บรมครูแพทย์ ชีวกะโกมารภัจจ์

คัมภีร์แพทย์โบราณ

อาหารผู้ป่วยเบาหวาน

โรคหลอดเลือดสมอง

     โรคหลอดเลือดสมองประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต โรคนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
     1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
     2. โรคหลอดเลือดสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
    
อาจเกิดจากการตีบดันที่หลอดเลือดสมองเอง หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจหรือหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมองทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด

โรคหลอดเลือดสมองแตก
    
เกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมองทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้นนอกจากนี้อาจกดเบียดสมองที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติเกิดอาการอัมพฤกษ์และอัมพาต

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
     1. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมันและหินปูนมาจับพบได้ทั้งในหลอดเลือดใหญ่ที่คอ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดัน โรคเบาหวานโรคไขมันในเลือดสูง
     2. โรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
     3. หลอดเลือดสมองอักเสบ
     4. โรคเลือดบางชนิด

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก
1. โรคความดันโลหิตสูง
2. หลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
 
    สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆ เป็นต้น สมองในตำแหน่งต่างๆทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมองจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรค หากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่
     อาการของโรคมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใดเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางรายอาจมีอาการแบบเป็นๆหายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น

อาการที่พบบ่อยคือ
1. อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก
2. ชาครึ่งซีก
3. เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ
4. ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
5. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง
6. ปวดศีรษะอาเจียน
7. ซึม ไม่รู้สึกตัว

อาการเตือน
   
  อาการดังกล่าวหากเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันรวดเร็วถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรรีบไปพบแพทย์ด่วน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
 ปัจจัยหลัก
     1. โรคความดันโลหิต
     2. โรคเบาหวาน
     3. การสูบบุหรี่
     4. โรคหัวใจ
     5. สูงอายุ

 ปัจจัยเสริม
     1. แอลกอฮอล์
     2. ไขมันในเลือดสูง
     3. ขาดการออกกำลังกาย

การป้องกันโรค
1. ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง
2. งดสูบบุหรี่
3. ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง
6. ควรไปรับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ

ข้อแนะนำ
1. เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายเริ่มรู้สึกตัวดี หายใจสะดวก กินอาหารได้ ควรให้การดูแลพยาบาลต่อดังนี้
     • พยายามพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยไปมาทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันมิให้เกิดแผลกดทับ (bedsore) ที่ก้นและหลังข้อต่อต่างๆ
     • ให้อาหารและน้ำให้เพียงพอ ถ้าขาดน้ำผู้ป่วยจะซึมหรืออาการเลวลง
     • พยายามบริหารข้อ โดยการเหยียดและงอแขนขาของทุกข้อต่อบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเกร็งแข็ง
2. เมื่ออาการดีขึ้น ผู้ป่วยต้องหมั่นบริหารกล้ามเนื้อและพยายามใช้แขนขาเพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ถ้าผู้ป่วยนอนอยู่เฉยๆ ไม่พยายามใช้แขนขา กล้ามเนื้อก็จะลีบและข้อแข็ง
3. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง บางคนอาจฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยตัวเองได้ บางคนอาจฟื้นตัวช้าหรือพิการตลอดไปและสติปัญญาของผู้ป่วยส่วนมากยังดีเช่นปกติ ญาติควรแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่าแสดงความรังเกียจและคอยให้กำลังใจผู้ป่วยอยู่เสมอ
4. ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ช่วยให้โรคนี้หายเป็นปกติได้ การรักษาขึ้นกับตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญ ในการพยายามฟื้นฟูกำลังแขนขาโดยวิธีกายภาพบำบัด ผู้ป่วยควรรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านไม่ควรเปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อยหรือเดินทางไปรักษาโรงพยาบาลไกลๆ เพราะการรักษาย่อมไม่แตกต่างกันมาก
5. ผู้ป่วยควรงดเหล้า บุหรี่
6. ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ควรดูแลรักษาโรคนี้อย่างจริงจัง และควบคุมโรคให้ใกล้เคียงปกติ

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดของโรคทางระบบประสาทวิทยาที่รับไว้ใน โรงพยาบาล เป็นสาเหตุการตาย และ
ความพิการที่สำคัญในประเทศไทย โรคนี้ถ้าเป็นแล้ว แม้รอดชีวิต ก็มักจะมีความพิการ หลงเหลืออยู่ ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้ และถ้ารีบรักษาตั้งแต่ เริ่มมีอาการ ก็อาจช่วยให้รอด ชีวิต และมีความพิการน้อยลง หรือกลับไปทำงานตามปกติได้ ซึ่งโรคหลอดเลือดสมอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 
(1) ชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตัน 
(2) ชนิดเส้นเลือด แตก โดยทั่วๆ ไปจะพบผู้ป่วยที่เป็นชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตันได้บ่อยกว่า ชนิดเส้นเลือดแตก 

อาการของผู้ป่วย มีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนใดเสียการทำงานไป เช่น
1. พูดไม่ออกหรือไม่เข้าใจคำพูด หรือพูดไม่ชัดทันทีทันใด
2. แขนขาหรือหน้าอ่อนแรง ชา หรือขยับไม่ได้ขึ้นมาทันทีทันใด โดยเฉพาะ ที่เป็น ครึ่งซีกของร่างกาย
3. ตาข้างใดข้างหนึ่งมัวหรือมองไม่เห็นฉับพลัน เห็นภาพซ้อน หรือเกิดอาการ คล้ายมีม่านมาบังตา
4. ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน
5. งุนงง เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับ อาการอื่นข้างต้น


ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงหมายถึง ถ้าผู้ใดมีปัจจัยเหล่านี้อยู่ จะมีโอกาสเกิดโรคหลอด เลือดสมอง ได้มากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ทุกคนจะ ต้องเกิด โรคหลอดเลือดสมองทุกราย ในขณะ
เดียวกัน ผู้ที่ไม่มี ปัจจัยเสี่ยงก็มีโอกาส เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่าผู้ที่มี ปัจจัยเสี่ยง 
ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่

 - ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ถ้าสามารถป้องกัน ไม่ให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง หรือถ้าเป็นแล้วการลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม จะสามารถลดความเสี่ยงลงได้

แนวทางปฏิบัติในการลดความเสี่ยงจากความดันโลหิตสูงคือ
1. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
2. ลดอาหารที่เค็ม
3. รับประทานอาหารให้พอเหมาะ เน้นอาหารที่เป็นพืช ผัก ผลไม้
4. หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเป็นประจำให้พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
5. ตรวจสุขภาพเป็นครั้งคราว ถ้าพบว่าเป็นความดันโลหิตสูง 
    แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาลดความดันโลหิตร่วมด้วย


ซึ่งจำเป็นต้องรับประทาน ตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาเองโดยเด็ดขาด 
ซึ่งโดยทั่วไปมักต้องรับประทานติดต่อกันเป็น เวลานาน

 การสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้นจึงควรงดสูบบุหรี่ ถ้างดสูบบุหรี่ได้นอกจากความเสี่ยง ต่อโรคหลอด เลือดสมอง จะลดลงแล้ว ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคปอด จะน้อยลง และสุขภาพ โดยทั่วไป ก็จะดีขึ้นเองอีกด้วย

 โรคหัวใจ มีหลายชนิด เช่น โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ การรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแพทย์อาจ พิจารณา ให้ยาบางชนิดเพื่อลดโอกาสเกิดโรค หลอดเลือดสมอง และจะช่วยลดความเสี่ยงของ โรคหลอดเลือดสมองลงได้

  โรคเบาหวาน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่ง ถ้าป่วยเป็นโรคนี้ ก็ ควรพบ แพทย์และรับประทาน ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยลด ความเสี่ยงลงได้

 ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือด หัวใจตีบตัน และยังอาจเป็น ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันมากเกินไป หรืออาจต้องรับประทานยาลดไขมัน ร่วมด้วยตามที่แพทย์แนะนำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดหัวใจ ตีบตัน และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนได้

- ลดและควบคุมความดันโลหิต 
- ลดคอเลสเตอรอลในเลือด 
- ลดน้ำหนัก 
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิค 
- รับประทานผักและผลไม้ให้มาก 
- งด ! อาหารไขมัน 
- งด ! เหล้า บุหรี่ และสารเสพติด 
- ให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด 
- เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดโคโรนารี
ซึ่งเป็นหลอดเลือดสำคัญของหัวใจ
“สโตร๊ค” เป็นฆาตรกรเงียบที่ทุกคนควรระวัง เพราะไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้คนไทยตายด้วยโรคระบบหลอดเลือดสมองและหัวใจมากกว่าถูกรถชนตาย ดังนั้น “กันไว้ดีกว่าแก้ ย่ำแย่เดี๋ยวจะ แก้ไม่ทัน” ไม่มีเทคโนโลยีวิเศษใด ๆ ที่จะมาช่วยป้องกันโรคให้เราได้ “นอกจากตัวเราเอง”


อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่
1. อาการอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีกของร่างกายทันทีทันใด
2. อาการตามัว หรือมองไม่เห็นทันที โดยเฉพาะที่เป็นข้างเดียว
3. พูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูดทันทีทันใด
4. ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน
5. เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินลำบาก หรือเป็นลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการ ดังกล่าวมาแล้วร่วมด้วย

อาการเตือนเหล่านี้ อาจเป็นเพียงชั่วขณะแล้วดีขึ้นเอง แต่ก็มีความสำคัญ และผู้ป่วยควรจะพบแพทย์โดยด่วน ถ้าผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเร็วเท่าใด อัตรา การตาย ความพิการจะยิ่งน้อยลง


สุขภาพจิตกับโรคหลอดเลือดสมอง 
ปฏิกิริยาของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นกับ 

1. พื้นฐานบุคลิกภาพเดิมตั้งแต่เด็ก การอบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ในชีวิตทำให้คนเรารับรู้และรู้สึกไม่เหมือนกัน บุคลิกภาพที่ดีของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีปฏิกิริยาดังนี้
    - รู้ตัวเองว่าป่วย และต้องการการรักษา
    - แสวงหาการรักษาอย่างถูกต้อง
    - เกิดปฏิกิริยาเหมาะสมกับอาการ ความ เจ็บป่วย
    - เชื่อมั่นศรัทธาในตัวผู้รักษาและ ยอมรับการรักษา
    - สามารถสร้างความสัมพันธ์กับ ผู้รักษาได้ยืนนาน
    - ยอมรับในสภาพความเจ็บป่วย ของตนเอง อดทนต่อสภาพนี้ได้
    - เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำแนะนำ ของผู้รักษา
    - รู้จักวิเคราะห์ตนเอง และเข้าใจวิธี ป้องกันการเกิดโรค


2. ลักษณะของโรคที่เกิดขึ้น บางคนอาจเกิดการสูญเสียระบบการควบคุมต่างๆ สูญเสียความคิด และ การ
   ปรับตัว ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ สิ่งแวดล้อมใหม่ได้ การรับรู้ ผิดพลาดไป เกิดอาการหูแว่ว 
   ภาพหลอน  หวาดระแวงทำให้ไม่ร่วมมือ ต่อการรักษา

3. อายุของผู้ป่วย มักเกิดในวัยผู้ใหญ่ ถ้าเป็นผู้สูงอายุมักมีปัญหา ในการปรับตัวเข้ากับโรค การเปลี่ยนสถานที่และอาจวิตกกังวล มากกับ การถูกทอดทิ้ง

4. ความเชื่อและทัศนคติของผู้ป่วย ผู้ป่วยบางคนเชื่อไสยศาตร์ อาจปฏิเสธการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันได้

5. ปฏิกิริยาของบุคคลในครอบครัว ผู้ป่วยอาจถูกมองเป็น คนผิดที่เจ็บป่วย เป็นสาเหตุของปัญหาภายในบ้าน หรือเป็นที่รังเกียจ ของคนอื่น


ปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 
1. อารมณ์วิตกกังวล อาจพบในระยะแรกของโรคเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร สาเหตุจากอะไร ต้องรักษาอย่างไร เสียค่าใช้จ่าย มากน้อยเท่าไร รักษาหายหรือไม่ ซึ่งอาจแสดงออกมาทางร่างกายคือ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ พฤติกรรมถดถอยเหมือนเด็ก

2. อารมณ์เศร้า อาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่นานทำให้ผู้ป่วยเกิดความเบื่อหน่าย ผิดหวัง แยกตัว ไม่สนใจสิ่ง
    แวดล้อม เบื่อกิจกรรมทุกอย่าง ซึมเศร้า ท้อแท้ อยากตาย ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองไม่มีโอกาส ไม่มีความหวังอีกต่อไป อยู่ไปก็เป็นภาระของครอบครัว ทำให้ทุกคนลำบาก รู้สึกตนเองไม่มีค่า และมีความผิดที่เป็นแบบนี้

3. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
    - พฤติกรรมต่อต้าน ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ จะปฏิเสธการดูแลจากคนอื่น ไม่ยอมให้ช่วยเหลือ ไม่ยอมกินยา หรือฉีดยา 
    - พฤติกรรมถดถอย อ้อน เรียกร้องความช่วยเหลือทั้งๆ ที่ตนเองทำได้ 
    - พฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมตัวเองไม่ได้ เอาแต่ใจ เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ทันที ก็เกิดความโกรธ และแสดงความก้าวร้าวต่อผู้รักษาหรือญาติพี้น้อง 
   - พฤติกรรมนอนไม่หลับ 
   - พฤติกรรมหลีกเลี่ยง เพราะเชื่อว่าจะทำให้โรคแย่ลง ไม่กล้าทำงาน ไม่กล้าเดินทาง บางคน ไม่อยากตกอยู่ในสภาพเจ็บป่วย เลยหลีกเลี่ยงไม่มาพบ แพทย์ตามนัด ไม่ยอมกินยาตามกำหนด 
   - พฤติกรรมทางเพศ อาจมีการเสื่อมสมรรถนะทางเพศได้ 


การป้องกันและรักษา 
การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วย การที่ผู้รักษาให้ความรู้ความเข้าใจต่อโรคแก่ผู้ป่วยอยู่ เสมอ จะทำให้ผู้ป่วยกล้า ถามมากขึ้น และเกิดความ
เชื่อมั่น เชื่อใจศรัทธาและเชื่อฟัง ต่อการตรวจรักษารูปแบบต่างๆ การที่แพทย์ ช่วยรับฟังปัญหาต่างๆ 
ของผู้ป่วยด้วยความเห็นอกเห็นใจ และอยากช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างจริงใจ จะทำให้ผู้ป่วยผ่อนคลายลงได้ 
นอกจากนี้ควรให้ครอบครัวมีส่วนช่วยเหลือ ด้วย ในผู้ป่วย ที่มีญาติเยี่ยมสม่ำเสมอจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และมีกำลังใจ การจัดสิ่งแวดล้อม ให้ผู้ป่วยเกิดความสุขความสบายใจ และ อำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน จะช่วยผ่อนคลายความทุกข์ใจจากทุพลภาพที่เกิดขึ้นได้รวมทั้งการรักษาด้วยยา เพื่อช่วย ลดอาการ หรือพฤติกรรมบางอย่างตามความจำเป็นร่วมด้วย


มหันตภัยเงียบพิการและตายเฉียบพลัน (ตอน1)

โรคหลอดเลือดสมองจากการสำรวจสภาวะสุขภาพของคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า ผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองมีสูงถึง 11 ล้านคน สถิติของกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า คนไทยจะมีภาวะสมองขาดเลือด (Stroke) ทุกๆ 3 นาทีและ 1 ใน 10 ของจำนวนนั้น ... จะเสียชีวิตและหลังจากพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีอัตราเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 10 และอีกร้อยละ 50-60 ต้องกลายเป็นผู้พิการ กระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศให้โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย

"น.พ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชติ" ผู้เชี่ยวชาญในสาขาประสาทวิทยาด้านหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าว่าโรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคในกลุ่มความผิดปกติของสมองและระบบประสาทจำแนกตามสาเหตุหลักของการเกิดโรคได้ดังนี้

1. โรคสมองและระบบประสาทจากพันธุกรรม อาทิ Huntington Disease หรือ Wilson's disease ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการแต่งงานกันในหมู่เครือญาติเป็นการส่งผ่านโรคทางพันธุกรรมสู่ทายาทโดยตรง
2. เกิดจากสิ่งแวดล้อม อาทิ มินามาตะ-ดีซีส เป็นโรคในกลุ่มที่มีสาเหตุจากการรับสารพิษจำพวกปรอทหรือ Head Poisoning เข้าสู่ร่างกาย
3. เกิดจากการเร่งความเสื่อมโดยปัจจัยภายนอก อาทิ อัลไซเมอร์ และหลอดเลือดสมองเป็นกลุ่มโรคทางสมองและระบบประสาทที่มีอัตราผู้ป่วยมากที่สุด เกิดจากความเสื่อมสภาพสะสมของเซลล์ในร่างกายที่กำหนดโดยยีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ช่วงวัย 20 ปีเป็นต้นมา และจะแสดงอาการชัดเงินในช่วงวัย 50 ปี โดยการดำเนินของโรคนั้นขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่จะเข้าไปเร่งให้การเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อาทิ ลักษณะนิสัยการกิน สภาพแวดล้อม ความดันโลหิต การดื่มสุรา หรือการสูบบุหรี่

ทั้งนี้ในบรรดาโรคที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาททั้งหมดมีเพียงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เกิดจากการเร่งความเสื่อมโดยปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่แพทย์ยืนยันได้ว่า "สามารถป้องกันรักษา และลดความเสี่ยงได้จริงๆ" สาเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งความพิการและเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง คือการขาดความรู้ความเข้าใจของผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเรื่องของการปฏิบัติตัวและการรับมือกับอาการเบื้องต้นของโรคอย่างทันท่วงที การรู้จักกับสาเหตุอาการ และสิ่งควรปฏิบัติเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโรคหลอดเลือดสมองจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ

"โรคหลอดเลือดสมอง" เป็นโรคทางประสาทวิทยาที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งผ่านเลือดไปเลี้ยงสมอง แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้

-หลอดเลือดสมองตีบ หรือ อุดตัน (Ischemic Stroke) คือการอุดตันของหลอดเลือดที่จะส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด โดยร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากลิ่มเลือดเข้าไปอุตัน และกีดขวางทางเดินเลือดทำให้ไหลเวียนผ่านไปถึงสมองไม่สะดวก เมื่อเวลาผ่านไปลิ่มเลือดจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนหลอดเลือดสมองอุดตันในที่สุด ทั้งนี้ นอกจากลิ่มเลือดแล้ว หลอดเลือดยังตีบแคบได้จากการสะสมตัวของไขมันในหลอดเลือด ทำให้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดน้อยลง และสูญเสียประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลงเรื่อยๆ

-หลอดเลือดสมองปริแตก หรือฉีกขาด กรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองอย่างร้ายแรง เนื่องจากปริมาณเลือดเลี้ยงสมองที่ลดลงอย่างฉับพลัน และทำให้เกิดเลือดออกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้คิดเป็นร้อยละ 20 ของโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นทั้งหมด สาเหตุเกิดขึ้นได้สองกรณีคือ การที่หลอดเลือดบริเวณใดบริเวณหนึ่งเปราะบาง ประกอบกับภาวะความดันโลหิตสูง ส่งผลให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพอง และแตกออก อีกกรณีหนึ่งคือ การสะสมของไขมันในหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น หลอดเลือดจึงปริแตกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูง

ลักษณะอาการ เมื่อเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมองมีปริมาณลดลง สมองส่วนนั้นจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาการที่สำคัญคือ อาการชาตามแขนขาใบหน้าหรือซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย สื่อสารบกพร่องสับสน เห็นภาพซ้อนพร่ามัว(เพียงข้างเดียว) ปวดหรือเวียนศรีษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทรงตัวไม่อยู่ บางรายอาจเป็นลมหมดสติ ผู้ป่วยควรถูกส่งตัวถึงมือแพทย์โดยทันที ก่อนที่ความรุนแรงของโรคจะนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิต

รู้สาเหตุและอาการแล้วติดตามวิธีการรักษาในตอนต่อไป....

Comments