พระธรรมบทปาฬิ_แปล


Dhammapada-Pali-Thai


๒๗. ธมฺมปเท วคฺคานมุทฺทาน

veröffentlicht um 08.11.2018, 00:32 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 08.11.2018, 00:36 ]


ธมฺมปเท วคฺคานมุทฺทานํ –


ยมกปฺปมาโท จิตฺตํ, ปุปฺผํ พาเลน ปณฺฑิโต;

อรหนฺโต สหสฺสญฺจ, ปาปํ ทณฺเฑน เต ทสฯ

ชรา อตฺตา จ โลโก จ, พุทฺโธ สุขํ ปิเยน จ;

โกโธ มลญฺจ ธมฺมฏฺโฐ, มคฺควคฺเคน วีสติฯ

ปกิณฺณํ นิรโย นาโค, ตณฺหา ภิกฺขุ จ พฺราหฺมโณ;

เอเต ฉพฺพีสติ วคฺคา, เทสิตาทิจฺจพนฺธุนาฯ


รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ

ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรค

ปัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรค

อัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรค

ธัมมัฏฐวรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค นาควรรค

ตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค อันพระ

พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว


คาถานมุทฺทานํ –


ยมเก วีสติ คาถา, อปฺปมาทมฺหิ ทฺวาทส;

เอกาทส จิตฺตวคฺเค, ปุปฺผวคฺคมฺหิ โสฬสฯ

พาเล จ โสฬส คาถา, ปณฺฑิตมฺหิ จตุทฺทส;

อรหนฺเต ทส คาถา, สหสฺเส โหนฺติ โสฬสฯ

เตรส ปาปวคฺคมฺหิ, ทณฺฑมฺหิ ทส สตฺต จ;

เอกาทส ชรา วคฺเค, อตฺตวคฺคมฺหิ ตา ทสฯ

ทฺวาทส โลกวคฺคมฺหิ, พุทฺธวคฺคมฺหิ ฐารส [โสฬส (สพฺพตฺถ)];

สุเข จ ปิยวคฺเค จ, คาถาโย โหนฺติ ทฺวาทสฯ

จุทฺทส โกธวคฺคมฺหิ, มลวคฺเคกวีสติ;

สตฺตรส จ ธมฺมฏฺเฐ, มคฺควคฺเค สตฺตรสฯ

ปกิเณฺณ โสฬส คาถา, นิรเย นาเค จ จุทฺทส;

ฉพฺพีส ตณฺหาวคฺคมฺหิ, เตวีส ภิกฺขุวคฺคิกาฯ

เอกตาลีสคาถาโย, พฺราหฺมเณ วคฺคมุตฺตเม;

คาถาสตานิ จตฺตาริ, เตวีส จ ปุนาปเร;

ธมฺมปเท นิปาตมฺหิ, เทสิตาทิจฺจพนฺธุนาติฯ


ธมฺมปทปาฬิ นิฎฺฐิตาฯ


รวมคาถาที่มีในคาถาธรรมบท คือ


#ในยมกวรรคมี ๒๐ คาถา ในอัปปมาทวรรคมี ๑๒ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถา ในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในปัณฑิตวรรคมี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถา ในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถา ในชราวรรคมี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถา ในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา ในโกธวรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรคมี ๑๗ คาถา ในมรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถาในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท ฯ

จบธรรมบท



(เอตฺตาวตา สพฺพปฐเม ยมกวคฺเค จุทฺทส วตฺถูนิ, อปฺปมาทวคฺเค นว, จิตฺตวคฺเค นว, ปุปฺผวคฺเค ทฺวาทส, พาลวคฺเค ปนฺนรส, ปณฺฑิตวคฺเค เอกาทส, อรหนฺตวคฺเค ทส, สหสฺสวคฺเค จุทฺทส, ปาปวคฺเค ทฺวาทส, ทณฺฑวคฺเค เอกาทส, ชราวคฺเค นว, อตฺตวคฺเค ทส, โลกวคฺเค เอกาทส, พุทฺธวคฺเค นว [อฎฺฐ (กฯ)], สุขวคฺเค อฎฺฐ, ปิยวคฺเค นว, โกธวคฺเค อฎฺฐ, มลวคฺเค ทฺวาทส, ธมฺมฎฺฐวคฺเค ทส, มคฺควคฺเค ทฺวาทส, ปกิณฺณกวคฺเค นว, นิรยวคฺเค นว, นาควคฺเค อฎฺฐ, ตณฺหาวคฺเค ทฺวาทส, ภิกฺขุวคฺเค ทฺวาทส, พฺราหฺมณวคฺเค จตฺตาลีสาติ ปญฺจาธิกานิ ตีณิ วตฺถุสตานิฯ


สเตวีสจตุสฺสตา, จตุสจฺจวิภาวินา;

สตตฺตยญฺจ วตฺถูนํ, ปญฺจาธิกํ สมุฎฺฐิตาติ)

[( ) เอตฺถนฺตเร ปาโฐ วิเทสโปตฺถเกสุ นตฺถิ, อฎฺฐกถาสุเยว ทิสฺสติ]


[ธมฺมปทสฺส วคฺคสฺสุทฺทานํ

§ยมกํ ปมาทํ จิตฺตํ, ปุปฺผํ พาลญฺจ ปณฺฑิตํฯ

§รหนฺตํ สหสฺสํ ปาปํ, ทณฺฑํ ชรา อตฺตโลกํฯ

§พุทฺธํ สุขํ ปิยํ โกธํ, มลํ ธมฺมฎฺฐมคฺคญฺจฯ

§ปกิณฺณกํ นิรยํ นาคํ, ตณฺหา ภิกฺขู จ พฺราหฺมโณฯ


§คาถายุทฺทานํ

§ยมเก วีสคาถาโย, อปฺปมาทโลกมฺหิ จฯ

§ปิเย ทฺวาทสคาถาโย, จิตฺเต ชรตฺเตกาทสฯ

§ปุปฺผพาลสหสฺสมฺหิ, พุทฺธ มคฺค ปกิณฺณเกฯ

§โสฬส ปณฺฑิเต โกเธ, นิรเย นาเค จตุทฺทสฯ

§อรหนฺเต ทสคฺคาถา, ปาปสุขมฺหิ เตรสฯ

§สตฺตรส ทณฺฑธมฺมฏฺเฐ, มลมฺหิ เอกวีสติฯ

§ตณฺหาวคฺเค สตฺตพฺพีส, เตวีส ภิกฺขุวคฺคมฺหิฯ

§พฺราหฺมเณ เอกตาลีส, จตุสฺสตา สเตวีสฯ (กฯ)]

๒๖. พฺราหฺมณวคฺโค - พราหมณวรรคที่ ๒๖

veröffentlicht um 10.10.2018, 00:37 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 23:57 ]

๒๖. พฺราหฺมณวคฺโค

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

. ปสาทพหุลพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๖๖)

๓๘๓.

ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม, กาเม ปนูท พฺราหฺมณ;


สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา, อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณฯ


ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหาเสีย, จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย,

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้. (๒๖:)

. สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ. (๒๖๗)

๓๘๔.

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ, ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ;


อถสฺส สพฺเพ สํโยคา, อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโตฯ


เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ,

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง

ย่อมถึงความสาบสูญไป. (๒๖:)

. มารวตฺถุ. (๒๖๘)

๓๘๕.

ยสฺส ปารํ อปารํ วา, ปาราปารํ น วิชฺชติ;


วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด,

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว

ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:)

. อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๖๙)

๓๘๖.

ฌายึ วิรชมาสีนํ, กตกิจฺจํ อนาสวํ;


อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ,

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:)

. อานนฺทตฺเถรวตฺถุ. (๒๗๐)

๓๘๗.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ, รตฺติมาภาติ จนฺทิมา;

สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ, ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ;


อถ สพฺพมโหรตฺตึ, พุทฺโธ ตปติ เตชสาฯ


พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน, พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน,

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า, พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง,

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรืองด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น. (๒๖:)

. อญฺญตรปพฺพชิตวตฺถุ. (๒๗๑)

๓๘๘.

พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ, สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ;


ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ, ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติฯ


บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์, เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ,

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น. (๒๖:)

. สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ. (๒๗๒)

๓๘๙.

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย, นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ;

ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ, ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติฯ


พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์, พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น,

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์, เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์ กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น. (๒๖:)


๓๙๐.

น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย, ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ;


ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ, ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํฯ


การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่,

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ, ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ. (๒๖:)

. มหาปชาปตีโคตมีวตฺถุ. (๒๗๓)

๓๙๑.

ยสฺส กาเยน วาจาย, มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ;


สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ,

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:)

. สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ. (๒๗๔)

๓๙๒.

ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ;


สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย, อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณฯ


บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด, พึง

นอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ, เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น. (๒๖:๑๐)

๑๐. ชฏิลพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๗๕)

๓๙๓.

น ชฏาหิ น โคตฺเตน, น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ;


ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณฯ


บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้,

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด, ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ด้วย. (๒๖:๑๑)

๑๑. กุหกพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๗๖)

๓๙๔.

กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ, กินฺเต อชินสาฏิยา;


อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ, พาหิรํ ปริมชฺชสิฯ


ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน,

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน,

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก. (๒๖:๑๒)

๑๒. กิสาโคตมีวตฺถุ. (๒๗๗)

๓๙๕.

ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ, กิสนฺธมนิสนฺถตํ;


เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุลซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น,

ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน) อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๓)

๑๓. อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๗๘)

๓๙๖.

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ;


โภวาที นาม โส โหติ, ส เว โหติ สกิญฺจโน;


อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์,

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ) ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล,

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๔)

๑๔. อุคฺคเสนวตฺถุ. (๒๗๙)

๓๙๗.

สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา, โย เว น ปริตสฺสติ;


สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ ไม่สะดุ้ง,

ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๕)

๑๕. เทฺว พฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๘๐)

๓๙๘.

เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ, สนฺทานํ สหนุกฺกมํ;


อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และ

ตัดทิฐิดุจเงื่อนพร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้,

ผู้มีอวิชชาดุจลิ่มสลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๖)

๑๖. อกฺโกสกภารทฺวาชวตฺถุ. (๒๘๑)

๓๙๙.

อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ, อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ;


ขนฺตีพลํ พลาณีกํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า การทุบตีและการจองจำ,

ผู้มีกำลัง คือ ขันติ ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๗)

๑๗. สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ. (๒๘๒)

๔๐๐.

อกฺโกธนํ วตวนฺตํ, สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ;


ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น,

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๘)

๑๘. อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ. (๒๘๓)

๔๐๑.

วาริ โปกฺขรปตฺเตว, อารคฺเคริว สาสโป;


โย น ลิมฺปติ กาเมสุ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลายดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๑๙)

๑๙. อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๘๔)

๔๐๒.

โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ, อิเธว ขยมตฺตโน;


ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้,

มีภาระอันปลงแล้วพรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๐)

๒๐. เขมาภิกฺขุนีวตฺถุ. (๒๘๕)

๔๐๓.

คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ, มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ;


อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค,

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๑)

๒๑. ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ. (๒๘๖)

๔๐๔.

อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ, อนาคาเรหิ จูภยํ;


อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต,

ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๒)

๒๒. อญฺญตรภิกฺขุวตฺถุ. (๒๘๗)

๔๐๕.

นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ, ตเสสุ ถาวเรสุ จ;


โย น หนฺติ น ฆาเตติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง,

ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๓)

๒๓. สามเณรวตฺถุ. (๒๘๘)

๔๐๖.

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ, อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ;


สาทาเนสุ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน,

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๔)

๒๔. มหาปนฺถกตฺเถรวตฺถุ. (๒๘๙)

๔๐๗.

ยสฺส ราโค จ โทโส จ, มาโน มกฺโข จ ปาติโต;


สาสโปริว อารคฺคา, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไป,

ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๕)

๒๕. ปิลินฺทวจฺฉตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๐)

๔๐๘.

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ, คิรํ สจฺจํ อุทีรเย;


ยาย นาภิสเช กญฺจิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง,

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๖)

๒๖. อญฺญตรภิกฺขุวตฺถุ. (๒๙๑)

๔๐๙.

โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา, อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ;


โลเก อทินฺนํ นาทิยติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม,

น้อยก็ตาม มากก็ตาม งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๗)

๒๗. สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๒)

๔๑๐.

อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ;


นิราสยํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า,

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๘)

๒๘. มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๓)

๔๑๑.

ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ, อญฺญาย อกถงฺกถี;


อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว,

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๒๙)

๒๙. เรวตตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๔)

๔๑๒.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา;


อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้,

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๐)

๓๐. จนฺทาภตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๕)

๔๑๓.

จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ;


นนฺทิภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว,

เหมือนพระจันทร์ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๑)

๓๑. สีวลิตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๖)

๔๑๔.

โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ, สํสารํ โมหมจฺจคา;


ติณฺโณ ปารคโต ฌายี, อเนโช อกถงฺกถี;


อนุปาทาย นิพฺพุโต, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก สงสาร และโมหะนี้เสียได้,

เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย,

ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๒)

๓๒. สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๗)

๔๑๕.

โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช;


กามภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้,

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๓)

๓๓. ชฏิลตฺเถรวตฺถุ (๒๙๘)*

๓๔. โชติกตฺเถรวตฺถุ. (๒๙๙)

๔๑๖.

โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช;


ตณฺหาภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้,

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๔)

๓๕. ปฐมนฏปุพฺพกวตฺถุ. (๓๐๐)

๔๑๗.

หิตฺวา มานุสกํ โยคํ, ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา;


สพฺพโยควิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์ ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์,

พรากแล้วจากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๕)

๓๖. ทุติยนฏปุพฺพกวตฺถุ. (๓๐๑)

๔๑๘.

หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ, สีติภูตํ นิรูปธึ;


สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้ เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้,

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวงผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๖)

๓๗. วงฺคีสตฺเถรวตฺถุ. (๓๐๒)

๔๑๙.

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ, อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส;


อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง,

ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๗)


๔๒๐.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ, เทวา คนฺธพฺพมานุสา;


ขีณาสวํ อรหนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์รู้คติของเขาไม่ได้,

มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๘)

๓๘. ธมฺมทินฺนาเถรีวตฺถุ. (๓๐๓)

๔๒๑.

ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ, มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ;


อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต และ

ในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน, ไม่มีความกังวล ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๓๙)

๓๙. องฺคุลิมาลตฺเถรวตฺถุ. (๓๐๔)

๔๒๒.

อุสภํ ปวรํ วีรํ, มเหสึ วิชิตาวินํ;


อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ


เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว,

ไม่หวั่นไหว ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๔๐)

๔๐. เทวหิตพฺราหฺมณวตฺถุ. (๓๐๕)

๔๒๓.

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ;


อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญาโวสิโต มุนิ;


สพฺพโวสิตโวสานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํฯ



พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย,

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง,

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. (๒๖:๔๑)


จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

๒๕. ภิกฺขุวคฺโค - ภิกขุวรรคที่ ๒๕

veröffentlicht um 08.10.2018, 09:30 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 14:24 ]

๒๕. ภิกฺขุวคฺโค

คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕

. ปญฺจภิกฺขุวตฺถุ. (๒๕๔)

๓๖๐.

จกฺขุนา สํวโร สาธุ, สาธุ โสเตน สํวโร;


ฆาเนน สํวโร สาธุ, สาธุ ชิวฺหาย สํวโรฯ


ความสำรวมด้วยจักษุเป็นความดี ความสำรวมด้วยหูเป็นความดี

ความสำรวมด้วยจมูกเป็นความดี ความสำรวมด้วยลิ้นเป็นความดี. (๒๕:)


๓๖๑.

กาเยน สํวโร สาธุ, สาธุ วาจาย สํวโร;


มนสา สํวโร สาธุ, สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร;


สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ, สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติฯ


ความสำรวมด้วยกายเป็นความดี ความสำรวมด้วยวาจาเป็นความดี

ความสำรวมด้วยใจเป็นความดีความสำรวมในทวารทั้งปวงเป็นความดี

ภิกษุผู้สำรวมแล้ว ในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. (๒๕:)

. หํสฆาตกภิกฺขุวตฺถุ. (๒๕๕)

๓๖๒.

หตฺถสญฺญโต ปาทสญฺญโต, วาจาย สญฺญโต สญฺญตตฺตโม;


อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต, เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกฺขุฯ


ผู้ที่สำรวมมือสำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมตน ยินดีในอารมณ์ภายใน

มีจิตตั้งมั่น อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ. (๒๕:)

. โกกาลิกวตฺถุ. (๒๕๖)

๓๖๓.

โย มุขสญฺญโต ภิกฺขุ, มนฺตภาณี อนุทฺธโต;


อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ, มธุรํ ตสฺส ภาสิตํฯ


ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน

ย่อมแสดงอรรถและธรรมภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ. (๒๕:)

. ธมฺมารามตฺเถรวตฺถุ. (๒๕๗)

๓๖๔.

ธมฺมาราโม ธมฺมรโต, ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ;


ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ, สทฺธมฺมา น ปริหายติฯ


ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม

ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม. (๒๕:)

. อญฺญตรวิปกฺขเสวกภิกฺขุวตฺถุ. (๒๕๘)

๓๖๕.

สลาภํ นาติมญฺเญยฺย, นาญฺเญสํ ปิหยญฺจเร;


อญฺเญสํ ปิหยํ ภิกฺขุ, สมาธึ นาธิคจฺฉติฯ


ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่พึงเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น

เพราะภิกษุปรารถนาลาภของผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่บรรลุสมาธิ. (๒๕:)


๓๖๖.

อปฺปลาโภปิ เจ ภิกฺขุ, สลาภํ นาติมญฺญติ;


ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ, สุทฺธาชีวึ อตนฺทิตํฯ


ถ้าว่าภิกษุแม้มีลาภน้อยก็ย่อมไม่ดูหมิ่นลาภของตนไซร้

เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้น ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน. (๒๕:)

. ปญฺจคฺคทายกพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๕๙)

๓๖๗.

สพฺพโส นามรูปสฺมึ, ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ;


อสตา จ น โสจติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติฯ


ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าของเราโดยประการทั้งปวง

และย่อมไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปไม่มีอยู่ ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นภิกษุ. (๒๕:)

. สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ. (๒๖๐)

๓๖๘.

เมตฺตาวิหารี โย ภิกฺขุ, ปสนฺโน พุทฺธสาสเน;


อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ, สงฺขารูปสมํ สุขํฯ


ภิกษุใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่ระงับสังขารเป็นสุข. (๒๕:)


๓๖๙.

สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ, สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ;


เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ, ตโต นิพฺพานเมหิสิฯ


ดูกรภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว

เธอตัดราคะและโทสะแล้ว จักถึงนิพพานในภายหลัง. (๒๕:๑๐)


๓๗๐.

ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห, ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย;


ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ, โอฆติณฺโณติ วุจฺจติฯ


ภิกษุพึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง

ภิกษุล่วงธรรม-เป็นเครื่องข้อง ๕ อย่างได้แล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะได้. (๒๕:๑๑)


๓๗๑.

ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท, มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ;

มา โลหคุฬํ คิลี ปมตฺโต, มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโนฯ


ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธอหมุนไปในกามคุณ

เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะอย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่านี้ทุกข์. (๒๕:๑๒)


๓๗๒.

นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส, ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต;


ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ, ส เว นิพฺพานสนฺติเกฯ


ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน. (๒๕:๑๓)


๓๗๓.

สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส, สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน;


อมานุสี รตี โหติ, สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโตฯ


ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง

ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ. (๒๕:๑๔)


๓๗๔.

ยโต ยโต สมฺมสติ, ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ;


ลภตี ปีติปาโมชฺชํ, อมตํ ตํ วิชานตํฯ


ในกาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ

ภิกษุนั้นย่อมได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่. (๒๕:๑๕)


๓๗๕.

ตตฺรายมาทิ ภวติ, อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน;


อินฺทฺริยคุตฺติ สนฺตุฏฺฐี, ปาติโมกฺเข จ สํวโรฯ


บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมนี้ คือ ความคุ้มครองอินทรีย์ ความสันโดษ และ

ความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้นของภิกษุผู้มีปัญญาในธรรมวินัยนี้. (๒๕:๑๖)


๓๗๖.

มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ, สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต;


ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส, อาจารกุสโล สิยา;


ตโต ปาโมชฺชพหุโล, ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติฯ


ท่านจงคบกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจดไม่เกียจคร้าน

ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ

เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ เพราะความประพฤติในปฏิสันถาร

และความเป็นผู้ฉลาดในอาจาระนั้นจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. (๒๕:๑๗)

. ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ. (๒๖๑)

๓๗๗.

วสฺสิกา วิย ปุปฺผานิ, มทฺทวานิ ปมุญฺจติ;

เอวํ ราคญฺจ โทสญฺจ, วิปฺปมุญฺเจถ ภิกฺขโวฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเปลื้องราคะและโทสะเสีย

เหมือนมะลิปล่อยดอกที่เหี่ยวแห้งแล้ว ฉะนั้น. (๒๕:๑๘)

. สนฺตกายตฺเถรวตฺถุ. (๒๖๒)

๓๗๘.

สนฺตกาโย สนฺตวาโจ, สนฺตมโน สุสมาหิโต;


วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติฯ


ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบมีใจตั้งมั่นดี

มีอามิสในโลกอันคายแล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบระงับ. (๒๕:๑๙)

๑๐. นงฺคลกูฏตฺเถรวตฺถุ (๒๖๓)

๓๗๙.

อตฺตนา โจทยตฺตานํ, ปฏิมํเสตมตฺตนา;


โส อตฺตคุตฺโต สติมา, สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิฯ


จงเตือนตนด้วยตนเอง จงสงวนตนด้วยตนเอง

ดูกรภิกษุ เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้มครองแล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข. (๒๕:๒๐)


๓๘๐.

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, อตฺตา หิ อตฺตโน คติ;


ตสฺมา สญฺญม อตฺตานํ, อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโชฯ


ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน

เพราะเหตุนั้น ท่านจงสำรวมตน เหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น. (๒๕:๒๑)

๑๑. วกฺกลิตฺเถรวตฺถุ. (๒๖๔)

๓๘๑.

ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ, ปสนฺโน พุทฺธสาสเน;


อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ, สงฺขารูปสมํ สุขํฯ


ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์เลื่อมใสแล้วในพุทธศาสนา

พึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่เข้าไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข. (๒๕:๒๒)

๑๒. สุมนสามเณรวตฺถุ. (๒๖๕)

๓๘๒.

โย หเว ทหโร ภิกฺขุ, ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน;


โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ, อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาฯ



ภิกฺขุวคฺโค ปญฺจวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


ภิกษุใดแล ยังเป็นหนุ่มย่อมเพียรพยายามในพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น . (๒๕:๒๓)


จบภิกขุวรรคที่ ๒๕

๒๔. ตณฺหาวคฺโค - ตัณหาวรรคที่ ๒๔

veröffentlicht um 07.10.2018, 12:14 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 14:05 ]

๒๔. ตณฺหาวคฺโค

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

. กปิลมจฺฉวตฺถุ. (๒๔๒)

๓๓๔.

มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย;


โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโรฯ


ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น. (๒๔:)


๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา;


โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํฯ


ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด

ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น. (๒๔:)


๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ;


โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขราฯ


บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลก

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น. (๒๔:)


๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา;


ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ;


มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํฯ


เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น. (๒๔:)

. สูกรโปติกาวตฺถุ. (๒๔๓)

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห, ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ;


เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต, นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํฯ


ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น. (๒๔:)


๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา;


วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตาฯ


ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะ เป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว. (๒๔:)


๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ;


ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถฯ


กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้ว

ย่อมตั้งอยู่ ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว จงตัดรากเสียด้วยปัญญา. (๒๔:)


๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ, โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน;


เต สาตสิตา สุเขสิโน, เต เว ชาติชรูปคา นราฯ


โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์ สัตว์

เหล่านั้นอาศัยความสำราญ แสวงหาสุข นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา. (๒๔:)


๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา, ปริสปฺปนฺติ สโสว พนฺธิโต;


สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา, ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิรายฯ


หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง

ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ สิ้นกาลนาน. (๒๔:)


๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา, ปริสปฺปนฺติ สโสว พนฺธิโต;


ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย, ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโนฯ


หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตน

พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย. (๒๔:๑๐)

. วิพฺภนฺตกวตฺถุ. (๒๔๔)

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต, วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ;


ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ, มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติฯ


ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า

ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก. (๒๔:๑๑)

. พนฺธนาคารวตฺถุ. (๒๔๕)

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา, ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ;


สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ, ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขาฯ


นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้อง ว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา. (๒๔:๑๒)


๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา, โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ;


เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ, อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหายฯ


นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ. (๒๔:๑๓)

. เขมาวตฺถุ. (๒๔๖)

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ, สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ;


เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา, อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหายฯ


สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไปตามกระแสตัณหา

ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป. (๒๔:๑๔)

. อุคฺคเสนเสฏฺฐิปุตฺตวตฺถุ. (๒๔๗)

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต, มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู;


สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส, น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิฯ


ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ

มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก. (๒๔:๑๕)

. จูฬธนุคฺคหปณฺฑิตวตฺถุ. (๒๔๘)

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน, ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน;


ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ, เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํฯ


ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า

มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น. (๒๔:๑๖)


๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต, อสุภํ ภาวยตี สทา สโต;


เอส โข วฺยนฺติกาหติ, เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํฯ


ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้. (๒๔:๑๗)

. มารวตฺถุ. (๒๔๙)

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตณฺโห อนงฺคโณ;


อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโยฯ


ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด. (๒๔:๑๘)


๓๕๒.

วีตตณฺโห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท;


อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ;


ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติฯ


ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ. (๒๔:๑๙)

. อุปกาชีวกวตฺถุ. (๒๕๐)

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ, สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต;

สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต, สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํฯ


เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์). (๒๔:๒๐)

๑๐. สกฺกเทวราชวตฺถุ. (๒๕๑)

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ, สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ;


สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ, ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติฯ


การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง. (๒๔:๒๑)

๑๑. อปุตฺตกเสฏฺฐิวตฺถุ. (๒๕๒)

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน;


โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํฯ


โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่

คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น. (๒๔:๒๒)

๑๒. องฺกุรเทวปุตฺตวตฺถุ. (๒๕๓)

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา;


ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํฯ


นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก. (๒๔:๒๓)


๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา;


ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํฯ


นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก. (๒๔:๒๔)


๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา;


ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํฯ


นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก. (๒๔:๒๕)


๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา;


ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํฯ


ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก. (๒๔:๒๖)


จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

๒๓. นาควคฺโค - นาควรรคที่ ๒๓

veröffentlicht um 06.10.2018, 22:22 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 11:15 ]

๒๓. นาควคฺโค

คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓

. อตฺตโนวตฺถุ. (๒๓๔)

๓๒๐.

อหํ นาโคว สงฺคาเม, จาปโต ปติตํ สรํ;


อติวากฺยํ ติติกฺขิสฺสํ, ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโนฯ


เราจักอดกลั้นซึ่งคำล่วงเกิน ดุจช้างอดทนซึ่งลูกศร

ที่ออกมาจากแล่งในสงคราม ฉะนั้น เพราะคนทุศีลมีมาก. (๒๓:)


๓๒๑.

ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ, ทนฺตํ ราชาภิรูหติ;


ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ, โยติวากฺยํ ติติกฺขติฯ


ชนทั้งหลายย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกหัดแล้วไปสู่ที่ชุมนุม พระราชาย่อมทรงพาหนะที่ได้ฝึกหัดแล้ว

ในหมู่มนุษย์คนที่ได้ฝึกแล้ว อดทนซึ่งคำล่วงเกินได้ เป็นผู้ประเสริฐสุด. (๒๓:)


๓๒๒.

วรมสฺสตรา ทนฺตา, อาชานียา จ สินฺธวา;


กุญฺชรา จ มหานาคา, อตฺตทนฺโต ตโต วรํฯ


ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ และช้างกุญชรผู้มหานาคชนิดที่นายควานฝึกแล้ว จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ

บุคคลผู้มีตนอันฝึกแล้ว ประเสริฐกว่าพาหนะเหล่านั้น. (๒๓:)

. หตฺถาจริยปุพฺพกภิกฺขุวตฺถุ. (๒๓๕)

๓๒๓.

น หิ เอเตหิ ยาเนหิ, คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ;


ยถาตฺตนา สุทนฺเตน, ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติฯ


บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว พึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยตนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วได้ ฉันใด

บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปแล้วด้วยยานเหล่านี้ ฉันนั้น หาได้ไม่. (๒๓:)

. ปริชิณฺณพฺราหฺมณปุตฺตวตฺถุ. (๒๓๖)

๓๒๔.

ธนปาลโก นาม กุญฺชโร, กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย;


พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ, สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโรฯ


กุญชรนามว่า ธนปาลกะ ผู้ตกมันจัด ห้ามได้ยาก เขาผูกไว้แล้ว

ย่อมไม่บริโภคอาหาร กุญชรย่อมระลึกถึงป่าเป็นที่อยู่แห่งช้าง. (๒๓:)

. ปเสนทิโกสลราชวตฺถุ. (๒๓๗)

๓๒๕.

มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ, นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี;


มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโฐ, ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโทฯ


เมื่อใด บุคคลเป็นผู้บริโภคมาก มักง่วงซึม นอนหลับ พลิกกลับไปมา

ดุจสุกรใหญ่อันบุคคลปรนปรือด้วยเหยื่อ เมื่อนั้น บุคคลนั้นเป็นคนเขลาเข้าห้องบ่อยๆ. (๒๓:)

. สานุสามเณรวตฺถุ. (๒๓๘)

๓๒๖.

อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ, เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ;


ตทชฺชหํ นิคฺคเหสฺสามิ โยนิโส, หตฺถิปฺปภินฺนํ วิย อํกุสคฺคโหฯ


จิตนี้ได้เที่ยวไปสู่ที่จาริกตามความปรารถนา ตามความใคร่ ตามความสุข ในกาลก่อน

วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย ดุจนายควานช้างผู้ถือขอข่มช้างผู้ตกมัน ฉะนั้น. (๒๓:)

. ปาเวรกหตฺถิวตฺถุ. (๒๓๙)

๓๒๗.

อปฺปมาทรตา โหถ, สจิตฺตมนุรกฺขถ;


ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ, ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโรฯ


ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้น

จากหล่มคือกิเลสที่ถอนได้ยาก ดุจกุญชรผู้จมแล้วในเปือกตมถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น. (๒๓:)

. สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ. (๒๔๐)

๓๒๘.

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ, สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ;


อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ, จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมาฯ


ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้

บุคคลนั้นพึงครอบงำอันตรายทั้งปวง มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น. (๒๓:)


๓๒๙.

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ, สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ;


ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย, เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโคฯ


ถ้าว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกันมีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้

บุคคลนั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียวดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น อันพระองค์ทรงชนะ แล้วเสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว

ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวไปตัวเดียวในป่า ฉะนั้น. (๒๓:๑๐)


๓๓๐.

เอกสฺส จริตํ เสยฺโย, นตฺถิ พาเล สหายตา;


เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา, อปฺโปสฺสุกฺโก มาตงฺครญฺเญว นาโคฯ


การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะความเป็นสหายไม่มีในเพราะชนพาล

บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปในป่า และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย. (๒๓:๑๑)

. มารวตฺถุ. (๒๔๑)

๓๓๑.

อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา, ตุฏฺฐี สุขา ยา อิตรีตเรน;


ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ, สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํฯ


สหายทั้งหลายเมื่อความต้องการเกิดขึ้น นำความสุขมาให้ ความยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำมาซึ่งความสุข

บุญนำความสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต การละทุกข์ได้ทั้งหมดนำมาซึ่งความสุข. (๒๓:๑๒)


๓๓๒.

สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก, อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา;


สุขา สามญฺญตา โลเก, อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขาฯ


ความเป็นผู้เกื้อกูลมารดานำมาซึ่งความสุขในโลก ความเป็นผู้เกื้อกูลบิดานำมาซึ่งความสุข

ความเป็นผู้เกื้อกูลสมณะนำมาซึ่งความสุขในโลก และความเป็นผู้เกื้อกูลพราหมณ์นำมาซึ่งความสุขในโลก. (๒๓:๑๓)


๓๓๓.

สุขํ ยาว ชรา สีลํ, สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา;


สุโข ปญฺญาย ปฏิลาโภ, ปาปานํ อกรณํ สุขํฯ




นาควคฺโค เตวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


ศีลนำมาซึ่งความสุขตราบเท่าชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำมาซึ่งความสุข

การได้เฉพาะซึ่งปัญญานำมาซึ่งความสุข การไม่ทำบาปทั้งหลายนำมาซึ่งความสุข. (๒๓:๑๔)


จบนาควรรคที่ ๒๓

๒๒. นิรยวคฺโค - นิรยวรรคที่ ๒๒

veröffentlicht um 06.10.2018, 21:53 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 11:02 ]

๒๒. นิรยวคฺโค

คาถาธรรมบท นิรยวรรคที่ ๒๒

. สุนฺทรีปริพฺพาชิกาวตฺถุ. (๒๒๕)

๓๐๖.

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ, โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห;


อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ, นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถฯ


บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้ว กล่าวว่ามิได้ทำ

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์ผู้มีกรรมเลวทราม

ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า. (๒๒:)

. ทุกฺขปีฬิตสตฺตวตฺถุ. (๒๒๖)

๓๐๗.

กาสาวกณฺฐา พหโว, ปาปธมฺมา อสญฺญตา;


ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ, นิรยนฺเต อุปปชฺชเรฯ


คนเป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม เป็นคนชั่วช้า

ย่อมเข้าถึงนรก เพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย. (๒๒:)

. วคฺคุมุทาตีริยภิกฺขุวตฺถุ. (๒๒๗)

๓๐๘.

เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต, ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม;


ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ทุสฺสีโล, รฏฺฐปิณฺฑํ อสญฺญโตฯ


ก้อนเหล็กแดงเปรียบด้วยเปลวไฟ อันบุคคลบริโภคแล้ว ประเสริฐกว่า

บุคคลผู้ทุศีล ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร. (๒๒:)

. เขมกเสฏฺฐิปุตฺตวตฺถุ. (๒๒๘)

๓๐๙.

จตฺตาริ ฐานานิ นโร ปมตฺโต, อาปชฺชตี ปรทารูปเสวี;


อปุญฺญลาภํ นนิกามเสยฺยํ, นินฺทํ ตติยํ นิรยํ จตุตฺถํฯ


นรชนผู้ประมาทแล้ว ทำชู้ภริยาของผู้อื่น ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือไม่ได้บุญ ๑

ไม่ได้นอนตามความใคร่ ๑ นินทาเป็นที่ ๓ นรกเป็นที่ ๔. (๒๒:)


๓๑๐.

อปุญฺญลาโภ จ คตี จ ปาปิกา, ภีตสฺส ภีตาย รตี จ โถกิกา;


ราชา จ ทณฺฑํ ครุกํ ปเณติ, ตสฺมา นโร ปรทารํ น เสเวฯ


การไม่ได้บุญและคติอันลามก ย่อมมีแก่นรชนนั้น

ความยินดีของบุรุษผู้กลัวกับหญิงผู้กลัว น้อยนัก

และพระราชาทรงลงอาชญาอย่างหนัก

เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรทำชู้ภริยาของผู้อื่น. (๒๒:)

. ทุพฺพจภิกฺขุวตฺถุ. (๒๒๙)

๓๑๑.

กุโส ยถา ทุคฺคหิโต, หตฺถเมวานุกนฺตติ;


สามญฺญํ ทุปฺปรามฏฺฐํ, นิรยายูปกฑฺฒติฯ


หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือ ฉันใด, ความเป็นสมณะ

ที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมคร่าเข้าไปในนรก ฉันนั้น. (๒๒:)


๓๑๒.

ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ, สงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ;


สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ, น ตํ โหติ มหปฺผลํฯ


การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรที่เศร้าหมอง

และพรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ ย่อมไม่มีผลมาก. (๒๒:)


๓๑๓.

กยิรา เจ กยิรเถนํ, ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม;


สิถิโล หิ ปริพฺพาโช, ภิยฺโย อากิรเต รชํฯ


ถ้าจะทำพึงทำกิจนั้นจริงๆ พึงบากบั่นให้มั่น

ก็สมณธรรมที่ย่อหย่อน ย่อมเรี่ยรายกิเลสดุจธุลีโดยยิ่ง. (๒๒:)

. อิสฺสาปกตอิตฺถีวตฺถุ. (๒๓๐)

๓๑๔.

อกตํ ทุกฺกตํ เสยฺโย, ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกตํ;


กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย, ยํ กตฺวา นานุตปฺปติฯ


ความชั่วไม่ทำเสียเลย ดีกว่า เพราะความชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง

ส่วนความดีทำนั่นแล เป็นดี เพราะทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง. (๒๒:)

. อาคนฺตุกภิกฺขุวตฺถุ. (๒๓๑)

๓๑๕.

นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ, คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ;


เอวํ โคเปถ อตฺตานํ, ขโณ โว มา อุปจฺจคา;


ขณาตีตา หิ โสจนฺติ, นิรยมฺหิ สมปฺปิตาฯ


ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเหมือนปัจจันตนคร

ที่มนุษย์ทั้งหลายคุ้มครองไว้พร้อมทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น

ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่า ผู้ที่ล่วง ขณะเสียแล้ว

เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก. (๒๒:๑๐)

. นิคฺคณฺฐวตฺถุ. (๒๓๒)

๓๑๖.

อลชฺชิตาเย ลชฺชนฺติ, ลชฺชิตาเย น ลชฺชเร;


มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา, สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึฯ


สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ ย่อมละอาย ในวัตถุอันบุคคลไม่พึงละอาย

ย่อมไม่ละอาย ในวัตถุอันบุคคลพึงละอาย ย่อมไปสู่ทุคติ. (๒๒:๑๑)


๓๑๗.

อภเย ภยทสฺสิโน, ภเย จ อภยทสฺสิโน;


มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา, สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึฯ


สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ ผู้มีปกติเห็น ในสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว

และมีปกติเห็น ในสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ย่อมไปสู่ทุคติ. (๒๒:๑๒)

. ติตฺถิยสาวกวตฺถุ. (๒๓๓)

๓๑๘.

อวชฺเช วชฺชมติโน, วชฺเช จ อวชฺชทสฺสิโน;


มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา, สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึฯ


สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ

และมีปกติเห็น ในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ย่อมไปสู่ทุคติ. (๒๒:๑๓)


๓๑๙.

วชฺชญฺจ วชฺชโต ญตฺวา, อวชฺชญฺจ อวชฺชโต;


สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา, สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึฯ


นิรยวคฺโค ทฺวาวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ รู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมที่มีโทษ

และรู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้ ย่อมไปสู่สุคติ. (๒๒:๑๔)


จบนิรยวรรคที่ ๒๒

๒๑. ปกิณฺณกวคฺโค - ปกิณณกวรรคที่ ๒๑

veröffentlicht um 06.10.2018, 10:34 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 10:43 ]

๒๑. ปกิณฺณกวคฺโค

คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคที่ ๒๑

. อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ. (๒๑๖)

๒๙๐.

มตฺตา สุขปริจฺจาคา, ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ;


จเช มตฺตาสุขํ ธีโร, สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํฯ


ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้

เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย. (๒๑:)

. กุกฺกุฏณฺฑขาทิกาวตฺถุ. (๒๑๗)

๒๙๑.

ปรทุกฺขูปธาเนน, อตฺตโน สุขมิจฺฉติ;

เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ, เวรา โส น ปริมุจฺจติฯ


ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตนด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น

ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวร. (๒๑:)

. ภทฺทิยภิกฺขุวตฺถุ. (๒๑๘)

๒๙๒.

ยญฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ, อกิจฺจํ ปน กรียติ;


อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ, เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวาฯ


ก็กรรมที่ควรทำภิกษุเหล่านี้ละทิ้งเสียแล้ว ส่วนภิกษุเหล่าใดย่อมทำกรรมที่ไม่ควรทำ

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้นผู้มีมานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว. (๒๑:)


๒๙๓.

เยสญฺจ สุสมารทฺธา, นิจฺจํ กายคตา สติ;


อกิจฺจนฺเต น เสวนฺติ, กิจฺเจ สาตจฺจการิโน;


สตานํ สมฺปชานานํ, อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวาฯ


ก็กายคตาสติอันภิกษุเหล่าใดปรารภด้วยดีเป็นนิตย์

ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำความเพียรเป็นไปติดต่อในกรรมที่ควรทำ

ย่อมไม่ส้องเสพกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของภิกษุเหล่านั้น

ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นไป. (๒๑:)

. ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ. (๒๑๙)

๒๙๔.

มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา, ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย;


รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา, อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณฯ


พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ทั้งสองเสียได้

และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมกับนายเสมียนเสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป. (๒๑:)


๒๙๕.

มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา, ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย;

เวยฺยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา, อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณฯ


พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองเสียได้

และฆ่านิวรณ์มีวิจิกิจฉานิวรณ์ดุจเสือโคร่งเป็นที่ ๕ เสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป. (๒๑:)

. ทารุสากฏิกวตฺถุ. (๒๒๐)

๒๙๖.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, นิจฺจํ พุทฺธคตา สติฯ


สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ. (๒๑:)


๒๙๗.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, นิจฺจํ ธมฺมคตา สติฯ


สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ(๒๑:)


๒๙๘.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, นิจฺจํ สงฺฆคตา สติฯ


สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ. (๒๑:)


๒๙๙.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, นิจฺจํ กายคตา สติฯ


สติของชนเหล่าใดไปแล้วในกายเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ. (๒๑:๑๐)


๓๐๐.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, อหึสาย รโต มโนฯ


ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ. (๒๑:๑๑)


๓๐๑.

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ, สทา โคตมสาวกา;


เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ, ภาวนาย รโต มโนฯ


ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ. (๒๑:๑๒)

. วชฺชีปุตฺตกภิกฺขุวตฺถุ. (๒๒๑)

๓๐๒.

ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ, ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา;


ทุกฺโข สมานสํวาโส, ทุกฺขานุปติตทฺธคู;


ตสฺมา น จทฺธคู สิยา, น จ ทุกฺขานุปติโต สิยาฯ


การบวชที่ไม่ดี ให้เกิดความยินดีได้ยาก เรือนมีการอยู่ครองไม่ดี นำความทุกข์มาให้

การอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์มาให้ ชนผู้เดินทางไกลอันทุกข์ตกตามแล้ว

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงเดินทางไกลและไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ตกตามแล้ว. (๒๑:๑๓)

. จิตฺตคหปติวตฺถุ. (๒๒๒)

๓๐๓.

สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน, ยโสโภคสมปฺปิโต;


ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ, ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโตฯ


กุลบุตรผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เพรียบพร้อมแล้วด้วยยศ

และโภคะ ไปถึงประเทศใดๆ เป็นผู้อันคนบูชาแล้วในประเทศนั้นๆ แล. (๒๑:๑๔)

. จูฬสุภทฺทาวตฺถุ. (๒๒๓)

๓๐๔.

ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ, หิมวนฺโตว ปพฺพโต;

อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ, รตฺติขิตฺตา ยถา สราฯ


สัตบุรุษย่อมปรากฏได้ในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษแม้นั่งแล้วในที่นี้

ก็ย่อมไม่ปรากฏเหมือนลูกศรที่บุคคลยิงไปแล้วในเวลากลางคืน ฉะนั้น. (๒๑:๑๕)

. เอกวิหาริตฺเถรวตฺถุ. (๒๒๔)

๓๐๕.

เอกาสนํ เอกเสยฺยํ, เอโก จรมตนฺทิโต;


เอโก ทมยมตฺตานํ, วนนฺเต รมิโต สิยาฯ


ปกิณฺณกวคฺโค เอกวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


ภิกษุพึงเสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไป

ผู้เดียว ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า. (๒๑:๑๖)



จบปกิณณวรรคที่ ๒๑

๒๐. มคฺควคฺโค - มรรควรรคที่ ๒๐

veröffentlicht um 06.10.2018, 00:44 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 10:22 ]


๒๐. มคฺควคฺโค

คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐

. ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ. (๒๐๔)

๒๗๓.

มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ, สจฺจานํ จตุโร ปทา;


วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ, ทิปทานญฺจ จกฺขุมาฯ


ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการ

ประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย

พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย. (๒๐:)


๒๗๔.

เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา;


เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ, มารเสนปฺปโมหนํฯ


ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี เพราะเหตุนั้น

ท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง. (๒๐:)


๒๗๕.

เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา, ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ;


อกฺขาโต โว มยา มคฺโค, อญฺญาย สลฺลกนฺตนํฯ


ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

เราทราบชัดธรรมเป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออก บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว. (๒๐:)


๒๗๖.

ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ, อกฺขาตาโร ตถาคตา;

ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ, ฌายิโน มารพนฺธนาฯ


ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก

ชนทั้งหลายดำเนินไปแล้ว ผู้เพ่งพินิจ จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้. (๒๐:)

. อปรํ ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ. (๒๐๕)

๒๗๗.

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ;


อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาฯ


เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด. (๒๐:)

. อปรํ ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ. (๒๐๖)

๒๗๘.

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ;

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาฯ


เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด. (๒๐:)

. อปรํ ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ. (๒๐๗)

๒๗๙.

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ;


อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาฯ


เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด. (๒๐:)

. ปธานกมฺมิกติสฺสตฺเถรวตฺถุ. (๒๐๘)

๒๘๐.

อุฏฺฐานกาลมฺหิ อนุฏฺฐหาโน, ยุวา พลี อาลสิยํ อุเปโต;


สํสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต, ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติฯ


บุคคลหนุ่มมีกำลัง ไม่ลุกขึ้นในกาลเป็นที่ลุกขึ้น เข้าถึงความเป็นคนเกียจคร้าน

มีความดำริอันจมเสียแล้ว ชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน คนเกียจคร้านย่อมไม่ประสพทางแห่งปัญญา. (๒๐:)

. สูกรเปตวตฺถุ. (๒๐๙)

๒๘๑.

วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต, กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา;


เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย, อาราธเย มคฺคํ อิสิปฺปเวทิตํฯ


บุคคลพึงตามรักษาวาจา พึงสำรวมดีแล้วด้วยใจ และไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย

พึงชำระกรรมบถ ๓ ประการนี้ให้หมดจด พึงยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว. (๒๐:)

. โปฐิลตฺเถรวตฺถุ. (๒๑๐)

๒๘๒.

โยคา เว ชายตี ภูริ, อโยคา ภูริสงฺขโย;


เอตํ เทฺวธา ปถํ ญตฺวา, ภวาย วิภวาย จ;


ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย, ยถา ภูริ ปวฑฺฒติฯ


ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิด เพราะความประกอบโดยแท้

ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดินเพราะความไม่ประกอบ

บัณฑิตรู้ทางสองแพร่งแห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้ว

พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญาเพียงดังแผ่นดิน จะเจริญขึ้นได้. (๒๐:๑๐)

. มหลฺลกตฺเถรวตฺถุ. (๒๑๑)

๒๘๓.

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ, วนโต ชายตี ภยํ;


เฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ, นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโวฯ


ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิดแต่ป่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีป่า. (๒๐:๑๑)


๒๘๔.

ยาวํ หิ วนโถ น ฉิชฺชติ, อณุมตฺโตปิ นรสฺส นาริสุ;


ปฏิพทฺธมโน ว ตาว โส, วจฺโฉ ขีรปโกว มาตริฯ


เพราะกิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าแม้ประมาณน้อยในนารีของนระ ยังไม่ขาดเพียงใด

นระนั้นยังมีใจเกาะเกี่ยว ดุจลูกโคผู้ดื่มกินน้ำนม มีใจเกาะเกี่ยวในมารดาเพียงนั้น. (๒๐:๑๒)

. สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สทฺธิวิหาริกวตฺถุ. (๒๑๒)

๒๘๕.

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน, กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา;


สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย, นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํฯ


ท่านจงตัดความรักของตนเสีย ดุจบุคคลเด็ดดอกโกมุทอันเกิดในสรทกาลด้วย

ฝ่ามือ ท่านจงเพิ่มพูนทางสงบอย่างเดียว นิพพานอันพระสุคตทรงแสดงแล้ว. (๒๐:๑๓)

๑๐. มหาธนวาณิชวตฺถุ. (๒๑๓)

๒๘๖.

อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ, อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ;


อิติ พาโล วิจินฺเตติ, อนฺตรายํ น พุชฺฌติฯ


คนพาลย่อมคิดผิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน

จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาว และฤดูร้อนดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย. (๒๐:๑๔)

๑๑. กิสาโคตมีวตฺถุ. (๒๑๔)

๒๘๗.

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ, พฺยาสตฺตมนสํ นรํ;


สุตฺตํ คามํ มโหโฆว, มจฺจุ อาทาย คจฺฉติฯ


มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและปสุสัตว์มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น. (๒๐:๑๕)

๑๒. ปฏาจาราวตฺถุ. (๒๑๕)

๒๘๘.

น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย, น ปิตา นปิ พนฺธวา;


อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส, นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตาฯ


เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน

บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลายก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน

ความเป็นผู้ต้านทานไม่มีในญาติทั้งหลาย. (๒๐:๑๖)


๒๘๙.

เอตมตฺถวสํ ญตฺวา, ปณฺฑิโต สีลสํวุโต;


นิพฺพานคมนํ มคฺคํ, ขิปฺปเมว วิโสธเยฯ



มคฺควคฺโค วีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล

พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว. (๒๐:๑๗)


จบมรรควรรคที่ ๒๐

๑๙. ธมฺมฏฺฐวคฺโค - ธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙

veröffentlicht um 05.10.2018, 06:14 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 10:01 ]

๑๙. ธมฺมฏฺฐวคฺโค

คาถาธรรมบท ธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙

. วินิจฺฉยมหามตฺตวตฺถุ. (๑๙๔)

๒๕๖.

น เตน โหติ ธมฺมฏฺโฐ, เยนตฺถํ สหสา นเย;

โย จ อตฺถํ อนตฺถญฺจ, อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโตฯ



บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยอรรถคดี และความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้งสอง. (๑๙:)


๒๕๗.

อสาหเสน ธมฺเมน, สเมน นยตี ปเร;


ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี, ธมฺมฏฺโฐติ ปวุจฺจติฯ


วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลัน โดยธรรมสม่ำเสมอ

ผู้นั้นชื่อว่าคุ้มครองกฎหมายเป็นนักปราชญ์ เรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม. (๑๙:)

. ฉพฺพคฺคิยวตฺถุ. (๑๙๕)

๒๕๘.

น เตน ปณฺฑิโต โหติ, ยาวตา พหุ ภาสติ;

เขมี อเวรี อภโย, ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

บุคคลผู้มีความเกษมไม่มีเวร ไม่มีภัย เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต. (๑๙:)

. เอกุทานตฺเถรวตฺถุ. (๑๙๖)

๒๕๙.

น ตาวตา ธมฺมธโร, ยาวตา พหุ ภาสติ;


โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน, ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ;
ส เว ธมฺมธโร โหติ, โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย

[และ] ไม่ประมาทธรรม ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม. (๑๙:)

. ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ. (๑๙๗)

๒๖๐.

น เตน เถโร โหติ, เยนสฺส ปลิตํสิโร;


ปริปกฺโก วโย ตสฺส, โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะเหตุที่มีผมหงอกบนศีรษะ

วัยของบุคคลนั้นแก่หง่อมแล้ว บุคคลนั้นเรากล่าวว่า เป็นผู้แก่เปล่า. (๑๙:)


๒๖๑.

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, อหึสา สญฺญโม ทโม;


ส เว วนฺตมโล ธีโร, โส เถโรติ ปวุจฺจติฯ


สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะและทมะ มีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลมีมลทินอันคายแล้ว เป็นนักปราชญ์ เราเรียกว่าเป็นเถระ. (๑๙:)

. สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ. (๑๙๘)

๒๖๒.

น วากฺกรณมตฺเตน, วณฺณโปกฺขรตาย วา;

สาธุรูโป นโร โหติ, อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐฯ


นรชนผู้มักริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่เป็นผู้ชื่อว่ามีรูปงาม

เพราะเหตุเพียงพูด หรือเพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม. (๑๙:)


๒๖๓.

ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺจํ สมูหตํ;

ส วนฺตโทโส เมธาวี, สาธุรูโปติ วุจฺจติฯ


ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว

ผู้นั้นมีโทษอันคายแล้ว มีปัญญา เราเรียกว่า ผู้มีรูปงาม. (๑๙:)

. หตฺถกวตฺถุ. (๑๙๙)

๒๖๔.

น มุณฺฑเกน สมโณ, อพฺพโต อลิกํ ภณํ;


อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน, สมโณ กึ ภวิสฺสติฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น บุคคลผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ

มากด้วยความอิจฉาและความโลภ จักเป็นสมณะอย่างไรได้. (๑๙:)


๒๖๕.

โย จ สเมติ ปาปานิ, อณุํถูลานิ สพฺพโส;


สมิตตฺตา หิ ปาปานํ, สมโณติ ปวุจฺจติฯ


ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้โดยประการทั้งปวง

ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว. (๑๙:๑๐)

. อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ. (๒๐๐)

๒๖๖.

น เตน ภิกฺขุ โส โหติ, ยาวตา ภิกฺขเต ปเร;

วิสฺสํ ธมฺมํ สมาทาย, ภิกฺขุ โหติ น ตาวตาฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น

บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น. (๑๙:๑๑)


๒๖๗.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, พาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา;


สงฺขาย โลเก จรติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติฯ


ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์

รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเราเรียกว่าเป็นภิกษุ. (๑๙:๑๒)

. ติตฺถิยวตฺถุ. (๒๐๑)

๒๖๘.

น โมเนน มุนิ โหติ, มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ;


โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห, วรมาทาย ปณฺฑิโตฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง บุคคลผู้หลงลืม

ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรม

อันประเสริฐ เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง. (๑๙:๑๓)


๒๖๙.

ปาปานิ ปริวชฺเชติ, ส มุนิ เตน โส มุนิ;


โย มุนาติ อุโภ โลเก, มุนิ เตน ปวุจฺจติฯ


เว้นบาปทั้งหลายผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่ามุนี

ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น. (๑๙:๑๔)

. อริยพาลิสิกวตฺถุ. (๒๐๒)

๒๗๐.

น เตน อริโย โหติ, เยน ปาณานิ หึสติ;


อหึสา สพฺพปาณานํ, อริโยติ ปวุจฺจติฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง. (๑๙:๑๕)

๑๐. สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ. (๒๐๓)

๒๗๑.

น สีลพฺพตมตฺเตน, พาหุสจฺเจน วา ปน;


อถวา สมาธิลาเภน, วิวิตฺตสยเนน วาฯ


ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร หรือ ด้วยความเป็นพหูสูต

ด้วยการได้สมาธิ หรือว่า ด้วยการนอนในที่สงัด หามิได้. (๑๙:๑๖)


๑๗๒.

ผุสามิ เนกฺขมฺมสุขํ, อปุถุชฺชนเสวิตํ;


ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ, อปฺปตฺโต อาสวกฺขยํฯ


ดูกรภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะอย่าถึงความชะล่าใจ

(ด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า) เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ

ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้. (๑๙:๑๗)


ธมฺมฏฺฐวคฺโค เอกูนวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ


๑๘. มลวคฺโค - มลวรรคที่ ๑๘

veröffentlicht um 04.10.2018, 03:12 von Sowat Tongchai   [ aktualisiert: 07.11.2018, 03:26 ]

๑๘. มลวคฺโค

คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๗

. โคฆาตกปุตฺตวตฺถุ. (๑๘๒)

๒๓๕.

ปณฺฑุปลาโสวทานิสิ; ยมปุริสาปิ จ เต อุปฏฺฐิตา;


อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ; ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติฯ


บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง

อนึ่งแม้บุรุษของพระยายมก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว

ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม

อนึ่งเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี. (๑๘:)


๒๓๖.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน; ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว;


นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ; ทิพฺพํ อริยภูมึ อุเปหิสิฯ


ท่านจงทำที่พึงแก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์. (๑๘:)


๒๓๗.

อุปนีตวโย ว ทานิสิ; สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ;


วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา; ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติฯ


บัดนี้ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว

เตรียมจะไปยังสำนักของพระยายม

อนึ่งที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี. (๑๘:)


๒๓๘.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน, ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว;


นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ, น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิฯ


ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก. (๑๘:)

. อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ. (๑๘๓)

๒๓๙.

อนุปุพฺเพน เมธาวี, โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ;


กมฺมาโร รชตสฺเสว, นิทฺธเม มลมตฺตโนฯ


นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ

พึงขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ

เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น. (๑๘:)

. ติสฺสตฺเถรวตฺถุ. (๑๘๔)

๒๔๐.

อยสา ว มลํ สมุฏฺฐิตํ, ตทุฏฺฐาย ตเมว ขาทติ;


เอวํ อติโธนจารินํ, สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึฯ


สนิมเกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้นแต่เหล็กนั้นแล้ว

ย่อมกัดเหล็กนั้นแหละ ฉันใด กรรมของตนย่อมนำบุคคล

ผู้มักประพฤติล่วงปัญญาชื่อโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น. (๑๘:)

. โลฬุทายิตฺเถรวตฺถุ. (๑๘๕)*

๒๔๑.

อสชฺฌายมลา มนฺตา, อนุฏฺฐานมลา ฆรา;


มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ, ปมาโท รกฺขโต มลํฯ


มนต์มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน

เรือนมีการไม่หมั่นเป็นมลทิน

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา. (๑๘:)

. อญฺญตรกุลปุตฺตวตฺถุ. (๑๘๖)

๒๔๒.

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ, มจฺเฉรํ ททโต มลํ;


มลา เว ปาปกา ธมฺมา, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จฯ


ความประพฤติชั่วเป็นมลทินหญิง

ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้

ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้

ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. (๑๘:)


๒๔๓.

ตโต มลา มลตรํ, อวิชฺชา ปรมํ มลํ;


เอตํ มลํ ปหตฺวาน, นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโวฯ


เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น คือ

อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายละมลทินนี้เสียแล้ว

จงเป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด. (๑๘:)

. จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ. (๑๘๗)

๒๔๔.

สุชีวํ อหิริเกน, กากสูเรน ธํสินา;


ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน, สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํฯ


บุคคลผู้ไม่มีหิริกล้าเพียงดังกา

มักขจัด มักแล่นไป ผู้คะนอง

เป็นผู้เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย. (๑๘:๑๐)


๒๔๕.

หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ, นิจฺจํ สุจิคเวสินา;


อลีเนนาปคพฺเภน, สุทฺธาชีเวน ปสฺสตาฯ


ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติแสวงหา

ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง

มีอาชีวะหมดจดเห็นอยู่เป็นอยู่ยาก. (๑๘:๑๑)

. ปญฺจอุปาสกวตฺถุ. (๑๘๘)

๒๔๖.

โย ปาณมติมาเปติ, มุสาวาทญฺจ ภาสติ;


โลเก อทินฺนํ อาทิยติ, ปรทารญฺจ คจฺฉติฯ


นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

คบหาภริยาคนอื่น กล่าวคำเท็จ- . (๑๘:๑๒)


๒๔๗.

สุราเมรยปานญฺจ, โย นโร อนุยุญฺชติ;


อิเธวเมโส โลกสฺมึ, มูลํ ขนติ อตฺตโนฯ


-และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ

นรชนนี้ย่อมขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุน

ของตนในโลกนี้แล. (๑๘:๑๓)


๒๔๘.

เอวํ โภ ปุริส ชานาหิ, ปาปธมฺมา อสญฺญตา;


มา ตํ โลโภ อธมฺโม จ, จิรํ ทุกฺขาย รนฺธยุํฯ


ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า

บาปธรรมทั้งหลายอันบุคคลไม่สำรวมแล้ว

ความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม

อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน. (๑๘:๑๔)

. ติสฺสทหรวตฺถุ. (๑๘๙)

๒๔๙.

ททาติ เว ยถาสทฺธํ, ยถาปสาทนํ ชโน;


ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ, ปเรสํ ปานโภชเน;


น โส ทิวา วา รตฺตึ วา, สมาธึ อธิคจฺฉติฯ


ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้

บุคคลใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว

ของชนเหล่าอื่นนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน. (๑๘:๑๕)


๒๕๐.

ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺฉํ สมูหตํ;

ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา, สมาธึ อธิคจฺฉติฯ


ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้เก้อเขินนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อม

บรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือกลางคืน. (๑๘:๑๖)

. ปญฺจอุปาสกวตฺถุ. (๑๙๐)

๒๕๑.

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ, นตฺถิ โทสสโม คโห;


นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ, นตฺถิ ตณฺหาสมา นทีฯ


ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี

ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี. (๑๘:๑๗)

๑๐. เมณฺฑกเสฏฺฐิวตฺถุ. (๑๙๑)

๒๕๒.

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ, อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ;


ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ, โอปุนาติ ยถา ภุสํ;


อตฺตโน ปน ฉาเทติ, กลึว กิตวา สโฐฯ


โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก

เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น ดุจบุคคลโปรยแกลบ

แต่ปกปิดโทษของตนไว้ เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น. (๑๘:๑๘)

๑๑. อุชฺฌานสญฺญิตฺเถรวตฺถุ. (๑๙๒)

๒๕๓.

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส, นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน;


อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ, อารา โส อาสวกฺขยาฯ


อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น

มีความสำคัญในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็น

ผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ. (๑๘:๑๙)

๑๒. สุภทฺทวตฺถุ. (๑๙๓)*

๒๕๔.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิโร;


ปปญฺจาภิรตา ปชา, นิปฺปปญฺจา ตถาคตาฯ


สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า

พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า. (๑๘:๒๐)


๒๕๕.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิเร;

สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ, นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํฯ




มลวคฺโค อฏฺฐารสโม นิฏฺฐิโตฯ


สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลสชาติเครื่องยังสัตว์ให้

หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า. (๑๘:๒๑)

จบมลวรรคที่ ๑๘

1-10 of 27

Comments