บทความพิเศษ

 
 

๕ ต.ค.๒๕๕๔ ก.ตร.จะทบทวนสิทธิประโยชน์ตำรวจใต้...

เมื่อความอิจฉาริษยามันมีอำนาจเหนือและบดบังความตายของผู้เสียสละ

---------------------------------------------

              ผมจะคิดถึงคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ทุกครั้งที่มีปัญหาเพราะดูเขาจะเป็นคนที่จริงจังทุกครั้งกับข่าวที่นำเสนอ แต่สุดท้ายผมก็ทำใจได้กับคำว่า ”การตลาด” ความเป็นแฟนรายการข่าว ทำให้ผมมีเขาอยู่ในหัวใจและคิดอยู่เสมอว่า “เขาเป็นที่พึ่งของทุกๆคนได้” แม้กระทั่งเรื่องน้ำท่วม ยิ่งในวงการตำรวจอย่างผมก็ยิ่งชื่นชม เพราะผู้บังคับบัญชาผมหลายคนง่อยเปลี้ยเสียขาไปกับการชะเลียร์แข้งขาเสียแล้ว ทำให้ยิ่งคิดถึงคุณสรยุทธ์ฯ เป็นทวีคูณ

              ทราบข่าวจากเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในวันอังคารที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ แถมมีเรื่องให้เจ็บปวดหัวใจยิ่งเรื่องการนับวันทวีคูณของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่ง อันเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

              แต่ความที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ได้ถกเถียงกันเรื่องนี้มากัน ๒-๓ หนแล้วก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งการประชุมในวงเล็กวงใหญ่ของ ก.ตร. ทั้งล็อบบี้และไม่ได้มีการล็อบบี้ ผมทราบมาว่าการประชุมครั้งนี้สะเด็ดน้ำ  ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการแล้ว..ผมหดหู่หัวใจ เป็นโรคหัวใจห่อเหี่ยวฉับพลัน หน้ามืดตามัว แถมมองไม่เห็นหนทางในการแก้ไขปัญหากำลังพลตำรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อนผมไปอยู่ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ จนปัจจุบันมันก็ยังแก้ไขไม่ได้ เพราะไม่มีใครเขาอยากไปอยู่ แม้กระทั่งอดีต ผบ.ตร. ก็ยังบ่นว่า รับสมัครแล้วก็ยังไม่มีใครสมัครใจไปรับราชการที่นั่น  ก็นั่นนะซิ..เขาไปอยู่แล้วจะได้อะไรกลับมา เขาจะไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำไม เขาจะไปเครียดทำไมในทุกๆวันตั้งแต่เช้ายันเช้า

              ผมยืนยันว่า “ เครียดตั้งแต่เช้ายันเช้า” เพราะ “เครียดแบบเช้ายันค่ำ” มันน้อยไป ทุกคนต้องลุ้นมันอยู่ทุกวันว่า “วันนี้ชุดปฏิบัติการของลูกน้อง หรือชาวบ้าน...ใครจะเป็นรายต่อไป” เมื่อเกิดเรื่องก็ต้องไปยืนอยู่เป็นโฟร์แมนหน้างานจนจบภาระกิจ  เพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนเสื่อมสมรรถภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งหากผมไม่ย้ายเสียก่อนหลังจากอยู่มาเกือบครบ ๘ ปี (ขาดไป ๒๐ วัน) ก็คงเป็นพันธุ์นั้นเหมือนกัน

              ผมยิ่งหดหู่ใจ ขำก็ขำไม่ออก ทั้งๆที่อยากจะขำกลิ้งเสียจริง..เมื่อได้อ่านบันทึกข้อความ ลงวันที่ ๑๖ ก.ย.๒๕๕๔ จากสำนักงาน ก.ตร. เรื่องแจ้งมติ ก.ตร.ครั้ง ๘/๒๕๕๔ ไปยัง ผบ.ตร.

              เพราะในบันทึกดังกล่าวมีเนื้อหาการอภิปรายของที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ ๓๐ ส.ค.๒๕๕๔ โดยสรุป...

              ๑.อนุกรรมการ ก.ตร.ฝ่ายกฎหมายได้ทบทวนหลักเกณฑ์ (ไม่รู้ตามใครชะเลียร์) ตาม มติ ก.ตร.เดิม เรื่องการนับระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ว่าอาจขัดต่อกฎ ก.ตร.ที่มีก่อนหน้านี้ไว้แล้ว จึงควรกำหนดให้ชัดเจน โดยหากจะใช้ก็ต้องขอความเห็นชอบต่อ ก.ตร.เพื่อขอยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายไป เพราะการนับระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณขัดกับการนับระยะเวลาการดำแหน่งตามกฏ ก.ตร.ที่ออกมาก่อนหน้านี้

              หากผมจะพูดให้ง่ายเข้าก็คงเป็นว่า ก.ตร. เขามีระเบียบกฎเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นอยู่แล้วก่อนหน้านี้ หากจะใช้สิทธิทวีคูณกรณีเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นดังกล่าวตาม มติ ก.ตร.ที่ออกมาภายหลังก็ต้องขอยกเว้นเป็นเฉพาะรายไป เพราะการนับระยะเวลาทวีคูณที่ได้ตาม มติ ก.ตร.ที่ออกภายหลัง มันไปขัดกับ มติ ก.ตร.ที่ออกมาก่อนหน้านี้

              ผมคงไม่พูดอะไรมาก..ทุกท่านใน ก.ตร.ก็เคยเป็นนายผมมาก่อน เพียงแต่หลายท่านไม่เคยอยู่ในสภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างผมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเกือบ ๘ ปี เพียงแค่ผมอยากจะถามว่า “ท่านเคยสั่งการอะไรในเรื่องเดียวกันหลายๆครั้งหรือไม่” หากเคยเป็นเช่นนั้น ก็อยากถามต่อว่า “ท่านจะให้ลูกน้องปฏิบัติตามครั้งไหนดี “ หรือท่านเคยชินกับการสั่งการแบบกลับไปกลับมา แต่ตำรวจอย่างผมก็รู้อยู่แล้วว่าท่านต้องตอบคำว่า “มึงก็ดูเอาซิ..แล้วแต่สถานการณ์พาไป”

              หากเป็นคำตอบอย่างที่ผมคิด..ผมก็อยากจะขอเรียนว่า “ท่านเข้าใจถูกต้องแล้วครับ”

              เพราะสถานการณ์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มันไม่เหมือนกับตำรวจในสถานการณ์อื่นๆ หรือในพื้นที่ปกติทั่วไป ระเบียบ กฎเกณฑ์และการตรวจสอบติดตาม  มีหลายเรื่องครับที่แตกต่างกับตำรวจพื้นที่อื่นๆ

              มติ ก.ตร. ก็คงไม่ต่างกับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ผมยกตัวอย่างมาก่อนหน้า (จริงๆแล้วมีรายละเอียดมากกว่าเสียอีก)

              ผมกลับเห็นว่า...มติ ก.ตร.ที่ออกมาก่อนหน้านี้ มันบังคับใช้เป็นการทั่วไปครับท่าน..แต่มติ ก.ตร.ครั้งหลังที่ออกมาเขาพิจารณาให้ใช้กับบุคคลที่ปฏิบัติงานเฉพาะที่ครับ มันเป็นปลีกย่อยของ มติ ก.ตร.ครั้งก่อนและมันก็เป็นสิทธิประโยชน์ที่ประสงค์ให้ติดตัวเขาไปด้วย เพราะหากไม่แยกแยะเช่นนั้น..เขาจะได้อะไรจากการที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตครับ

              ผมไม่เคยคิดว่ามติ ก.ตร.ครั้งหลัง ขัดกับมติ ก.ตร.ครั้งก่อนหรือที่มีอยู่แล้วแต่อย่างใด ผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันเสียอีก เพียงแต่เขาให้รายละเอียดที่มากขึ้นครับ..ก็เท่านั้น

              ๒.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ มีเจตนารมณ์สนับสนุนและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่ง เพื่อจูงใจมิให้ขอย้ายออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่ผ่านมามีการนำระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณไปใช้แต่งตั้งนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อนุกรรมการ ก.ตร.ฝ่ายกฎหมายจึงมีข้อสังเกตว่าหากนำไปใช้นอกพื้นที่จะเป็นการเอาเปรียบหน่วยอื่นหรือไม่ และจะกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจผู้อื่นหรือไม่ เพราะข้าราชการตำรวจทุกคนก็เสี่ยงเหมือนกันหมด ต่อไปถ้าข้าราชการตำรวจที่อยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีคูณและนำมาใช้นอกหน่วยก็จะกลายเป็นอาวุโสมากกว่าคนอื่น

              ดีครับดี..ที่ว่าระเบียบสำนักนายกฯมีไว้เพื่อจูงใจสนับสนุนและส่งเสริมให้ข้าราชการทุกภาคส่วนมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่ง ก็ถูกต้องเพราะเขาเสียสละมากครับ ตำรวจที่อื่นก็เสียสละครับ ข้าราชการภาคส่วนอื่นๆ ก็เสียสละครับ ทุกคนทุกภาคส่วนที่เสียสละล้วนแล้วแต่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีโอกาสก้าวหน้าครับ

              แต่ผมว่าข้าราชการทุกภาคส่วนรวมทั้งตำรวจที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียสละมากกว่าครับ เขาเสี่ยงตายอยู่ทุกวินาทีแม้กระทั่งพาลูกเมียไปซื้อกับข้าวในตลาด ไม่ต้องไปพูดถึงขณะเวลาปฏิบัติงานในหน้าที่หรอกครับ

              แต่ผู้อภิปรายกลับไปเน้นว่าเพื่อจูงใจมิให้ขอย้ายออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลยพาลพะโลว่า..เขาให้ใช้ในเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแถมไปว่าจะกระทบสิทธิตำรวจผู้อื่นในพื้นที่อื่นทำนองนั้น

              แหม..ช่วงท้าย..ผมรับไม่ได้จริงๆ ด้วยความเคารพในความคิดเห็นครับ

              จะให้เขาอยู่กันไปจนตายเลยหรือครับ...

              จะไม่เปลี่ยนแม่ทัพ นายกอง เปลี่ยนจอมยุทธ์สดๆใหม่ๆ บ้างหรือครับหรือให้โอกาสนักรบไปพักผ่อน หรือไปเสพสุขสำราญกับครอบครัวของเขากันบ้างเลยหรือครับ..

              หรือจะให้รอแต่รับศพกลับบ้านเก่า..แล้วเยียวยาโดยการเลื่อนยศ ให้เงิน ให้ทายาทรับราชการต่อไป ฯลฯ

              หากไม่เป็นศพ..ได้วันทวีคูณสำหรับอายุราชการโดยรวมก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนการนับทวีคูณเพื่อเลื่อนตำแหน่งเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการ พวกคุณในพื้นที่ก็ไปว่ากันเอง ไปนับคำนวณแข่งขันกันเอง

              หากเป็นอย่างนั้น..การให้ก็เหมือนกับไม่ให้แล้วละครับ เพราะในพื้นที่ก็เห็นกันอยู่ทุกวัน นับไปนับมาคนอยู่ก่อนก็มากกว่าคนมาอยู่ทีหลังอยู่ดี เพราะได้วันทวีคูณเหมือนๆกัน ซึ่งก็เหมือนกับที่อื่นๆ หากเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวี่วันในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ทำไม

              แม่บำรุง สุวรรณลาภา อายุ ๗๖ ปี..ของผม จะบอกและเตือนผมเสมอว่า..ลูกเอ้ย..มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ในใบลาน มีเมียไม่อยู่บ้าน ท่านว่ามีเหมือนไม่มี

              ก็เลยถึงบางอ้อว่า..ก็ให้นับวันทวีคูณแล้วไง ก็ไปนับแข่งกันเองในพื้นที่แล้วกัน เมื่อเธอย้ายออกนอกพื้นที่ก็อย่าไปยุ่งหรือไปนับคำนวณแข่งกับคนอื่นเขา

              หากเป็นเช่นนั้น แล้วมันจะต่างอะไรกับ...มีก็เหมือนไม่มี และสิ่งที่คุณให้มา พวกผมดูเหมือนได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ มันก็คงเป็นอีหรอบนั้น

              ส่วนที่ว่า.. ”ที่ผ่านมามีการนำระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณไปใช้ในการแต่งตั้งนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ผมก็อยากทราบจริงๆครับว่ามีกี่รายครับท่าน มากไหมครับ ส่วนพวกผม..ที่เป็นผู้กำกับการ ๒๓ นาย เมื่อย้ายออกมาแล้วเมื่อ ๑๐ ก.พ.๒๕๕๔ ยังไม่มีใครได้ใช้สิทธิประโยชน์เรื่องวันทวีคูณเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการแม้แต่คนเดียว

              มีแต่..ไม่เคยมาอยู่ เอาแต่ชื่อมา..แล้วก็จะเอาวันทวีคูณเพื่อไปใช้ในการเลื่อนตำแหน่งนายพล

              ก็กรรมการ ก.ตร.ชุดที่แล้วและนักการเมืองบางคนนี่แหล่ะ ที่จะให้เขา จะเอากันให้ได้ ทั้งๆที่คุณสมบัติจำนวนปีที่ดำรงตำแหน่งไม่ครบ แต่พอบวกกับการเอาแต่ชื่อไปอยู่ภาคใต้ อายุราชการกลับครบถ้วนสมบูรณ์ แถมดันทุรังถีบส่งกันเข้าไปอีก ผลก็คือ..เกือบได้  แต่..ขอโทษ สุดท้ายก็แห้ว...เพราะความแตกเสียก่อน พี่ผมที่เคยอยู่กองปราบด้วยกันมาก่อนจึงถูกแขวนไว้จนถึงทุกวันนี้ (ลองไปอ่านบทความเก่าๆของผมดู)

              เห็นมีเพียงพี่แหม๋วของผม (พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น.) ซึ่งเขามีตำแหน่งที่อื่นไม่ได้มีตำแหน่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะไปช่วยราชการที่ภาคใต้ก็ทำงานร่วมกันกับผมหลายครั้งโดยมี พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าชุดตั้งแต่เป็นรอง ผบช.ก. ในคดีฆ่าพระและบุกเผาวัดพรหมประสิทธิ์ (ถ้าจำไม่ผิด) ม.๒ ต.บ้านนอก อ.ปะนาเระ จว.ปัตตานี

              พี่แหม๋ว..ทำงานเก่ง เป็นต้นแบบของนักสืบทุกคนที่นั่น เขามุ่งมั่น จริงจัง ลงพื้นที่จริงๆด้วยกันกับพวกเรา ยืนหน้างานเป็นโฟร์แมนด้วยกัน แต่พอเขานับวันทวีคูณที่ไปปฏิบัติราชการจริงๆที่นั่น ไม่ได้ไปแต่ชื่อเหมือนบางคน เขาก็ได้อาวุโส และได้เป็นผู้บังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล

              แล้วมันผิดตรงไหน ก็เขาไปทำงานจริงๆ ความเก่งกาจของพี่เขา ทุกคนก็ยอมรับ

              ผมอยากถามต่อ..โดยไม่เกรงใจพี่แหม๋วว่า..หากพี่แหม๋วไม่มีฝีมือ ไม่มีพวกพ้องแล้วผู้บังคับบัญชา(พี่แป๊ะของผมด้วย) และนักการเมืองเขาจะใช้งานไหม

              ผมก็เห็นมีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น..หรืออาจจะมีอีก แต่คงไม่ใช่ระดับผู้กำกับการ ๒๓ คนที่ย้ายมาจากภาคใต้เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ อย่างพวกผมหรอก

              ยังดีที่ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีต รอง ผบ.ตร. และ ก.ตร.ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากตำรวจทั่วประเทศ ท่านกล่าวในที่ประชุมว่า..หากนับวันทวีคูณเพื่อการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นนอกสังกัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตำรวจผู้นั้นต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับนั้นๆอย่างแท้จริงไม่น้อยกว่าระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามกฎ ก.ตร.เดิม

              ผมเห็นด้วยกับครูของผม..ครูที่ชื่อ อชิรวิทย์ ซึ่งท่านยังคงเฉียบคมเหมือนเดิม ส่วนที่ครูว่าไว้ว่า..หากจะแต่งตั้งกันเองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ว่ากันเอง หากไม่ตามเกณฑ์ก็ขออนุมัติ ก.ตร.เป็นการเฉพาะราย

              ครับผม..น้อมรับครับผม ครูครับ

              ช่วงท้ายของบันทึกถึง ผบ.ตร.มีว่า “ประธาน ก.ตร.มีความเห็นว่า การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นควรยึดหลักเกณฑ์การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ตร.เป็นหลัก แต่หากจะใช้วันทวีคูณก็ควรใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เว้นแต่บางรายที่เหมาะสม  ก.ตร.ก็อาจยกเว้นเฉพาะราย

              สุดท้ายท่านก็ให้ถอนเรื่องไปก่อน..และก็มาถึงวันนี้ที่ ๕ ต.ค.๒๕๕๔

              นำเรื่องเข้าอีกรอบ..ว่างั้นเถอะ..จะเอากันให้ได้

              ผมไม่ทราบว่าการประชุมครั้งนั้น (๓๐ ส.ค.๕๔) ใครเป็นประธาน แต่หากเป็น ร.ต.อ.ดร.เฉลิม  อยู่บำรุง ผมว่าคงไม่เป็นเช่นบันทึกข้อความดังกล่าว

              เพราะผมทราบดีว่า..ท่านทราบถึงความยากลำบากในการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเหล่าข้าราชการเป็นอย่างดีและควรได้รับการตอบแทนเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่..ผมยืนยัน

              ตอนท้ายบันทึกข้อความดังกล่าว..ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำแนวทางอภิปรายของกรรมการ ก.ตร. ที่ผมพยายามสรุปให้อ่านกัน ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งต่อไป โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

              เลยทำเห็นว่า..ลุกลี้ลุกรนกันเหลือเกิน

              งานนี้ผมว่ามีวางยากันเสียแล้ว อาจถึงทำให้มีนักมวยบางคน เสียมวยไปเลยก็ได้ โดยเริ่มที่ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเห็นหลายคนหึ่มๆกันอยู่เรื่องฟ้องร้องทั้งคดีอาญาและคดีปกครอง

              ส่วนผม..ก็ได้แต่คิดถึงพี่เพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) หากแกรู้ และลุกขึ้นได้ พี่เพียรของผมคงลุกขึ้นมายืนชี้หน้าด่าคน..หลายต่อหลายคน

              ความดีของพี่เพียรที่ทำไว้ให้แก่น้องๆ บัดนี้มันกำลังจะล่มสลายแล้วครับ ด้วยแค่..ความอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่นกัน พวกกู พวกมึง เด็กกูและก็เด็กมึง

              ตัวผมเอง..แม้จะได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวติดตัวมาด้วย แต่ผมขอยืนยันครับว่า..จะของดเว้นการใช้สิทธิประโยชน์การนับวันทวีคูณเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นดังกล่าวกับตัวผมเอง เพราะหากนำไปใช้ก็จะทำให้การต่อสู้ครั้งนี้มันเหมือนกับเป็นการต่อสู้เพื่อตนเอง ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้คิดเป็นใหญ่เป็นโตแข่งอะไรกับใคร ได้แค่นี้ผมก็พอเพียงแล้ว

              ยืนยันครับ เป็นผู้กำกับอีกสิบปีแล้วเกษียณอายุ..ผมก็พอใจของผม คนอื่นไม่เกี่ยว

              แต่ขอให้ใช้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ของผมทุกคนที่กำลังทำงานอยู่ รวมทั้งที่เคยเป็นนักรบทำงานในพื้นที่ดังกล่าวทุกคน

              กราบเรียน ก.ตร.ทุกท่านอีกครั้งครับว่า..หากแก้ปัญหาเก่าไม่ได้ ก็จงให้ปัญหามันทรงๆ ตัวอยู่อย่างนั้นแหล่ะครับ  รอวันผู้มีบารมีเขาเกิดมาแก้ปัญหาก็ได้  ซึ่งตำรวจภาคใต้เขาก็คงชินชาอยู่แล้ว

              แต่กรุณาอย่าไปสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา..ให้แก่พวกเขาอีกเลย

              เพียงแค่คำว่า “เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง”

                                         พ.ต.อ.นฤชา  สุวรณลาภา

                           ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย

                                               ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔

 

 
ไว้แสดงความคิดเห็นและต่อสู้กันครับ..
หากเป็นไปตามข่าวนี้...
จากผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๒๕๕๓
 
ผบ.ตร.เห็นด้วยกับมติลงทัณฑ์ความผิดวินัยไม่ร้ายแรงของ พีระ-วีรยุทธ กรณีไม่ย้าย จ่าเพียร ชี้ ลงโทษคนที่ไม่ได้ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาภายใต้ข้อจำกัด และระเบียบกฎเกณฑ์ ถือว่าเหมาะสมแล้ว ติงการให้สิทธิทวีคูณนายตำรวจไม่ควรทำตามกระแสมากเกินไป
       
       วันนี้ (15 ..) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล...วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.กล่าวถึงความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีแต่งตั้งโยกย้าย พล...สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา ซึ่งเบื้องต้นคณะกรรมการชุด พล...สถาพร หลวงทอง จเรตำรวจแห่งชาติ สรุปแล้วว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่ง พล...พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.อดีตผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) ให้ลงทัณฑ์ด้วยการว่ากล่าวตักเตือน 1 ครั้ง
       
       ส่วน พล...วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 ให้ลงทัณฑ์ตัดเงินเดือน 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 3 เดือน ว่า ตนได้อ่านรายงานสรุปที่คณะกรรมการเสนอขึ้นมาแล้ว ซึ่งตนเคยเป็นคณะกรรมการชุดนี้มาก่อนเข้าใจรายละเอียดดี และเห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ ซึ่งเห็นตามเสียงส่วนใหญ่ ทั้งนี้ได้ส่งเรื่องให้กองวินัยไปทบทวนในรายละเอียดการลงทัณฑ์ว่าถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบ ครอบคลุมหรือไม่ จากนั้นจะส่งกลับมาให้ตนมีคำสั่งต่อไป
       
       เมื่อถามว่า กระแสสังคมมองว่าการลงทัณฑ์น้อยไปหรือไม่ พล...วิเชียร กล่าวว่า ตนพูดตรงไปตรงมาว่าที่จังหวัดปัตตานีก็ยังมี พล...ที่เสียชีวิตในหน้าที่อีก 2 นาย ที่ยังไม่ได้รับการดูแล แล้วเขาก็ไม่เคยออกมาร้องเรียนอะไร เสียสละมาเช่นกัน ถึงวันนี้ลูกของเขาได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจแล้วหรือยัง ยังไม่รู้เลย ในขณะที่กรณี ผกก.สมเพียร เราก็ดูแล ให้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ อีกคนได้ย้ายมาในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราเยียวยาเต็มที่แล้ว เราก็เห็นอกเห็นใจช่วยเหลือไปมากแล้ว
       
       เมื่อถามว่า ประเด็นนี้น่าจะอยู่ที่การแต่งตั้งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและจะกลายเป็นบรรทัดฐาน ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาก็ว่ากันไป แต่การพิจารณาลงโทษลงทัณฑ์คนที่ไม่ได้ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาก็ทำแล้ว ภายใต้ข้อจำกัด และระเบียบกฎเกณฑ์อย่างนี้ ตนก็เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่ดำเนินการแบบนี้
       
       “เรื่องสิทธิประโยชน์ผมว่าเราให้ ศชต.จนเรียกว่า ต้องมาทบทวนกันใหม่ว่า ศชต.ได้มากไปหรือเปล่า ผมพูดตรงๆ ตอนนี้ขออนุมัติ .ตร.ทบทวนสิทธิประโยชน์เรื่องการแต่งตั้ง ในการเลื่อนตำแหน่งของตำรวจ ศชต. โดยมี พล...อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน มีพล...สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล เป็นคณะทำงาน โดยจะมาทบทวนใหม่ เช่น พล...สุวัฒน์เคยเสนอว่าการให้สิทธิทวีคูณ ควรให้สิทธิตามเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น อยู่ในพื้นที่ 2 ปี หากนับทวีคูณจะเป็น 4 ปี แต่สมมุติว่าครบเกณฑ์เลื่อนตำแหน่งขึ้นแค่ 3 ปี ก็จะให้สิทธิแค่ 3 ปี แค่นี้พอแล้วและให้ครั้งเดียว ให้ขึ้นเฉพาะใน ศชต.จะได้ไปกระทบสิทธิ์คนอื่นส่วนร่วมด้วย
       
       พล...วิเชียร กล่าวว่า เพราะมีเสียงร้องเรียนมาจากตำรวจหน่วยอื่น และพอให้สิทธิ ทุกคนก็มาอาสา แต่อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งวาระประจำปีนี้ยังให้สิทธิตามที่เคยให้ในระดับนายพล เนื่องจากให้ในระดับนายพลมาแล้ว แต่จะให้คนละครั้งเดียวเท่านั้น ใครยังไม่ได้ก็จะให้สิทธิ แต่การแต่งตั้งครั้งหน้าคงต้องทบทวนกันใหม่ ซึ่งคราวนี้ต้องพิจารณา เพราะการให้สิทธิครั้งนั้น เพราะเราทำตามกระแสกันมากไป

 ---------------------------------------------------------
 
 

สารวัตรใหญ่ และตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้กับการแต่งตั้งที่จะมาถึง

           จะมีการประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งในระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) จนถึงระดับสารวัตร (สว.) วาระเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งถูกเลื่อนไปจนถึงปลายปี

              ประเด็นที่ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้พูดกันมากก็คือ การอาศัยสิทธิประโยชน์เรื่องการแต่งตั้งหมุนเวียนตามมติ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ ๔ ลงวันที่ ๑๔ มิ.ย.๕๓ ที่ว่าหากได้รับการแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งในพื้นที่มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปีจะมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายตามที่ร้องขอ

              ทราบเบื้องต้นจากการสอบถามของกองบัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีระดับผู้กำกับการในพื้นที่ จชต.สมัครใจขอโยกย้ายออกนอกพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๑๙ ราย จาก ๖๐ กว่าราย ไม่นับระดับรองผู้บังคับการ รองผู้กำกับการและสารวัตร เพราะไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าใด แต่โดยส่วนตัวผมก็เชื่อว่ามีจำนวนมากกว่า ๑๙ รายเช่นกรณีผู้กำกับการมากมายนักแน่ๆ

              ผมลองถามๆ ผู้บังคับบัญชาหลายๆท่านดู แต่ละท่านก็จะมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง อาทิ การแต่งตั้งหัวหน้าสถานีจำนวนขนาดนั้นอาจกระทบต่อการบริหารงาน สภ. และหากรวมกับระดับอื่นๆ ด้วย คงทำให้ยุ่งยากน่าห่วงเข้าไปอีก จึงอาจมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการของกองบัญชาการ บางท่านก็ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงกำหนดโควตาให้เพียงเพื่อไม่ให้กระทบต่อกองบัญชาการใหม่ที่จะขอไปอยู่และให้ ศชต.พิจารณาบุคคลที่เหมาะสมข้างต้น บางท่านก็ว่าเขาคงให้ไปทั้งหมดเพราะต้องเน้นการทำงานในพื้นที่ของผู้ปฏิบัติงานที่มีความสมัครใจเพื่อประสิทธิภาพของงาน

           ต่างความคิดต่างความเห็น..เมื่อระเบียบกฎเกณฑ์รองรับยังไม่ออกมาครับ ผมขอเน้นว่าเป็นความเห็นที่แตกต่างกันได้โดยไม่มีใครสามารถไปผูกขาดความเห็นของใคร ไม่ใช่อย่างกรณีของผมที่ถูกบังคับในความเห็น..แล้วก็ถูกย้ายเมื่อเห็นต่าง

              ส่วนตัวผมเห็นว่าสิทธิที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายหมุนเวียนเมื่อดำรงตำแหน่งครบ ๓ ปีของระดับสารวัตรจนถึงรองผู้บังคับการนั้น เป็นสิทธิประโยชน์ที่ควรจะต้องได้รับการพิจารณาในทันที รวมไปถึงกรณีอยู่ครบ ๔ ปีในระดับรองสารวัตร และอยู่ครบ ๕ ปีในระดับประทวนเพราะเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีมาแต่ย่างเหยียบเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ การวางแผนเพื่อส่งกำลังไปทดแทนเป็นหน้าที่ของส่วนกลางที่ต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง ส่วนตัวผมว่าไม่ใช่หน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ต้องไม่ไปสร้างปัญหาให้กับเขาจากกรณีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน เพราะตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเรื่องกำลังพลที่อ่อนล้ามากกว่าที่อื่น และผู้บังคับบัญชาทุกภาคส่วนต้องกัดฟันทำให้เป็นระบบที่แน่นอนให้ได้โดยเร็ว มิฉะนั้นสิทธิประโยชน์เรื่องการแต่งตั้งหมุนเวียนจะเป็นหมันไปในบัดดล

              ผมจึงเห็นว่าเมื่อมีกฎ ก.ตร.รองรับแล้วก็ทำเลยครับ อย่าไปยึกยัก ดึงเรื่อง อ้างโน่น อ้างนี่ แล้วคนที่ตกปากรับคำว่าจะปฏิบัติตาม กฎ ก.ตร.อย่างเคร่งครัด ท่านก็เกษียณอายุราชการไปหมดแล้วเสียอีก หากผู้รับผิดชอบท่านใหม่ไม่เดินตามแนวทางนั้น สิทธิประโยชน์ตาม กฎ ก.ตร.มันก็จะมีปัญหาและเป็นบรรทัดฐานที่ย่ำแย่รวมทั้งเป็นลูกผีลูกคนกันต่อไป

              ให้ไปให้หมดตามสิทธิเลยครับเมื่อเขาครบตามสิทธิ เป็นหน้าที่ของ สตช.และ ศชต.ที่จะเฟ้นหาเหล่าจอมยุทธ์ลงไปปฏิบัติหน้าที่ ผมว่าไม่ใช่หน้าที่ของ ศชต.ที่จะไปตั้งกรรมการพิจารณาเรื่องจะให้คนหนึ่งคนใดออกจากพื้นที่หรือจะได้รับการแต่งตั้งไปยังกองบัญชาการใหม่..หรือไม่

              แต่หากเป็นกรณีผู้สมัครใจจะไปปฏิบัติหน้าที่..เอาเลยครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบคัดกรองที่เห็นว่าเหมะสมกับตำแหน่งหน้าที่ใดใน ศชต.

              ส่วนกรณีขอแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนเมื่ออยู่ครบจำนวนปีตามกฎ ก.ตร. มันเป็นสิทธิครับ คนละเรื่องคนละราว

              อีกกรณีหนึ่งที่พูดกันมากก็คือกรณีสารวัตรหรือสารวัตรใหญ่ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ที่ สภ.อันจะมีการเลื่อนชั้นให้ หน.สภ.เป็นระดับ สวญ.หรือ ผกก.ตามแต่กรณีทั่วประเทศก็นับร้อยแห่ง

              กล่าวขวัญกันมากก็คือใครที่ครองตำแหน่งอยู่แล้วก็ให้เลื่อนไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น ณ ที่นั้นเลย

              ก็มีทั้งเสียงเชียร์และเสียงสาปแช่ง

              ไอ้ที่เชียร์กันก็คือคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ส่วนที่สาปแช่งดูจะมากกว่าเป็นไหนๆ

              ผมอยู่ฝ่ายสาปแช่งครับ..

              เพราะการแต่งตั้งผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่แล้วมันก็ควรใช้หลักพิจารณาปกติ ทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถและความเหมาะสมกับตำแหน่ง มิใช่การล็อคสเป็กกันเช่นนั้น

              หรือมีใครเส้นใหญ่..ที่เป็นลูกท่านหลานเธออยู่หรือเปล่า จึงต้องวางงานให้กันซะขนาดนั้น

              คนที่ครองตำแหน่งอยู่อาจอาวุโสน้อยกว่าในภาพรวม ความรู้ความสามารถก็อาจด้อยกว่าคนอื่นๆ ที่ตำรงตำแหน่งเดียวกันแต่อยู่ที่อื่น ส่วนความเหมาะสมนั้นมันเป็นเพียงข้ออ้างให้ผู้บังคับบัญชาก็เท่านั้น

              ที่ประชุม ก.ตร.จะมีการประชุมเรื่องนี้กันในวันพรุ่งนี้ (๑๒ พ.ย.๕๓)

              ไม่อยากเห็น ก.ตร.ทั้งหลายท่านมัวหมอง 

              และก็อยากให้..แฟร์เพลย์ จริงๆ จังๆ กันหน่อยพี่น้อง

 

                                  พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                         ผกก.สภ.ปะนาเระ ปฏิบัติราชการ บก.สส.ศชต.

                                         ๑๑ พ.ย.๕๓

 
ข่าว..ครับข่าว..แต่งตั้งตำรวจล่าสุด ๓ พ.ย. ๒๕๕๓

บอร์ดบิ๊กตร.ตกลงแต่งตั้งรองผบก.-สว.ตามหลักเกณฑ์ปี 49  ให้ออกคำสั่ง 24 ธ.ค.คำสั่งมีผล 1 ม.ค.ปีหน้า ยื่นก.ตร.ตีตราประทับก่อนประกาศแนวทาง ขณะที่ผลสอบจ่าเพียรสรุปพรุ่งนี้

 เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.)ถึงสารวัตร(สว.) วาระประจำปี 2553 โดยมีรองผบ.ตร.ร่วมประชุม ทั้งนี้มีรายงานว่าที่ประชุมมีมติว่าการแต่งตั้งจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง  กฎ ก.ตร.ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ สารวัตร ถึง จเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.. 2549 โดยกำหนดระยะเวลาการแต่งตั้งครั้งนี้ ให้หน่วยส่งบัญชีผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯมาให้คณะกรรมการของตร.พิจารณาในวันที่ 8 ธันวาคม และให้ออกคำสั่งแต่งตั้งทุกระดับตำแหน่งในวันที่ 24 ธันวาคม และให้คำสั่งแต่งตั้งมีผลวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2554

ขณะที่มีรายงานด้วยว่า ในกรณีสถานีตำรวจที่ก.ตร.เพิ่งพิจารณายกระดับสถานีนั้น ในส่วนตำแหน่งผกก.ให้พิจารณาจากสารวัตรใหญ่ประจำสถานีที่ครองตำแหน่งอยู่ก่อน ทั้งนี้ที่ประชุมยังมีการพิจารณาแนวทางการโยกย้ายในตำแหน่งเฉพาะทางอาทิ พนักงานสอบสวน ซึ่งจำเป็นต้องขอการอนุมัติจาก ก.ตร.เสียก่อน อย่างไรก็ตาม แนวทางการแต่งตั้งและกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการครั้งนี้ ตร.จะต้องนำเข้าที่ประชุมก.ตร.ในครั้งหน้าเพื่ออนุมัติเสียก่อน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมก.ตร.ในสัปดาห์หน้า ก่อนออกหนังสือเวียนประกาศแนวทางแต่งตั้งอีกครั้ง

 ทั้งนี้สำหรับผลสรุปการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.สมเพียร เอสมญา อดีตผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลานั้น พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจะประชุมกรรมการเพื่อสรุปผลในเวลา 14.00น. ที่ห้องประชุมสำนักงานจตช.////

 
 
 
 

อย่ามาปล้น..สิทธิประโยชน์ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

            ผมใช้คำว่า ปล้น ..เพราะแน่ใจว่ามีคนมากกว่าสามคนที่เห็นชอบและสมัครใจที่จะให้สิทธิประโยชน์เรื่องทวีคูณเพื่อการเลื่อนตำแหน่งของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปให้แก่ใครบางคน ทั้งที่ดูจะไม่ถูกต้องเอาเสียเลย

            คนไม่มีสิทธิประโยชน์ทวีคูณดังกล่าว..แต่กลับได้  แถมตรงข้ามไปอีกตรงที่..คนที่มีและได้สิทธิดังกล่าวแน่ๆ แต่กลับไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย

            พูดให้ง่ายเข้า คนที่ไม่มีสิทธิ กลับได้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์วันทวีคูณเพื่อการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

            ในขณะที่คนที่มีสิทธิบางคนกลับไม่ได้ประโยชน์

            เหนื่อยครับเหนื่อย..กับ ก.ตร. ชุดนี้

            ผมในฐานะที่เป็นคนที่สู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอดนับแต่จ่าเพียรหรือพี่เพียรของผมสละชีพ..

            จึงไม่น่าจะอดทนและทนอดได้อีกต่อไป

            จริงๆ ตั้งใจว่า..จะให้คำสั่งนายพลล็อตนี้สะเด็ดน้ำเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน..

            ยังไงก็คงเจอกับผมอีกสักตั้งแน่ๆ.. ตั้งใจไว้แล้วด้วย

            เพราะผม..เห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล เห็นความอยุติธรรม..เห็นความไม่จริงใจของ ก.ตร.บางท่าน และเห็นถึง..สิทธิประโยชน์ กำมะลอ

            ก็เพราะผมได้รับ..หนังสือร้องเรียนของผู้ไม่ประสงค์ออกนามแต่ประสงค์ออกความเห็นที่ใช้ชื่อว่า ข้าราชการตรวจผู้รักความยุติธรรม ที่ส่งถึงผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะประธานคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์การนับระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง และคำนวนอายุราชการของตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้

            ผมรับหนังสือนี้ระหว่างได้รับการฝึกอบรมที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

            และก็เพราะไม่อยากเห็น..การใช้สิทธิประโยชน์แก่คนที่ไม่สมควรได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวอีกต่อไป

            โผตำรวจยังมีอีกหลายโผครับ..

            และหากโผนี้ผ่านไป..จะมีประโยชน์อันใดเล่าหากจะไปเรียกร้อง..เพราะประเด็นปัญหามันสมบูรณ์และผ่านไปแล้ว

            และต่อไปนี้..ทุกคนก็คงทำกันแบบผิดๆ ทำนองยอมหน้าด้านหน้าทนกันต่อไป

            สุดท้าย..ก็คงคือๆ กับศาลสถิตยุติธรรม ที่มักว่า ประเด็นข้อพิพาทหรือขัดแย้งได้ผ่านพ้นไปแล้ว..จึงไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาหรือวินิจฉัยกันอีกต่อไป

            ผมไม่อยากใช้คำว่า..สิทธิประโยชน์ลวงโลก หรือสิทธิประโยชน์หลอกลวง หรือสิทธิประโยชน์แหกตา ซึ่งดูมันจะไม่สุภาพและน่าจะแรงไป เพราะผมก็ไม่ประสงค์กล่าวหาใครแบบสาดเสียเทเสีย

            เหตุที่ผมต้องออกบทยักษ์บทมารอีกครั้งในสายตาของหลายๆคน.. ก็เพราะเห็นโผแต่งตั้งโยกย้ายของบรรดาผู้บังคับบัญชาแล้ว..รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ชอบกล

            จะว่าสองมาตรฐานก็ไม่ใช่เพราะมันมีมากกว่านั้น

            โผนี้คงตอกย้ำที่ พล.ต.อ.ปทีป  ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกแทรกแซงเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายจากหน่วยงานภายนอกมากกว่าหนึ่งหน่วยงาน และควรต้องใช้ระบบอาวุโสให้มากเป็นร้อยละ ๓๓ ซึ่งมากกว่าเดิมที่มีอยู่ร้อยละ ๒๕ ของตำแหน่งที่ว่างลงในทุกตำแหน่ง

            ดูรายชื่อผู้ที่ได้เลื่อนไปดำรงตำแหน่งระดับ รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และที่ปรึกษา สบ.๑๐  ผมว่าดูดีนะในสายตาผม และดูเหมือนระบบอาวุโสซึ่งอาจสกัดกั้นการแทรกแซงจากภายนอกเริ่มแผลงฤทธิ์

            คนที่อยากอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนเกษียณบางท่านก็ถูกยันโครม..เลื่อนไปในตำแหน่งที่ไม่อยากไปเพราะพิษเมียซาอุ..ก็มีอยู่

            คนที่ถูกสไลด์ไปข้างๆระนาบเดียวกันแบบไม่อยากไปก็มีอยู่เช่นกัน..เพื่อหลีกทางให้ใครบางคน

            ซึ่งผมก็ดูผู้ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่ว่าข้างต้น..ก็เหมาะสมเป็นส่วนใหญ่แม้ไม่เห็นด้วยในส่วนน้อยก็ตามที

            เริ่มมีการใช้ระบบอาวุโสมากขึ้น..ดีครับดี

            เพราะหากจะใช้แต่อาวุโสอย่างเดียว..ผมก็เห็นด้วยว่า..กลุ่มความรู้ความสามารถและเหมาะสมจะไปอยู่ที่ไหน..เขาคงไม่มีที่ไปเหมือนกัน แล้วใครจะมาแก้ปัญหาปัจจุบันทันด่วน หรือด่วนมาก หรือด่วนที่สุด..อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

            ไม่งั้น..คนที่จะได้ตำแหน่งก็คงจะมีเพียงอาวุโส..ที่มีคนเหน็บแนมเนืองๆว่า แก่เพราะอยู่นานมีสะพานให้เลื่อนเพราะอาวุโส

            แต่หากดูตำแหน่งผู้เลื่อนเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการแล้ว..บอกได้เลยว่า..เอาอีกแล้ว เกิดอีกแล้วกับการแทรกแซงที่ไม่รู้จักจบสิ้น

            รองเมื่อวันซืน..แซงหน้ารองเมื่อเดือนก่อน..ปีก่อน..ไปหน้าตาเฉย..

            แถม..แอบอ้างสิทธิประโยชน์ของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพวกผมเสียอีก..แล้วเขาก็ได้เลื่อนได้เป็น เพียงเพราะมีหน่วยงานซึ่งขอปกปิดเป็นความลับว่า กอ.รมน.ภ.๔ รับรองว่าเป็นที่ปรึกษา ผอ. หรือแม่ทัพ

            เขาคงโทรศัพท์ปรึกษากันได้ไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน..ทั้งที่ตัวที่ปรึกษาเองก็ไม่ได้อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

            เลยเหมาเอาว่า..อยู่ปฏิบัติหน้าที่ประจำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

            แถมท่านได้รับเกียรติไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ..ตั้งแต่วันเดือนที่อ้างว่าขอตัวมาเป็นที่ปรึกษาเสียอีก

            เขาได้สิทธิ์..ทั้งที่..ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้

            และสิทธินั้นก็ทำให้เขาผ่านได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเรียบร้อยโรงเรียนจีน..ไปเสียแล้ว

            ไม่ใช่..ได้ผ่านหรือผ่านได้ไปแค่ฉิวเฉียด..แต่มันห่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับอาวุโสก่อนหน้า..ทั้งระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ความรู้ความสามารถ ความเป็นไม้บรรทัด และความเสียสละทุ่มเทของคนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

            ผมเห็นชื่อของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคหลายคนที่ควบคุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้วก็ถึงบางอ้อว่าการแต่งตั้งครั้งนี้มีประโยชน์แอบแฝงใดไว้ล่วงหน้า..

            ผมว่านะ..ลองไปถามตำรวจชั้นประทวนหลายๆคน ซึ่งเขาจะไม่มีโอกาสได้เป็น ผบ.ตร.หรอก เขาก็ยังรู้เลยว่ามันเป็นยังไง.. เชื่อหัวไอ้เรืองซิ

            แต่ผู้แต่งตั้ง..คงยังไม่รู้ไม่เห็นฤทธิ์เดชของตำรวจเหล่านี้เรื่องการพลิกพลิ้วเปลี่ยนสีเปลี่ยนข้างในเร็ววันนี้หรอก เพราะหลายคนดูจะแข็งขัน มีประวัติรับใช้กันมาโชกโชน ท่าทางหน่วยก้านดี เคยวิ่งหัวซุกหัวซุนหาที่เขี่ยบุหรี่ให้นายมาแล้ว (ก็ผมเห็นเองกับตา) แต่เขาคงได้รับปากกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่า..ผมยินดีแตกหักกับสีตรงข้ามทุกเมื่อครับท่านเจ้านาย ถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้

            แล้วคอยดู..ผมก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นสีนั้นสีนี้อีก

            ชัวร์..ครับ รอสักครู่

            ไม่เป็นไรหรอกครับ..มันเป็นเรื่องของผม..เอาเรื่องส่วนรวมก่อนดีกว่า

            หากจำกันได้..ผู้บัญชาการยศพลตำรวจโททั้งประเทศ ว่างอยู่ ๑๙ ตำแหน่ง

            พล.ต.ต.ไพฑูรย์  ชูชัยยะ และ พล.ต.ต.ยงยุทธ เจริญวานิช รองผู้บัญชาการศูนย์ปฎิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในอาวุโสของทั้งประเทศเช่นกันลำดับ ๑๐ และ ๑๑ ประมาณนั้น

            ก็แสดงว่า..อยู่ในตะกร้าที่จะเลื่อนตำแหน่งใน ๑๙ คนทั้งประเทศ

            โผที่ออกมา..พล.ต.ต.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ เป็นผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ติดยศ พล.ต.ท. แน่ๆ ตาแป๊ะ (ก.ตร.) ฉายหนัง

            ไม่รวม..พล.ต.ท.พีระ  พุ่มพิเชฎฐ์ ผบช.ศชต. ซึ่งก็ได้เลื่อนไปเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตามโผของตาแป๊ะไปแล้ว

            แต่..พล.ต.ต.ยงยุทธ เจริญวานิช เขากลับไม่ได้ ทั้งที่เขาอยู่ประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถมเป็นอาวุโสอยู่ ๑ ใน ๑๙ เสียอีก

            เป็นผมจะฟ้องศาลปกครอง..ให้ต้องชี้แจงกันเสียให้เข็ด..ว่าข้ามหัวผมเป็นเพราะมีข้อมูลใหม่ (มุขเก่า) อะไรมิทราบ

            ก็คนเขาได้สิทธิแต่กลับไม่ได้เลื่อน..แถมเอาคนไม่มีสิทธิมาอ้างสิทธิ รับรองกันส่งๆ ไป แล้วได้ประโยชน์จากสิทธิฯ

            ผมละเซ็ง

            ผมอยากถามแบบไม่อยากถามว่า..ประเทศไทยจะให้มีกี่มาตรฐานกันแน่..กรุณาเอากันให้แน่ๆ ให้ชัดเจนหน่อย

            ทราบมาว่าหนังสือร้องเรียนได้ถึงมือ พล.ต.ท.พีระ  พุ่มพิเชฎร์ ผบช.ศชต.แล้ว

            กรุณาอย่าหยุดไว้เพียงท่านครับ..ผมขอให้ท่านเลือกข้างได้แล้ว ระหว่างผู้เสียหายและผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์

            ระหว่างคนที่ต้องทุ่มเทตรากตรำในจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบประจำตามระเบียบสำนักนายกฯ กับคนที่มีแต่ชื่อเสียงเรียงนาม..ลงชื่อปฏิบัติงานหรืออาจจะรับเบี้ยเลี้ยงหรือด้วยก็ไม่ทราบ แถมมีคนการันตีให้ต่างหาก

            ได้เวลาเลือกข้างแล้วครับเจ้านายของผม..ระหว่างผู้เสียหายและผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์... ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรผมก็ยืนยันว่าผมยังรักท่านเหมือนเดิมครับ..เพราะท่านเป็นคนที่รักและเอ็นดู ห่วงใยลูกน้องมาโดยตลอด

            แต่หาก..ท่านได้รับเรื่องแล้วนิ่งเฉย..

            ผมว่า..เราคงต้องเจอกันในศาล..ในคดี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ครับผม

            เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าความเสียหายเกิดขึ้นและอาจจะลุกลามในอนาคต แต่กลับนิ่งเฉยเสีย ไม่ยอมรายงานผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและแก้ไข

            เอาเลยครับ..สู้ครับสู้

            อะไรมันจะเกิด..ก็ให้มันเกิด..หากจะต้องเสียหายหรือบาดเจ็บบ้างในการต่อสู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้..ก็ต้องทำครับ

            ไม่ถึงกับตาย..อย่างที่พวกเราเจอกับโจรหรอก

            ผมขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนครับ..อย่าไปท้อ

            ปัญหามีไว้แก้..ไม่ได้มีไว้กลุ้มหรอกครับ

            สวัสดี..

 

                                    พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                         ผกก.สภ.ปะนาเระ รรท.ผกก.สภ.เมืองปัตตานี

                                         ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓

 

 

 

 

 

 

มาตรการทางสังคมกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด

กฎระเบียบปากัตตันกัมปงปะนาเระ

(ตอนที่ ๒)

 

       ปลายเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม ๕๓ ผมได้ต้อนรับผู้แทนจากกรรมการมัสยิดและผู้นำท้องถิ่นที่เข้ามาปรึกษาเรื่องกระบวนแก้ไขปัญหายาเสพติด มีเอกสารมาให้ดูและเล่าเบื้องหลังให้ฟังว่าเครื่องขยายเสียงในมัสยิดหายไป ต่อมาติดตามได้จากกลุ่มผู้ติดยาเสพติดในบริเวณใกล้เคียงทราบว่าจะเอาไปร้องเพลงคาราโอเกะอะไรทำนองนั้น

       ตามประสาคนติดยาเสพติดที่มักทำอะไรแผลงๆ รั่วๆ และตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปเรื่อยๆ

       ที่จริงก่อนหน้านี้..คำร้องเรียนก็มีเข้ามาอยู่แล้วเรื่องข้าวของชาวบ้านได้สูญหายไปเพราะคนเหล่านี้

       ต้นเดือนมกราคม ๕๓ ญาติของผู้สื่อข่าวทีวีช่อง ๓ ก็มาร้องเรียน..ผมได้สั่งการให้ตำรวจร่วมกับกำนัน ต.ปะนาเระ สืบสวนติดตามจนได้ทรัพย์สินคืนมาบางส่วนแล้วจับกุมดำเนินคดีกับผู้ป่วยรายนี้ไปเรียบร้อย

       ที่จริงความร่วมมือเป็นครั้งคราวมันก็มีกันอยู่แล้ว แต่ลักษณะเป็นกระบวนการแก้ไขที่ยั่งยืนดูจะยังไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งเกิดเรื่องที่มัสยิด

       ประวัติการจับกุมผู้ต้องหายาเสพติดของตำรวจในพื้นที่ อ.ปะนาเระนั้นเป็นที่ยอมรับและกล่าวขานกันอยู่แล้ว ผมคาดหวังไว้มากที่จะไม่มีลูกน้องที่ผิดพลาดอีกในเรื่องยาเสพติด ผมจึงดูแลชุดปฏิบัติการนี้อย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง ชุดปฏิบัติการนี้นำโดย ดาบตำรวจธีระศักดิ์  เกิดสิน ที่ผมพยายามปลูกฝังแนวคิด กลยุทธ์ และประสบการณ์การทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ เมื่อครั้งเป็นรองผู้กำกับการ

       เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน..กระบวนการแก้ไขปัญหาก็จะเริ่มง่ายครับ ข่าวสารเบาะแสข้อมูลหลั่งใหลเข้ามามากมาย

       แต่รูปแบบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในยุคโลกาภิวัตน์ มันก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆมากนักที่เป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ผมยอมรับครับว่าเราต้องติดตามศึกษารูปแบบใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

       แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมมือด้วยแล้ว..ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ..ความยากมันอยู่ที่ว่าคุณจะทำกันจริงจังแค่ไหนต่างหาก

       วันแรกที่ผู้แทนคณะกรรมการมัสยิดมาพบ..เขานำเอกสารมาให้ดู ๒ แผ่น เป็นกฎระเบียบของหมู่บ้านที่ผ่านการพิจารณาถกเถียงกันจนได้ข้อสรุป และเขาก็ขอร้องให้ผมช่วยตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม หลังจากนั้นจะนำเข้าคณะกรรมการฯและลงนามสัตยาบันร่วมกันของ ๔ หมู่บ้านในเขตเทศบาล รวมทั้งแจกจ่ายและประกาศให้ประชาชนทราบทั่วกันเพื่อถือปฏิบัติ

       ในการพบกันครั้งที่สอง..เขาได้กำหนดวันที่ ๗ เม.ย.๕๓ เป็นวันลงนามสัตยาบันร่วมกัน โดยมีพี่น้องประชาชนเป็นสักขีพยาน ทั้งกำหนดให้วันศุกร์ที่ ๙ เม.ย.๕๓ ซึ่งเป็นวันละหมาดใหญ่มีการแจกจ่ายและเผยแพร่สัตยาบันดังกล่าว

       ในวันพุธที่ ๗ เม.ย.๕๓ มีประชาชนมาจนเต็มและล้นทะลักหอประชุมเทศบาล นายอำเภอธรรมรงค์  คงวัดใหม่เป็นประธาน ผู้แทนทหารตำรวจ นายกเทศมนตรีและคณะ อิหม่ามประจำมัสยิดทุกแห่ง กำนันผู้ใหญ่บ้าน

       ในเขตเทศบาลไม่มีวัดจึงไม่ได้เห็นการนิมนต์พระสงฆ์มาร่วมลงนามด้วย แต่ก็ดีใจครับที่ผู้สื่อข่าวจากทีวีไทยและไทยทีวีสีช่อง ๓ ช่อง ๗ สี.. เขาเห็นความสำคัญมาทำข่าวกันทั่วหน้า

       บรรยากาศดีครับ..มีการบรรยายสถานการณ์ยาเสพติดโดยผม และให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดโดยวิทยากร สุดท้ายก็ลงนามสัตยาบันในเอกสาร และลงนามในป้ายไวนิลแผ่นใหญ่เพื่อนำไปติดประกาศในทุกหมู่บ้าน

       สาระสำคัญของสัตยาบัน.. ล้วนเป็นมาตรการทางสังคมที่เรียกว่า กฎระเบียบปากัตตันกัมปงปะนาเระ หรือ มติส่วนรวมในในตำบลปะนาเระ แยกเป็นสองส่วนสำคัญคือด้านกฎหมายและด้านศาสนา

       ด้านกฎหมาย จะเน้นไปที่ให้ตำรวจและฝ่ายปกครองรับผิดชอบในการจับกุมปราบปรามผู้ค้าทุกรายอย่างเด็ดขาด และหากเป็นการค้าในร้านค้าที่เทศบาลออกใบอนุญาตการค้าให้ก็ต้องถอนใบอนุญาตและสั่งปิดร้านไม่มีกำหนด และหากพบผู้ค้าเป็นคนต่างถิ่นทางภาคประชาชนจะเป็นผู้รับผิดชอบในการแจ้งเบาะแสข้อมูลร่วมกัน

       ด้านศาสนา จะห้ามอิหม่ามและผู้เกี่ยวข้องไปร่วมงานแต่งงานในบ้านผู้ค้าขายยาเสพติด และผู้ค้าไม่สามารถเป็นวาลีหรือผู้ปกครองรวมทั้งพยาน

       ห้ามไปละหมาดฮายัดหรือไปทำบุญ เว้นแต่ผู้ขายจะยอมสำนึกผิดและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ต่อหน้าผู้มาละหมาดวันศุกร์

       หากมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดห้ามผู้นำศาสนา คณะกรรมการมัสยิด ผู้นำท้องที่ผู้นำท้องถิ่น นักการเมืองทุกระดับเข้าไปช่วยเหลือเด็ดขาด

       ในข้อนี้มีเฮ..ครับ แปลกดี..เพราะเขาห้ามผู้ที่กำลังจะสมัครเป็น..หรือ..ว่าที่นักการเมืองเข้าไปด้วย..ซึ่งผมก็ว่าดีครับ

       นอกจากนั้นหากมีการละเมิดสัตยาบันด้านศาสนาจะต้องถูกปรับเป็นเงิน ๕๐๐ บาทในวันศุกร์ต่อหน้าสัปบุรุษที่มาละหมาดด้วย

       บัดนี้..สัตยาบันดังกล่าวได้ถูกแจกจ่ายและยึดถือปฏิบัติไปแล้วโดยในวันศุกร์ที่ ๙ เม.ย.๕๓ มี พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีเป็นประธานในการแจกจ่ายหลังละหมาดใหญ่ร่วมกัน

       ท่านผู้บังคับการได้กรุณาแจกจ่ายสัตยาบันไปยังทุกโรงพักเพื่อให้พยายามจัดทำตามแบบอย่างที่ อ.ปะนาเระ

       อย่างไรก็ตาม..ผมทราบดีครับว่าองค์กรชุมชนลักษณะนี้มันมีชีวิตครับ

       มันมีเกิด แก่ เจ็บและตายได้เสมอ

       ทำงานไปนานๆก็ล้ากัน ท้อแท้หรือทะเลาะผิดใจกัน และสุดท้ายก็อาจล้มครืน..ปิดฉากลงได้

       หลายแห่ง..ต้องล้มเหลวเพราะกลยุทธ์ต่อต้านของผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน และบางครั้งก็เกิดจากความผิดพลาดบกพร่องในข้อมูลข่าวสารรวมทั้งความมีทิฐิ อคติของคนในชุมชนเอง

       ที่สำคัญมักล้มเหลวเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ..ที่คิดอย่าง พูดอย่างแล้วกลับไปทำอีกอย่าง..

       เรียกว่า..เจ้าหน้าที่รัฐทำตัวเป็นนักการเมือง..ว่างั้นเถอะ

       บางแห่งเคยจัดตั้งองค์กรชุมชนลักษณะนี้อย่างได้ผล แต่ด้วยความไม่ต่อเนื่องหรือสืบทอดในการทำงาน..ก็อาจทำให้ปัญหารุกกลับมาทำร้ายลูกหลานอีกได้

       แต่วิธีหนึ่งที่ได้ผล..ซึ่งจะทำให้องค์กรชุมชนนี้มีชีวิตที่ยืนยาว คือการประชุมสัมมนา พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคณะผู้รับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ

       กล่าวอย่างง่ายคือ..ต้องมีความต่อเนื่องและกระตุ้นเตือน รวมทั้งตระหนักในโทษพิษภัยของยาเสพติดร่วมกันของคนในชุมชนครับ

       จะทำให้ความเข้าใจและมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

       หากประชาชนในชุมชนมีความตื่นตัว กล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่มีใครหน้าไหนที่มาขวางได้หรอกครับ เพราะมันเป็นมติและสัญญาประชาคม

       เอาเลยครับ..ยอมรับความจริงและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหายาเสพติด

       เชื่อผมซิว่า..เดี๋ยวก็ราบ..เป็นหน้ากลอง

 

                                  พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                         ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                            ๑๘ เม.ย.๕๓

 

 

 

มาตรการทางสังคมกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด

กฎระเบียบปากัตตันกัมปงปะนาเระ

(ตอนที่ ๑)

       เมื่อคืนวันที่ ๑๕ เม.ย.๕๓ เวลาประมาณ ๒๒.๔๕ น.ผมได้รับโทรศัพท์จาก พ.ต.ท.จิติวัฒน์ พูนผล (ทองแท่งใหญ่) หรือพี่อ๋อย DSI ว่าเห็นผมออกทีวีเมื่อครู่ในเวลาประมาณ ๒๒.๓๑ น.ทางทีวีไทยทีวีสาธารณะ แล้วบอกว่าทำให้คิดถึงตอนทำงานร่วมกันที่กองปราบปรามเมื่อประมาณเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา และพี่อ๋อยก็บอกว่าขอให้ผมเป็นตำรวจที่ดีอย่างนี้ตลอดไป

ผมเพิ่งมาเปิดดูตอนเช้าจึงรู้ว่าเป็นเรื่องการผลักดันให้มีมาตรการทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในเขตเทศบาลตำบลปะนาเระ โดยการริเริ่มของคณะกรรมการมัสยิดดารูลอามาน

       เรื่องนี้ได้ถูกขยายความมาแล้วในการประชุมที่กองบัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.)ในการประชุม หน.หน่วยเมื่อเดือนที่แล้วโดย พล.ต.ต.เดชณรงค์  สุทธิชาญบัญชา รอง ผบช.ศชต.หลังจากที่ผมรายงานเมื่อครั้งท่านมาตรวจเยี่ยมที่กองบังคับการตำรวจภูธรปัตตานีในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

       เดิมปัญหายาเสพติดในเขตเทศบาลตำบลปะนาเระมีมากเป็นทุนเดิมเพราะมีผู้ใช้แรงงานด้านประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ประกอบกับการเคลื่อนย้ายของแรงงานท้องถิ่นสู่ประเทศมาเลเซียและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้ที่นี่มีปัญหายาเสพติดในทุกรูปแบบและทุกชนิดประเภท

       ผมมารับราชการที่ อ.ปะนาเระ แต่ปีพ.ศ.๒๕๔๖ ได้พบปะพูดคุยและพยายามจัดเวทีเสวนาที่หมู่บ้านริมทะเลบ่อยครั้งแต่ดูจะได้ผลน้อย จึงหันมาริเริ่มในการนำ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ มาใช้เรื่องการบังคับบำบัดผู้ป่วย โดยวิชาความรู้เหล่านี้ได้มาจากการต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยองค์กรชุมชน ซึ่งมีนางอามีนะ บีดิลและ นายกสมาคมอาสาสมัครต่อต้านยาเสพติดคลองเตย และคุณครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป เป็นแกนนำหลักเมื่อครั้งผมรับราชการเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สน.ท่าเรือ และผมก็เป็นวิทยากรรวมทั้งที่ปรึกษาให้กับเขามาตลอดจนถึงปัจจุบัน

       ผมเห็นมาแต่นั้นแล้วว่า..พี่น้องประชาชนในชุมชนเท่านั้นที่จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปหรือควบคุมปัญหาได้อย่างยั่งยืน

       เจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่..และผมก็ทำงานกับชาวบ้านที่นั่นด้วยดีมาตลอด ไม่ว่ากิจกรรมฝึกอบรมประชุมสัมมนา จนถึงเดินเวรยามจับกุมผู้ค้าผู้เสพในชุมชนแออัดคลองเตย

       แต่สุดท้ายก็ถูกย้ายด้วยเหตุยาเสพติด เพราะมีลูกน้องชั้นประทวนไปค้ายาบ้า ในทางปกครองผมหนีไม่ออกอยู่แล้ว..แต่กลับมีนายบางคนใส่ความเข้าไปอีก ทั้งที่ลูกเมียเขาก็เอาแต่เปิดบ่อนและขายยาเสพติดควบคู่ไปด้วย ซึ่งชาวบ้านเขาก็รู้เรื่องนี้ดี

       นายข้างบน..เขาเลยหาว่าผมพัวพันและเป็นกับเขาไปด้วย

       วันนั้น..ผมถูกย้ายออกมาด้วยความเจ็บปวด ผมซะอีกที่เป็นคนเดียวที่ห้ามตำรวจ สน.ท่าเรือ ทุกคนไม่ว่านายของตัวเอง ไม่ว่าลูกน้องของผมหรือของใครไปยุ่งเกี่ยวใดๆกับยาเสพติด และผมก็มีองค์กรชุมชนอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ ใครไปทำอะไรที่ไหน..เราจะรับรู้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ทำนองตาสับปะรดยังไงยังงั้น

       ในพื้นที่คลองเตยที่มีผู้ค้ายาเสพติดตามที่ ป.ป.ส.รายงานไว้ว่ามีเกือบ ๖๐๐ รายผู้ค้า หลายคนมันมีสถานะรู้จักใช้เงิน รู้จักใช้นาย ตำรวจเจอคนพวกนี้ต้องเดินตัวลีบ..เพราะนายเกือบทุกคนในโรงพักได้ทั้งรถยนต์ป้ายแดงทั้งของยุโรปและญี่ปุ่นไปคนละคัน

       นายได้รถ..ลูกน้องมันก็อยากได้..คราวนี้ก็ระเบิดเถิดเทิง..ล่ะครับพี่น้อง

       วันนั้น..ผมเลยเป็นหมาหัวเน่า เป็นคนสร้างปัญหาให้กับโรงพักไปเสียฉิบ

       ผมเสียใจไม่น้อยไปกว่าชาวบ้านที่ถูกย้ายด้วยไม่ชอบ แต่ตอนนั้นยังไม่มีศาลปกครองให้ได้พึ่งพา..จึงได้แค่มีการรวมตัวประท้วงกันเกือบ ๕๐๐ คนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ไม่เป็นผลอะไรเพราะถูกตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิดวินัยร้ายแรงไปแล้ว องค์กรชุมชนพยายามทำหนังสือถึงผู้มีอำนาจทุกที่ทุกหนทุกแห่ง..แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ป้าอามีนะ บีดิลและ นายกสมาคมต่อต้านยาเสพติดของผมก็เอาแต่ร้องไห้และก่นด่าผู้รับผิดชอบอยู่ทุกวี่วัน

       แพ้ครับแพ้..และก็เข็ดขยาดมาแต่นั้น

       แต่ปัญหายาเสพติดมันก็คาใจผมอยู่ตลอดเวลา ผมจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรในเมื่อพี่ชายแท้ๆของผมติดยาเสพติดจนตายบนตักแม่ และก่อนหน้านั้นครอบครัวก็มีปัญหาไม่หยุดหย่อน บ้านแตกสาแหรกขาดมาตั้งแต่ผมยังหัวเท่ากำปั้น

       จึง..นำความมาบอกกับพี่น้องที่ปะนาเระว่า..อย่าให้ผู้ค้ายาเสพติดเติบโตจนมีสถานะทางสังคม..แล้วมันจะแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกคนต้องตกนรกและตายทั้งเป็นกับชุมชนที่มีแต่ปัญหายาเสพติด

       ที่ปะนาเระ..ผมเริ่มจับกุมผู้เสพมาแต่ปี ๒๕๔๖ สมัยเป็นรองผู้กำกับการฯ เพื่อนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบังคับบำบัด แต่ตำรวจที่นี่เขาไม่ตอบรับกันเท่าไหร่ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในวิธีปฏิบัติ พนักงานสอบสวนก็ไม่ยอมรับคดี คนจับก็กลัว ผมต้องไปปรึกษากับอัยการจังหวัด และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วทำเอกสารแจกจ่ายว่ามันทำได้..และกระบวนการยุติธรรมก็ยอมรับผลการตรวจปัสสาวะเบื้องต้น ส่วนผลการตรวจปัสสาวะยืนยันผลนั้นก็ขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลอีกต่างหากเมื่อผู้ต้องหาปฏิเสธ

       แต่พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจกันอยู่ดี..มีคำถามที่ผมก็อึ้งเหมือนกันว่า..หากพวกเขาถูกตั้งข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผมจะช่วยเขาได้แน่ๆหรือ

       สุดท้าย..ผมก็ต้องฟันธงไปว่า..เมื่อมีการจับกุม..ไม่แน่ใจให้ใส่ชื่อนฤชาลงไปในบันทึกจับกุม..หากผิดพลาดบกพร่องผมจะยอมติดคุกเป็นคนแรก

       ก็เริ่มทำกัน..แต่ปลายปี พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นต้นมา

       แรกๆ มีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาจากพี่น้องประชาชน พวกผมก็ใช้วิธีการอุ้ม หลบหลีกและเอาตัวรอดจากกลุ่มผู้ชุมนุม มีประท้วงหน้าโรงพักปะนาเระ มีการทำลายสิ่งของบ้านชาวไทยพุทธระหว่างเดินทางกลับ ผมจึงสั่งให้ดำเนินคดีทั้งหมดกับกลุ่มที่ทำลายทรัพย์สินชาวบ้านในครั้งนั้น

       วันนั้น..ประกาศกับลูกน้องว่า..ตัดรากถอนโคนยังไม่ได้ ก็ลิดใบ ลิดกิ่งก้านสาขา เดี๋ยวต้นไม้มันก็จะตายไปเอง

       ช่วงที่เรารุกหนัก กฎหมายเป็นกฎหมาย มีหมายจับหัวโจกหลายคนและผมก็ออกล่าจับกุมด้วยตนเองทุกครั้ง..เหล่าผู้ป่วยก็ทยอยหลบหนีออกจากพื้นที่

       พวกเราทำกันจนถึงต้นปี พ.ศ.๒๕๔๘  มีการจับกุมอีกอย่างต่อเนื่อง แต่คราวนี้พ่อแม่ผู้ป่วยกลับผลักดันหลังลูกของตัวเองให้ขึ้นรถไปกับตำรวจ แถมบอกกับชาวบ้านที่มาชุมนุมกันว่าตำรวจเขาจะเอาไปรักษา..

       จากวันนั้นมา..ผมไม่ต้องพาผู้ต้องหาหลบหนีชาวบ้านอีกต่อไปแล้ว..ไม่มีม็อบที่หน้าโรงพักอีกต่อไป ตำรวจที่นี่ทุกคนก็ดีใจ เบาะแสข้อมูลเข้ามามากจนจับกันไม่หวาดไม่ไหว

       สถิติการบำบัดฟื้นฟู..พุ่งขึ้นเป็นลำดับต้นๆของจังหวัดปัตตานี ทั้งๆที่เป็นอำเภอเล็กๆ ประชากรเพียงสี่หมื่นเศษเท่านั้น

       คงคลาดเคลื่อนที่น้องติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าวทีวีไทยกล่าวว่า..ปัญหายาเสพติดของปะนาเระเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดปัตตานี..เพียงแต่มีการจับกุมกันมากกว่าเท่านั้นเอง และตัวเลขการบำบัดฟื้นฟูของกรมคุมประพฤติ เราก็ไม่น้อยหน้าใครทั้งนั้นหากเทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่

       เมื่อตำรวจทำจริงจัง..ชาวบ้านเขาก็เห็นและเริ่มเป็นหูเป็นตามากขึ้นเพราะเขาก็เดือดร้อนจากพวกนี้อยู่ กลุ่มค้ายาเสพติดที่นี่จึงมีรูปแบบการลำเลียงที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ถึงกับยัดใส่เข้าไปในก้นทวารก็มี แต่เราก็มีข้อมูลข่าวสารที่ตรงเผงรวมทั้งยาถ่ายไว้ต้อนรับอยู่แล้ว

       ผมเรียกร้องกรรมการมัสยิดหลายครั้งหลายคนและหลายหน..เรื่องให้ใช้สถาบันทางศาสนาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา จะบำบัดในชุมชนก็ได้ ตำรวจจะเป็นหลักให้กับหมอพยาบาล ทหารและฝ่ายปกครองทำเรื่องนี้กันให้จริงจังเพราะเคยมีประสบการณ์จากชุมชนแออัดคลองเตยมาแล้ว เคยคิดตอนมาเป็นผู้กำกับการใหม่ๆด้วยซ้ำไปว่าจะเปิดสถานบำบัดฟื้นฟูแบบควบคุมตัวเข้มงวดในพื้นที่ปะนาเระเลย แต่ก็ติดขัดด้วยกฏระเบียบและงบประมาณที่ต้องใช้มหาศาล..โครงการจึงต้องเป็นอันพับไป

       วันนี้..ที่เทศบาลปะนาเระเกิดองค์กรชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแล้ว ทั้งที่เพียรพยายามมาหลายครั้งในหลายปี และที่มาของเรื่องนี้..ก็เพราะข้าวของในมัสยิดหายจากพวกลักขโมยและผู้ติดยาเสพติด

       มันจึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ระเบิดมาจากภายในชุมชนเอง เขามาปรึกษาผมไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งตั้งแต่ต้นปี เขาศึกษาหาความรู้กันเอง ถกเถียงในกระบวนการแก้ไขกันเป็นเวลานับเดือนจนได้รูปแบบที่เหมาะสมกับหลักการทางศาสนา

       ฉบับหน้า..ผมจะเล่าที่มาของ

      กฎระเบียบปากัตตันกัมปงปะนาเระ..

       ที่คนที่นี่เขาภาคภูมิใจกันครับ

 

                                  พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                         ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                             ๑๖ เม.ย.๕๓

 
 

การเมือง..

เรื่องของผลประโยชน์และอำนาจ..

เรื่องของความเชื่อความศรัทธาที่มากกว่าเหตุผล

 

       ปกติผมไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณชน เพราะในฐานะของข้าราชการคนหนึ่งที่เป็นปุถุชนแม้จะอยากแสดงความเห็น..แต่ก็ติดด้วยหลักเกณฑ์ของทางราชการ

       ไม่แปลกที่จะมีคำสั่งลงมาบ่อยๆ ว่าให้ข้าราชการวางตนเป็นกลาง และห้ามมีปฏิกิริยาที่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดๆ แม้แต่สติ๊กเกอร์ที่แสดงถึงเครื่องหมายบ่งบอกฝ่ายว่าฝักใฝ่ข้างใด

       แต่ผมก็เป็นปุถุชนดังว่า เป็นคนเดินดิน เป็นคนที่ชอบกินข้าวแกงเหมือนกับใครๆ หลายคน..ที่สำคัญผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่รักชาติบ้านเมืองไม่น้อยไปกว่าใครเหมือนกัน

       เห็นความวุ่นวายของบ้านเมืองเวลานี้..เศร้าหมองเหลือเกิน

        ในฐานะเคยเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์คนหนึ่งของมหาวิทยาลัยรามคำแหง รหัส ๒๒๑๓๖๖๐๙ เคยเป็นประธาน น.ศ.จว.พิษณุโลกตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ ๒ และสมัครเป็นสมาชิกองค์การ น.ศ.ในปีเดียวกันนั้นมาจนกระทั่งรับปริญญา เคยเป็นรองนายกองค์การ น.ศ. และสมัครนายกองค์การ น.ศ.ในนามพรรคการเมือง น.ศ. ที่ชื่อ พรรคกระแสธรรม ๒ ครั้ง

       ในรั้วมหาวิทยาลัย..ผมผิดหวังมาแล้วหลายครั้งต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เอาแต่เข้าข้างฝ่ายตรงข้าม มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ใครจะเป็นโจร ใครจะเป็นมาเฟียก็ไม่สนใจอะไร เพราะเขาคิดว่าเป็นพวกเดียวกันกับเขา..อะไรก็ได้เสมอ

       ส่วนพวกผมเรียกว่าเกือบตายมาแล้วหลายครั้ง..เป็นคณะแรกที่ห้ามพวกมาเฟียขายสินค้าที่รอบสระน้ำหน้าลานพ่อขุน..เพราะทราบดีว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยและกลุ่มมาเฟียอิทธิพลผลประโยชน์เขาแบ่งทรัพย์สินเงินทองกันจากการนั้น

       ด้วยคำว่า..ที่นี่ตลาดวิชา มิใช่ตลาดนัด ร้านค้าต้องออกไป

       แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทุกเวทีแบบหมดรูป..เพราะกรรมการเลือกตั้งในหน่วยก็ของพวกเขา กรรมการตรวจนับคะแนนก็ของพวกเขา ที่เจ็บที่สุดก็คือคอมพิวเตอร์ที่ตรวจนับคะแนนก็เป็นของพวกเขา และคณะกรรมการอุทธรณ์การเลือกตั้งก็อีหรอบเดิม..มันก็ของเขาอีกเช่นเคย

       สุดท้ายก็มีการ..ยื่นถวายฎีกา แล้วพวกผมก็ถูกด่าว่าดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก..เข้าไปอีก เพราะเขาเห็นกันว่าก็ไอ้แค่องค์การนักศึกษา ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนั้น

       ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าในสถานการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีทำไมมันจึงคล้ายเหตุการณ์ปัจจุบันของบ้านเมืองเรา ณ เวลานี้จริงๆ

       ในการเลือกตั้งองค์การ น.ศ.แต่ละครั้ง ผมล่ะเกลียดนักไอ้สำนักโพลล์ทั้งหลายแหล่ เพราะมันเอาแต่เขียนตัวเลขเพื่อชี้นำผลการเลือกตั้ง

       ไม่มีหรอกครับสำนักโพลล์ที่วางตัวเป็นกลาง ทำตัวไปเดินหน้าดำคร่ำเครียดเพื่อสำรวจข้อมูลที่เป็นจริง

       ผมเลยพลอยเกลียดสำนักโพลล์ทุกสำนัก ณ ปัจจุบัน เพราะดูจะเท็จมากกว่าจริง และมักมีผลสำรวจออกมาตามกระแสสังคมที่ตัวเองต้องการเป็นหลัก

       แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมสำหรับการเป็นนักศึกษาคือการสั่งสอนจากรุ่นพี่ในเรื่องความเป็นประชาธิปไตยทั้งในองค์กรและสังคมประเทศชาติ

       นอกจากการจะต้องมีการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่แน่นอน มีกลุ่มการเมืองที่หลากหลาย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและเสมอภาคในการเลือกตั้งบุคคลอื่นรวมทั้งเสนอตนให้คนอื่นเลือกตนได้อย่างสมัครใจแล้ว

       สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิทธิในการพูด พิมพ์ โฆษณา รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างอิสระ แต่ต้องไม่ไปกระทบสิทธิของผู้อื่น

       ผมไม่ได้กล่าวว่า..ต้องไม่แสดงความเห็นที่ละเมิดกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้..เพราะกฎหมายหลายฉบับในอดีตมันก็ถูกบัญญัติและออกโดยเผด็จการ ซึ่งมักจะตีกรอบในการแสดงความคิดเห็นของคนที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ

       ให้ตายเถอะ..นักประชาธิปไตยอย่างผมไม่จำเป็นต้องไปเคารพและเชื่อถือในกฎหมายเหล่านั้น

       คนเราถ้ามันจะฟังในสิ่งที่อยากฟังไม่ได้ หรือพูดในสิ่งที่อยากพูดไม่ได้ รวมทั้งจะรู้ในสิ่งที่อยากรู้ไม่ได้

       ผมว่า..แขวนคอตายไปเสียเลยดีกว่า ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่อประโยชน์อันใด

       วันก่อนผ่านไปแถว อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา เห็นคนบ้า..เขานอนอยู่บนฟุตบาทข้างถนนในเวลากลางวันแสกๆ ผมยังบอกกับลูกน้องว่า..ดูเขาคงสบายดี ไม่ได้รับรู้อะไร ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เสียงรถเสียงลาก็ไม่ได้ยิน..หลับสบายดีอย่างเดียว เขาก็คงมีความสุขตามประสาของเขา

       นั่นซิ..ก็เขาเป็นคนป่วย..

       แต่อย่าลืมว่า..คนในสังคมส่วนใหญ่เขาไม่ได้ป่วยอย่างนั้น

       คนปกติ..เขาก็ต้องการพูด ต้องการได้ยิน ต้องการแสดงความคิดเห็นหรือต้องการรับรู้ในมุมมองของเขา

       ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเห็นด้วยกับเขา..เราก็มีความคิดของเรา แต่จะไปให้เขาหยุดพูดแล้วฟังเราข้างเดียว

       มันจะเป็นธรรมกับเขาหรือ..

       วันนี้..รัฐบาลได้นำเพื่อนทหารของผมไปปิดทีวีเสื้อแดงเรียบร้อยแล้ว เมื่อเสื้อแดงเขาไปล้อมกรอบไล่ทหารกลับแล้วเปิดทีวีเสื้อแดงอีกครั้ง..ที่สถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว

       ล่าสุดตอนที่เขียนบทความนี้..เห็นว่ารัฐบาลให้ทหารไปยึดคืนมาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

       แล้วมันจะเรียบร้อยกันกี่สักกี่เรียบร้อย..ของฝ่ายใด

       ที่จริงการปิดสื่อต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้..ผมก็ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่เคยมีการปิดทีวีเสื้อเหลืองแล้ว เพราะผมเห็นว่า..

       มันเป็นสิทธิมาแต่อ้อนแต่ออก..ตั้งแต่กำเนิดเกิดเป็นคน..ที่จะแสดงความคิดเห็น ฟัง พูด เขียน หรือแสดงออกใดๆให้สังคมได้รับรู้ความต้องการของกลุ่มพวกตน

       ผมว่าข้อมูล หลักการและเหตุผล มันก็ต้องต่อสู้กันด้วยข้อมูล หลักการและเหตุผล

       รัฐบาล..มีสื่อมากกว่าก็ได้เปรียบอยู่แล้วในการชี้แจงแสดงเหตุผล เสื้อแดงมีเพียงทีวีช่องเดียวและวิทยุไม่กี่สถานี

       หากเป็นมวย..มันคนละชั้น คนละกำลังวัตต์กันครับ

       แต่เมื่อน้ำน้อยมันไม่ยอมแพ้ไฟ ไฉนเลยไฟมันจะไปยอมแพ้น้ำ

       ความเห็นของผม..ไฟต่างหากเป็นฝ่ายผิด..ที่ไม่แสดงศักยภาพและน้ำใจที่มีเกียรติ..ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า..น้ำน้อยมันไม่มีวันชนะไฟไปได้

       เอาเป็นว่า..ผมไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้น..สิทธิในการพูด พิมพ์ โฆษณา รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และแสดงความคิดเห็นของตน

      ไม่ว่าการกระทำนั้นเกิดจากฝ่ายใด..ที่อยากจะชกเพื่อนอยู่ข้างเดียว ไม่อยากให้เพื่อนโต้ตอบใดๆ

       ผมเคยบอกแล้วว่า..คนที่ควรเสียสละเป็นลำดับแรกคือคนของรัฐ ไม่ว่าในสถานการณ์นั้นประชาชนจะเข้าใจในการกระทำของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่

       และผมก็ยังคงยืนยันที่อยากจะเห็น..คนที่ออกมาเสียสละ ซึ่งไม่ต้องเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเหมือนกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เขาหรอก

       เพราะยุบสภา..มันไม่ถึงกับตาย และมันก็ไม่ใช่ความขึ้ขลาดอะไร

       แต่หมายถึง..การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ที่ป้องกันไม่ให้เลือดคนไทยด้วยกันตกลงพื้นดิน..แม้แต่หยดเดียว

       หรือเราจะต่อสู้กันต่อไป..เพียงเพื่อผลประโยชน์และอำนาจ.

       อำนาจ..ที่อริสโตเติ้ลบิดาวิชารัฐศาสตร์บอกว่า..ทำให้คนลืมตัว

       คนที่มีอำนาจมากเหลือล้น..จึงไม่ต่างอะไรกับ..

       คนที่ลืมตัว..จนโงหัวไม่ขึ้น

     

                                         พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                                ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                                     ๙ เม.ย.๕๓              

ปล.    ผมขอขอบพระคุณ พี่อี๊ด วีระพงษ์ นุ่มวงศ์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนถึงเรื่องนี้และพี่อี๊ดก็ไม่รู้เรื่องที่ผมจะเขียนหรอก ขอบคุณพี่อี๊ดและเพื่อนๆที่ส่งเงินมาให้ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมจะนำไปซื้ออุปกรณ์ตัดสัญญาณจุดชนวนระเบิดไว้ให้ลูกน้องใช้งานครับ      

 

             

 

เมื่อประเด็นสำคัญที่สุด..มาถึง

       ผมได้รับคำสั่งให้ร่วมประชุมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ สตช.อีกครั้งในวันจันทร์ที่ ๕ เม.ย.๕๓ ครั้งนี้กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการจะเข้าชี้แจงด้วยตนเองของ พล.ต.ท.พีระ  พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

     ตำรวจชายแดนจังหวัดภาคใต้ทุกคนได้เห็นภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาในเรื่องนี้ทุกคนครับ

       กำลังหลักสำคัญย่อมได้แก่ผู้บัญชาการเอง รองผู้บัญชาการทุกท่าน พล.ต.ต.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ พล.ต.ต.ยงยุทธ เจริญวานิช พล.ต.ต.เดชณรงค์  สุทธิชาญบัญชา พล.ต.ต.สุรพงษ์  เขมะสิงคิ พล.ต.ต.สฤษดิ์ชัย  เอนกเวียง

       ระดับผู้บังคับการล้วนแล้วแต่เป็นมือกำลังพล อาทิ พล.ต.ต.สันติ มะลิขาว พล.ต.ต.สมควร คัมภีระ วันก่อนแว่บเห็น พี่ใหม่พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เข้าร่วมประชุมด้วยที่ ศชต.

       รอบนี้ลูกพี่ผมเอง พล.ต.ต.พิเชษฐ์  ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี บอกกับผมว่าจะไปร่วมประชุมด้วยตนเอง

       ภาคภูมิใจครับ..ตำรวจที่นี่ทุกคนได้เห็นภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาทุกคน

       ที่พยายามปกป้องรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน

       นายและพวกเราตำรวจทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมามาก..สมควรที่จะได้รับการตอบแทนในสิทธิที่อันพึงมีพึงได้

       ประโยชน์สุดท้าย..คือระบบบริหารจัดการกำลังพลที่ดีและนำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยุทธวิธี แผนงานโครงการและนโยบายของรัฐบาล

       วันจันทร์ที่ ๕ เม.ย.ที่จะถึงนี้จะเป็นการประชุมเรื่องสิทธิในนับอายุราชการเป็นทวีคูณตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

       ยังคงเป็นปัญหาว่าการนับเป็นทวีคูณนั้น ให้นับไปได้แค่ไม่เกินอายุราชการที่มีสิทธิเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น กล่าวคือให้นับได้แค่ขั้นต่ำที่จะมีสิทธิเลื่อนได้ ส่วนที่เกินไม่ยอมนับหรือคูณให้

       นั่นหมายถึงคนยิ่งอยู่นาน.. สิทธิก็จะได้เท่ากับตำรวจอื่นๆทั่วประเทศ

       ที่สำคัญผู้ที่จะได้สิทธิก็เฉพาะผู้ที่มาอยู่ใหม่ๆ ไม่เกินสองสามปีแรกเท่านั้น (โดยประมาณ) ส่วนที่เกินกว่านั้นก็จะเท่าเทียมกับที่อื่นๆทั่วประเทศ

       ก็แปลกที่ยิ่งอยู่นาน..สิทธิก็ลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงไม่มีสิทธิทวีคูณอะไร  

       มีส่งเสียงมาเหมือนกันว่า..

       สิทธิของคนอยู่ภาคสนามหรือในพื้นที่การรบจริงดังเช่นตำรวจโรงพัก กับคนที่อยู่ใน ศชต. อำนวยการหรือในที่ตั้ง..มันไม่ควรจะเท่ากัน และควรจะพิจารณาเฉพาะชั้นประทวนไปจนถึงระดับรองผู้บังคับการก็เพียงพอแล้ว เพราะเด็กๆที่ทำงานในพื้นที่จริงๆ จะได้ประโยชน์กับการนับอายุราชการทวีคูณนี้กันอย่างเต็มที่

       ยิ่งระดับนายพล..ก็ยิ่งไม่ควรไปนับทวีคูณให้และควรไปใช้กฎเกณฑ์ของ สตช.ที่มีอยู่แล้ว เพราะมันจะไปลักลั่นกับระดับนายพลที่อื่นเป็นอย่างมาก หากมีการแต่งตั้งโยกย้ายไปอยู่ภาคอื่นๆ ก็จะไปอาวุโสในพริบตา

       แสดงว่า..ความเห็นที่แปลกแยกแตกต่าง..ในรายละเอียดปลีกย่อยก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก

       คงต้องรับฟังไว้..แล้วพินิจพิเคราะห์กันให้ถ้วนถี่

 

       อย่างไรก็ตาม ในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พยายามจะวางระบบกันอยู่นี้ ผมว่า..ผู้บังคับบัญชาที่กรุงเทพฯเดินมาถูกทางแล้ว และแน่นอนหากสิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกประกาศใช้ หรือนำเข้าเป็นกฏคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ กฏ ก.ตร. ก็จะทำให้มีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น หากจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเป็น ก.ตร.เท่านั้น

       แม้บางเรื่องกำหนดให้เป็นอำนาจ ผบ.ตร. แต่เมื่อเข้า เป็นกฎ ก.ตร.แล้ว ก็ต้องแก้ไขที่ ก.ตร.เท่านั้น

       ซึ่งก็หมายถึงว่า..ผบ.ตร.ท่านใหม่ๆ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยลำพังไม่ได้อีกต่อไป

       เรื่องจะนำเข้าเป็นกฎ ก.ตร.เป็นคำกล่าวของ  พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ซึ่งผมก็เห็นว่าถูกต้องแล้วครับ เพื่อให้มันเกิดระบบที่มาตรฐานมั่นคงแข็งแรงในเชิงนโยบายและการแก้ไขปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเริ่มแก้ไขที่คน

       ผมเองยังคงประทับใจบรรยากาศในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๙ มี.ค.๕๓ ที่ผ่านมาที่ห้องประชุม ๒ สตช. ในเรื่องสิทธิประโยชน์ในการแต่งตั้งหมุนเวียน เพราะที่ประชุมได้เห็นอกเห็นใจตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างพวกผมเป็นอย่างดี

       รวมทั้งประทับใจผู้บังคับบัญชาของ ศชต.ที่วางระบบรองรับการเข้าสู่ตำแหน่งใน ศชต.ของตำรวจที่อื่นซึ่งต้องผ่านการประเมินระหว่างให้รักษาราชการแทนในตำแหน่งก่อนที่จะออกคำสั่งแต่งตั้ง

       เรื่องกาฟง..กาฝาก คงยากละทีนี้ เป็นผู้นำหน่วยแล้วขืนไม่มีภาวะผู้นำหรือไม่นำลูกน้องออกปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน คนเหล่านี้คงอยู่ได้ยาก

       ดีใจครับที่จะมีการคัดเลือกเข้าและคัดเลือกออกของกำลังพลที่นี่

       ต่อไปเราจะมีแต่ตำรวจที่สมัครใจ เสียสละและตั้งใจทำงานเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการและนโยบายที่เต็มเปี่ยมเสียที

       หลังจากกระท่อนกระแท่นกันมานาน

       อีกเรื่องคือหลังจากกลับมาถึงปัตตานีเมื่อการประชุมครั้งก่อน ทุกสถานีตำรวจก็ได้รับบันทึกเรื่องการนำเสนอตำรวจชั้นประทวนที่สมควรได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นสัญญาบัตร โดยให้นำเสนอผลงานผ่านคณะกรรมการระดับภูธรจังหวัดไปยัง ศชต. ภายในวันที่ ๗ เม.ย.๕๓

       ดูลูกน้องหลายคนที่ผ่านความเป็นความตายและทุ่มเทเสียสละ เข้าปะทะจับกุม ถูกระเบิด ถูกยิงบาดเจ็บ เขาก็มีความหวังที่จะได้รับการตอบแทน เผื่อจะได้เป็นนายตำรวจสัญญาบัตรกับเขาบ้าง

       แม้จะเป็นครั้งแรกที่มีเรื่องนี้เข้ามา..หลังจากที่พยายามกันมาหลายครั้ง ก็ยังดีครับ..ได้มีความหวังที่จะเอากำลังแรงกาย สติปัญญาและความกล้าหาญเข้าแลกกับสิทธิประโยชน์การเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้

       ต่อไปก็จะมีคนทุ่มเทเสียสละกับงานมากขึ้นครับ

       ผมเชื่อว่าทุกโรงพัก..มีตำรวจชั้นประทวนแบบที่สมควรได้เลื่อนยศตำแหน่งเป็นชั้นสัญญาบัตรทุกโรงพักนั่นแหล่ะ

       ตัวผมเองยังยอมรับเลยครับว่า..ชั้นประทวนบางคนทำงานเก่งกว่า เสียสละกว่า และทุ่มเทกว่าระดับสารวัตรหรือรองผู้กำกับ หรือแม้แต่ผู้กำกับการบางคนด้วยซ้ำไป

       ตำรวจที่นี่เขาทำงานกัน ๒๔ ชั่วโมง ใครจะเป็นชุดรบ ชุดสืบสวน ชุดสอบสวนหรือแม้แต่ตำรวจธุรการก็ต้องมีความพร้อมที่ไปเผชิญเหตุด้วยกันตามแผนที่วางไว้แล้วและมีการซักซ้อมกันเนืองๆ

       ตำรวจที่นี่เราไปไหน ไปทำอะไรก็จะไปเป็นทีม..และพวกเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะและสัญชาติญาณในการรบ

       จะหาเวลาไปดูหนังสือสอบแข่งขันกับตำรวจที่อื่นๆ ทั่วประเทศ หรือหาตำรับตำรา ติวเตอร์กับเขาก็คงยากยิ่งนัก หลายครั้งที่เราต้องติวกันเองด้วยเวลาสั้นๆ แต่ก็มักจะพ่ายแพ้และผิดหวังมาเกือบทุกครั้งเพราะสู้เขาไม่ได้

       เก่งทักษะการรบ..แต่ทักษะทางตำรา เขาไม่มีเวลาหรอกครับที่จะอ่าน วันพักก็น้อยหรือแทบไม่มีกันอยู่แล้ว

       โครงการบรรจุแต่งตั้งชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตรในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ดี เป็นทั้งขวัญกำลังใจ แรงจูงใจและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพล

       แต่โดยส่วนตัว..การบรรจุแต่งตั้งควรจะมีทั้งสองลักษณะ กล่าวคือผ่านการพิจารณาผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในความกล้าหาญเสียสละโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน และอีกส่วนหนึ่งควรสอบแข่งขันทางความรู้กันเองของตำรวจในพื้นที่

       เขียนถึงตรงนี้นึกไปถึงว่า..คนทำธุรการหรืองานอำนวยการที่นี่ เขาก็ต้องฝึกฝนทักษะการรบไว้เหมือนกับชุดปฏิบัติการอื่นๆ อย่างน้อยเขาก็ถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อความพร้อมในการสนับสนุนเมื่อเกิดเหตุการณ์

       คิดไกลไปว่า..ตำรวจที่ทำงานธุรการเหล่านี้เขาไม่ได้เงินประจำตำแหน่งเช่นเดียวกับงานสืบสวนและงานป้องกันปราบปราม

       แต่ก็ต้องพร้อมรบ..และหลายครั้งผมก็เรียกใช้บริการเขาอยู่บ่อยๆ เพราะขาดแคลนกำลังพล

       ดีเหมือนกัน..หากจะยกเลิกตำแหน่งธุรการทั้งหมดของตำรวจที่นี่เพื่อเขาจะได้สิทธิรับเงินประจำตำแหน่งเช่นงานอื่นๆเพราะเขาก็ต้องออกปฏิบัติการเหมือนกันเมื่อได้รับคำสั่ง หรืออาจจะให้ได้รับเงินเฉพาะตำแหน่งธุรการสำหรับตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น

       เห็นหรือยังครับ..ว่าข้อปลีกย่อยมันมากจริงๆ ผมเลยเป็นห่วงเหมือนกันว่า..ที่ว่าให้ ตร.กำหนด ก.ตร.กำหนด ในสิทธิประโยชน์บางเรื่องนั้น

       เมื่อถึงเวลาจริงๆ มันจะเป็นอย่างไร

       ผู้บังคับบัญชาจะมีภาวะผู้นำ..อย่างที่พวกผมถูกเน้นย้ำและสั่งสอนกันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมาหรือไม่

       หรือว่า..จะแก้ผ้าเอาหน้ารอดกันไปวันๆ ดูเหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่..เหมือนตอนเริ่มต้นเรื่องนี้

       ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่..สุดท้ายอย่าให้เป็นบ้องกัญชาก็แล้วกัน

       ขอบคุณ..ผู้บังคับบัญชาทุกท่านครับที่กำลังมี..

       ภาวะผู้นำ..เพื่อลูกน้อง

       และหากจะให้ดี..เสร็จก่อนครบกำหนด ๑ เดือนที่ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เสียชีวิต

       ก็ยิ่งจะมีภาวะผู้นำกัน..ทั่วถ้วนหน้าครับ

 

                                         พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                                ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                                    ๒ เม.ย.๕๓

 

 

 

 

 
 
 

ถึงเวลาที่ผมจะหุบปาก..แล้วรอฟังผล

 

       ผมพูดกับคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดา เป็นประโยคแรกๆระหว่างสนทนากันเมื่อวันที่ ๑๖ มี.ค.๕๓ เวลา ๑๗.๔๐ น.ทางทีวีสีช่อง ๓ ว่าพี่เพียรคงดีใจทีผมได้ออกมาเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของทุกส่วนราชการ

       ยืนยันอย่างนั้นเพราะสิ่งที่พี่เพียรพูดว่า ขนาดผมยังเป็นอย่างนี้แล้วต่อไปใครจะทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหา และสิ่งที่พี่เพียรกำลังบอกกับสังคมก็คือคนทำงานในพื้นที่อันตรายในทุกส่วนราชการกำลังถูกทิ้งขวางจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้ขวัญกำลังใจแก่เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้บังคับบัญชา

       มันเจ็บลึกยิ่งนัก..ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท สละชีวิตก็ยอม แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล

       คำว่าปวดหัวใจ บีบหัวใจ เป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งสำหรับคนที่กำลังเสียสละทำงานเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นผู้สร้างหรือทำให้เกิดมานานนับร้อยปีแล้ว

       ไม่แปลกที่มีข่าวประปรายในทุกปีว่ามีตำรวจทหารข้าราชการยิงตัวตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้

       ก็คนมันสิ้นหวัง หมดหวังและไม่อยากเฝ้ารอในสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเลื่อนลอย

       คนมีหวังกับคนสิ้นหวัง..ความน่าจะเป็นมันคงแตกต่างกันไกลโข เปรียบเสมือนคนซื้อล็อตเตอรี่หากยังไม่มีการตรวจผลการออกสลากแม้จะมีผลออกมาแล้วมันก็ยังมีความหวังอยู่ดี จะหมดหวังแน่ๆก็ต่อเมื่อลงมือตรวจแล้วถูกกิน...แล้วไปซื้อความหวังกันใหม่ในงวดหน้า

       คนที่หมดหวัง คนทีสิ้นความหวัง สังคมหรือผู้บังคับบัญชาจะยังไปคาดหวังกับเขาอีกหรือ และผลที่คาดว่าจะได้รับมันก็คงจะสมประโยชน์ผู้บังคับบัญชาหรอกครับ

       เช่นเดียวกัน..คงไม่มีใครกินข้าวกินน้ำโดยไร้ความจุของกระเพาะอาหาร และคงไม่มีใครทำอะไรๆหามรุ่งหามค่ำโดยไม่พักเหนื่อยหรือผ่อนคลายบ้าง

       หรือจะต้องให้เขาทำไปเรื่อยๆจนตายจากกัน..อย่างพี่เพียร

       พูดหรือเรียกร้องกัน..ก็คงมีที่นินทาบ้างว่า..กลัวแล้วซิท่า

       ตอบได้ว่าใครไม่กลัวก็จงมาอยู่ซะด้วยกันเร็วๆ คนที่นี่ที่เขากลัวกันคือกลัวการไม่ได้มีชีวิตอยู่ ซึ่งก็หมายถึงไม่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตปกติอย่างที่คาดหวังหรืออยากจะเป็นอย่างกับคนที่อื่นๆบ้าง

       ทุกวันนี้..ทุกคนยังคงสู้อยู่ จิตใจถดถอยเล็กน้อย แต่เมื่อถามลูกน้องทุกคนก็บอกว่า ไม่สู้ผมก็ตายนะซิครับ แล้วถ้าตายเสีย นอกจากไม่ได้ไปอยู่ตามที่คาดหวังแล้วยังห่วงคนข้างหลังอีกว่าเขาจะอยู่กันอย่างไร ไม่แปลกที่ทุกคนที่นี่เขาจะบอกว่า ผมตายไม่ได้หรอกครับ

       วันนี้..การสืบสวนหาข่าว ปิดล้อมตรวจค้น จับกุมสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะหากเราไม่ปฏิบัติการเชิกรุกกับฝ่ายตรงข้าม เขาก็จะเข้ามาเยือนจนถึงหน้าบ้านหรือหน้าที่ตั้งหน่วยของเราแน่ๆ

       ทุกคนที่นี่ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป..เพื่อความอยู่รอดของชีวิต เพื่อความหวังที่รออยู่ข้างหน้า เพื่อชาติและญาติมิตร

       แต่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เหมาะกับคนที่เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าหรือสิ้นหวังหมดหวังหรอกครับ

       เมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่งๆแล้วก็ควรตอบแทนและขอบคุณคนที่เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง

       หากมีคนให้สิ่งของเรา เราก็คงอยากตอบแทนเขาด้วยสิ่งของที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน ส่วนกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้คงไม่ถึงต้องตอบแทนกันด้วยชีวิต เพราะชีวิตมันตอบแทนกันด้วยชีวิตไม่ได้แน่ แต่ก็ควรตอบแทนให้เหมาะสมกับความเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตของเขา

       ที่นี่ต้องการผู้ที่สมัครใจและได้รับการตอบแทนตามสิทธิตามสมควรเมื่อยังมีชีวิตอยู่ คนที่เหนื่อยล้าก็ให้เขาได้พักผ่อนบ้าง

       แต่สถานการณ์วันนี้..คนอยู่ก็ไม่ได้อะไร จะไปก็ไปไม่ได้เพราะ ไม่มีการจัดระบบกำลังพลทดแทน แล้วหากยังเป็นอยู่อย่างนี้ จะมีใครเขาสมัครใจมาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง 

       ที่นี่จึงขาดแคลนทั้งสิทธิและวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงาน ทุกอย่างที่นี่..มีอยู่ ๓ ประการคือ มีอยู่ มีบ้างและไม่มีเลย โดยมีชีวิตคนเป็นเดิมพัน

       ผมไม่อยากไปไกลถึงว่า..พี่เพียรรู้ตัวดีว่าไม่ไหวแล้ว รบไปก็ไม่มีวันชนะเด็ดขาดในเร็ววัน เพราะเงื่อนไขปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุมมันมีอยู่มากมาย และตัวผมเองก็รู้สถานการณ์นี้ดี

       จึงเป็นที่มาของวาทะของผมที่ว่า ผมกำลังสู้กับยักษ์..ด้วยไม้จิ้มฟัน

       บทเรียนของ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ต้องอกหักในตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ทั้งรอบแรกและรอบสอง มันสะท้อนชีวิตนักรบอย่างพวกเราได้เป็นอย่างดี

       แต่ก็หาเป็นความบั่นทอนในชีวิตการทำงานไม่ เพราะหากเราไม่รุกเขา..เราก็ต้องตกเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป ซึ่งก็หมายถึงเตรียมตัวตายกันได้เลย

       ผมไม่กล้าตำหนิรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะมันคงเป็นเวรกรรมของพวกผมเองที่ต้องมาเสียสละเพื่อชาติแล้วไม่ได้รับการเหลียวแลและตอบแทน

       เอาเป็นว่าขอเรียกร้อง ร้องเรียนให้ไปกำกับดูแลทุกส่วนราชการที่ยังไม่ได้ออกกฎระเบียบรองรับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ในทุกกระทรวง ทบวง กรม

       หากจะแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริงก็กำหนดไปเลย ๓ เดือน ๖ เดือนให้แล้วเสร็จ แล้วก็ลงโทษทัณฑ์กันหากยังเพิกเฉย

       ผมเป็นปุถุชนที่ยอมรับได้ว่า..บางครั้งเมื่ออวิชชามันบดบังปัญญา คนเราก็มืดบอดในความดีงามกันได้ ผมไม่ต้องการที่จะไปตำหนิใครๆอีกแล้ว และจะไม่ไปขุดคุ้ยว่านักการเมืองคนใดเขียนชื่อตำรวจคนไหนไปติดไว้ที่วอลเปเปอร์ข้างฝาผนังห้อง จึงเป็นเหตุให้พี่เพียรไม่ได้ย้ายไป รวมทั้งขอให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ต้องตระหนักว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในสังคมไทย

       คนทำดีต้องได้ดี คนเสียสละต้องได้รับการตอบแทน

       ผมกราบขอโทษทุกคนที่ผมได้พาดพิง แต่ยืนยันว่าผมไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร เพียงแต่ขอใช้สิทธิเรียกร้องในสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เป็นรูปธรรม

       ผมกราบขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนข้าราชการทุกภาคส่วน รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่โทรศัพท์มาร้องไห้กับผมเรื่องพี่เพียรทุกวี่วัน

       ที่ขาดไม่ได้คือขอบคุณน้องสาวของผม คุณติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าวทีวีไทยที่จุดประกายและยอมรับการนำเสนอเรื่องพี่เพียรมาแต่วันที่ ๒๒ ก.พ.๕๓ ตามที่ผมร้องขอ และขอบคุณ คุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดา รวมทั้งผู้สื่อข่าวทุกคนทุกสังกัดที่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ต่อสังคมให้ได้ขบคิด ถกเถียงกันต่อไป เพราะสุดท้ายประเทศชาติจะได้ประโยชน์แน่นอน

       คงถึงเวลาที่ผมจะหุบปากในเรื่องนี้..แล้วรอฟังผล

       สักหนึ่งหรือสองสัปดาห์..ผมอยากเห็นภาวะผู้นำของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

       ออกมาแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจ

       หากไม่เช่นนั้น..ผมก็คงอ้าปากพูดอีก

       สวัสดีครับ

                                  พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                        ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                           ๑๙ มี.ค.๕๓
 
 
  รอสักครู่..ทั้งสองเล่มกำลังให้หมวดอดุล..สแกนลงเว็บอยู่ครับ

 

 

จ่าเพียรขาเหล็ก 
 

ด้วยความเคารพรักพี่เพียรเสมอ

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา

ผกก.สภ.ปะนาเระ / ๑๓ มี.ค.๕๓

ภาพที่เกิดเหตุ

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ น.

 

 

 

ความยุติธรรมสำคัญจริงๆ

 

        ผมมีโอกาสร่วมเสวนากับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาสองแห่งตั้งแต่ต้นปี ทั้งร่วมพูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องทั้งพุทธและมุสลิสพร้อมๆกัน ทั้งๆที่ผ่าน พ.ศ.ใหม่มาได้เพียงสองเดือนเศษเท่านั้นและต้องใช้งบประมาณที่มากโขอยู่ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จัดโครงการโดยฝ่ายทหารทั้ง พตท.๔๓ ฉก.ปัตตานี และฉก.๒๒

        กลางเดือนกุมภาพันธ์ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมชาวพุทธที่เห็นว่าพวกตนถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมและไร้มนุษยธรรมในพื้นที่ อ.ปะนาเระ จากกรณีคนร้ายยิงสองแม่ลูกเสียชีวิตขณะกลับจากตลาดนัดวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ก.พ.๕๓

        แล้วสองสามเรื่องที่ว่ามา..มันจะไปเกี่ยวกับความยุติธรรมอย่างไร

        เริ่มจากเรื่องแรก..จากการดูคำถามของคณะครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา มีไม่น้อยที่รู้สึกว่าโรงเรียนและตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม หรือทำไมโรงเรียนของตนจึงต้องถูกเพ่งเล็งทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ หลายครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบต้องถูกตรวจสอบตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและปกครอง ทั้งที่ไม่เห็นจะมีอะไร การเรียนการสอนและเหตุการณ์ก็ดูจะปกติ ไม่เคยเห็นมีโจรร้ายที่ไหนเข้ามาในโรงเรียน บางคำถามหนักเข้าไปอีกโดยมีความรู้สึกว่าชาวไทยมุสลิมได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

        ทุกครั้งที่ต้องไปอธิบายเรื่องเกี่ยวกับเหตุรุนแรง ผมกลัวเหลือเกินที่อาจต้องพบเจอกับผู้ฟังที่มีคำถามและคำตอบมาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะพูดกันเรื่องอะไร

        พูดให้ง่ายเข้าก็คือ..เมื่อไม่เชื่อหรือไม่อยากจะเชื่อ ใครจะว่าอะไรก็ไม่เชื่ออยู่นั่นเอง

        ผมพยายามพูดถึงหลักการดำเนินคดีตามระบบกล่าวหาที่ใช้อยู่ในประเทศไทยซึ่งต้องใช้พยานหลักฐานทุกชนิดทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานเอกสารเพื่ออ้างอิงเอาผิดและพิสูจน์ความผิด ทุกครั้งผมจะเน้นย้ำเรื่องพยานวัตถุที่ถูกพิสูจน์ทราบโดยนิติวิทยาศาสตร์ว่ามีที่มาที่ไปและน่าเชื่อถือเพียงใด

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาดพิงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีที่มาอย่างไรทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการสืบสวน จากคำรับสารภาพของบุคคลและบางครั้งก็ได้พิสูจน์ทราบแล้วทางนิติวิทยาศาสตร์

        แต่จากการสังเกต..ดูเหมือนพยานหลักฐานทุกประเภทที่มีมาพาดพิงไปถึงไม่ว่ากรณีใดๆ ก็จะยังคงเป็นที่คลางแคลงใจผู้คนอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่แน่ใจในกรรมวิธีการได้มาของพยานหลักฐานเหล่านั้นก็ได้

        โจทย์ของเจ้าหน้าที่รัฐในวันนี้ด้านกระบวนการยุติธรรมก็คือ ทำอย่างไรจะทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือในวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานเหล่านั้นว่ามีความโปร่งใสตั้งแต่การได้มาจนถึงผลตรวจพิสูจน์อย่างไร รวมทั้งคำรับสารภาพของบุคคลมีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

        เพราะหากยังเป็นอยู่อย่างนี้..ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือเป็นผู้ถูกกระทำก็คงจะยังมีอยู่ต่อไป ส่งผลต่อความหวาดระแวงที่มีต่อกันอย่างยากที่จะสิ้นสุด

        ส่วนกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมชาวไทยพุทธเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่เห็นว่ากลุ่มของตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม แถมในที่เกิดเหตุมีใบปลิวที่ยั่วยุให้เห็นว่าเป็นการแก้แค้นให้แก่ชาวไทยมุสลิมที่ถูกยิงเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ อ.สายบุรี

        ผมและฝ่ายทหารต้องใช้ความพยายามอยู่หลายวันกว่าจะทำความเข้าใจทุกฝ่ายให้ทราบถึงผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าเกิดจากการกระทำของคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ก่อนที่ความหวาดระแวงจะระเบิดกลายเป็นเหตุร้ายเรื่องอื่นๆ ซึ่งจากการประชาสัมพันธ์ก็ได้ผลดีตามคาดหมาย

        ทุกอย่างได้คลี่คลายและเริ่มกลับเข้าสู่สภาพที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจต่อกันมากขึ้น

        แล้วทั้งสองเรื่องจะเกี่ยวอะไรกับความยุติธรรม..

        ส่วนตัวผมเองเห็นว่าความยุติธรรมมีสองประการสำคัญที่ต้องยึดถือกล่าวคือความยุติธรรมในความรู้สึก กับความยุติธรรมตามกฎหมาย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ต้องสอดคล้องรองรับกันและกัน เป็นเหตุเป็นผลกันและกัน

        การตัดสินคดีความหรือจับกุมใดๆที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ฝืนในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ผมว่ายังเรียกไม่ได้ว่ายุติธรรมแล้วหรือชอบธรรมแล้ว (แต่ใครจะว่าอย่างไรที่แตกต่างกับผมก็ได้..เราไม่ว่ากัน)

        ที่มาของกฎหมายที่สำคัญและยอมรับกันได้แก่การมาจากจารีตประเพณี ศีลธรรมอันดีซึ่งต้องตีกรอบให้กับบุคคลเพื่อความสงบสุขในสังคม

        แต่ทำไม..หลายคนที่ถูกจับกุมหรือตัดสินโดยผู้พิพากษาจึงว่าไม่ยุติธรรม แถมบางครั้งมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นพ้องกับคนที่ถูกจับหรือถูกพิพากษา

        ผมจึงเห็นว่าความยุติธรรมตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมมีความสำคัญกว่า

        มันเป็นความเก็บกด กดดัน ฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นในความคิดของคน คน..ที่พร้อมจะสร้างสรรค์และทำลายทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า เหมือนน้ำที่รอวันเดือดและพร้อมที่จะพวยพุ่งหรือระเบิดเป็นความดีงามหรือเลวร้ายได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมคิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

        ส่งผลกระทบต่อความหวาดระแวง ทำให้เกิดความเกลียดชังกันในสังคม เพราะไม่มีวันที่คนทั้งโลกทั้งสังคมจะคิดให้ตรงกันในทุกเรื่องและทุกประเด็น

        ผมเห็นด้วยกับสื่อมวลชนและนักวิชาการหลายคนที่บอกว่าปัจจุบันคนเสื้อแดงไม่ได้สู้เพื่อคุณทักษิณเสียแล้ว แต่กลับเป็นการต่อสู้เพื่อหยุดยั้งสิ่งที่เหนือกว่านั้นคือความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรมที่กลุ่มพวกตนได้รับ หรือที่เรียกกันว่ากระบวนการยุติธรรมหรือการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานจากรัฐ

        ฉะนั้น..ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม จึงน่าจะสำคัญกว่าความยุติธรรมตามตัวบทกฎหมาย

        ปรัชญาทางกฎหมายที่ว่า Society  changes, the laws must change หรือ สังคมเปลี่ยนกฎหมายก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปเสมอ ยังคงเป็นสัจธรรมไม่มีวันคลาย

        กฎหมายจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามความพึงพอใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม

        แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยหากจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อคนคนเดียว แต่หากคนคนเดียวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมที่ฉ้อฉลโดยการบังคับใช้กฎหมายที่แยบยล

        ผมก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม เพราะกรณีศึกษานี้คงให้เกิดต่อไปในสังคมไทยอีกไม่ได้

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือการเมืองภาคประชาชนในปัจจุบัน ผมจึงเห็นว่าความยุติธรรมในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่มันสำคัญกว่าความยุติธรรมตามกฎหมายที่มีกระบวนการได้มาโดยคนหรือมนุษย์เป็นไหนๆ

        ผมเป็นห่วงครับทั้งความรู้สึกของคณะครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั้งสองแห่ง รวมทั้งพี่น้องชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมที่ต้องหวาดระแวงกันในเรื่องความยุติธรรมในความรู้สึก

        เป็นห่วงไปไกลถึงกรุงเทพที่มีเหตุชุมนุมกัน ณ เวลานี้ในเรื่องเดียวกัน

        ผมอยากเห็นรัฐบาลเสียสละครับ ต้องอดทนอดกลั้น หวานอมขมกลืนในบางครั้งทั้งที่ไม่อยากจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องไม่ลดละเลิกความพยายามทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสมควรในสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดูได้เป็นแบบอย่างจากพวกผมที่ทำหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

        อีกครั้งครับ..ด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ ก่อนที่จะมีการเสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกัน ผมอยากเห็นรัฐบาลเสียสละครับ

        เสียสละด้วย..การยุบสภา

                                        พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                             ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                               ๑๒ มี.ค.๕๓

 

 

การเลือกโอกาสที่สูญเสียและปฏิเสธความอยู่รอดจาก GT200

 

      ผมผิดหวังที่กับมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ยกเลิกการใช้เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดและสิ่งของผิดกฎหมาย (รวมทั้งอาวุธปืนและยาเสพติด) หรือ GT200 เพราะนั่นคือการปฏิเสธโอกาสที่จะอยู่รอดของกำลังพลซึ่งแม้จะมีอยู่น้อยมากกับการตรวจและทดสอบที่พบวัตถุระเบิดเพียง ๔ ครั้งใน ๒๐ ครั้งของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี

       มติคณะรัฐมนตรียังให้ผู้ที่ยังดื้อดึงที่จะใช้ต้องรับผิดชอบหรือรับความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายเองจากการใช้เครื่องดังกล่าว

       เคยแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่าเมื่อยังไม่มีอุปกรณ์หรือสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามาทดแทน ก็ควรจะใช้ไปก่อนในฐานะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ณ เวลานี้

       อยากบอกให้รู้ต่อว่าการทดสอบใน ๒๐ ครั้ง ตรวจพบเพียง ๔ ครั้ง แสดงว่าผมคงมีชีวิตรอด ๔ ครั้งใน ๒๐ ครั้ง ถึงแม้ผมจะประมาทสุดๆเพียงใดในการตรวจการณ์และสถานการณ์ระเบิดหรือพบวัตถุต้องสงสัย

       แต่เอาเข้าจริงอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าในพื้นที่จริงมันชี้มากกว่าไม่ชี้เพราะสารปนเปื้อนใกล้เคียงกับสารตั้งต้นของระเบิดนั้นกระจายอยู่อย่างมากมายในสนามจริง

       และก็เห็นด้วยกับการงดใช้กับบุคคลเพราะมันจะกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์หากมีการกล่าวอ้างอิงการชี้หรือไม่ชี้ของเครื่องมือที่อ่อนด้อยประสิทธิภาพอย่าง GT200

       สิ่งที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนโรงพักเล็กๆอย่างผมอยากจะบอกให้รู้ทั่วกันก็คือ ไม่เคยกล่าวอ้างผลการตรวจของ GT200 เพื่อการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือหมายจับผู้ต้องสงสัยรวมทั้งอ้างอิงในชั้นพิจารณาของศาลแต่อย่างใด

       เพราะการชี้หรือไม่ใช้ของ GT200 ไม่ได้สำคัญไปกว่าการข่าวสารข้อมูลที่มีอยู่เดิมและพยานหลักฐานทางคดี หากจะใช้ประโยชน์จากการชี้จริงๆ ก็คือความพยายามรวบรวบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากความสงสัยที่เกิดจากการชี้

       ขอย้ำว่า..ในสนามจริง มันชี้มากกว่าไม่ชี้ (เชื่อมั้ย)

       แต่หากไม่พบหรือไม่อาจรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวได้ ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับคนๆนั้นอยู่แล้ว เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบกันดี

       ผมไม่ได้ดีใจหรือเสียใจที่คณะรัฐมนตรีกับ นปช.เสื้อแดงเห็นตรงกันกับประสิทธิภาพที่อ่อนด้อยน้อยนิดของ GT200 และเห็นควรเลิกใช้

       ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า...นี่มันการเมืองที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือกันและกันชัดๆ

       แต่กลับเอาประโยชน์จากการตรวจพบวัตถุระเบิด ๔ ใน ๒๐ ครั้งของพวกผมไปโยนทิ้งลงแม่น้ำหรือทำให้มันไม่มีประโยชน์เหลืออยู่เลย

       ต่อแต่นี้ ๔ ครั้งที่เคยพบ คงเหลือเป็นศูนย์

       เคยบอกไปแล้วว่า...ไม่ว่ามันจะชี้หรือไม่ชี้กับการตรวจค้นหาวัตถุระเบิด พวกผมก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติที่รอบคอบอยู่แล้ว เพราะในความเป็นจริงวัตถุต้องสงสัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่อาจตรวจการณ์ด้วยสายตาเปล่า

       ส่วนกรณีให้รับผิดชอบในความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดจากการใช้ GT200 โดยให้ตกแก่ผู้ที่จะยังคงใช้อยู่นั้น

       ไม่มีปัญหาครับ

       เพราะที่เสี่ยงกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่มีรัฐมนตรีท่านใดมาเสี่ยงกับพวกผมอยู่แล้ว

       พวกผมขอเพียงได้มีโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัว และมีชีวิตปกติอย่างคนที่อื่นๆบ้าง เมื่อมีความต้องการหรืออ่อนล้าจากการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

       ต้องรับความเสี่ยงเองเพื่อมีชีวิตอยู่รอด

       ได้เลยครับ... เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกผมหรอก

       เพราะหากเจ็บหรือตาย ครอบครัวต่างหากที่จะดูแลกัน ไม่ใช่คนอื่นที่มีความจำสั้นๆ เดี๋ยวก็ลืมกัน

       อยากถามมากๆว่า...

       ระหว่างประสิทธิภาพที่น้อยนิดของ GT200 กับชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไปในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งสิทธิมนุษยชน

       หากให้เลือก...คุณจะเลือกอะไร หรือไม่เลือกอะไรเลย หรือจะติเรือทั้งโกลนกันอยู่อย่างนี้

       ขอบคุณในความหวังดีครับ...แต่พวกผมน่าจะเลือกการมีชีวิตรอดมากกว่า และก็รับรองว่าจะไม่นำไปใช้กับคนโดยเด็ดขาดเพราะอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

       ที่สำคัญ..กว่านั้น

       ๔ ครั้งที่ชี้และตรวจพบวัตถุระเบิดใน ๒๐ ครั้งนั้น อาจเป็นสถานการณ์ที่ช่วยชีวิตคนได้เป็นร้อยๆ คนครับ

       วันนี้...คณะรัฐมนตรี ได้เลือกแล้วในความเสี่ยง

       เลือกที่จะเสี่ยงเป็น ๒๐ ครั้ง แทนที่จะเลือก ๑๖ ครั้ง

       ดูมันพิลึกและแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

       วังเวง..จังหู้

 

                                พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                         ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                            ๒๓ ก.พ.๕๓

 

 

GT200

ปัญหาประสิทธิภาพ หรือเกมการเมือง

ในมุมมองผู้ปฏิงานในพื้นที่

 

      ปัญหาถกเถียงในสังคมผ่านสื่อมวลชนเรื่องเครื่องตรวจค้นหาวัตถุระเบิด GT200 มีไม่เว้นแต่ละวัน สื่อมวลชนบางส่วนมองว่าข้อคิดเห็นของ ผบ.ทบ.กับ ฯพณฯนายกรัฐมนตรีดูจะขัดแย้งกัน แต่หากพิจารณาให้ถ้วนถี่ก็จะพบว่าไม่ได้มีความคิดเห็นที่สวนทางกันแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับสอดคล้องต้องกันด้วยซ้ำ เพียงแต่มีการหยิบยกข้อห่วงใยของแต่ละบุคคลมาเป็นประเด็นให้ดูว่าเกิดความขัดแย้งกัน ผมมองไปไกลกว่า..ว่ามีความพยายามทำให้เป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและหวังประโยชน์ทางการเมืองต่อข้อคิดเห็นในเรื่องนี้

      เริ่มจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ห่วงใยต่อการใช้ที่อาจทำให้ไม่ปลอดภัยกับผู้ปฏิบัติงาน หากเป็นไปตามผลการพิสูจน์ทราบที่สามารถชี้วัตถุระเบิดได้เพียงร้อยละ ๒๐ (๔ ใน ๒๐ ครั้ง/ตัวอย่าง) และไม่ควรใช้กับบุคคลทั่วไป รวมทั้งควรลด ละ เลิกการใช้เมื่อมีสิ่งทดแทน ทั้งนี้รวมไปถึงการใช้สุนัขดมกลิ่นที่ควรจะมีมากขึ้น

      ผบ.ทบ.ท่านก็ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีอุปกรณ์มาทดแทนเครื่อง GT200 ก็ใช้ไปก่อนจนกว่าจะมีสิ่งทดแทน และเห็นด้วยกับการงดใช้กับการตรวจบุคคลเพราะอาจมีความผิดพลาดส่งผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

      รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงท่านก็รู้สึกหนักใจเพราะเมื่อลงพื้นที่ก็จะมีการร้องขออุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวี่วัน ในขณะที่ผลการพิสูจน์ประสิทธิภาพมีเพียงร้อยละ ๒๐ จากการสุ่มตัวอย่าง

      ยิ่งเมื่อผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล เผยประชาชนร้อยละ ๓๙.๒๓ สับสนผลตรวจ GT200 และร้อยละ ๕๒.๓๘ ชี้ไม่ควรใช้ต่อยึดปลอดภัย (ข่าวจากมือถือ)

      ผมว่ายังคงมีความคลาดเคลื่อนในข้อมูลอย่างรอบด้านพอควรผลสำรวจจึงออกมาแบบนั้น

      นี่แหล่ะ...จึงเป็นที่มาว่าในฐานะผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ มีความรู้สึกอย่างไรต่อข่าวสารข้อมูลและผลสำรวจ ที่จะไม่ทำให้ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่คลาดเคลื่อนไปกว่านี้

      ในฐานะที่พบเห็นการจุดระเบิดต่อหน้าต่อตามาแล้วไม่น้อยกว่า ๔ ครั้งในการปฏิบัติงาน ๗ ปีของผม คิดว่ามุมมองของผมอาจจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง

      ประการแรก เมื่อรับว่าประสิทธิภาพมีเพียงร้อยละ ๒๐ ของการสุ่มตรวจระเบิดที่มีการทดสอบกัน ก็แสดงว่ามันมีประสิทธิภาพของมันอยู่เหมือนกันแม้ดูจะน้อยไปหน่อยสำหรับวัตถุประสงค์ที่อยากจะให้เป็น แต่อย่าลืมว่าในชีวิตประจำวันเราก็มีเรื่องราวอะไรที่อยากให้เป็น แต่กลับมีผลไม่ถึงร้อยละ ๕๐ อยู่เนืองๆ หรือบางเรื่องราวก็แทบไม่มีเลย

      ประการที่สอง อุปกรณ์ชนิด ประเภทและวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกับ GT200 ตามท้องตลาดทั่วโลก ณ เวลานี้ ก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนแน่นอนและมีประสิทธิภาพที่มากไปกว่านี้ กล่าวคือยังไม่มีอะไรมาทดแทนด้วยประสิทธิภาพที่สูงกว่านั่นเอง แม้จะมีการกล่าวถึงสุนัขดมกลิ่นอยู่บ้างแต่ต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขปัจจัยในการใช้ก็มีอยู่มากมายทั้งศาสนา วัฒนธรรมประเพณีและสภาพดินฟ้าอากาศที่ฝนแปดแดดสี่เช่นนี้ รวมไปถึงจำนวนที่เพียงพอด้วย

      ประการที่สาม ในพื้นที่จริง ผู้ปฏิบัติงานก็ยังคงเห็นว่ามีประโยชน์และใช้ได้อยู่ จากประสบการณ์จริงๆก็เป็นอย่างนั้น และดูเหมือนจะยอมรับกันมาตลอดว่าในภาคสนามแล้ว GT200 ดูจะชี้มากกว่าไม่ชี้ด้วยซ้ำ เพราะในพื้นที่จะพบสารปนเปื้อนใกล้เคียงสารระเบิดอยู่มาก เรียกว่าชี้แม้จะไม่ใช้ระเบิดซึ่งก็ทำให้เพิ่มความระมัดระวัง

      แต่ที่เป็นปัญหาก็คือหากเป็นของจริงแล้วดันไม่ชี้ล่ะ ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานคงไม่มี หรืออาจทำให้ผู้ปฏิบัติมีความประมาท นั่นเป็นความเข้าใจของคนนอก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะชี้หรือไม่ชี้พวกเราก็มีขั้นตอนที่รัดกุมและระมัดระวังอยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุต้องสงสัยที่ไม่สามารถตรวจการณ์ด้วยสายตาเปล่าอยู่แล้ว ซึ่งก็ทราบกันดี ไม่ใช่ว่าเมื่อเครื่องไม่ชี้แล้วเชิญตามสบายใครอยากทำอะไรก็ทำเสียที่ไหนล่ะ

      ลองหลับตานึกว่าหากไม่มีเครื่องนี้ผลและการปฏิบัติงานจะเป็นอย่างไร ในเมื่อที่ชี้ร้อยละ ๒๐ ก็ไม่มี สุนัขก็มีไม่เพียงพอ

      หากถามผมว่าปัจจุบันก็มีปัญหาประสิทธิภาพที่เห็นอยู่จากการทดสอบ แล้วยังอยากจะมีหรืออยากจะได้มั้ย ตอบได้ไม่ลังเลเลยว่า อยากได้ครับผมถึงแม้ประสิทธิภาพจะมีเพียงร้อยละ ๒๐ ก็ในเมื่อปัจจุบันผมมีอยู่ร้อยละ ๐

      ถามต่อว่าหากมีอุปกรณ์อื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าดีมั้ย คำตอบไม่ต้องคิดเลยว่า ดีกว่าแหง๋ๆ

      ผมเข้าใจและเอาใจช่วยผู้บังคับบัญชาทุกท่านครับตั้งแต่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ ผบ.ทบ. คุณหมอพรทิพย์ฯ รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน

      แต่ที่ห่วงก็คือผู้หวังผลทางการเมือง กำลังโยงเรื่องดังกล่าวให้เป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนเรื่องซื้อมาถูกซื้อมาแพงคงต้องไปว่ากันต่างหาก

      อย่าให้กระทบกับงานที่พวกผมปฏิบัติอยู่เวลานี้เลยครับ

      มี GT200 อยู่ มันก็ดีกว่าเดินไปตัวเปล่าๆ เป็นไหนๆ

      ไม่ใช่หรือครับ

                                          พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                                ผกก.สภ.ปะนาเระ

                                                   ๒๑ ก.พ.๕๓

 

การเรียนการสอนและตำรา กับนักเรียนตำรวจ

(๒๘ ต.ค.๕๒)

ผมได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรของศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ให้ไปบรรยายเรื่อง การป้องกันและปราบปรามเริ่มแต่วันที่ ๒๘ ต.ค.๕๒ ปิดคอร์สวันที่ ๑๖ พ.ย.๕๒ (รวม ๔ คาบๆละ ๔ ชั่วโมง) แก่นักเรียนอบรมตำรวจ จำนวน ๙๖ คน ในหลักสูตรผู้มีวุฒิปริญญาตรี เมื่อจบแล้วจะได้ยศเป็นสิบตำรวจตรี และทุกคนต้องไปทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ชอบมาก เพราะคนที่มีนิสัยและดวงทางโหราศาสตร์ทางครูอย่างผมที่หลายคนทำนายทายทักนักหนามาเยอะแล้วว่า คุณเป็นครูคน  จึงทำให้สิ่งที่อยากจะบอกกับทุกคนว่าทำอะไรก็ทำให้มันให้ดีที่สุด และทำให้มันสุดๆไปเลย แก่ตำรวจทุกคนเกิดเป็นจริงขึ้นมา

ก่อนไปสอนเขาก็พบว่ามีแต่หัวข้อการสอน แผนการสอนและตำราก็ไม่มี ผมได้ค้นคว้าจากทุกแห่ง เริ่มต้นจากอินเตอร์เน็ตและก็พบว่ามันมีทุกอย่างจริงๆ ผมได้พบทั้ง นักวิชาการ นักวิชาเกินและนักวิจารณ์ ซึ่งก็มีให้เราได้เลือกสรรท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดมากมาย

แต่ก็ชื่นชมทุกคนในทุกความเห็นเพราะเป็นบรรยากาศทางวิชาการที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่เต็มใบ

ไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่กล่าวหากันอยู่ ณ เวลานี้

ต่อมาเมื่อไปพักร้อนที่กรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ทำหลังจากลงจากเครื่องบินก็คือ นั่งแท็กซี่ไปที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ คาดหวังไว้ว่าคงมีทุกอย่างตามคำเล่าลือ แต่ก็ผิดหวังเพราะผมได้หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการสอนในวิชาการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมมาเพียงเล่มเดียว

นอกนั้นเป็นตำราที่ต้องใส่หัวสมองเป็นปกติอยู่แล้วและก็หมดเงินไปเกือบสามพันบาทนอกเหนือค่าส่งพัสดุไปรษณีย์ที่จ่าหน้ากล่องพัสดุถึงตนเอง

เมื่อหมดวันลา ผมกลับมาที่ปัตตานีพร้อมเตรียมการสอนและเพราะความที่มีแต่หัวข้อมาให้แต่แรก จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสยิ่งนักสำหรับมือใหม่อย่างผม

สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือก่อนการสอนเพียงหนึ่งวันผมได้รับคู่มือ(หนังสือสำหรับ นร.) และแผนการสอนในแต่ละคาบเวลา จึงทำให้ทุกอย่างดูสับสนปนเปไปหมด

ทุกอย่างที่เตรียมอย่างเลื่อนลอยแต่แรก จึงกลายเป็นการที่ต้องตระเตรียมอย่างที่เขาอยากจะให้เป็นตามเอกสารที่ส่งมาให้ถึงมือก่อนการสอนเพียงหนึ่งวัน

ปัญหาหนึ่งทางอาชญาวิทยาหรือทฤษฎีอะไรก็แล้วแต่ มันอยู่ที่ว่าใครคิดอย่างไร ใครค้านอย่างไร และใครจะถืออย่างไรก็แต่จะเห็นชอบกัน

หากไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนส่วนใหญ่ สิ่งที่จะตามมาก็คือคุณเสียรังวัดและขาดการยอมรับไปเอง แต่ผมก็ทำใจได้เมื่อคิดถึงว่าทุกคนก็มีเหตุผลของตนเอง ที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านต่อความเห็นนั้นๆ ความถูกต้องอยู่ที่บทพิสูจน์สุดท้ายและข้อมูลสุดท้ายของทุกคน

ผมเลยรู้สึกชอบลึกๆ จริงๆ กับบรรยากาศทางวิชาการและประชาธิปไตยที่เต็มใบ (หากมันมีอยู่จริง) ซึ่งหากยิ่งลากยาวดูเหมือนจะไม่มีใครผิดใครถูกเอาเสียเลย

สุดท้ายผมก็ต้องยึดตัวหนังสือตามคู่มือที่เขาส่งมาให้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสอดแทรกความเห็นอื่นๆที่เราเห็นด้วยกับนักวิชาการในสถาบันหลากหลายเพื่อถ่ายทอดให้กับน้องนักเรียนตำรวจเกิดความเข้าใจและเห็นในความหลากหลายทางความคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาของอาจารย์ที่มักอวดรู้กว่าลูกศิษย์อยู่เนืองๆ

หัวหน้าวิชาผม พ.ต.อ.โพธิ  สวยสุวรรณ รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เห็นเพาเวอร์พอยท์ที่ผมทำให้ดู ถึงกับอุทานว่า แค่อ่านตามตัวหนังสือก็หมดเวลาแล้ว เพราะมันเยอะมาก แต่ โด่งเอาจริงนะเนี่ยะ

ผมดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดหวังเพราะหากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผมไม่เอาจริงในงาน ผมคงแย่แน่แล้วคราวนี้

เมื่อปรึกษากันเกี่ยวกับคู่มือการสอนที่ได้รับ ซึ่งบางอย่างก็เห็นตรงกัน บางอย่างก็ต่างกัน ในส่วนผมเห็นว่า เรื่องที่ควรจะพูดให้มาก เนื้อหากลับมีน้อย แต่ที่ควรพูดน้อยกลับมีเกือบครึ่งเล่ม

แต่ก็เข้าใจได้ว่าตำรานี้เขียนสำหรับคนทั้งประเทศที่เป็นนักเรียนตำรวจ ไม่ได้เจาะจงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนเขียนก็คงเถียงว่าก็ไปปรับปรุงการสอนให้เหมาะสมกันเองก็แล้วกัน ทำให้ผมยิ่งรู้สึกยิ่งเห็นใจคณะทำงานเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นทวีคูณ

แต่ก็อดเถียงไม่ได้แบบสั้นๆ ว่า ต่างพื้นที่ ต่างทรัพยากรย่อมต่างวิธีการรบ

สิ่งที่ทำให้อุ่นใจคือ ข้อสอบไม่ได้มาจากส่วนกลางเพราะแต่ละโรงเรียนออกกันเอง ไม่เหมือนกับบางรุ่นที่ต้องลุ้นว่าจะออกกันอย่างไร สอนกันอย่างไรดีเพราะหากคะแนนเด็กนักเรียนออกมาไม่ดี  ครูคงซวยแน่ๆ

ตามประสาเคยทำงานในคณะทำงานมากมายหลายด้านท่ามกลางผู้คนที่ต้องคิดร่วมกันมากมายหลายคน ผมเข้าใจได้ว่าเงื่อนไขปัจจัยมีอยู่มากมาย กว่าที่หนังสือเล่มนี้จะออกมาให้ดูชมและศึกษากัน จึงทำให้ดูว่าบางเรื่องดูรวบรัดและบางเรื่องดูเยิ่นเย้อจนแยกแยะได้ยากว่าอะไรมันสำคัญกว่าอะไรกันแน่ และการเป็นตำรวจนั้นควรต้องรู้เรื่องอะไรมากกว่าเรื่องอะไร หรือต้องรู้แบบงูๆปลาๆไปเสียทุกเรื่อง

ตกลงว่าคงต้องยึดในสิ่งและปัญหาที่ประสบพบเห็นและต้องใช้งานมากในพื้นที่

ผมสอนวันแรกกังวลเหมือนกัน พยายามถามน้องๆว่าเข้าใจที่พี่สอนไหม แต่เขาก็ว่าเข้าใจ อาจเป็นเพราะเขาจบปริญญาตรีกันมาทั้งนั้น วันแรกจึงเป็นเรื่องทฤษฎีที่จะเป็นการปูพื้นฐานไปสู่เรื่องอื่นๆ

แถมมีเวลาเหลือที่จะสอดแทรกยุทธวิธีการรบที่ได้ประสบมากับตัวเองจริงๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติหลังจากรับแจ้งเหตุ ซึ่งต้องสืบสวนหาข่าวยืนยันเหตุจนถึงการปฏิบัติเพื่อตอบโต้ร่วมกับหน่วยกำลังอื่นๆที่มีความชำนาญต่างกันไป จนถึงการถอนตัวกลับที่ตั้ง และก็บอกว่านี่คือข้อสอบ

เป็นเพราะอยากให้ทุกคนได้รับรู้อย่างเป็นอัตโนมัติว่าคุณต้องทำอะไร อย่างไร หลังจากรับแจ้งเหตุในพื้นที่การรบโดยไม่ตกเป็นเหยื่อหรือติดกับดักของฝ่ายตรงข้าม

วันแรกผ่านไปด้วยดี ตั้งใจกันว่าอีกสองครั้งต้องสอนให้จบ ครั้งสุดท้ายจึงจะสรุปทั้งหมดให้ฟังอีกครั้ง

การไปสอนครั้งนี้ทำให้เห็นอย่างหนึ่งว่านักเรียนตำรวจที่จบจากปริญญาตรีมาแล้วดูจะเรียนและรับรู้ได้เร็วทางทฤษฎี ที่เหลือคงเป็นยุทธวิธีและนำความเป็นตำรวจเข้าสู่ตัวพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่เวลามี (แต่ ๔ เดือนมันน้อยไปจริงๆ)

แต่ผมก็เชื่อในความตั้งใจของครูทุกคนว่าเขาทำได้ในสิ่งที่อยากป้อนให้นักเรียน และเด็กนักเรียนก็น่าจะทำได้ดี ผมเชื่ออย่างนั้นเพราะเขารับรู้กันได้ดีและเร็วมาก

ถ้าจะห่วงก็จะมีแต่อุดมการณ์และความภาคภูมิใจในความเป็นตำรวจ ซึ่งผมอยากให้นักเรียนทุกคนมี เพราะความหลากหลายของผู้คนที่มาเป็นนักเรียนจึงทำให้ดูจะทำได้ค่อนข้างยาก

แต่ผมก็ยังคงเชื่อครับว่า พวกเราที่เป็นครูทุกคนและพวกเขาที่เป็นนักเรียนจะต้อง...ทำได้อย่างที่ตั้งใจ

                                         พิชัย ๑๐

                                                                            ๒๘ ต.ค.๒๕๕๒

ความภาคภูมิใจในวันตำรวจ

๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒

   ผมคงเหมือนตำรวจทุกคนที่เมื่อถึงวันนี้พวกเราได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ ผมสังเกตแววตาและความกระตือรือล้นของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนก็สามารถหยั่งรู้ได้ในทันทีว่าพวกเขามีความรู้สึกปลื้มปิติกับวันนี้อย่างไร

      ผมผ่านมาหลายโรงพักหลายจังหวัด

      จากอีสานมายังกรุงเทพและจากกรุงเทพลงสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

      แต่วันนี้ทำให้ผมมีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษในตัวของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน

      กิจกรรมเริ่มแต่เช้า ๐๘.๓๐ น. และดูเหมือนจะเป็นรูปแบบที่กำหนดมาจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดและยิ่งเปรียบเทียบก็คล้ายๆกับทางกรุงเทพ

      ผมเป็นคนไม่ยึดติดอยู่แล้ว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน คงเป็นเพราะ รร.ผกก.เคยสอนไว้เมื่อเข้าปฏิบัติธรรมและสวดมนต์แปล

      ทุกอย่างย่อมไม่เที่ยง มีเกิด มีดับ มีรัก มีพลัดพราก แต่สิ่งที่คงต้องอยู่คือ ทางสายกลาง และต้องรู้จักกับอริยะสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

      เริ่มต้นไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ กลับมาที่แถวเพื่อกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ อ่านสาส์นจาก รรท.ผบ.ตร. และประกอบพิธีทางศาสนา

      วันนี้ได้เพิ่มกิจกรรมร่วมกันของตำรวจด้วยการท่องอุดมคติตำรวจ ร้องเพลงมาร์ชตำรวจ ประดับยศแก่ตำรวจที่ได้เลื่อนยศ สุดท้ายให้ทุกคนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วจึงเริ่มพิธีทางศาสนาทั้งสองศาสนา อิสลาม และ พุทธ รวมทั้งแข่งขันกีฬาโดยแบ่งตำรวจเป็น ๔ สี (มีแดงและเหลืองด้วย นอกนั้นก็เป็นฟ้าและเขียว)

      ที่สำคัญ เมื่อคืนก่อนผมนอน พยายามคิดว่าทำอย่างไรจะทำให้ตำรวจทุกคนรู้จักในคำว่า สันติวิธีและความสามัคคีปรองดอง ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา รวมทั้งขยันทำความดี

      กิจกรรมที่เกิดต่อมาคือการมอบเงินและสิ่งของเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ข้าวสารและสิ่งของอื่นๆ ถูกจัดนำไปมอบให้ ๔ เป้าหมาย

      รายแรก เป็นภรรยาและบุตรของผู้เสียชีวิต นอกนั้นเป็นบุพการีของผู้ต้องหาที่มีหมายจับ เน้นย้ำว่าวันนี้เป็นวันตำรวจ และพวกผมคิดถึงเขา เป็นการเรียกร้องความสันติสุขกลายๆ ผมดีใจมากที่กลับเข้าโรงพักแล้วเล่าให้ตำรวจฟัง ทุกคนเขายินดีว่าพวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมควรแล้ว และพวกเขาก็จะทำตามที่ผมได้ทำไว้ตลอดไป

      โดยเฉพาะรายแรก เมื่อสองสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งให้ตำรวจนำข้าวสารและเงินไปช่วยเหลือ เพราะได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวคนโตของครอบครัวว่า ไม่มีข้าวจะกินและน้องเล็กๆสองคนอยู่โรงพยาบาล ในวันนั้นผมให้ ด.ต.ธีรศักดิ์ เกิดสิน และชุดสืบสวนไปช่วยเหลือด่วนโดยติดต่อโรงพยาบาลและนำเงินพร้อมข้าวสารไปให้ในช่วงเช้า หลังจากนั้นให้ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียงเพื่อบรรจุเป็นบุคคลที่ต้องดูแลช่วยเหลือเพราะครอบครัวต้องประสบกับความทุกข์ยากเนื่องมาจากหัวหน้าครอบครัวต้องเสียชีวิต

      เป็นความดีที่ผมและลูกน้องได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า

      เมื่อบอกกับนักข่าวที่มาทำข่าว เขาบอกผมว่าขนลุกเลยที่พี่เล่าให้ฟัง แถมนักข่าวยังควักเงินช่วยเหลือครอบครัวให้อีกหนึ่งร้อยบาท

      ที่นี่เมื่อชาวบ้านเขาเดือดร้อนมีบางส่วนจะโทรหาตำรวจให้ไปช่วยเพราะพวกเราอยู่กันไม่เคยแบ่งเขาแบ่งเรา ไปปิดล้อมตรวจค้นหรือติดตามตัวก็จะมีของติดไม้ติดมือไปฝากทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่มีหมายจับ จะพยายามบอกญาติๆเสมอว่าขอให้กลับมามอบตัวและจะให้ความเป็นธรรมทางคดี ไม่มีการกลั่นแกล้งโดยเด็ดขาด

       ทราบว่ามีการออกข่าวทางช่อง ๓ และช่อง ๗ ในเรื่องของกิจกรรม ส่วนเรื่องสัมภาษณ์ผมในฐานะได้รับพระราชทานรางวัลข้าราชการดีเด่น สาขา การบริหารการยุติธรรม ของ ศอ.บต. จากสมเด็จพระเทพฯเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๒ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ก็ได้พยายามบอกว่ายุทธศาสตร์สันติวิธี และยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา รวมทั้งนโยบายของ พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฎฐ์ ผบช.ศชต. ในเรื่องเข้มแข็งอำนาจรัฐ ปฏิบัติยุติธรรม เลิศล้ำงานมวลชน จะเป็นหนทางยุติสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน หากทุกฝ่ายเข้าใจ

       ขณะเดียวกัน พยายามให้เขามีความภาคภูมิใจที่ได้มาปฏิบัติงานที่นี่รวมทั้งแยกแยะการทำงานเป็นสองด้านเพื่อให้ง่ายเข้า ได้แก่การปฏิบัติการในมิติทางยุทธวิธีทหารตำรวจ และมิติทางการเมือง (การปฏิบัติทางสังคมจิตวิทยา) แล้วจะทำให้ทุกคนมองออกว่าเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป

       สุดท้ายก็บอกว่าอย่าประมาท ต้องรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

       สุดๆของสุดท้าย ผมบังอาจฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าขอให้เร่งรัดปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ ทั้งในรูปของตัวเงินและมิใช่ตัวเงินตามระเบียบ

       เพื่อดึงดูดเพื่อนพ้องน้องพี่ทหารตำรวจและข้าราชการอื่นๆที่มีความรู้ความสามารถให้ลงมาปฏิบัติหน้าที่แบบผมและเพื่อนๆ รวมทั้งลูกน้องนับพันคน

       เพราะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนตัวผมคนที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ได้ต้องผ่านการคัดเลือก ไม่ใช่ถีบส่งกันมาอย่างที่เคยเป็นกัน

       พูดง่ายๆ ถึงสมัครใจ ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ลงไปทำงานหรือเปล่า

       คนที่เหนื่อยล้า อ่อนสมรรถภาพต้องนำไปปรับปรุงที่อื่น ไม่ใช่ ทำงานไปก็ปรับปรุงกันไปอย่างนี้

       ฉะนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ จึงเป็นความหวังที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา และเรื่องการคัดเลือกคนก็มีมาแต่พระบรมราโชวาทของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ แล้ว

       ผมจะไม่ไปเถียงกับใครหรอกว่า คนกับระบบ อะไรสำคัญกว่ากัน เพราะไม่ต่างอะไรกับการเถียงว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน

       แต่ที่นี่ พวกเรากำลังรบทัพจับศึก ไม่ใช่เวทีถกเถียงเสวนากัน และพวกเราก็ไม่มีเวลามากพอสำหรับเรื่องนั้น

       ในส่วนตัวผม ในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีนั้น ผมว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว (พูดเหมือนทุกรัฐบาล)

       แต่ที่ลืมกัน แก้กันไม่ได้ก็เรื่องการดึงดูดเหล่าจอมยุทธ์ลงสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อบ้านเมืองมีภัยในเวลานี้ ความภาคภูมิใจของเหล่าผู้กล้าทหารตำรวจพลเรือนเพียงอย่างเดียว

       มันแก้ไม่ได้หรอกครับ

       ดังนั้น บอกชัดๆว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นเครื่องมือสำคัญ

       ทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสวรรค์ของคนทำงานเสียทีเถิดครับ ท่านสีแดงและสีเหลืองทั้งหลาย

       รวมทั้ง ท่านรัฐบาล และผู้เกี่ยวข้อง

 

                                         พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                                                ผกก.สภ.ปะนาเระ

 การข่าว..สำคัญจริงๆ

    ทุกหน่วยงานและทุกรัฐบาลมักจะบอกว่าการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือการข่าว หลายคนที่ได้ยินได้ฟังคงจะสับสนอยู่บ้างว่าแล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาสามจังหวัด ก็เห็นทุกรัฐบาลและผู้รับผิดชอบก็พูดกันอยู่อย่างนี้และการข่าวนั้นฝ่ายปกครองทหารตำรวจก็ต้องมีอยู่และรู้กันบ้างอยู่แล้ว เป็นไปได้อย่างไรหากอยู่กันแบบไม่รู้อะไรกันเลย...แล้วจะมาบอกว่ามันเป็นปัญหาทำไม มันน่าจะเป็นปัญหาพื้นๆสำหรับการป้องกันปราบปรามและการสืบสวนจับกุม...ก็นั่นนะซิ หากผมเป็นคนนอกสามจังหวัดก็คงคิดแบบนั้น

แต่เอาเข้าจริงปัญหาที่นี่ไม่ได้เหมือนกับที่พูดและเข้าใจกัน

    ในสามจังหวัดเรื่องเกิดประเดี๋ยวนี้..บางคดีต้องอีกสองสามชั่วโมงหรืออีกสองสามวันจึงจะรู้กันว่าคนร้ายมายังไง ใส่เสื้อกางเกงสีอะไรและมายานพาหนะอย่างไรและใครน่าจะเกี่ยวข้องบ้าง

ที่นี่...ไม่มีใครเขาว่าใครหรอก เพราะเชื่อกันสนิทใจตลอดมาว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความไม่ปลอดภัยเป็นทุนเดิมและไม่มั่นใจว่าเมื่อบอกเรื่องราวไปแล้วพรุ่งนี้จะมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า

รู้กันอยู่แล้วว่าทหารตำรวจและฝ่ายปกครองที่ถืออาวุธไม่อาจอยู่กับแหล่งข่าวได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงหรือทั้งชีวิตเป็นแน่

    เมื่อ จนท.ไม่อาจชี้แจงประชาชนให้เข้าใจได้ว่าวิธีการแจ้งข่าวอย่างปลอดภัยนั้นมีอยู่หลายช่องทาง และอย่าไปตกหลุมพรางของการคาดเดาหรือสุ่มมั่วของผู้เสียประโยชน์ไม่ว่าจะจากเหตุการณ์ไม่สงบรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ตาม ก็ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับ ทั้งๆที่วิธีการเพื่อความปลอดภัยสำหรับการแจ้งข่าวสารและเบาะแสมีอยู่มากมายหลายประการ

    ข้อสำคัญ...สำหรับส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงพึงระลึกไว้เสมอว่าจะต้องสร้างความรัก ความเชื่อมั่นศรัทธา สร้างความไว้วางใจจนกระทั่งการแจ้งเบาะแสข้อมูลเกิดขึ้นได้จริงรวมทั้งมีความใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้สิ่งล่อใจทางใดๆไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือประโยชน์อื่นประการใดก็ตาม

ให้ง่ายเข้าก็คือเราจะสามารถบริหารจัดการเรื่องสายข่าวและสายลับได้อย่างไรจึงจะทำให้ได้ข่าวสารข้อมูลที่แม่นยำที่สุด ไม่ว่าข่าวนั้นจะได้มาโดยมีสิ่งชักจูงใจหรือไม่ก็ตาม

หลายคนที่อ่าน...คงคิดว่านี่มันจูงใจทำให้พยานหลักฐานไม่อาจรับฟังได้ในชั้นพิจารณาของศาลนี่นา

แต่ขอโทษ...ผมกำลังกล่าวถึงการสดับตรับฟังข่าวสารในชั้นสืบสวนหาข้อเท็จจริงซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองอีกหลายชั้นว่าข่าวสารนั้นมีแนวโน้มไปทางเท็จหรือทางจริงกันแน่ ยังไม่ไปถึงขั้นใช้เป็นพยานหลักฐานทางคดีหรอกครับ

ความสำคัญจึงอยู่ที่...การบริหารจัดการกับแหล่งข่าว

เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๐๐.๒๐ น.ผมรับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันบาดเจ็บ ๒ คนเป็นเด็กอายุเพียง ๑๕/๑๖ ปี และกำลังรักษาช่วยเหลือกันที่โรงพยาบาล เมื่อไปถึงพนักงานสอบสวนดูจะมั่นใจว่าได้ข้อเท็จจริงแล้วว่านั่งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วลูกปืนก็ไม่รู้มาจากทางไหน จนกระทั่งบาดเจ็บ

นั่นเป็นคำบอกเล่าของผู้บาดเจ็บ

ผมได้สั่งการให้ชุดสืบสวนหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นและเมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ฟังจากพนักงานสอบสวนตามที่ผู้บาดเจ็บว่าไว้ แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์จากชุดสืบสวนกลับไม่เป็นไปตามนั้น

ข้อเท็จจริงคือเกิดเหตุขณะขับขี่รถจักรยานยนต์และมีผู้ขับรถตามหลังมาจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น เบื้องต้นทราบว่าผู้ที่ขี่รถตามเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน

    คำบอกเล่าให้พนักงานสอบสวนฟังของผู้บาดเจ็บล้วนเป็นเท็จ

    ผมพยายามคุยกับผู้บาดเจ็บ ดูแล้วเหมือนซ่อนพรางข้อเท็จจริงเพราะพูดกันไปก็มองหน้ากันไปมาระหว่างผู้บาดเจ็บทั้งสอง เมื่อชุดสืบสวนมาถึงผมก็รีบไปที่เกิดเหตุ มอบหมายให้ชุดสืบสวนซักถามผู้บาดเจ็บต่อ เมื่อไปถึงสถานที่ที่อ้างว่าเกิดเหตุ บ้านที่เขาอ้างว่านั่งอยู่และถูกยิงเป็นบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ผมซักถามเชิงรุกหลายคำถามกับผู้อยู่และไม่อยู่ในเหตุการณ์ ตรวจที่เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งถึงคำถามที่ว่ารถคนที่ถูกยิงขับมาอยู่ไหน เมื่อได้คำตอบก็พบว่าที่รถมีรอยเลือดติดอยู่แต่รถกลับจอดเรียบร้อยที่หน้าบ้านและอยู่ในรั้วบ้าน  

    คราวนี้ก็ถึงที...พูดให้สำนึกกันบ้าง

    สุดท้ายก็ได้ตัวผู้ต้องหาพร้อมอาวุธปืนของกลางพร้อมปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้วครบจำนวน ซ้ำนำไปชี้เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ

    แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับการข่าวสารข้อมูล

    ก็ถ้าไม่มีสายข่าวหรือผู้ที่เชื่อมั่นศรัทธาตำรวจซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ณ เวลานั้น คดีนี้คงเป็นคดีที่นั่งเฉยๆ แล้วลูกปืนไม่รู้มาจากไหนทำให้คนบาดเจ็บสองคน

    หากถามต่อว่าการข่าวคดีนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่... ผมตอบได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า...สลึงก็ไม่ได้จ่ายให้ใคร

    มีแต่ความรักความศรัทธาในตำรวจ...พูดไปก็เหมือนตลก ขำๆ มันจะมีเหรอที่แจ้งข่าวโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนก็ไหนว่าไม่มีคนอยากแจ้งข่าวไม่ใช่หรือ

    ตอบได้ว่า...เยอะครับ คนที่อยากเห็นความเป็นธรรม อยากเห็นอยากบอกเพื่อให้สิ่งที่มันถูกต้องเกิดขึ้นในสามจังหวัดนี้ และดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวันทุกวันหากเห็นว่าปลอดภัย

    หากเราไม่มีแหล่งข่าว...คดีนี้คงไปสุดลูกหูลูกตาและป่านนี้คงจะได้จ่ายเงินเยียวยากันสบายใจเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว

    ผมชมเชยชุดสืบสวน สภ.ปะนาเระ ที่ภายหลังรับแจ้งเหตุมีการตรวจสอบและยืนยันเหตุว่าเกิดขึ้นจริงรวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งๆที่พนักงานสอบสวนดูเหมือนจะม้วนเสื่อกลับโรงพักแล้วตั้งแต่ซักถามผู้บาดเจ็บ

    จึงเป็นอุทธาหรณ์ว่า...การข่าวและแหล่งข่าวนั้นสำคัญจริงๆ

    แหล่งข่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งโดยธรรมชาติหรือการจัดตั้งไว้

    แต่หากเป็นข้อมูลที่มีความใกล้เคียงกับเรื่องจริง จะทำให้แนวทางสืบสวนไม่ผิดทิศผิดทางเหมือนกับเรื่องนี้

    เป็นอุทธาหรณ์สำหรับตำรวจและเจ้าหน้าที่ใน จชต.ทุกคนครับ ว่าอยากจะอยู่แบบมีความภาคภูมิใจเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งพยายามสร้างและเพิ่มเพื่อนพ้องน้องพี่ให้เป็นแหล่งข่าวได้ทุกวันทุกหมู่บ้านทุกตำบล ทั้งนี้เพื่อให้ช่วยในการยืนยันและตรวจสอบเหตุการณ์รวมทั้งเป็นหูเป็นตาให้ หรือว่าจะต่างคนต่างอยู่เพื่อรอวันเกษียณหรือวันย้ายกันดี

    สำหรับเรื่องนี้..บังเอิญก่อนเขียนบทความได้คุยกับลูกน้องเรื่องระหว่างข้าราชการที่อยากอยู่และข้าราชการที่อยากไป ส่วนตัวผมจึงเทียบเคียงและทำให้ได้เห็นว่า...

คนอยากอยู่กับคนอยากไปนั้น การทำงานมันต่างกันครับ

   หากผู้เกี่ยวข้องที่มีอำนาจยังไม่สามารถทำให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสวรรค์ของคนอยากอยู่ ก็คงรังแต่จะมีแต่คนอยากไปแต่กลับมีอยู่มากขึ้นทุกๆวัน เพราะไม่มีใครคงอยากอยู่โดยมองไม่เห็นอนาคต นอกเสียจากความตายที่รออยู่ข้างหน้าทุกวี่วัน

    แหล่งข่าวและการข่าวสารข้อมูลก็คงไม่มีเพราะไม่รู้จะรู้จักกันไปทำไม ก็อยู่และเจอกันไม่นานอยู่แล้ว หลอกกันไปวันๆ แล้วใครมันจะแจ้งเบาะแสข้อมูลให้

    โจทย์เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ของข้าราชการและกำลังพลที่ทำงานใน จชต.จึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้คนอยากอยู่ทำงานแก้ไขปัญหาด้วยความภาคภูมิใจและได้รับบำเหน็จความชอบมากกว่าข้าราชการในพื้นที่ปกติอื่นๆตามสมควร ตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยบำเหน็จความชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

      ข้าราชการและกำลังพลที่ทำงานควรต้องได้รับการคัดเลือกและคัดออกหากมือไม่ถึง ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้หรือไม่ก็ถีบส่งกลั่นแกล้งกันมาอย่างที่เคยเป็น

      ทำให้เป็นสวรรค์ของคนทำงานเสียทีเถิดครับ

    เฮ้อ...เหนื่อย (แต่ยังไม่ท้อหรอกครับ)

                        พ.ต.อ.นฤชา  สุวรรณลาภา

                    ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒


 
ประวัติศาสตร์
เกือบร้อยทั้งร้อยที่มีการซักถามผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุรุนแรง มักได้ความอันใกล้เคียงกันว่าจะถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการด้วยการชี้นำและหยิบยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยมุสลิมซึ่งถูกกระทำจากสยามในอดีต เช่น การกวาดต้อนชาวไทยมุสลิมเข้าสู่กรุงเทพมหานคร การทรมานด้วยการร้อยหวายที่เท้าแล้วให้เดินทาง รวมทั้งการชักจูงเรียกร้องให้ร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์ ศาสนาและดินแดนของชาวมุสลิมกลับคืนมา

          ทั้งหมดที่ตกลงใจเข้าสู่วงจรการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริสุทธิ์ ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าโกรธแค้นชิงชังต่อการกระทำที่โหดร้ายต่อผู้ร่วมนับถือศาสนาเดียวกันกับตนจากชาวสยามจึงได้ตอบตกลงใจ หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือการสาบานตนหรือซูมเปาะห์ต่อหน้าคัมภีร์อัลกุรอ่านอันศักดิ์สิทธิ์ และการกำหนดข้อปฏิบัติรวมทั้งข้อห้ามที่ต้องยึดถือในฐานะสมาชิก

          สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกก็คือการทดสอบกำลังใจและคัดแยกคุณลักษณะของสมาชิกแต่ละบุคคล โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งที่ยากขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ แกล้งเดินชนเจ้าหน้าที่ โปรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ ใช้สีขว้างปาป้ายบอกทาง เป็นต้น จากนั้นจึงมอบหมายภาระกิจตามความสามารถ

        ดังนั้น ประเด็นทางประวัติศาสตร์จึงถูกเชื่อมโยงกับหลักการทางศาสนาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยแท้มาแต่เริ่มต้น

          อาจกล่าวได้ว่าข้อกล่าวหาทางประวัติศาสตร์ การเข้าสู่ขบวนการและการใช้ความรุนแรงจึงถูกสร้างและอ้างเป็นความชอบธรรมด้วยหลักการทางศาสนานั่นเอง

          ลำพังประเด็นทางประวัติศาสตร์ หลักการทางศาสนาที่ถูกใช้อยู่ทุกวันนี้ การอธิบายก็ดูจะยากยิ่งในการออกมาฟันธงถึงความถูกผิดอยู่แล้ว หากนับรวมกับเงื่อนไขปัจจัยเชิงลบที่ถูกสร้างขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของคู่กรณีก็ดูจะยุ่งยากเข้าไปอีก

          วันนี้จึงเห็นว่า... ทัศนคติของบุคคลและมุมมองของบุคคลต่อความเป็นไปในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ

          ประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเกิดจากมนุษย์หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือธรรมชาติที่มีผลต่อสังคมมนุษยชาติ

          และไม่ว่าประวัติศาสตร์แต่ละเรื่องจะถูกหยิบยกถกเถียงกันในทางใดๆ ย่อมหมายถึงความเพียรพยายามที่จะสนองให้เกิดปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมากกว่าการคาดเดา หรือเชื่อถือตามกันไปโดยปราศจากหลักฐาน

          ประวัติศาสตร์จึงเป็นบันทึกทางประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน และตระหนักในคุณค่าด้านต่างๆ อย่างไร้ขีดจำกัด รวมทั้งช่วยให้รู้จักและเข้าใจในเรื่องราว รู้จักใช้เหตุผลในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญยังช่วยในการสร้างสรรค์สังคมแห่งอนาคต

          หากเป็นประวัติศาสตร์เชิงเหตุการณ์ขัดแย้ง การแพร่กระจายของบันทึกก็มักจะตกอยู่ในมือของผู้ชนะเสมอ ขณะเดียวกันฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็จะมีมุมมองที่อาจไม่มีการบันทึก แต่ได้ถูกเล่าขานกันมาอย่างยาวนาน

             แล้วเรื่องจริงเป็นอย่างไรกัน?

          เรากำลังกล่าวอ้างเรื่องที่ต่างก็ไม่รู้จริง...ใช่หรือไม่?

        ที่สำคัญเรากำลังมีมุมมองและใช้ประวัติศาสตร์เชิงลบ...มาก่อความรุนแรงต่อมนุษยชาติด้วยกัน

          แล้วหากมีการถกเถียงกันไม่จบว่า...มนุษยชาติแถบนี้ดั้งเดิมเป็นของใครกันแน่ ใครกันเป็นบรรพบุรุษของใครที่ต้องสืบทอด? และกว่า ๕๐๐ ปีที่ศาสนาอิสลามมีความเจริญรุ่งเรืองมีศาสนาอื่นเจริญรุ่งเรืองก่อนจริงหรือไม่? หรือเราจะมีชาติพันธุ์และศาสนาที่แตกต่างเพื่อขัดแย้งแข่งขันกันดอกหรือ?

        เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ชวนทะเลาะทั้งสิ้น

          ถึงตอนนี้ทำให้เห็นความสำคัญของคำว่า “บทเรียน และ ตระหนักในคุณค่า รวมทั้ง การสร้างสรรค์สังคมแห่งอนาคต ของประวัติศาสตร์

          ผมเคยอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ฝ่ายหนึ่งพยายามเผยแพร่ความสูญเสียของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังต่ออำนาจเผด็จการและผู้ปกครอง ขณะเดียวกันการเรียกร้องให้ร่วมกันลุกขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งไม่ชอบธรรมก็ถูกระบุเป็นวาระสุดท้าย

        จำได้ว่า...ในวันนั้นผมและพรรคพวกอีกไม่น้อยที่เห็นต่าง

          พวกเราปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อกัน เพราะหนทางการต่อสู้กับเผด็จการ เพื่อให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้นมีด้วยกันหลายช่องทาง และการใช้มุมมองประวัติศาสตร์เชิงลบเพื่อให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันไม่ใช่ทางเดียวของการเกิดประชาธิปไตย

          การมองประวัติศาสตร์จึงควรเป็นในเชิง“บทเรียนทั้งบวกและลบ และ ตระหนักในคุณค่าว่าจะต้องรักษาและหวงแหนสิ่งที่เป็นบวก เพื่อการสร้างสรรค์สังคมแห่งอนาคต ขณะเดียวกันต้องป้องกันแก้ไขไม่ให้สิ่งเลวร้ายที่เป็นลบบังเกิดขึ้นอีก

 

          คงไม่มีใครอยากเห็น “การใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม เพียงเพราะเหตุผลทางประวัติศาสตร์

 

หากจะมีการชำระประวัติศาสตร์ร่วมกันเสียที...ก็น่าจะดีครับ
 

      พิชัย ๑๐

       

     ๑๙ กันยายน ๒๕๕๒
 

     

หน้าเว็บย่อย (1): บทความพิเศษ