ผีไทย

ตำนานผีเปรต

ผีเปรต สัตว์นรกในห้วงกรรม

 

เปรต เป็นผีตามความเชื่อไทย มีรูปร่างสูงโย่งเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ตัวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล แต่มีปากเท่ารูเข็ม และเปรตจะหิวอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากกินอะไรไม่ได้ จึงชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญต่างๆ ซึ่งเมื่อสะสมบุญได้แล้วเกิดใหม่ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่

ความหมาย
คำว่า เปรต แปลว่า ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว ผู้ตายไปแล้ว ในทางพุทธศาสนาหมายถึง สัตว์พวกหนึ่งที่ที่เกิดในเปตสิสัยซึ่งเป็นอบายภูมิ ๑ ใน ๔ ซึ่งประเภทของเปรตมีหลายประเภท เช่นประเภทหนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรตคือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ก็มักจะกินเลือดและหนองของตัวเองเป็นอาหาร โบราณมีความเชื่อที่ว่า ถ้าใครทำร้ายพ่อแม่ ชาติหน้าจะไปเกิดเป็นผีเปรต

การทำพลีกรรมแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือการทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตายว่า เปตพลี หรือ บุพเปตพลี

ประเภทของเปรต

แบ่งตาม เปตวัตถุอรรถกถาแบ่งได้ 4 ประเภท

  • ปรทัตตุปชีวิกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ จากอาหารที่มีมนุษย์ให้ เช่น การเซ่นไหว้ เป็นต้น

  • ขุปปีปาสิกเปรต คือ เปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหอยู่เป็นนิจ

  • นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ

  • กาลกัญจิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสุรกาย

 

แบ่งตาม คัมภีร์โลกบัญญัตติปกรณ์ และ ฉคติทีปนีปกรณ์แบ่งได้ 12 ประเภท

  • วันตาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร

  • กุณปาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินซากศพคนหรือสัตว์ เป็นอาหาร

  • คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร

  • อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตที่มีเปลวไฟลุกทั่วในปากตลอดเวลา

  • สุจิมุขเปรต คือ เปรตที่มีปากเท่าเล็กขนาดเท่ารูเข็ม

  • ตัณหัฏฏิตเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนจนเกิดทุกข์จากความหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ

  • สุนิชฌามกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา

  • สุตตังคเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมราวกับมีด

  • ปัพพตังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าขนาดของภูเขา

  • อชครังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายราวกับงูเหลือม

  • เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยทุกข์เฉพาะในเวลากลางวัน แต่ในเวลากลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน

  • มหิทธิกเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์มาก

 

 แบ่งตามวินัยและลักขณสังยุตตพระบาลีแบ่งได้ 21 ประเภท

  • อัฏฐีสังขสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่กระดูกติดกันเป็นท่อน ๆ

  • มังสเปสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่เนื้อเป็นชิ้นๆ

  • มังสปิณฑเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นก้อน

  • นิจฉวิปริสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีหนังห่อหุ้ม

  • อสิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์

  • สัตติโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นหอก

  • อุสุโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นลูกธนู

  • สูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม

  • ทุติยสูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็มชนิดที่ ๒

  • กุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โตมาก

  • คูถกูปนิมุคคเปรต คือ เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ

  • คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระ

  • นิจฉวิตกิเปรต คือ เปรตหญิงที่ไม่มีหนังห่อหุ้ม

  • ทุคคันธเปรต คือ เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่า

  • โอคิลินีเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ

  • อลิสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศีรษะ

  • ภิกขุเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับพระ

  • ภิกขุณีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับภิกษุณี

  • สิกขมานเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสิกขมานา

  • สามเณรเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณร

  • สามเณรีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณรี


ตำนาน "ผีปอบ" 


     "ผีปอบ" มีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่มีวิชา ไสยศาสตร์ มนต์ดำจนแก่กล้า สามารถใช้อำนาจอันเข้ม ขลังจากเวทมนตร์คาถาไปกระทำร้ายหรือทำลาย ชีวิตผู้อื่นได้ เช่น ทำ เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝัง รอยเสกหนังควาย เสกตะปูเข้าท้อง หรือใช้มนตราบังคับวิญญาณ ภูตผีไปเข้าสิง วิชาไสย ศาสตร์เหล่านี้มีข้อห้าม ข้อปฏิบัติกำกับอยู่ด้วย ผู้ที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ซึ่งพระ พุทธเจ้า ทรงระบุว่า เป็นเดียรฉาน วิชา จะต้องระวังไม่ให้ละเมิด ข้อห้าม ข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด หากกระ ทำผิด ข้อห้าม ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า "คะลำ" ก็จะเกิดโทษหนักในข้อ "ผิดครู" วิญญาณบรมครู จะลงโทษ ให้กลายเป็น ปอบ หรืออีกประการหนึ่งของผู้ที่ กลายเป็นปอบก็คือ เล่น คาถาอาคม อย่างคลั่งไคล้ และใช้ความขลังแห่งวิชา มนต์ดำไปทำลาย ทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัว บาปกลัว กรรมกระทำชั่วเป็นอาจิณกรรม กระทั่งถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์ย้อนกลับมาเข้าตัวเองกลาย เป็น ปอบไปในที่สุด"ผีปอบ" ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น"ปอบ ธรรมดา" หมายถึงคนที่มีปอบสิงอยู่ใน ร่าง (คือตนเองเป็นปอบ ) เมื่อคนประเภทนี้ตายไป ปอบที่สิงสู่อยู'ก็จะ ตายตามไปด้วย "ปอบเชื้อ" หมายถึงครอบครัวใดพ่อแม่เป็นปอบเมื่อพ่อแม่ตายไปลูก หลานก็จะสืบทอดให้ เป็นปอบต่อไป อีกประการหนึ่งเป็นกรรมพันธุ์ไม่ว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เรียกว่า เป็นปอบต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ "ปอบแลกหน้า" หมายถึง ปอบเจ้าเล่ห์ถนัดเอาความ ผิดไปโยนให้ผู้อื่น กล่าวคือเวลาไปเข้าสิงใคร เมื่อถูกสอบ ถามว่ามีผู้ใดเลี้ยงหรือบังคับ ปอบ จะไม่บอกความจริงหากไปกล่าวโทษว่าเป็นคนนั้นคนนี้โดยที่ผู้ถูกระบุชื่อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เลย ปอบกักกึก (กึก ภาษาอีสานแปลว่า "ใบ้") หมายถึงปอบที่ไม่ยอมพูดอะไรเวลามีคน ถาม จนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมอผีมาขับไล่ จึงจะยอมเปิดปากพูดว่าตนเป็นปอบของ ใครมีใครใช้ให้มา เข้าสิง ผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า "ปอบเข้า" จะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนแสดงกิริยาอาการ ดุร้ายบางคนจะนอนซมซึมคล้ายกับป่วยไข้อย่างหนัก บางคนจะ ร่ำไห้รำพันไปต่างๆ นานา แต่ไม่ว่าจะมีทีท่า อาการอย่างไร 


    ผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงจะเรียกร้องให้ นำอาหารสุกๆ ดิบๆ พวกหมูตับไก่ต้มมากิน เหมือนๆ กับเวลา กินก็แสดงความตะกละมูม มามและกินได้จุผิดปกติเมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนป่วยถูกปอบเข้าสิง เขาก็จะไปตามหมอ ผีให้มาไล่ปอบ การไล่ปอบให้ออกจากร่างมีหลายวิธีตามแนวทางที่หมอผีได้ร่ำเรียนมา บางคนจะเอาพริกแห้ง มาเผา ให้ควันรม คนป่วยจนสำลักควันน้ำตาไหลพาก ครั้นปอบ ออกจากร่าง แล้วหมอผีจะข่มขู่สอบถามว่าผีปอบเป็นใครมาจากไหน เมื่อปอบรับสารภาพ หมอผีก็ จะปล่อยไป คนป่วยได้สติหายเป็นปกตินัยน์ตาที่แดงก่ำเนื่องจากถูกควันพริกเผา รมจะหายไปทันที แต่เจ้าของ ปอบกลับมีอาการนัยน์ตาแดงก่ำด้วยสายเลือดจนต้องหลบ หน้าอยู่แต่ในห้องไม่กลัวให้ใครพบหน้า อีกวิธีหนึ่งที่ หมอผีทั่วไปนิยมใช้ไล่ผี คือใช้หวาย เฆี่ยนไล่ปอบซึ่งก็เท่ากับเฆี่ยนคนป่วยนั่นแหละหากปอบกล้าแข็งหมอผีจะ เฆี่ยนหนักๆ กระทั่งเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงเขียวช้ำด้วยรอยหวาย เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไป ร้อยหวายก็ จะจางหายไปทันที แต่วิธีไล่ผีปอบแบบนี้เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวมาแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกปอบเข้าสิง หากป่วยเป็นโรคประสาท ญาติคิดว่าปอบ เข้าจึงไปตามหมอผีมาไล่ หมอผีจัดการเฆี่ยนคนป่วยด้วยหวายได้รับบาดเจ็บบอบช้ำจน หลายครั้งหลายหน โดยคิดว่าปอบฮึดสู้ไม่ยอม แพ้ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิตร้อนถึงตำรวจ ต้องมาจัดการกับหมอผีและญาติตามกฎหมายและหมอผีคงคิดคุก ติดตะรางไปตามระเบียบ อีกวิธีหนึ่งหมอผีจะนำสัตว์น่าเกลียดน่ากลัวบางชนิดมาข่มขู่ให้ปอบกลัวเช่น คางคก ตุ๊กแก งู ในกรณีนี้ คนที่ ถูกปอบเข้าสิงมักจะเป็นผู้หญิงหรือตัวปอบเป็นหญิง แม้จะเป็นผีปอบ (เธอ) ก็ยังขยาดแขยงสัตว์ประเภทนี้ และ มักจะยอมออกจากร่างที่ เข้าสิงง่าย ๆ ผีปอบที่แก่กล้าเวลาเข้าสิงใครจะอกยาก กล่าวกันว่าใครที่ผีปอบประเภทนี้ เข้าสิงมักจะถูกปอบสิงจนตาย เมื่อหมอผีดำเนินการไล่ผีปอบจากร่างที่ถูกปอบสิงมี ข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ จะปรากฏเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ ผิวหนังปูดนูนขึ้นมา เวลา หมอผีจี้อ้อนกลมๆนี้ด้วยไพลเสก มันจะเลื่อนหนีได้ และเมื่อก้อนกลมๆนี้หายไปหมอ ผีที่มีวิชาอาคมยังไม่เก่งนักมักคิดว่าปอบออกไปแล้ว แต่ที่แท้จริงๆ ปอบมันจะเลื่อน หนีไปซ่อนตามซอกขาหนีบ หรืออวัยวะเพศทำให้หาไม่พบ 
สำหรับหมอผีรุ่นครูจะจู่โจมเข้ามัดข้อมือ ข้อเท้าและรอบคอ ด้วยด้าย สายสิญจน์เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจาก ร่าง จากนั้นก็จะใช้ไพล    เสกจี้ลงไปที่ก้อนกลมๆ ใต้ผิวหนัง เรียกว่าก้อนกลมนี้หนีไปที่ใดก็จะตามจี้ไม่ยอมปล่อย เวลาที่ถูกไพลเสกจี้ ทางอีสานเรียกว่า "แทง" ปอยจะเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส (คนที่ถูกปอบสิงจะร้องโอด ครวญดังลั่น) หมอผีจะขู่บังคับให้บอกว่าเป็นใคร ซึ่งปอบมักจะยอมสารภาพโดยดี หลังจากทรมานปอบให้หวาด กลัวเข็ดหลาบแล้ว หมอผีจึงจะแก้มัดด้วยด้ายสายสิญจน์ ปล่อยให้ปอบออกไป หมอผีบางรายมีวิธีไล่ปอบชนิดดุเดือด ให้คนเป็นปอบอับอายขายหน้าเป็นที่เปิดเผยแก่ สาธารณชนทั่วไป โดยหมอผีจะไปหาหม้อดินของแม่ม่ายที่มีเขม่าควันไฟจับหนามา แล้วเอาหม้อดินครอบศีรษะคนถูกปอบสิง ใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟ คล้ายกับโกนผมให้ หมดไปครึ่งศีรษะ จากนั้นปล่อยให้ปอบออกจากร่าง วิธีการ ไล่ปอบแบบนี้จะทำให้ผู้เป็น ปอบหรือเลี้ยงปอบไว้ต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง หรือเวลาออกนอกห้องไปไหน มาไหน ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา เนื่องจากเส้นผมแหว่งหายไปครึ่งศีรษะ 


ผีกระสือ

ประวัติผีกระสือ

ในอดีตเคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน มีความหิวโหยมาก ชอบกินของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์ มันถึงจะดูดไปหากันได้ ไม่ใช่อยากเข้าสิงใครก็สิง

ทั้งนี้ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น ซึ่งภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น เหมือนกาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้ จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสี ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหาร ดวงนั้นก็คือดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น แต่มองไม่เห็นตัวภูต

เช่นเดียวกัน กระสือ ก็ชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า เวลากินก็ต้องแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้าย ๆ คน ผอม ๆ ดำ ๆ น่าเกลียด ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย มันจะกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย เพราะวิบากกรรมบังคับ กินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อว่าถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็น กระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อน

แต่ก็มีบางประวัติกล่าวว่า ผีกระสือจะสิงเด็ดขาดในผู้หญิง เวลากลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลก ๆ คล้ายคนป่วย แต่ตกกลางคืนดึก ๆ วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุด ออกจากร่าง ลอยออกไปล่าเหยื่อกินวัวควายและสัตว์เล็ก ๆ ประเภทกบเขียดแต่มักจะหลบคนและไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้แบบสด ๆ จากนั้นจะไปเช็ดปากตามผ้าที่ตากไว้ตามบ้านต่าง ๆ

นอกจากนั้น ผีกระสือชอบกินอีกอย่าง คือ อุจจาระ เนื่องจากคนสมัยก่อนจะไม่มีส้วม แต่จะขุดหลุมใช้เป็นส้วมชั่วคราว ทำให้ผีกระสือสามารถไปกินอุจจาระได้ง่าย จนชาวบ้านทนไม่ไหวต้องให้หมอผีมาปราบ แต่การปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย

ลักษณะ พิเศษอีกอย่างของกระสือคือจะมีดวงไฟวูบวาบอยู่ที่หัวใจ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนเคราะห์ร้าย เมื่อ มองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นดวงไฟเขียว ๆ ส่องแสงสลัว ๆ ในความมืด ผีกระสือนั้นมีความรอบคอบพอดู เพราะเมื่อออกจากร่างไปหากิน เขาจะคาบผ้าห่มมาคลุมร่างไร้หัวของเขาไว้ก่อนไป ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรง ๆ ก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่จนกว่าเขาจะกลับมาเข้าร่างเดิม

ตำนานกระสือ

ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “ผีกระสือ” ไว้ว่า ผีตัวนี้มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นผีผู้หญิงที่ยามปกติใช้ชีวิตปะปนกับผู้อื่นในสังคม เกลียดกลัวแสงแดด แต่ตกดึกจะถอดหัวกับไส้ออกจากร่างไปหากิน โดยปรากฏเป็นแสงไฟสีเขียว ๆ ที่ล่องลอยจากฟากฟ้ายามค่ำคืน ของที่ผีพวกนี้ชอบกินคือของเน่าเสียหรือสิ่งปฎิกูลต่าง ๆ และมีอีกอย่างที่กระสือชอบกินเป็นพิเศษคือ “รกเด็ก”

สมัยโบราณเมื่อบ้านใดมีหญิงตั้งครรภ์ ชาวบ้านมักจะเชื่อกันว่ากระสือจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อกินรกเด็กอย่าง แน่นอน จึงมักนำปลายไม้ไผ่แหลม ๆ หรือสิ่งของมีคมต่าง ๆ มาล้อมไว้รอบ ๆ บ้าน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่กระสือกลัวและเกลียดมากที่สุดคือ เพราะเมื่อใดที่กระสือนั้นเข้าไปใกล้สิ่งของแหลม ๆ เหล่านั้น ไส้อันระโยงระยางของมันจะไปเกี่ยวกับไม้ และเป็นการยากที่จะออกได้

การสืบสายพันธ์

กระสือสืบทอดทายาทโดยการให้ผู้ที่ตนเองต้องการจะให้เป็นทายาทกิน น้ำลายของมันเอง และแล้วบุคคลผู้นั้นก็จะค่อย ๆ ซึมซับความเป็นกระสือไปทีละน้อย จนนานวันเข้ากลายเป็นทายาทกระสือไป ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่ามีผู้พบเห็นผีตัวนี้อยู่หรือไม่ หรือกระสืออาจจะหายไปกับวัฒนธรรมวิถีชาวบ้านที่ถูกกระแสกาลเวลาเปลี่ยนไป…

ผีกระสือในต่างแดน

ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทย ซึ่งผีกระสือของมาเลเซียมีชื่อเรียกว่า “ฮันตูปินังกาลัน” โดยมีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพักหัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงชู่ ๆ ดังอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง

ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้น จึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า “ช่วย ด้วย! หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว”< จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง หลังจากวันนั้นครอบครัวนี้ก็ย้ายหนีไป และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย


กองกอย

กองกอยเป็นชื่อผีป่าพวกหนึ่ง มีชื่อเสียงอยู่ทางภาคอีสานและทางฝั่งประเทศลาว ที่มีชื่อเช่นนี้เพราะว่ามันร้อง"กองกอย" แต่บางแห่งว่า เรียกตามลักษณะของมัน คือ มันมีตีนเดียวไปไหนก็เขย่งเกงกอยไป บางท่านก็ว่าผีกองกอยนั้น นอกจากมีเท้าข้างเดียวแล้ว ยังเท้าปุกอีกด้วย ตามนิทานภาษาลาวเรื่องผีกองกอย เขาว่าผีพวกนี้มีเท้ากลับ ไทยทางภาคพายัพเรียก ผีกองกอยว่าผีตองเหลือง ผีกองกอยของลาวนั้น มีเล่าอยู่สองเรื่อง...

เรื่องหนึ่งเล่าว่า มีชายคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา มีอาชีพในทางจับปลาในแม่น้ำเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน เช้าวันหนึ่ง เมื่อเขาไปตรวจดูข่ายดักปลา ปรากฎว่าไม่มีปลาติดเลยสักตัวเดียว และเมื่อเขากลับบ้านในตอนเย็น เขาก็ยังไม่ได้ปลาอยู่เช่นเดิม ในวันรุ่งขึ้นก็เช่นกันอีก เขาไม่ได้ปลาสักตัว ทั้งนี้ทำให้เขาฉงนสนเท่ห์ใจมาก เขาได้ตรวจดูตามพื้นทรายในบริเวณนั้น อย่างละเอียด ก็พบรอยเท้าเล็กๆ ขนาดเท้าเด็กย่ำไปมา เขาเดินตามรอยเท้านั้นไป 

จนกระทั่งถึงถ้ำแห่งหนึ่ง เขาเดินไปในถ้ำก็พบหญิงร่างเล็กผมสีแดง เท้ากลับไปอยู่ข้างหลังผิดกับคนทั่วไป เขาแน่ใจว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ แต่เป็นผีกองกอย เขาจึงขอร้องไม่ให้หล่อนกินเขา ผีกองกอยจึงให้เขาสัญญาว่า เขาจะต้องเชื่อฟังหล่อน และเป็นสามีของหล่อน ถ้าเขายอมทำตาม ทรัพย์สมบัติต่างๆ ก็จะเป็นของเขา หน้าที่ที่จะต้องทำก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เฝ้าถ้ำในระหว่างที่หล่อนออกไปหากินข้างนอก เขายอมตอบตกลงตามคำของหล่อน เพราะเขาคิดว่า อย่างไรเสีย เขาก็คงหาโอกาสหนีไปได้ เขาอยู่กับผีกองกอยเป็นเวลาหลายวัน จนสังเกตได้ว่า ผีกองกอยมักพูดตรงข้ามกับความจริงเสมอ เช่น ถ้าหล่อนบอกว่า จะไปนาน หล่อนก็จะหลับมาเร็ว และเมื่อบอกว่าจะกลับมาเร็ว ก็หมายความว่าจะไปนาน 

เย็นวันหนึ่ง ผีกองกอยออกจากถ้ำและบอกเขาว่า จะออกไปข้างนอกซักครู่หนึ่งประเดี๋ยวก็กลับ เขาก็คิดว่าจะต้องออกไปนานแน่ จึงคิดหนี ได้เก็บทองใส่ถุงหนีออกจากถ้ำไป หลังจากที่ชายหนุ้มหนีไปไม่นานนัก ผีกองกอยก็กลับมาและเมื่อเห็นว่าถ้ำว่างเปล่า ก็รีบติดตามชายหนุ่มไปทันที สักครู่หนึ่งก็ตามทัน เขาจึงแกล้งทำล้มลง เอาศรีษะซุกเข้าไปในโพลงดิน เมื่อผีกองกอยตามมาถึงก็ร้องบอกให้เขากลับ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย

ในที่สุดผีกองกอยก็เปลี่ยนท่าทีใหม่ พูดกับเขาอย่างอ่อนหวาน และสัญญากับเขาต่างๆ นานา แต่เขาก็ยังคงนิ่งเฉยอยู่ ผีกองกอยจึงเอามือจี้ไปที่ร่างของเขา ชายหนุ่งก็ทำตัวแข็งไม่ยอมกระดุกกระดิกตัวเช่นเดิม ขณะนั้นผีกองกอยได้กลิ่นตุๆ ลอย ขึ้นมาจากร่างของชายหนุ่ม ผีกองกอยได้กลิ่นก็คิดว่าตายแล้ว นางมีความเสียใจมากร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เป็นเวลานาน แล้วจึงจัดการฝังศพของชายหนุ่ม เอาถุงทองวางไว้ข้างๆ ตัวด้วย เสร็จแล้วก็กลับไป ชายหนุ่มทนอึดอัดอยู่จนถึงเวลาค่ำ จึงได้ลุกขึ้นเดินกลับบ้านไป เขาได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังหลายคน และมีอยู่คนหนึ่งเป็นคนขี้อิจฉา คิดจะทำอย่างเขาบ้าง เขาได้ทำตามชายหนุ่มคนแรกทุกอย่าง เริ่มด้วยการเอาข่ายไปดักปลา แล้วได้เดินตามรอยเท้าไปจนถึงถ้ำผีกองกอย และได้เป็นผัวนางกองกอย มีหน้าที่เฝ้าสมบัติ ต่อมาได้ขนเงินทองหนีออกจากถ้ำ แต่ไม่นานนักผีกองกอยก็ไล่ตาม และโดยที่เขาเป็นคนโลภขนเงินขนทอง มาหลายถุงจึงทำให้หนักวิ่งไม่สะดวก เมื่อเห็นผีกองกอยวิ่งไล่กระชั้นชิดเข้ามาก็จำเป็นต้องโยนทิ้งเสียบ้าง เมื่อวิ่งไปถึงไร่ มันก็ทรุดตัวลงแล้วเอาศีรษะซุกเข้าไปในหลุม แกล้งทำเป็นหมดความรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนแรกได้เคยทำมาแล้ว ผีกองกอยเข้ามาถึงก็พูดเช่นเดียวกันกับที่เคยพูดกับชายคนแรก และเมื่อเห็นเขาไม่เคลื่อนไหว ผีกองกอยก็เอานิ้วจี้ ชายคนนี้เป็นคนบ้าจี้ 
พอถูกจี้เข้าก็หัวเราะออกมา ผีกองกอยก็พลอยหัวเราะไปด้วย และได้ร้องออกมาว่า "กองกอย กองกอย" แล้วก็กินตับไตไส้พุงของชายโลภคนนี้จนหมด
   
นิทานลาวเรื่องนี้ได้ความรู้เรื่องผีกองกอยว่าร้อง "กองกอย" มีเท้ากลับกินของคาวสด มีทรัพย์สมบัติมาก รูปร่างคล้ายคนแต่ตัวเล็ก มีนิทานลาวเรื่องผีกองกอยอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า...มีชายคนหนึ่ง ไปดักปลาแต่ไม่เคยได้ปลาเลยจึงตรวจดูตามบริเวณนั้น ก็พบร้อยเท้าเล็กๆ ขนาดไม่เกินสามนิ้ว (แสดงว่า เท้าปุก) เขาก็แน่ใจว่าจะต้องเป็นผู้ที่มาขโมยปลาไป 
ได้แอบเฝ้าดูอยู่เกือบสว่าง จึงได้ยินเสียงคนเดินมาค่อยๆ เขาได้เห็นผีกองกอยมายืนอยู่ริมตลิ่ง เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผมยาวเหมือนแม่มด ผีกองกอยไม่ได้นุ่งผ้า ตัวเปล่าเปลือย เมื่อเขาเห็นผีกองกอยจะเข้าไปลักปลา เขาก็วิ่งเข้าไปจับแต่ก็จับไม่อยู่เพราะผีกองกอยมีแรงมากกว่า ในที่สุดเขาเองกลับถูกจับไปและถูกบังคับให้เป็นผัว ทุกครั้งที่ผีกองกอยออกไปหากิน มันจะเอาหินขนาดใหญ่มีน้ำหนักหลายตันปิดปากถ้ำไว้อย่างหนาแน่น ชายหนุ่มอยู่ กับผีกองกอยปีหนึ่งก็มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชายหนุ่มมีหน้าที่คอยเลี้ยงลูกในตอนที่ผีกองกอยไม่อยู่ เขาต้องทนอยู่เป็นเช่นนี้ เป็นเวลาถึงสามปีและแล้ววันหนึ่ง ลูกชายของเขาก็พยายามผลักหินปิดปากถ้ำนั้นออกได้ ซึ่งผู้เป็นพ่อเองกลับผลักไม่ไหว ทั้งนี้ก็เป็นเพราะลูกได้รับกำลัง และอำนาจมาจากผีกองกอยนั่นเอง ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบวิ่งหนีออกจากถ้ำทันที เมื่อผีกองกอย ตามทัน เขาก็แกล้งทำเป็นตาย อย่างชายหนุ่มในเรื่องแรก ผีกองกอยก็เอามือจี้สีข้าง แต่เขาทนได้และได้ปล่อยลมเสียออกมา ผีกองกอยได้กลิ่นตุๆ ก็นึกว่าตายจริง ก็เอาฆ้องใบหนึ่งวางไว้ข้างๆ ตัวแล้วพูดว่า "ถ้าเธอต้องการอะไร ก็ให้ตีฆ้องนี้ขึ้น" พอผีกองกอยไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับไปบ้าน เมื่อเขาต้องการเงินทองก็ตีฆ้องขึ้นก็ได้ดังปรารถนา

จากนิทานเรื่องที่สองนี้ ได้ความเพิ่มเติมขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า ผีกองกอยเปลีอยกายไม่นุ่งผ้า และมีลูกกับคนได้.. เรื่องผีกองกอย ในสมัยก่อนเชื่อกันมาก มักพูดคุยเล่าสู่กันฟังเสมอ พระยาราชเสนาได้เล่าว่า เมื่อ พ.ศ ๒๔๖๐ ได้ไปตรวจ ป่าเร่วและต้นอบเชยที่จังหวัดชัยภูมิ ได้ไปพักแรมที่ภูเขาเขียว คืนหนึ่งเวลาราว ๒๑ นาฬิกา หลับกันหมดแล้ว คงเหลือ แต่พระยาราชเสนากับนายด้วงปลัดอำเภอยังนอนคุยกันอยู่ และราษฎรที่สมัครไปด้วยอีกคนหนึ่งอายุกลางคน ชื่อ ตาโข้ ประพฤติตนเป็นผู้ใหญ่ยังไม่นอน แกนั่งจักไม้สานตะกร้าสำหรับใส่ของป่าที่จะหาได้ และคอยซนไฟที่ก่อไว้มิให้ดับ พระยาราชเสนากับนายด้วงได้ยินเสียงอะไรดัง จ๊อก จ๊อก ระยะห่างๆ เสียงนั้นเหมือนเสียงคนจุ๊ปาก หรือเสียงจิ้งจก แต่ดังกว่ามากแล้วเสียงใกล้เข้ามา และมีเสียงใบไม้ดังสวบตามเสียง "จ๊อก" ด้วยทุกจังหวะ คือดัง "จ๊อกสวบจ๊อกสวบ" เป็นคู่กันดังนี้เรื่อยมา เหมือนหนึ่งตัวที่ร้องนั้นกระโดดบนกิ่งใบไม้ตามเสียงที่ร้องนั้นทุกครั้ง  พระยาราชเสนาถามนายด้วง นายด้วงบอกว่าไม่รู้จัก เพิ่งได้ยินเสียงเดี๋ยวนี้เอง พระยาราชเสนาก็เตรียมปืนพร้อม นายด้วงก็ตามคอยดูว่า เมื่อเห็นตัวถนัดก็จะลั่นไกให้ได้ตัวมาดูให้รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรแน่ จนกระทั่ง เสียงนั้นเข้ามาถึงต้นไม้ในบริเวณที่พวกพระยาราชเสนาพัก พอสังเกตเสียงได้ว่าอยู่ที่ต้นใด มีแสงไฟมากองอยู่เรืองๆ พอเห็นต้นไม้ได้ถนัด แต่เจ้าของเสียงมันอยู่บนต้นไม้ มืดแลไม่เห็นตัวมัน ใจพระยาราชเสนาผู้หันปากกระบอกปืนไปทางต้นนั้นแล้วรู้สึกกระหยิ่มว่า ถ้ามันลงมาต่ำๆ คงได้เห็นอะไรแปลกๆ เป็นแน่ แต่ผิดหวังเพราะตาโข้อุตริออกเสียงเรียกชื่อคนขึ้น 

แล้วเจ้าเสียงประหลาดก็ดัง "จ๊อก" บนต้นไม้ที่เราปองนั้นอีกครั้งเดียว และมีเสียงเหมือนลมพัดแรงๆ ลู่ใบไม้ต้นนั้นและต้นถัดไป ดังซู่เป็นเสียงยาว ประมาณ ๕ วินาที แล้วก็เงียบเลย พระยาราชเสนาเข้าใจว่ามันไปเสียแล้วจึงถามตาโข้ว่า แกเรียกใคร ตาโข้บอกว่าเรียกชื่ออ้ายอะไรจำไม่ได้ ซึ่งตายไปนาน ไม่ทราบว่ากี่สิบปีแล้ว ว่าเป็นชื่อที่ผีชนิดนี้กลัวมาก แกจึงออกชื่อให้อ้ายตัวที่แกว่าผีนั้นได้ยินเพื่อให้หนีไปเสีย พระยาราชเสนารีบถามตาโข้ อีกว่าผีอะไร ที่ไหน แกจึงบอกว่า อ้ายที่มันร้องจ๊อก จ๊อก นั่นแหละ ผีกองกอย มีตีนเดียว ใครพบรอยที่ไหนก็รอยตีนข้างเดียว เหมือนกันทุกแห่ง รอยตีนมันเท่ารอยเท้าเด็กเล็กๆ และผีอย่างนี้มันแปลงตัวให้เล็กเท่าลูกลิงก็ได้ เมื่อมันเห็นคนเดินทาง ในดงนอนหลับแล้ว มันลงมาหา
ของกิน ถ้าไม่ได้กินเลือดคนเพราะเขายังไม่ถึงที่ตาย มันก็ขโมยเขียดหรืออึ่ง (อึ่งยาง) ที่เขาจับใส่หม้อขังไว้เป็นอาหารดังกล่าว ทั้งนี้คนที่ไปด้วยหลายคนรับรองคำตาโข้ว่า ได้เคยเห็นรอยเท้ามันและเคยถูกขโมยเขียด ตกลงในครั้งนั้น พระยาราชเสนา ก็ไม่ได้เห็นผีกองกอยตัวจริงเลย !


ตำนาน นางนาค แห่งบางพระโขนง

เรื่องราวของแม่นาคพระโขนงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เพราะมีหลักฐานว่าใน
สมัยรัชกาลที่ ๕ มีคนรู้จักแม่นาคพระโขนงมากกว่าบุคคลสำคัญของบ้านเมืองเสียด้วยซ้ำ

ที่กล่าวดังนี้ ก็เนื่องจาก...สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าให้หม่อมเจ้า
พูนพิศมัย ดิสกุล ฟังว่าในสมัยที่พระองค์ท่านยังเป็นนายทหารประจำ
อยู่ในพระบรมมหาราชวังนั้นมีเจ้าพี่เจ้าน้องมาประทับคุยด้วยอยู่ใกล้วัง
กับประตูบ่อยๆ ทรงเห็นมีคนเข้าออกประตูวังเนืองแน่นอยู่เสมอ ก็ทรง
คิดกันว่าน่าจะทดลอง ความรู้คนเหล่านั้นดูจึงทรงจดชื่อบุคคล ๔ 
คนคือ...
๑. ท่านขรัวโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี วัดระฆัง)
๒. พระพุทธยอดฟ้า (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
รัชกาลที่ ๑)
๓. จำไม่ได้ว่าใคร
๔. อีนาคพระโขนง
แล้วให้คน ไปคอยถามผู้ที่เข้าออกประตูวังทุกคนว่า ตามรายชื่อ
ทั้ง ๔ คนนั้น รู้จักใครบ้าง

ความมีชื่อเสียงของแม่นาคได้ทำให้วัดมหาบุศย์ ริมคลองประเวศ
บุรีรัมย์ แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กทม. พลอยเป็นที่รู้จักของคนทั้ง
หลายด้วย ในฐานะเป็นวัดที่ฝังศพแม่นาค

วัดมหาบุศย์นี้ พระศรีสมโภชน์ (พระศรีสมโพธิ) เจ้าคณะวัดสุวรรณฯ เป็นผู้สร้าง ตั้งแต่สมัยรัชกาล
ที่ ๒ ในขณะที่ท่านยังเป็นพระมหาบุศย์

เรื่องราวของแม่นาคมีทั้งที่เป็นนิยายและภาพยนตร์ บุคคลแรกที่ทำให้ "แม่นาคพระโขนง" โด่งดังขึ้นมา ก็คือ...สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ พระองค์ท่านทรงนำเรื่อง 'อีนาคพระโขนง' ออกแสดงเป็นละครเวทีที่โรงละครปรีดาลัยจนเกรียวกราวได้รับการต้อนรับจากดู เป็นอย่างมาก จนต้องแสดงซ้ำอยู่ถึง ๒๔ คืน 

ในนิยาย กล่าวถึงแม่นาคว่า.....ที่พระโขนง มีเศรษฐีสองสามีภรรยาชื่อตามั่นกับยายมี (หมี) ทั้งสองมีลูกสาวที่สวยที่สุดในย่านพระโขนง จึงมีหนุ่มๆมาติดพันหลายคน มากก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นแต่เพราะหนุ่มมากชอบประพฤติกรรมตัวเป็นนักเลงโต ตามั่นจึงพยายามกีดกันและตัดการหมั้นทองนาคให้กับเสี่ยย้งทองนาคจึงตัดสินใจ หนีตามหนุ่มมาก ในวันที่เสี่ยย้งยกขบวนขันหมากมา หลังจากได้ทองนาคมาเป็นภรรยา มากก็กลับตัวเป็นคนดี ขยันขันแข็งทำมาหากิน ทั้งสองจึงอยู่กันอย่างมีความสุข ต่อมาทองนาคตั้งท้อง ก็พอดีมากถูกเกณฑ์ทหาร มากต้องไปเป็นทหาร จึงฝากลุงกับป้าชื่อตาหอยกับยายหมาให้ช่วยดูแลทองนาค(เพราะบิดามารดาของมาก เสียไปแล้ว จึงต้องมาฝากลุงกับป้าให้ช่วยดูแลภรรยา) ตาหอยยายหมาเป็นห่วงหลานสะใภ้ จึงรับทองนาคไปอยู่ด้วย ทองนาคเป็นคนขยันขันแข็งถึงกำลังท้องไส้ ก็ยังช่วยหาบขนมขายทุกวัน จนกระทั่ง... กลางดึกคืนหนึ่งทองนาคเกิดเจ็บท้องจะคลอดลูก ตาหอยจึงรีบไปตามหมอตำแย(หญิงที่ช่วยทำคลอดสมัยก่อน) ชื่อยายจั่น มาทำคลอดให้ แต่ยายจั่นไม่สามรถทำอะไรได้เพราะเด็กในท้องขวางตัว และทองนาคไม่มีลมเบ่ง ในที่สุด... ทองนาคก็ขาดใจตายทั้งที่ลูกยังอยู่ในท้อง การตายลักษณะนี้เรียกว่า.....ตายทั้งกลม! ซึ่งเชื่อกันว่า ผีพวกนี้แรงทั้งแม่ทั้งลูก
ในวันฝังทองนาค นายทุย(เพื่อนของมากที่ถูกเกณฑ์ทหารด้วยกัน) ได้กลับมาบ้านที่พระโขนง และมาทันช่วยหามศพทองนาคไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุศย์ หลังจากนั้น... พอตกดึก ชาวบ้านใกล้วัดมหาบุศย์ก็จะได้ยินเสียงทองนาคเห่กล่อมลูกอยู่ที่โคนต้น ตะเคียนใกล้คลอง ด้วยสำเนียงอันโหยหวน มีเสียงเด็กร้องไห้ เสียงผู้หญิงหยาดเย็นปลอบโยน ประสานด้วยเสียงหมาหอน... บรื๋อออ์!

ในตอนแรก... ทองนาคก็ไม้ได้ดุร้ายอะไรนัก จนกระทั่งลูกชายของนางไปเล่นกับเด็กวัดแล้วถูกเด็กวัดรังแกนางจึงหลอกพวก เด็กวัด ด้วยการยื่นมือยาวๆ จะจับเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำอะไรรุนแรง ทำเอาพวกเด็กวัดจับไข้กันเป็นแถว แต่รายที่ทองนาคเล่นงานอย่างจริงจังก็คือ เสี่ยย้ง เพราะเสี่ยย้งเคยปลุกปล้ำนางมาครั้งหนึ่ง นางทองนาคจึงบีบคอเสี่ยย้งจนตาย เมื่อมากกลับมาที่พระโขนง ก็พบทองนาครอรับอยู่ที่บ้าน มากจึงไม่ยอมเชื่อ เมื่อใครต่อใครบอกว่าทองนาคตายแล้ว จนตาหอยผู้เป็นลุงต้องแนะนำว่า จะเชื่อหรือไม่ ก็ให้ทดลองดู เวลานางทองนาคตำน้ำพริก ให้แอบบีบมะนาวลงไป ถ้าผีเป็นผู้ทำก็จะมีหนอม มากแอบทดลองดู ก็ปรากฏว่าในน้ำพริกมีหนอนจริงๆ แต่เขายังไม่ยอมเชื่อ กระทั่งวันต่อมา ขณะที่ทองนาคตำน้ำพริก บังเอิญทำสากหล่นลงไปใต้ถุนบ้าน (บ้านที่ทองนาคกับมากอยู่เป็นเรือนไทยใต้ถุนสูง) นางก็เอื้อมมือยาวเฟื้อยลงไปเก็บสาก มากเห็นเข้า ถึงได้ยอมเชื่อว่าเมียของตนกลายเป็นผีไปซะแล้ว และหนีไปหานายทุยที่บ้าน

ทองนาครู้ว่ามากหนี ก็ตามไปที่บ้านของทุย ทุยกับมากจึงต้องพากันหนีอีก นางก็ติดตามไม่ลดละ
จนทั้งสองหนุ่มวิ่งหนีฝ่าเข้าไปในดงหนาด(ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ใบใหญ่เป็นขน มีกลิ่นฉุน ใช้ทำยาได้ ถือกันว่าผี
กลัว) นางจึงไม่กล้าติดตามเข้าไป แต่ยังรออยู่นอกดงหนาด แล้วเรียกเสียงเย็นๆ ว่า พี่มากขาาา......!

จนรุ่งเช้า... นางจึงจำใจจากไปเพราะกลัวแสงแดด ส่วนสองหนุ่มที่หลบภัยอยู่ในดงหนาดนั้น สมภารคงวัดมหาบุศย์ออกบิณฑบาตผ่านมาพบเข้า ก็ช่วยพากลับไปที่วัด และให้พระเณรช่วยกันวงด้านสายสิญจน์ตั้งบาตรน้ำมนต์ให้พระมานั่งล้อมมากกับ ทุยแล้วสวดพระปริตร ตกกลางคืนทองนาคก็มาจริงๆแต่ไม่สามารถฝ่าวงสานสิญจน์เข้าไปหามากได้ ทำให้นางโกรธมาก และเที่ยวปรากฏตัวหลอกหลอนผู้คนที่พายเรือผ่านหน้าวัด จนไม่มีใครกล้าผ่านไปแถวนั้น และชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดก็ต้องอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น พระสงฆ์องค์เจ้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย (คงเป็นเพราะชาวบ้านย้ายหนีไปหมด เลยไม่มีใครใส่บาตร พระสงฆ์เลยลำบาก)
ต้องย้ายไปอยู่วัดอื่น วัดมหาบุศย์แทบจะกลายเป็นวัดร้าง เหลืออยู่แต่สมภารคงรูปเดียว
ข่าวความดุร้ายของทองนาคเล่าลือกันไปทั่วกัน จนรู้ถึงหมอผีชื่อดังคนหนึ่งชื่อแหยม หมอแหยม
พาเจ้าเปลี่ยนลูกศิศย์ทีวัดมหาบุศย์เพื่อจะปราบผีแม่ทองนาค แต่กลับถูกทองนาคหักคอตายส่วนเจ้าเปลี่ยนกลายเป็นบ้าไป แต่ในที่สุด.....ผีแม่ทองนาคก็ถุกปราบลงจนได้ โดยเณรจิ๋วซึ่งมาแต่เมืองเหนือ เณรจิ๋วได้ใช้วิชาอาคมเรียกทองนาคลงหม้อ เอาไปถ่วงน้ำได้สำเร็จ 

ข่าวความดุร้ายของทองนาคเล่าลือกันไปทั่วกัน จนรู้ถึงหมอผีชื่อดังคนหนึ่งชื่อแหยม หมอแหยม
พาเจ้าเปลี่ยนลูกศิศย์ทีวัดมหาบุศย์เพื่อจะปราบผีแม่ทองนาค แต่กลับถูกทองนาคหักคอตายส่วนเจ้าเปลี่ยน
กลายเป็นบ้าไป แต่ในที่สุด.....ผีแม่ทองนาคก็ถุกปราบลงจนได้ โดยเณรจิ๋วซึ่งมาแต่เมืองเหนือ เณรจิ๋วได้ใช้
วิชาอาคมเรียกทองนาคลงหม้อ เอาไปถ่วงน้ำได้สำเร็จ 

เรื่องแม่นาคในนิยายก็จบลงเพียงเท่านี้ แต่มีคำเล่าลือบางกระแสว่า
ผู้ที่ปราบผีแม่นาค ไม่ใช่เณรจิ๋ว ทว่าเป็น...สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)
วัดระฆัง เล่ากันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านรู้ข่าวการอาละวาดของผี
แม่นาคซึ่งก่อความหวาดกลัวและเดือดร้อนแก่ชาวบ้านแถววัดมหาบุศย์
เป็นอย่างมาก แม้แต่หมอผีเก่งๆ ก็ยังพ่ายแพ้คอพับคอย่น (เพราะถูกบีบ
คอ) ไปหลายราย

สมเด็จฯ โตจึง มาค้างที่วัดมหาบุศย์ แต่ท่านไม่ได้ทำพิธีอะไรมาก
มายอย่างหมอผีทั้งหลาย เพียงพอ ตกค่ำ ท่านก็ไปนั่งที่บริเวณหลุมศพ
แล้วเรียนนางนาคขึ้นมาสนทนากัน แต่ท่านจะพูดจากตกลงกับนางนาค
ว่าอย่างไรไม่มีใครรู้ ลือกันว่า ท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากจากศพ
ของนางนาคขัดกระดูกแผ่นนั้นจนเกลี้ยงเป็นมันแล้วนำกลับไปยังวัด
ระฆัง ลงยันต์กำกับและเจาะทำเป็นหัวเข็มขัด เวลาท่านจะไปไหนก็เอา
คาดเอวติดไปด้วย นับตั้งแต่นั้น ผีแม่นาคที่เคยอาละวาดที่วัดมหาบุศย์
พระโขนงก็สงบไป เมือไปอยู่ที่กุฏิสมเด็จโต เวลานั้นสมเด็จพระพุทธ
โฆษาจารย์(ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ยังเป็นสามเณร อยู่ในกุฏินั้นด้วย ได้ถูกแม่นาครบกวน สามเณรก็ฟ้องสมเด็จฯ ว่า สีกามากวนเขาเจ้าข้า สมเด้จฯ ท่าก็ร้องปรามว่านางนาคเอ๊ยอย่ารบกวนคุณเณรซี แม่นาคก็เงียบไป แล้วนานๆ ก็ออกมาแหย่เล่นเสียครั้งหนึ่ง (แม่นาคคงจะเหงาน่ะ!) พอถูกปรามก็หยุดไป เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ครั้นสมเด็จฯ ท่าชรามากขึ้นก็มอบกระดูกหน้าผากนางนาคประทานหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ และให้สามเณร ม.ร.ว.เจริญ ไปอยู่ด้วย นางนาคยังคงเล่นสนุกเย้าแหย่สามเณรตามเคย หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ทรงกริ้วดุนางว่า... เป็นผู้หญิงยิงเรืออย่ามากวนเณร คุณเณรจะได้ดูหนังสือหนังหานางนาคจึงเงียบไป... ต่อมา... หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ ซึ่งได้เป็นหม่อมเจ้า สมเด็จพระพุฒาจารย์(ทัต) ได้ประทานกระดูกหน้าผากนางนาคให้แก่หลวงพ่อพริ้ง (พระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์) วัดบางปะกอก

ภายหลังหลวงพ่อพริ้ง ก็มอบกระดูกนางนาคแด่กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กระดูกนางนาคจึงไปอยู่ในซองผีที่วังนางเลิ้ง (ในเวลานี้เป็นโรงเรียนพาณิชยการพระนคร) อยู่ที่วังนางเลิ้งไม่นานเท่าไรนางนาคก็มากราบทูลลา (คงจะหมดเวรหมดกรมไปเกิดใหม่ แต่จะเกิดเป็นคนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะนางนาคอาจจะไปเกิดเป็นอมนุษย์ก็ได้และคำว่าอมนุษย์ก็ครอบคลุมกว้างมาก ตั้งแต่ ผี ปีศาจ ยักษ์ มาร นางไม้ เทวดา เป็นต้น หากให้สันนิษฐาน นางนาคน่าจเกิดในระดับที่สูงกว่าผีขึ้นไป) และกระดูกนางนาคชิ้นนั้นก็อันตรธานหายไปไม่พบเรื่องราวอีกเลย เรื่องราวแม่นาคที่บางครั้งก็ดูจริงจังเกินกว่าเรื่องนิยายอย่างนี้ทำให้ เกิดความคิดขึ้นสองอย่าง.... บ้างก็ยังคงเชื่อว่า เป็นเรื่องนิยาย แต่มีมากกว่าบ้าง เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง! และฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงนั้น ได้พยายามรวบรวมหลักฐานมายืนยัน เช่น...
ขุนชาญคดี (ปั่น) กำนันตำบลพระโขงสมัยนั้น ได้เล่าถวาย สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (พระองค์เจ้ายุคลทิฆัมพร พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕) ว่า.....

นางนาคเป็นบุตรสาวของขุนศรีฯ นายอำเภอ บ้านอยู่ปากคลองพระโขนงฝั่งตะวันตกข้างวัดมหาบุศย์
(ตามหลักฐานนี้ แม่นาคไม่ใช่ลูกสาวของตามั่นยายมีแต่อย่างไร และไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าด้วย) และเป็น
สาวสวยที่จะหาสาวใดในย่านพระโขนงมาเทียบเคียงได้ยาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
เมื่อได้ทรงฟังเรื่องราวแล้ว ถึงกับรับสั่งว่า

"สวยสดงดงามถึงอย่างนั้นทีเดียวรึ มิน่าเล่าเจ้าพวกหนุ่มๆ ถึงได้ตอมกันนัก และปีศาจก็มีฤทธิ์ร้าย
แรงถึงเพียงนั้น"

และหลักฐานที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ บรรณาธิการหนังสือ "สยามประเภท " ตอบข้อข้องใจของคนอ่าน ลงในหนังสือเล่มที่ ๓ วันเสาร์ที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ว่า.....
"จะเปนวันเดือนปีใดจำไม่ได้เปนคำพระศรีสมโภช (บุด) วัดสุวรรณเล่าถวายสมเด็จอุปัชฌาย์ว่า ในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ อำแดงนาก บุตรขุนศรีนายอำเภอ บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง เปนภรรยานายชุ่ม
ตัวโขนทศกรรฐ์ในพระจ้าวบรมวงศ์เธอจ้าวฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี อำแดงนากมีบุตรถึงอนิจกรรม นายชุ่มทศกรรฐ์สามีนำศพอำแดงนากภรรยาไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุด... ศพอำแดงนากฝังไว้ที่นั่นไม่มีปีศาลหลอกผู้ใด เปนแต่พระศรีสมโภชเจ้าของวัดมหาบุด เล่าถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสว่า นายชุ่มทศกรรฐ์เปนคนมั่งมี.... บุตรนายชุ่มมีชายหญิงหลายคน แต่ล้วนยังไม่มีสามีภรรยาทั้งสิ้น บุตรนายชุ่มหวงทรัพย์สมบัติของบิดา เกรงว่าบิดาจะมีภรรยาใหม่...พวกลุกชายจึงทำอุบายให้คนไปขว้างปาชาวเรือ ตามลำคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนากมารดา กระทำกิริยาเปนผีดุร้ายหลอกคน จนถึงช่วยนายชุ่มถีบระหัดน้ำเข้านาแลวิดน้ำกูเรือของนายชุ่มที่ล่มก็ได้ บุตรชายแต่งกายเปนหญิงให้คล้ายอำแดงนากมารดาทำกิริยาเปนผีดุร้ายให้คนกลัว ทั่วทั้งลำคลองพระโขนง... บุตรนายชุ่มทศกรรฐ์หลายคนได้เล่าถวายเสด็จอุปชฌาย์ว่า ตนได้ทำมายาเปนปีศาจอำแดงนากมารดาหลอกชาวบ้าน จริงดั่งพระศรสมโภชกราบทูลเสด็จอุปัชฌาย์ทุกประการ" (จากหนังสือ ตามรอยนางนากพระโขนง ของ ส.พลายน้อย)

(ตามความข้างต้นนี้ สามีของแม่นาคแทนที่จะเป็นนายมากกลับเป็นนายชุ่ม และวัดมหาบุดที่กล่าวถึงก็คือวัดมหาบุศย์นั่นเอง) แต่หลักฐานทั้งสองนี้ก็ยังคงขัดแย้งกันเอง จึงต้องล้วแต่ว่า ใครจะเขื่อในเรื่องไหนแต่อน่างไรก็ตาม เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ก็ยังคงเป็นตำนานรักอมตะประจำถิ่นพระโขนงมาตราบเท่าทุกวันนี้ และเพื่อเป็นการระลึกถึงแม่นาค ทางวัดมหาบุศย์จึงได้สร้างศาลแม่นาคพระโขนงขึ้นในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ได้แวะมากราบไหว้ย่านาคกัน

*(ชื่อ แม่นาค เขียนได้ ๒ อย่างคือ นาก วึ่งหมายถึงของมีค่า จำพวกทอง เงิน นาก และ 
นาค ซึ่งเป็นชื่อที่นิยมใช้ในรุ่นหลังๆ) 

เหตุที่ผีแม่นาคเฮี้ยนหนัก เพราะเอาศพไปฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่ ก่อนหน้าที่ทิดมากจะมา ผีนางนาคไปร้องขอข้าวเณร และยื่นมือไป เณรเอามีดหมอหลวงตาฟันมือขาด หลวงตาเอาเณรไปไว้ในกุฏิ เอาใบหนาดสวม และนอนเฝ้า แต่ผีนางนาคก็มาหักคอเณรจนได้ ผีนางนาคกับลูกเที่ยวหลอกชาวบ้านและคนเดินทาง รวมทั้งพระในวัดจนเป็นที่เลื่องลือ แม้หนุ่มๆ ผีนางนาคก็แปลงกายเป็นสาวสวยมาหลอกให้หลง พอรู้ว่าเป็นผีก็หนีขวัญหนีดีฝ่อ ทิดมากเองจะไปไหนก็ไม่ได้ นางนาคคอยติดตาม ในที่สุดต้องหาหมอผีมาเรียกวิญญานนางนาคและลูกใส่หม้อ นำไปถ่วงน้ำ แล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ผีนางนาคจึงหายไป แต่ตำนานเรื่องแม่นาคพระโขนงก็ยังเล่าสืบกันมา จนถึงกับนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง แม่นาคพระโขนง ฉายให้คนชมติดใจไปตามๆ กัน


ผีตาโขน


“ผี ตาโขน” เป็นชื่อการละเล่นชนิดหนึ่ง โดยผู้เล่นทำรูปหน้ากาก มีลักษณะหน้าเกลียด น่ากลัวมาสวมใส่และแต่งตัวมิดชิด แล้วเข้าขบวนแห่และแสดงท่าทางต่าง ๆ ระหว่างมีงานบุญตามประเพณีประจำปีของท้องถิ่นพื้นบ้าน การละเล่นผีตาโขนนี้ เท่าที่ทราบ มีเฉพาะในท้องถิ่นที่อำเภอด่านซ้าย และอำเภอ นาแห้ว จังหวัดเลย ซึ่งเดิมอยู่ในเขตท้องที่อำเภอด่านซ้ายเท่านั้น ที่อื่นไม่มีปรากฏว่ามีการละเล่นชนิดนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกอย่างหนึ่ง
 
 คำ ว่า “ผีตาโขน” ความหมายเดิมไม่ทราบชัด ว่ามีความหมายว่าอย่างไร เพียงแต่ทราบว่าเป็นผีที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน มี คำว่า “ โขน ” คำเดียว ซึ่งให้ความหมายว่า การละเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละคร แต่สวมหัวจำลอง ที่เรียกว่า หัวโขน นับว่าแปลกที่คำนี้พ้องกันพอดี ถ้าจะตีความหมายตามนี้คำว่า “ ผีตาโขน ” ก็คงจะหมายถึงผีที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายหัวโขน ที่ปั้นทำขึ้นให้น่าเกลียดน่ากลัว เมื่อคนจะเล่นผีตาโขนจึงต้องทำหัวโขนที่น่าเกลียดน่ากลัวมาสวมใส่ด้วย และที่น่าแปลกก็คือ การละเล่นผีตาโขนเป็นการละเล่นที่สวมหัวจำลองคล้าย ๆ เล่นโขนในภาคกลาง นอกจากการละเล่นโดยสวมหน้ากากหรือหัวโขนแล้วบางที่ผู้เล่นยังอาจทำรูปม้า จำลองขี่ไปในขบวนผีตาโขนนั้นด้วย ผู้ที่เล่นโดยขี่ม้าจำลองนี้เรียกว่า “ ม้าตาโขน ” นอกจากนี้ อาจทำรูปจำลองของ ควาย ช้าง เป็นต้น นำมาขี่หรือถือแห่รวมขบวนไปด้วย ซึ่งจะได้กล่าวรายละเอียดต่อไป
 
 มีคำ พื้นเมืองเรียกผีชนิดหนึ่ง ซึ่งคอยจับคนไปล้วงกินตับไตไส้พุง ว่า “ ผีตาโบ้ ” เสียงคล้ายกับคำว่า “ ผีตาโบ๋ ” มากมีผู้เล่าว่าเป็นผีที่มีรูปร่างหน้าเกลียด ตากว้างใหญ่เป็นรูปโบ๋เข้าไป ผู้ใหญ่ชอบพูดหลอกเด็ก เวลาเด็กชนหรือเด็กจะออกไปเที่ยวป่าหรือนอกบ้านในเวลากลางคืนว่า ผีตาโบ้จะมาจับกิน ผีตาโบ้จะมีรูปร่างอย่างไร ผู้เขียนก็ยังไม่เคยเห็น จึงไม่อาจอธิบายให้แจ่มแจ้งกว่านี้ได้

 

 
 

ผีตายโหง ต้นเหตุวิญญาณอาฆาต



    ผีตายโหง คือคนที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิง จมน้ำ รถชน ฆ่าตัวตาย เป็นต้น สำหรับการตายทั้งกลมก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน

ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทำใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพปัจจุบันของตัวเอง เลยยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ

ผีตายโหงมักสิงสถิตอยู่กับที่ที่ตัวเองตาย (เช่น ผีเฝ้าถนน ตามโค้งร้อยศพ เป็นต้น) เมื่อมีคนมาตายแทนจึงจะไปผุดไปเกิดได้

เรื่องของโค้งร้อยศพนี้ สามารถสันนิษฐานได้ถึงปรากฏการณ์ของความคำนึงอันแรงกล้าที่หลงเหลืออยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง และรู้สึกกระหายอยากดื่มน้ำมากๆ แต่มีคนมาเรียกไปทำให้ต้องลุกไปเสียก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำให้ชุ่มชื่นใจ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะดื่มน้ำจะยังคงหลงเหลืออยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น เมื่อมีคนเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นก็จะเกิดความรู้สึกกระหาย และอยากดื่มน้ำเป็นอันมากเช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถอธิบายปรากฏการณ์โค้งร้อยศพได้ว่า ขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ตกใจ และทุรนทุรายนั้น ความรู้สึกอันแรงกล้าเฮือกสุดท้ายยังคงหลงเหลืออยู่ ณ บริเวณนั้น ดังนั้น เมื่อมีผู้ที่ผ่านมาหลังจากนั้นก็จะรับเอาความคำนึงอันแรงกล้าของผู้ตายมา ทำให้เกิดประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน


Comments