่ พร้อมเรียกร้ององค์การทั้งหลายในมลายาให้กระทำการทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือชาวมุสลิมดังกล่าว นอกจากนี้ยังร้องเรียนไปยังองค์การสหประชาชาติให้ส่งกรรมการมาสืบสวนเรื่องโดยเร็วที่สุดด้วย คำร้องบางฉบับยังส่งไปถึงนายแอตลี่ นายกรัฐมนตรีอังกฤษโดยขอให้ยับยั้งการรับรองรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์จนกว่าจะได้แก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของชาวมลายูมุสลิมในปัตตานีแล้วเสร็จ

นอกจากนั้น นายอดุลย์ ณ สายบุรี ได้มีจดหมายร้องเรียนรัฐบาลยืนยันความจำเป็นที่รัฐบาลต้องแก้ไขนโยบายเกี่ยวกับชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจดหมายได้รับการตอบสนอง ดังนั้นนายอดุลย์จึงยื่นคำร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษบรรยายถึงความทุกข์ยากของชาวมลายูมุสลิมและขอให้ช่วยปลดปล่อยพวกตนให้พ้นจากอำนาจของไทย ซึ่งต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2491

รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้ยอมรับว่ามีความไม่สงบในหมู่ชนมุสลิมทางภาคใต้และมีการเสนอรายงานซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการขยายความไปในเรื่องการแยกดินแดน ทำให้รัฐบาลจึงต้องพิจารณารายงานและปัญหาดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนและระมัดระวังอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึง

ตอบสนองด้วยการยืนยันว่าจะให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเต็มที่และให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูปบริเวนที่เกิดปัญหาพร้อมจะแต่งตั้งชาวมลายูมุสลิมเป็นข้าหลวงพิเศษทำหน้าที่ปรึกษาด้านกิจการศาสนาแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังแสดงความตั้งใจจะแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยสืบต่อนายแช่ม พรหมยงค์ ซึ่งได้หลบหนีออกนอกประเทศ  ส่วนข้อเสนอต่างๆ ที่รัฐบาลไม่อาจตอบสนองได้แก่การขอให้ตั้งข้าหลวงใหญ่ของสี่จังหวัดภาคใต้ การให้ดินแดนดังกล่าวเข้าร่วมกับสหพันธ์มลายาหรือแม้แต่ข้อเรียกร้องให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติในสี่จังหวัด รวมทั้งกรณีมีการส่งคำร้องขอแยกดินแดนไปยังสหประชาชาติก็เห็นว่าหลักการที่มหาอำนาจสัมพันธมิตรหลังสงครามโลกยึดถือคือการฟื้นฟูสถานะเดิมของดินแดนในภูมิภาคเอเชียที่ถูกยึดครองให้เป็นเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ใน พ.ศ.2482  แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มอบหมายให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเดินทางไปสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุงหลายประการ เช่น การย้ายข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง การให้สอนภาษามลายูในระดับประถม ทั้งยังให้มีการปรับปรุงเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ดีรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ก็ถูกบีบบังคับให้ลาออกในเดือนเมษายน พ.ศ.2491 เพื่อหลีกทางให้จอมพล ป.พิบูลสงครามเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

           นโยบายในการปกครองของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วงที่สองนี้ (เมษายน พ.ศ.2491 ถึงกันยายน พ.ศ.2500) มีลักษณะผ่อนปรนและประนีประนอมกว่าช่วงแรกแม้ว่าจะยังคงเป็นไปเพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นภายในและเอกภาพของประเทศอยู่เช่นเดิมก็ตาม (ปิยนาถ บุนนาค, 2546, 137) อาทิ การแต่งตั้งให้นายอับดุลลาห์ หลังปูเต๊ะ เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม นายอับดุลลาห์ฯ ได้เสนอให้รัฐบาลเชิญตนกู มะไฮยิดดินทายาทเจ้าเมืองปัตตานีมาปรึกษาหารือกับรัฐบาลที่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่ทันดำเนินการอย่างไรนายจรูญ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานีและนายบรรจง ศรีจรูญ ซึ่งเป็นสมาชิกและประธานสันนิบาตไทยอิสลามก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องครั้งใหม่ต่อรัฐบาลนอกเหนือจากข้อเรียกร้องเดิมๆ โดยเฉพาะการขอให้รัฐบาลปรับปรุงความเป็นอยู่ของชาวมลายูมุสลิมให้ดีขึ้น ให้ตั้งข้าหลวงใหญ่ปกครองสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การขอให้มีตัวแทนมุสลิมจำนวนมากขึ้นในการบริหารกฎหมายและเศรษฐกิจ ทั้งขอให้มีเสรีภาพทางศาสนาวัฒนธรรมและการศึกษา ท้ายที่สุดขอให้กำหนดวันที่แน่นอนลงไปว่าจะได้รับสิทธิที่ขอเพิ่มขึ้นนี้เมื่อใด ด้านจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ตอบสนองด้วยการให้คำรับประกันเสรีภาพทางศาสนาและอำนวยความสะดวกในการศึกษา แต่ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอสิทธิเพิ่มขึ้นในการปกครองโดยอ้างเหตุผลว่าชาวมลายูมุสลิมในเขตสี่จังหวัดก็ได้รับสิทธิและถูกปกครองโดยอาศัยกฎหมายเดียวกับคนไทยพุทธอยู่แล้ว นอกจากนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธการเปิดสาขาของกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นที่สิงคโปร์เพื่อแถลงข่าวข้อเท็จจริงทางฝ่ายไทยในปัญหาความขัดแย้งโดยอ้างเหตุผลว่ามีงบประมาณจำกัดและเมื่อสมาคมที่โกตาบารูในมลายาส่งสาส์นมายังรัฐบาลไทยขอให้มีการตกลงปัญหามุสลิมอย่างสันติทั้งขอให้ปล่อยหะยีสุหลงกับพวก จอม-พล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ตอบไปว่าจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อความสุขและสวัสดิภาพของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ถึงกระนั้นเหตุก่อความไม่สงบก็ยังมีอยู่และยังคงมีการอพยพของคนไทยมุสลิมจำนวนมากเข้าไปในมลายา ดังนั้นในต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2491 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยชักชวนให้กลับคืนถิ่นฐานและแสดงความเห็นใจในความต้องการด้านการปกครอง อย่างไรก็ดีคนไทยมุสลิมก็ยังคงลักลอบเข้ามลายาต่อไปแม้ว่ารัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาที่จะปรับปรุงภาคใต้ให้ดีขึ้นแล้วก็ตาม

             เหตุการณ์ความไม่สงบได้ชะลอตัวอีกครั้งที่ตนกูมะไฮยิดดิน ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2496 ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย และการหายตัวของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา กับพวกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2497 ส่งผลให้องค์กรฆัมปาร์ (GAMPAR) และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาชนปัตตานี หรือ (PPM) ยุติการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว

            ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2500 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีพร้อมกับเป็นประธานกระทำพิธีเปิดงานเทศกาลฮารีรายอ ครั้งนั้นพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ได้กล่าวย้ำให้ชาวไทยมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้เข้าใจถึงความปรารถนาดีของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูและปรับปรุงการปกครองและส่งเสริมศาสนาอิสลามให้ดียิ่งขึ้นเช่นเดียวกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นเพราะรัฐบาลถือว่าคนไทยไม่ว่าแหล่งกำเนิดหรือศาสนาใดย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของประเทศ ร่วมกันป้องกันความเป็นเอกราชของชาติไทยมาด้วยกัน รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนและส่งเสริมช่วยเหลือโดยเสมอภาค แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาลก็ต้องหยุด ชะงักลงเมื่อมีการเลือกตั้ง และต่อมามีรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายนของปีเดียวกัน  ซึ่งส่งผลให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องสูญเสียอำนาจ

ภายหลังปี พ.ศ.2504 รัฐบาลทุกยุคสมัยได้จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุกด้านของจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้งและหลายคณะตลอดมา จนกระทั่งในปี พ.ศ.2524 ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจทหารที่ 43 (พตท.43) ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 เพื่อทำหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลและประสานการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัด

ชายแดนภาคใต้ และให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้ง  โดยให้ พตท.43 ขึ้นอยู่กับ กอ.รมน.ภาค 4 มีแม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานโดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงานทางมิติทางการเมืองมากขึ้นควบคู่ไปกับยุทธวิธีทางทหารเพื่อปราบปรามโจรก่อการร้าย ในขณะเดียวกันก็มีการจัดทำนโยบายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นระยะๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและมีจำนวนถึง 4 ฉบับจนถึงปี พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศใช้นโยบายฉบับที่ 4 อันถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หลักในการเสริมสร้างความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน

การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

ในมิติทางการทหาร

                   แม้จะมีพัฒนาการปรับปรุงหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา แต่เหตุก่อความไม่สงบก็ยังคงดำเนินอยู่เรื่อยมาและถึงแม้ในขณะมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 หรือ พตท.43 อยู่ก็ตาม อาทิการก่อวินาศกรรมบริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2535 และในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2536 เวลาประมาณ 02.00-03.00 น. ได้เกิดเหตุวางเพลิงเผาโรงเรียนในพื้นที่ 4 จังหวัด (ยะลา ปัตตานี นราธิวาสและสงขลา) จำนวน 40 แห่ง เสียหายจริงประมาณ 36 แห่ง ค่าเสียหายโดยประมาณ 11,312,519 บาท ตามราคาประเมินของพนักงานสอบสวน (สมชาย นีละไพจิตร, พิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2547, 17-19) รวมทั้งการวางระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานีเสียหายจนใช้การไม่ได้ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์) ตรวจราชการภาคใต้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 ,การโจมตีสถานีตำรวจภูธรตำบลราตาปันยัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2541 , วางระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่มีผู้เสียชีวิต 2 รายในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2544 จนกระทั่งภายหลังการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่และภารกิจของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้และบรรดาหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ระบบการบริหารราชการปกติตั้งแต่ในปี พ.ศ.2545 ก็ยังคงเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเผาอาคารเรียน โจมตีหรือปล้นเจ้าหน้าที่และที่ตั้งทหารตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีที่ตั้งหน่วยทหารพัฒนาที่ 12 อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และหน่วยทหารพัฒนาที่ 5 อำเภอธารโต จังหวัดยะลาพร้อมกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2546 รวมทั้งการบุกโจมตีที่พักสายตรวจ 3 แห่งในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2546 และการบุกยิงจุดตรวจที่อำเภอมายอจังหวัดปัตตานีและกองบังคับการกองร้อยอาสาสมัคร อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2546 ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่าในปี พ.ศ.2544-2546 มีอาวุธของทางราชการที่ถูกปล้นและขโมยไปเป็นจำนวนมาถึง 137 กระบอก ในขณะที่เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยว่าบางส่วนอาจเป็นการกระทำจากนักค้าอาวุธหรือกลุ่มที่หวังผลในการสร้างสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล้นและขโมยปืนลูกซอง 5 นัดของสมาชิกอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง (อพป.) จำนวน 11 เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 7 มิถุนายน พ.ศ.2546

                        อย่างไรก็ตามนับแต่การยุบหน่วยงาน ศอ.บต.ในปี พ.ศ.2545 ก็เป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์ว่าเป็นการดำเนินที่ผิดพลาดแต่ในมุมมองของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกลับเห็นตรงข้ามดังคำให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 ความตอนหนึ่งว่า อย่าได้คิดว่า ศอ.บต.หรือ พตท.43 จะเป็นยาวิเศษแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ ระยะเวลายาวนานตั้งแต่ปี 2534 ถึงก่อนยุบได้พิสูจน์แล้วว่าถึงแม้จะมีทั้ง ศอ.บต.และ พตท.43 แต่ก็ยังคงมีเหตุร้ายเกิดขึ้นและยังคงซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นด้วย ผมรู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมคนบางกลุ่มจึงต้องการ ศอ.บต.กันหนักหนา  ทั้งๆ ที่รู้เห็นกันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไรและนี่ก็คือปัญหาอย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถึงวันนี้ก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาดในสิ่งที่ถูกต้องจะไม่หวนคืนมาเดินหนทางผิดอีกต่อไป(http://www.dpm1.thaigov.net/orders02 0401.htm)

                        ในปี พ.ศ.2546 แม้จะมีการมอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 9 รับผิดชอบดูแลการรักษาความสงบเรียบร้อยแต่เหตุการณ์ก็เริ่มรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีเหตุรุนแรงทั้งสิ้น 125 เหตุการณ์ อันมีมากกว่าเหตุรุนแรงในปี พ.ศ.2544 และ พ.ศ.2545 ซึ่งเกิดเพียง 46 และ 76 เหตุการณ์ตาม ลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการก่อเหตุภายหลังวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นวันที่ราษฎรรุมทำร้ายตำรวจตระเวนชายแดน 2 นายเสียชีวิตที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้มีการปล้นหน่วยทหารพัฒนาพร้อมกัน 2 แห่ง มีการโจมตีที่พักสายตรวจ กองร้อยอาสาสมัคร การแย่งยึดอาวุธปืนจากราษฎรอาสาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการแย่งยึดอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่ด้วยทุกครั้งในการปฏิบัติการ

                        ในปีเดียวกันยังพบว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบสามารถขยายสมาชิกแนวร่วมและการปฏิบัติการโดยกระทำได้อย่างกว้างขวางทั้งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับการสะสมอาวุธจากการแย่งยึด ทำให้หน่วยข่าววิเคราะห์ว่าน่าจะตระเตรียมไว้สำหรับการก่อเหตุในระยะยาว ทั้งได้พบการเคลื่อนไหวและการซ่อนตัวในประเทศไทยของนายฮัมบาลี สมาชิกกลุ่ม Jemaah Islamiah หรือ เจ.ไอ.ซึ่งถูกจับกุมได้ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2546 และคาดว่าอาจมีความพยายามสร้างเครือข่ายในประเทศไทย อย่างไรก็ตามในปีดังกล่าวพบว่ากลุ่มก่อความไม่สงบลดความสำคัญในการเคลื่อนไหวในพื้นที่ป่าเขาลงแต่ได้เพิ่มเป็นการเคลื่อนไหวในพื้นที่เมืองมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสามารถขยายแนวร่วมในเมืองได้มากซึ่งขณะนั้นคาดกันว่ามีนับพันคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อันสอดคล้องกับเอกสารบันได 7 ขั้นตอนที่ยึดได้จากบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง ครูสอนศาสนาโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาสในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2546 นั่นเอง

                        ดังนั้น ในปี พ.ศ.2546 รัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้าราชการผู้ปฏิบัติและมุ่งพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่มากขึ้นโดยมีการปรับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบและเริ่มใช้งบประมาณมากขึ้นในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเริ่มมีความตื่นตัวระมัดระวังเหตุร้ายกันมากขึ้น ทั้งเริ่มมองเห็นว่าลำพังตำรวจภูธรภาค 9 คงไม่อาจรับมือได้อีกต่อไป  รวมทั้งความเห็นของผู้วิจัยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานีในขณะนั้นด้วย

                       จนกระทั่งในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547 เวลากลางคืนได้มีคนร้ายบุกเข้าโจมตีและยึดอาวุธปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือกองพันพัฒนาที่ 4 บ้านปิเหล็ง ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยแย่งยึดอาวุธปืนไปทั้งสิ้นจำนวน 373 กระบอก และในขณะเดียวกันได้ลอบวางเพลิงโรงเรียน 18 แห่ง จุดตรวจป้อมยาม 3 แห่งในพื้นที่ 11 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส โดยเชื่อกันว่าเป็นการร่วมมือกันของกลุ่มขบวนการโจรก่อการร้ายต่างๆ ทุกขบวนการที่เคลื่อนไหวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ต้องปรับปรุงและพัฒนางานด้านการข่าวและพัฒนาการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน มีการประกาศกฎอัยการศึกและเพิ่มกำลังทหารตำรวจลงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นับหมื่นคน ขณะที่รัฐบาลต้องจัดตั้งกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กอ.สสส.จชต. ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 68/2547 ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2547 เพื่อบริหารจัดการและดำเนินการควบคุมบังคับบัญชา อำนวยการ ประสานงาน บริหารจัดการบูรณาการแผนงานหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมการทยอยประกาศกฏอัยการศึกจนเต็มพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 4

                         กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยึดถือกรอบ

นโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 200/2548 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2548  ซึ่งได้ให้นโยบายการแก้ไขปัญหาไว้เป็น 10 กลยุทธ์ ได้แก่

                                    ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

                                    ด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง

                                    ด้านการพัฒนาการศึกษา

                                    ด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการจ้างงาน

                                    ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิต

                                    ด้านการต่างประเทศ

                                    ด้านการปรับความคิดและความเชื่อ

                                    ด้านการปฏิบัติการจิตวิทยาและประชาสัมพันธ์

                                    ด้านการส่งเสริมพลังประชาชนและจัดระเบียบชุมชน

                                    ด้านการบริหารจัดการ

เป็นผลให้กรอบนโยบายดังกล่าว หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยึดถือปฏิบัติตลอดมาโดยเน้นให้ทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและมีเอกภาพในการดำเนินงานร่วมกัน

                        ต่อมาเพื่อส่งเสริมให้การแก้ไขปัญหาก่อความไม่สงบเป็นไปอย่างมี

ประสิทธิภาพ รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ..ศ.2548 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2548 พร้อมยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความเห็นว่าเท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและการแก้ปัญหายังคงเป็นไปในกรอบเดิมซึ่งไม่เพียงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แต่ยังจะก่อเงื่อนไขให้ความรุนแรงลุกลามขยายตัวจนอาจยากจะเยียวยาได้ในอนาคตและอาจทำให้การทำงานสมานฉันในสังคมไทยเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

                        อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริงแล้วปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องสถาปนาขึ้นโดยเร็วเพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชนและการพัฒนาทุกด้านของพื้นที่ ในขณะที่ฝ่ายก่อความไม่สงบได้พัฒนารูปแบบการก่อเหตุร้ายโดยอาศัยความเจริญของบ้านเมืองและความหลากหลายของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งมีลักษณะการก่อเหตุที่มีเสรีในการเลือกเป้าหมายเพื่อปฏิบัติการ มีลักษณะเป็นสงครามท่ามกลางประชาชนที่ยากแก่การติดตามสืบสวนจับกุมและคาดเดา ฝ่ายก่อความไม่สงบมีการจัดกำลังที่มีความยืดหยุ่น อ่อนตัวตลอดเวลา ในขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมายหรือเครื่องมือพิเศษในการหมายเรียก หมายจับและควบคุมตัวบุคคลก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์และสังคมโดยส่วนรวมทั้งมีการปฏิบัติเป็นปกติในนานาอารยะประเทศ อาทิภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน พ.ศ.2544 ประธานาธิบดีจอร์จบุช ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เสนอร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัว สอบสวน และดักฟังโทรศัพท์ผู้ต้องสงสัย ฯลฯ ซึ่งก่อนหน้านั้นต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวดมาก (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, 2545, 207) เป็นต้น ทั้งนี้เพราะถือกันเป็นสากลว่าในกรณีความสงบเรียบร้อยนั้นเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องถือประโยชน์สุขแห่งมหาชนมากกว่าปัจเจกชนหรือเอกชนและการดำเนินการทั้งปวงเพื่อปกป้องสังคมนั้นจำเป็นอยู่เองที่อาจกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลอยู่บ้าง โดยที่ในการดำเนินตามพระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลเป็นส่วนใหญ่เฉพาะอย่างยิ่งการหมายจับหรือควบคุมตัว และศาลก็ถือได้ว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือที่สุด

          ในมิติทางการเมือง

                   ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

                        พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงพระราชดำรัสในยุทธศาสตร์พระราชทานดังกล่าวระหว่างการปาฐกถา ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 มีความตอนหนึ่งว่า .....เมื่อเราจะนำ 3 คำนั้นมาสัมมนากัน เราจำเป็นจะต้องเข้าใจเนื้อหาสาระของพระราชดำรัสนั้นถ่องแท้จึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้สมบูรณ์เต็มที่ ผมมีความเห็นว่าผมขอย้ำนะครับว่า ผมมีความเห็นว่าพระราชดำรัสนี้มีความกว้างขวางและลึกซึ้งมาก ชอบที่พวกเราควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ อย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องเข้าใจเหมือนกัน ตรงกันจึงจะพูดภาษาเดียวกันได้     ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหา 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็คือรัฐ และอีกฝ่ายหนึ่งที่เราอาจเรียกว่า ผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งเราไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร การนำพระราชดำรัสเรื่อง เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา จำเป็นต้องนำไปใช้ทั้ง 2 ฝ่าย ผมขอเรียนย่อๆ ว่าความเข้าใจของผม             เข้าใจ หมายถึงรัฐต้องเข้าใจผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติของรัฐ หรือจะเรียกว่าฝ่ายเราและต้องเข้าใจของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย รัฐจะต้องเข้าใจทั้งปัญหาของรัฐเองและของอีกฝ่าย ปัญหาของรัฐเองก็มีเยอะพอสมควร ปัญหาอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่น้อย

                        เข้าถึง เมื่อมีความเข้าใจชัดเจนแล้ว รัฐต้องเข้าถึงความต้องการและความไม่ต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายในทุกมิติ ทั้งทางกายและทางใจ

                        พัฒนา รัฐต้องพัฒนาทั้ง 2 ฝ่าย พัฒนาความเข้าใจ พัฒนาความเข้าถึง พัฒนาความรู้ พัฒนาอาชีพ พัฒนาสุขภาพ พัฒนาการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และความสงบและที่สำคัญมากๆ การนำกระแสพระราชดำรัสที่ผมอ้างไปใช้อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ต้องกระทำทั้งทางกายคือที่แตะต้องได้และทางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาจิตใจของทั้ง 2 ฝาย ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติจะยากจะใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ....... (พลเอกกิตติ รัตนฉายา, 2548, 74-75)                        

                    ยุทธศาสตร์สันติวิธี

                   นอกเหนือนโยบายของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งได้ยึดถือกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 200/2548 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ซึ่งได้กำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาไว้เป็น 10

กลยุทธ์ ซึ่งมีสาระเป็นการปฏิบัติการสงครามจิตวิทยาเป็นส่วนใหญ่แล้ว  ยุทธศาสตร์สันติวิธีก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี

สถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการนำเสนอให้การ ศึกษาอบรมแก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้เพราะถือว่าสันติวิธีไม่เพียงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในเวลาที่มีความขัดแย้งกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วม กันใหม่ที่คนในชาติจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขท่ามกลางความหลากหลายของความเห็นที่แตกต่างกันและสันติวิธีจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม มีความรักความสามัคคีและพร้อมทำงานร่วมกันเมื่อชาติมีปัญหาหรือมีภัยอันตราย ซึ่งดูจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่

                        สันติวิธีเป็นกรอบความคิดหรือทัศนคติและเป็นวิธีปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งในการดำเนินวิถีชีวิตปกติและเมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งโดยมีความมั่นใจว่าสามารถทำให้คนที่เห็นต่างหรือขัดแย้งสามารถอยู่ร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายเคารพความเท่าเทียมและพยายามที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วยการแบ่งปันกันเอื้ออาทรต่อกันและไม่ใช้ความรุนแรงเป็นทางเลือกเมื่อเกิดความขัดแย้ง นอกจากนั้นแนวคิดและความเข้าใจพื้นฐานของสันติวิธีจะประกอบไปด้วย

                        1.การเชื่อในความเท่าเทียมกันของคุณค่าของมนุษย์ทุกคนแม้มีความต่างกันไม่ว่าวัฒนธรรม สถานะ ความคิดหรือค่านิยม

                        2.การตระหนักว่าความแตกต่างและความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติหรือเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และต้องหาวิธีการอยู่กับความจริงนั้นด้วยปัญญาไม่ใช่การนำเอาการทำให้เหนือกว่า มีมากกว่าหรือได้เปรียบกว่าเป็นความสำเร็จ แต่กลับเป็นการแบ่งปัน การเรียนรู้และพัฒนาสิ่งที่เห็นต่างให้คืบหน้าอย่างสร้างสรรค์

                        แต่เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้สันติวิธีเป็นผลนอกจากความคิดและความเข้าใจขั้นพื้นฐานข้างต้นแล้ว เงื่อนไขประกอบสำคัญคือ

                        1.สภาพแวดล้อมของสังคม ต้องมิให้คนจำนวนมากเกินไปที่อยู่ในฐานะหลังพิงฝาหรือจนตรอกไม่มีทางออกอื่นในการดำเนินชีวิต หรือถูกปล่อยให้คนมีคุณภาพชีวิตต่ำหรือยากลำบากจนไม่มีทางเลือก ลักษณะเช่นนี้มิใช่เฉพาะแต่ความยากจนเท่านั้นแต่การถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงจนไม่มีที่ยืนในสังคมหรือไม่เห็นอนาคต สำหรับคนที่อยู่ในสภาวะเช่นนั้น การใช้สันติวิธีจะเป็นไปได้ยาก

                        2.คู่ขัดแย้งต้องไม่มีทัศนะหรือทัศนคติที่ไม่ดีต่อกัน สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี อาจมาจากความเคียดแค้น ชิงชังหรือจากความอยุติธรรม หรือมีที่มาจากประวัติศาสตร์จากประสบการณ์ที่ฝังลึกจนไม่อาจลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรงต่อกันในอดีตได้

                        3.มีความปรารถนาอยากอยู่ร่วมกันและเชื่อมั่นว่าแม้เห็นต่างหรือขัดแย้งก็ยังปรารถนาจะอยู่จะร่วมกันคิดแก้ปัญหาให้เดินหน้าหรือมีสิ่งที่เชื่อมั่นใน จุดหมายสำคัญ ที่

ปรารถนาร่วมกัน เช่น กติกาของรัฐธรรมนูญหรือตัวบุคคลที่เคารพ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็เป็นการยากที่จะให้เกิดสันติวิธีเมื่อขัดแย้งเพราะจะไม่อยากอยู่ร่วมกัน (สถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธี, 2545, บทนำ)

                        อย่างไรก็ตาม แนวทางสันติวิธีเป็นแนวทางใหม่ซึ่งยังต้องมีการศึกษาเรียนรู้ด้วยความเข้าใจที่ถ่องแท้อยู่เป็นอันมาก ควรที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาขนโดยทั่วไปเจ้าหน้าที่รัฐจะได้ศึกษาและนำมาปรับประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพื่อความสงบร่มเย็นอย่างยั่งยืนต่อไป

 

ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคต

            ในการก่อความไม่สงบซึ่งมีความหลากหลายและซับซ้อนในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีทั้งมีลักษณะผสมผสานกันตามนัยการสู้รบที่นักการทหารได้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามกองโจร การบ่อนทำลาย การก่อการร้าย สงครามประชาชนหรือสิ่งใดก็ตาม ล้วนเป็นที่ประจักษ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้นและท่ามกลางการซ่อนพรางหรือฝังตัวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่แทรกอยู่ในหมู่ประชาชนซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรม ย่อมทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาซับซ้อนยุ่งยากยิ่งขึ้น ทั้งยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายากยิ่งกว่าการแก้ไขปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีตเป็นทวีคูณ

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการก่อตัวของปัญหาจนถึงลักษณะการก่อเหตุแล้วจะเห็นได้ว่าการก่อความไม่สงบโดยปกติจะประกอบไปด้วยการดำเนินการหลัก  2  ส่วนได้แก่

1.      ในมิติทางการทหาร หรือการดำเนินการทางยุทธวิธีทางทหารตำรวจ

2.      ในมิติทางการเมือง หรือการดำเนินการทางสงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ

            ทั้งนี้ ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะให้น้ำหนักในทางใดๆ เมื่อเวลาใดย่อมขึ้นอยู่กับยุคสมัย เงื่อนไขปัจจัยในสถานการณ์ของแต่ละห้วงเวลาว่ามีความเหมาะสมและโอกาสในการปฏิบัติไปในแนวทางใดจึงจะได้ประโยชน์มากกว่าและดูมีคุณค่าสูงสุด แต่ถึงอย่างไรทั้ง 2 ส่วนก็ยังคงเป็นสิ่งที่ฝ่ายก่อความไม่สงบต้องปฏิบัติควบคู่กันตลอดมา จากการใช้ยุทธวิธีทหารเต็มรูปแบบในอดีตกาลแล้วปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมด้วยการสอดแทรกปัญหาทางสังคมจิตวิทยาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและเมื่อมีโอกาสนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศฝ่ายก่อความไม่สงบก็จะดำเนินการในทันที ทั้งปรากฏชัดเจนว่าในการใช้ความรุนแรงทางยุทธวิธีทหารตำรวจจะแฝงไปด้วยประโยชน์ในเชิงสงครามจิตวิทยาเสมอ แต่ในขณะเดียวกันประโยชน์และคุณค่าสูงสุดทางสงครามจิตวิทยาที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้รับอาจไม่จำต้องปฏิบัติการรุนแรงทางยุทธวิธีการทหารตำรวจแต่อย่างใด ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของสงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งอาจกล่าวได้โดยง่ายว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ระหว่าง สงครามในมิติทางการเมือง หรือ สงครามแย่งชิงประชาชน มากกว่า สงครามในมิติทางการทหาร นั่นเอง

            ในสถานการณ์สงครามทางการเมืองหรือสงครามแย่งชิงประชาชน จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องระดมสรรพกำลัง สรรพทรัพยากรที่มีทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องถิ่นนั้นเอง และต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลส่วนกลางอย่างเต็มกำลังเพื่อกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ลุล่วงโดยไม่อาจมองปัญหาอย่างแยกส่วนได้อีกต่อไป การบูรณาการโดยใช้ศักยภาพของแต่ละสรรพกำลังและสรรพทรัพยากรทั้งหมดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและต้องปฏิบัติอย่างจริงจังมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ท่ามกลางความเข้าใจในสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกันโดยยึดยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา และ สันติวิธี เป็นแนวทาง

         การแก้ไขปัญหาในมิติทางการทหารหรือการดำเนินการทางยุทธวิธีทางทหาร

 ด้านการข่าวสารข่าวกรอง

                        ไม่ว่ารัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด เมื่อผู้รับผิดชอบได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงแนวทางแก้ไขปัญหา มักจะให้ความสำคัญด้านข่าวสารข่าวกรองเป็นลำดับต้นๆ อยู่เสมอ  แต่ปัญหาด้านการข่าวสารข่าวกรองหรือศัพท์ทางทหารว่า การข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง ก็ยังคงเป็นปัญหาลำดับต้นเช่นเดิมตลอดมา

                        จากอดีตนับถึงปัจจุบัน มาตรการด้านการข่าวทั้งในเชิงลึกและการต่อต้านข่าวกรองยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แต่อย่างใด โดยไม่อาจสร้างการข่าวเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธวิธีได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ   ดังนั้น จึงส่งผลให้กระบวนการแก้ไขปัญหาทั้งระบบและทุกภาคส่วนต้องดำเนินการไปอย่างผิดฝาผิดตัวหรือไม่ตรงตามเป้าหมายมาโดยตลอด ภาครัฐจึงมีภารกิจเร่งด่วนเป็นลำดับแรกคือต้องวางมาตรการด้านการข่าวเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นระบบ สามารถใช้ประโยชน์ได้เท่าทันต่อเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ เอง จากการเฝ้าตรวจ ติดตาม ตรวจสอบและวิเคราะห์สถานภาพบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดหรือกำลังจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

                        รูปธรรมในการปฏิบัติ ได้แก่ ดำเนินการข่าวเชิงลึกและการต่อต้านข่าวกรอง การ บูรณาการและประสานงานด้านการข่าว พัฒนาแหล่งข่าวภาคประชาชนในทางลับและระบบการแจ้งหรือรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ การพัฒนาระบบการซักถามและการสืบสวนสอบสวน รวมไปถึงมีการต่อต้านข่าวกรองที่ทันเหตุการณ์ ทั้งนี้รวมไปถึงจัดทำฐานข้อมูลท้องถิ่นให้ครอบคลุมทุกด้าน มีฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ทันสมัยซึ่งอาจใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และมีการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือพิเศษช่วย โดยการดำเนินการอาจต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งข่าวสารข่าวกรองถึงแม้จะกระทบถึงสิทธิส่วนบุคคลบ้างก็เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์มหาชนหรือประโยชน์สาธารณะซึ่งมีอยู่เหนือประโยชน์ของปัจเจกชนหรือเอกชนนั่นเอง

                    การต่อต้านและตอบโต้  หรือการป้องกันและปราบปรามเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

                        ฝ่ายรัฐมักจะมีความเสียเปรียบในเชิงยุทธวิธีท่ามกลางสงครามกองโจรหรือการก่อความไม่สงบ ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะอยู่ท่ามกลางประชาชนและมีเสรีต่อการเลือกปฏิบัติแก่เป้าหมาย มีการจัดกำลังจะมีความอ่อนตัวและสามารถยืดหยุ่น ทั้งจะมียุทธวิธีที่พลิกผันอย่างเกินคาดเดาได้เสมอ ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมักปฏิบัติการในลักษณะแข็งกระด้างในเชิงยุทธวิธี ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดในกำลังพล เครื่องมือเครื่องใช้และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญที่สุดก็คือความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่เป็นจริง การขาดองค์ความรู้และมักทำงานตามความเชื่อหรือใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นหลัก มีการทำงานในขณะที่ขวัญและกำลังใจอ่อนแอ ไม่มีจิตใจรุกรบต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามจึงต้องทบทวนการพัฒนากำลังพลและการจัดกำลังให้สอดคล้องกับภาวะสงครามกองโจรหรือการก่อความไม่สงบในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกำลังในลักษณะหน่วยรบขนาดเล็กหรือชุดปฏิบัติการอเนกประสงค์ให้ครอบคลุมภารกิจทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและกรอบนโยบายของพื้นที่รับผิดชอบให้มากที่สุด

                        การพัฒนากำลังพลต้องให้ผู้ปฏิบัติมีขีดความสามารถในทุกด้านทั้งทางร่างกายและจิตใจ  สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังแนวคิดและอุดมการณ์แก่กำลังพลโดยต้องเสริมสร้างทัศนคติและความเข้าใจในแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องบนพื้นฐานของแนวทาง สันติวิธีและสิ่งที่กำลังพลทุกนายพึงระลึกอยู่เสมอก็คือต้องไม่แก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วยการใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่า แต่ต้องแก้ไขปัญหาความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง เพราะการใช้ความรุนแรงนอกจากจะไม่ถูกต้องเหมาะสมในทางศีลธรรมจรรยาซึ่งจะทำให้ต้องเสื่อมลงหรือหมดในความเป็นมนุษย์แล้วยังจะเพิ่มแต่เงื่อนไขใหม่ในทางลบอย่างไม่สิ้นสุดทั้งอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในวงกว้างได้อีกด้วย นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการยังจำเป็นต้องบูรณาการกับกำลังพลส่วนอื่นๆ อยู่ตลอดสถานการณ์   ที่สำคัญในภาวการณ์ก่อความไม่สงบหรือสงครามแย่งชิงประชาชนจะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นเองให้จงได้ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ อดทนอดกลั้นและเสียสละอย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติการต้องพยายามขจัดความไม่มีเอกภาพภายในและระหว่างหน่วยงานทั้งต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังไม่ตกเป็นเงื่อนไขในการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามหรือกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับโดยไม่รู้ตัว

                        การอยู่ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่ไม่อาจแยกแยะได้ของผู้ก่อความไม่สงบ เจ้าหน้าที่รัฐจึงมักปฏิบัติการในลักษณะการตั้งรับมากกว่า ผู้นำหน่วยจึงต้องสร้างสรรค์ปฏิบัติการให้ได้ผลในเชิงรุกอยู่ตลอดเวลาทั้งสามารถต่อต้านและตอบโต้ได้อย่างทันท่วงทีโดยมีการพัฒนาระบบปฏิบัติการทั้งในที่ตั้งและนอกที่ตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการนอกที่ตั้งนั้นจะต้องมีเครื่องมือสำคัญและเป็นที่ยอมรับกันภายใต้ชื่อ หน่วยรบขนาดเล็ก หรือ ชุดปฏิบัติการเอนกประสงค์ โดยต้องมุ่งมั่นการเอาชนะที่หมู่บ้านชุมชนจนกระทั่งสามารถขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่รับผิดชอบผลที่ได้รับคือจะมีการเกาะติดพื้นที่เกาะติดมวลชนและสามารถเกาะติดฝ่ายตรงข้ามได้โดยปริยาย

                    การทำลายโครงสร้างกลุ่มผู้มีอิทธิพล

                   ยอมรับกันว่าในเหตุก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นมีการสอดแทรกและเอื้อประโยชน์ระหว่างกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกับขบวนการค้ายาเสพติด ธุรกิจของเถื่อน หนีภาษี น้ำมันเถื่อน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กลุ่มการพนัน นักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งข้าราชการที่ประพฤติมิชอบซึ่งฉ้อฉลและเบียดบัง ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้การก่อความไม่สงบเปรียบได้เสมือนขนมรวมมิตรถ้วยใหญ่ ทั้งยังเป็นกลุ่มหรือคณะบุคคลที่อยู่ในพื้นที่รากหญ้ามีการคลุกคลีกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจทำลายโครงสร้างเหล่านี้ได้ก็ยากที่จะส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนั้นในทางข่าวสารข่าวกรองเป็นที่ยอมรับว่ากลุ่มดังกล่าวบางกลุ่มได้เอื้อประโยชน์หรือฉวยโอกาสต่อการก่อความไม่สงบมาโดยตลอด

                        ในทางยุทธวิธีจะพบว่ากองโจรไม่ประสงค์ที่จะมีความขัดแย้งกับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่เหล่านั้นเพราะอาจทำให้การก่อความไม่สงบประสบปัญหาและถูกต่อต้านได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องทำลายหรือเข้าถึงโครงสร้างของผู้มีอิทธิพลเพื่อมิให้ไปสร้างความเดือดร้อนกดขี่ข่มเหงประชาชนซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาทั้งย่อมไม่อาจสร้างความเข้มแข็งหรือเสริมสร้างภาวะผู้นำแก่บุคคลในระดับหมู่บ้านตำบลได้ แต่ก็ควรต้องระมัดระวังการเข้าถึงโครงสร้างดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐเพราะเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันมักจะเป็นไปในเชิงประสานผลประโยชน์ที่มิชอบกันเสียมากกว่า

                   การสร้างความเข้มแข็งหรือการรักษาความปลอดภัยระดับหมู่บ้านตำบล

                    หน่วยงานของรัฐทุกส่วนจะต้องส่งเสริมพลังประชาชนให้มีส่วนร่วมในการเสริม สร้างสันติสุขมีการแสดงออกในการต่อต้านการกระทำใดๆที่ใช้ความรุนแรงและกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานทั้งปวงให้นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน โดยสามารถระดมพลังมวลชนต่างๆ ให้เข้าร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและด้วยความเข้าใจที่แท้จริง ในรูปหมู่บ้านสันติสุข อำเภอสันติสุขและจังหวัดสันติสุขดังนโยบายที่ปฏิบัติกันอยู่ โดยต้องมีแผนดำเนินงานที่ต่อเนื่องในระยะยาวเน้นไปที่การสร้างแนวคิดหรือติดอาวุธทางความคิดและนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านชุมชนด้วยความจริงใจต่อชาติบ้านเมืองและเพื่อนมนุษย์ ไม่ปฏิบัติงานในลักษณะซื้อเวลา เอาแต่หน้าตา ฉาบฉวย หรือผ่านพ้นไปที ดังเช่นที่เป็นอยู่ในบางพื้นที่ หรือแม้กระทั่งในระดับนโยบายบางสถานการณ์

                        โดยแท้จริงแล้วภาครัฐมีกลุ่มพลังมวลชนที่เป็นระบบและอาจจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ตามภาวการณ์ ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย (อบภ.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ลูกจ้างแรงงานเร่งด่วน  

อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ประสานพลังแผ่นดิน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ ซึ่งหากได้จัดวางและมอบภารกิจทั้งในทางลับและเปิดเผยได้โดยผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือกำกับดูแลหรือร่วมงานอยู่ย่อมจะทำให้เกิดพลังมหาศาลในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากการจัดทำหรือบูรณาการด้านข้อมูลบุคคล ยานพาหนะ อาวุธปืน ฯลฯ ที่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมทั้งมีการจัดระเบียบหมู่บ้านชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วม มีการมอบภารกิจให้พลังมวลชนทั้งปวงที่มีอยู่ ทั้งมีระบบการรักษาความปลอดภัยระดับหมู่บ้านตำบลในทางเปิดเผยและทางลับ มีระบบการแจ้งหรือรายงานข่าวอย่างปลอดภัยและมีความสามารถเข้าช่วยเหลือกันและกันอย่างเท่าทันเหตุการณ์  

                    การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ

                   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถาน

การณ์ฉุกเฉิน พ..ศ.2548 อาทิการเชิญตัว หมายเรียก การจับกุมและการควบคุมตัวก่อนการแจ้งข้อกล่าวหา การปิดล้อมตรวจค้น เป็นต้น เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าจะไม่มีการลุแก่อำนาจ ทั้งมีกระบวนการที่โปร่งใสมีการตรวจสอบคานดุลกันโดยศาลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและทำความเข้าใจว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและมหาชนซึ่งต้องอยู่เหนือประโยชน์เอกชนหรือปัจเจกชนโดยมีการประชาสัมพันธ์ที่เป็นระบบมีความต่อเนื่อง

 ในมิติทางการเมือง หรือการดำเนินการทางสงครามจิตวิทยา

                        ดังกล่าวแล้วว่าในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบนั้นควรที่จะต้องให้น้ำหนักในทางมิติทางการเมืองหรือปฏิบัติการจิตวิทยามากกว่าทางการทหารที่มุ่งแต่ป้องกัน ค้นหาและทำลายเป็นหลัก ทั้งต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นสำคัญ มีการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นบูรณาการและเป็นระบบโดยมีแนวทางดำเนินการตามยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่วางไว้

                    ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

                        นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ได้โปรดเกล้าพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังทราบกันโดยทั่วไป ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักและยึดถือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยความจริงจังและจริงใจ ทั้งเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์พระราชทานดังกล่าวจะเน้นให้เกิดความสามัคคีปรองดอง มีความเห็นอกเห็นใจและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา มีลักษณะในเชิงมิติทางการเมืองหรือปฏิบัติการมวลชนเป็นสำคัญ  

                     ยุทธศาสตร์สันติวิธี

                   ดังได้กล่าวแล้วว่าสันติวิธีเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขท่ามกลางความหลากหลายของความเห็นหรือแม้แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยสันติวิธีจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมีความรักความสามัคคีและพร้อมทำงานร่วมกันเมื่อชาติมีปัญหาหรือมีภัยอันตราย สันติวิธีจึงเป็นกรอบความคิดหรือทัศนคติและเป็นวิธีปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างมีมนุษยธรรมตามสิทธิมนุษยชน มีการเคารพและให้เกียรติกัน มีความโปร่งใสในการใช้อำนาจและมีการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองที่เป็นไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ มีความเมตตา ประนีประนอม แบ่งปันกัน เอื้ออาทรต่อกันและจะไม่ใช้ความรุนแรงเป็นทางเลือกเมื่อเกิดความขัดแย้ง

                    กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

                        กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เพราะเป็นทรัพยากรในท้องถิ่นที่เห็นความเป็นไปและอยู่กับปัญหามาโดยตลอด ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมีไม่เพียงพอและไม่อาจปฏิบัติการได้อย่างทั่วถึง เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องพยายามกระตุ้นและส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดด้วยความอดทนและจริงใจ เพราะการเพิกเฉยหรือเมินเฉยของประชาชนส่วนใหญ่เมื่อเกิดเหตุก่อความไม่สงบ ย่อมทำให้เห็นว่าสภาพสังคมอยู่ระหว่างความขัดแย้งหรือเห็นแก่ตัวแบบตัวใครตัวมัน และในภาวะสงครามประชาชนจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาได้หากปราศจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจะต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาร่วมกันอยู่ตลอดเวลาด้วยการร่วมคิด ร่วมปรึกษา ร่วมปฏิบัติการและร่วมกันประเมินผล แม้จะต้องใช้เวลานานสักเพียงใดก็ตาม

                              ผู้นำศาสนา

                                    เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้บิดเบือนหลักการทางศาสนาเป็นปัจจัยสนับสนุนการก่อเหตุร้ายให้เป็นความชอบธรรมมาโดยตลอด ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น ควรจะต้องมีปฏิสัมพันธ์และทำความเข้าใจระหว่างประชาชนต่างศาสนาอยู่เนืองๆ และเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย อันจะเป็นการเสริมสร้างความ สัมพันธ์อันดี มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อกัน ส่งเสริมให้มีการเผยแพร่หลักคำสอนศาสนาที่ถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความแตกต่างได้

                                    การบิดเบือนหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามเพื่อเพิ่มความชอบธรรมในการก่อเหตุร้ายเป็นปัญหาที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องมีการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักการและข้อบัญญัติทางศาสนา โดยผ่านการพัฒนาศักยภาพของเหล่าผู้นำศาสนาอิสลาม ทั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการประจำมัสยิด เพื่อส่งผ่านให้ประชาชนได้ตระหนักและรู้เท่าทันสถานการณ์ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ชี้นำที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งองค์กรที่เป็นกลางประกอบด้วยผู้นำศาสนาในพื้นที่ เพื่อช่วยทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักการทางศาสนาที่ถูกต้องแก่ประชาชน หรือแสดงศักยภาพในทันทีที่เกิดปัญหาการตีความ

                            ประชาชนและเยาวชน

                             ประชาชนทั่วไปและเยาวชนล้วนตกเป็นเป้าหมายสำคัญในสงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการขยายสมาชิกแนวร่วมและผู้ปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องปฏิบัติการเชิงรุกในการเข้าถึงเพื่อสกัดกั้นโดยผ่านทุกกิจกรรมหรือทุกแผนงานของส่วนราชการที่มีอยู่ มุ่งให้เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจและพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาสังคม ทั้งภาครัฐต้องมีช่องทางติดต่อสื่อสาร การเพิ่มการศึกษาให้กับประชาชนและเยาวชน ส่งเสริมการทำงานร่วมกันกับภาครัฐและเจ้าหน้าที่อันจะนำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมด้านอื่นๆ อีกต่อไป  

                             ข้าราชการทั่วไป

                             ปัจจุบันข้าราชการทั่วไปในพื้นที่มีขวัญและกำลังใจที่อ่อนแอ หวาดกลัวหวาดระแวงและตึงเครียด ทำให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานเป็นไปด้วยความยากลำบากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือระหว่างข้าราชการทั่วไปกับหน่วยงานความมั่นคงหรือรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจกระทำได้ทั้งในทางลับและเปิดเผย ดังนั้น ทุกส่วนราชการจึงต้องทบทวนและพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมดังกล่าวว่าจะกระทำได้โดยวิธีใด หรือจะสอดแทรกด้วยกิจกรรมหรือแผนงานใด เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขปัญหา มิใช่ปล่อยวางให้หน่วยงานความมั่นคงหรือรักษาความสงบเรียบร้อยปฏิบัติไปโดยลำพัง หรือแม้แต่การปฏิบัติโดยส่วนราชการนั้นๆ โดยลำพังซึ่งคงจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ตามแผนงานได้ยากหากหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้สอดแทรก ดังจะพบเห็นได้โดยทั่วไปว่าโครงการส่งเสริมของส่วนราชการบางแห่งกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเยาวชนหรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ       

                              ประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และธุรกิจเอกชน

                                    ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่อยู่แล้ว ในขณะที่องค์กรเหล่านี้ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากประชาชนทั่วไปหรือเหล่าข้าราชการในพื้นที่ จึงต้องพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทัศนคติเพื่อกระบวนการมีส่วนร่วมใหม่ทั้งหมดโดยผ่านทุกช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่ มุ่งให้เห็นความสำคัญและจำเป็นในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือตนเองเป็นเบื้องต้นหรือดำเนินกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา เช่น การรณรงค์ติดตั้งทีวีวงจรปิด หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความปรองดองกัน

                     จัดตั้งหน่วยงานเพื่อการประชาสัมพันธ์หรือปฏิบัติการจิตวิทยา

                         ในการทำสงครามจิตวิทยานั้นภาครัฐมักตกเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ท่ามกลางประชาชน สามารถใช้ช่องทางการสื่อสารระดับรากหญ้าในท้องถิ่นได้มากกว่าภาครัฐ และปกติทางยุทธวิธีกองโจรก็มีความมั่นใจว่าสามารถควบคุมกำกับความเป็นไปตามที่กลุ่มตนต้องการได้ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงต้องใช้สรรพกำลังสรรพทรัพยากรในพื้นที่เพื่อผลในภาพกว้างเป็นการทั่วไปและที่มีขอบเขตพื้นที่เฉพาะเจาะจงหรือในระดับหมู่บ้านตำบล โดยต้องมีหน่วยงานหรือทีมงานเป็นการเฉพาะครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านตำบลและต้องทำอย่างรอบด้านเพื่อลดทอนความเกลียดชัง ความไม่ไว้วางใจกัน เกิดการยอมรับแนวทางนโยบายของรัฐและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ความน่าเชื่อถือ การขยายตัว การสนับสนุนของสมาชิกแนวร่วมในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบลดลงโดยปริยาย  ทั้งต้องใช้สื่อสารของรัฐทุกประเภทให้มากขึ้นในการนำเสนอข้อมูลและชี้ให้เห็นถึงพลังแห่งความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมและพลังเหล่านั้นยังสามารถใช้เป็นทุนทางสังคมและนำไปแก้ไขปัญหาในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัญหาระหว่างประเทศได้

                        นอกจากนั้นการประชาสัมพันธ์หรือปฏิบัติการจิตวิทยายังต้องสามารถใช้ตอบโต้ข่าวปล่อย ข่าวลวงได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้ากระทั่งเกิดความเข้าใจผิดและเกิดเหตุร้ายลุกลามดังปรากฏอยู่เนืองๆ  ทั้งเจ้าหน้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องประสานงานทำความเข้าใจกับสื่อสารมวลชนทุกชนิดทั้งของภาครัฐและธุรกิจเอกชนให้มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เป็นจริง แนวนโยบายและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเพื่อลดทอนการเสนอข่าวที่อาจเป็นแนวร่วมมุมกลับของฝ่ายก่อความไม่สงบได้

                    เปิดเวทีประชาชน

                        การเปิดเวทีประชาชนก็เพื่อระดมความคิด รับข้อเรียกร้องต้องการ โดยมีการร่วมดำเนินการกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา นักวิชาการและภาคประชาสังคมทุกส่วน โดยจัดให้มีเวทีหรือองค์การที่บูรณาการระหว่างส่วนราชการกับประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่หมู่บ้านชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภาพรวมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงระดับประเทศ เพื่อให้มีโอกาสแสดงบทบาทและปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐอย่างมีคุณค่า มีความหมาย มีเกียรติและศักดิ์ศรี ทั้งจะนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาในทุกระดับได้ด้วยความรู้ความเข้าใจกัน ทั้งสามารถเป็นเวทีแห่งการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

                  การนิรโทษกรรมและการปฏิบัติต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

                        เมื่อยึดถือและให้ความสำคัญกับแนวทางสันติวิธีแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมคือการให้อภัยกันด้วยสันติวิธี รูปธรรมที่นิยมใช้ในสงครามแย่งชิงประชาชนคือการนิรโทษกรรมซึ่งเป็นการทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่มีความรู้สึกร่วมกับผู้ก่อเหตุไม่สงบและไม่อยากไปในทิศทางการใช้ความรุนแรงอีกต่อไป ทั้งเปิดโอกาสให้กลับสู่สังคมด้วยความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายเพื่อกลับมาร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองแทนการใช้ความรุนแรงต่อกัน แต่ด้วยเหตุที่ปัญหาได้หยั่งรากลึกในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งที่มักกล่าวอ้างในความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม  ดังนั้น ระเบียบขั้นตอนจึงต้องมีความรอบคอบ ละเอียดอ่อนและหวังผลได้ในทางปฏิบัติ ซึ่งจะต้องใช้เวลาและความอดทนร่วมกัน ทั้งต้องไม่ปฏิบัติใดๆ ที่ทำให้เห็นว่าความแตกต่างเป็นปัญหาของการอยู่ร่วมกันแต่ต้องทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันโดยใช้แนวทางสันติวิธีเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและสามารถแก้ไขความขัดแย้งที่เผชิญหน้าอยู่ได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องให้อภัยกันและกัน ไม่ใช้ความทรงจำที่เจ็บปวดเพื่อทำลายล้างคนอื่นและควรใช้การศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีตให้เป็นบทเรียนว่าจะต้องทำอย่างไรร่วมกัน จึงจะไม่ให้เหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นในอดีตเกิดขึ้นอีกต่อไป

                        นอกจากนั้น ในการปฏิบัติต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแห่งการบิดเบือนหลักคำสอนทางศาสนาหรืออาศัยสถานการณ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติด้วยความจริงใจ นุ่มนวลและเป็นธรรมภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ทั้งต้องพัฒนาปรับปรุงทัศนคติที่ไม่ดีให้ออกไปจนหมดสิ้น

 การสนับสนุนจากรัฐบาล

                     การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม

                        ในส่วนรัฐบาลต้องมีการปรับปรุงนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างสม่ำเสมอภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการเหลียวแล ยุทธศาสตร์และนโยบายต้องถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีแผนงาน สามารถติดตามตรวจสอบและประเมินผลได้ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน การวางแผนปฏิบัติการต้องภายใต้ความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ เข้าใจในปัญหาที่ซับซ้อนอย่างเป็นจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกลไกของรัฐเป็นฝ่ายริเริ่มอย่างสร้างสรรค์ในเบื้องต้น

                        สำหรับการสนับสนุนแก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหานั้นจะพบ ว่ามีความล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลต้องลดขั้นตอน ระเบียบวิธีที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ พัฒนาและปรับปรุงผู้นำหน่วยรวมทั้งผู้ปฏิบัติการอยู่ตลอดเวลาเพราะในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดอย่างยาวนาน ย่อมไม่อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ต่อเนื่อง ที่สำคัญรัฐบาลต้องเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการและกลไกของรัฐอื่นๆ อยู่เนืองๆ ทั้งนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะงบประมาณหรือเงินเพิ่มพิเศษเท่าที่ปฏิบัติอยู่ ณ เวลานี้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะขวัญและกำลังใจไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีได้แต่เพียงเงินเพิ่มพิเศษเพียงอย่างเดียว ความมั่นคงก้าวหน้าในชีวิตราชการ การมีวัสดุอุปกรณ์ที่เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การได้รับการดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดขวัญกำลังใจทั้งสิ้น

                       การต่างประเทศ

                        เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันเหตุก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสภาพทางการเมืองในพื้นที่บางครั้งยังขึ้นอยู่กับความเป็นไปและสถานการณ์โลกอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งระหว่างโลกมุสลิมกับกลุ่มประเทศตะวันตกและอเมริกา ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายระหว่างประเทศด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้เป็นเงื่อนไขแห่งการ

กล่าวหาโจมตีและสร้างความบาดหมางคลางแคลงใจของประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่มีความเคร่งครัดในหลักการคำสอนของศาสนาอิสลามและเมื่อใดที่เกิดมีความขัดแย้งระหว่างประเทศดังกล่าวก็ควรแสดงความเห็นใจหรือเปิดพื้นที่หรือมีเวทีให้ชาวมุสลิมได้ใช้สิทธิแสดงออกตามความเห็นของตนได้อย่างเสรีและสันติ อันจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐและสังคมไทยกับประชาชนชาวมุสลิมมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

                        อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งในการชี้แจงทำความเข้าใจต่อนานาประเทศของรัฐบาลโดยการนำของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นได้จากท่าทีของที่ประชุมองค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี ที่เห็นว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เรื่องศาสนา โดยประเทศไทยได้ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนมุสลิมอย่างมาก อีกทั้งยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นกิจการภายในประเทศของไทย เป็นต้น