4.การพยาบาลผู้ป่วยอัมพฤกษ์และอัมพาตครึ่งซีก


การพยาบาลผู้ป่วยอัมพฤกษ์และอัมพาตครึ่งซีก 

    ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีปัญหาความพิการเหลืออยู่ เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายแล้ว ต้องดูแลต่อไปเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้
1. ความปลอดภัย

       - เมื่อเคลื่อนย้ายลงรถเข็นหรือเปลนอนจะต้องกดล็อครถเข็นทุกครั้ง
       - ต้องทราบตำแหน่งของร่างกายที่เสียหน้าที่ก่อนที่จะเคลื่อนไหวทุกครั้ง
       - ประคองหรือพยุงแขนหรือขาข้างที่อัมพาตให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องเสมอ
       - ดูแลผู้ป่วยให้สวมรองเท้า เมื่อลุกจากเตียงหรือเคลื่อนย้าย
       - ยกไม้กั้นเตียงขึ้นทุกครั้งหลังให้การพยาบาล หรือขณะผู้ป่วยนอนหลับเพื่อป้องกันผู้ป่วยตกเตียง

2. การดูแลผิวหนัง
        - ตรวจสอบผิวหนังบ่อยๆ สังเกตลักษณะของสีผิว รอยแดง อาจใช้หมอนนุ่มรองบริเวณปุ่มกระดูก สังเกตผื่น จุดจ้ำเลือด  ความยืดหยุ่นและความสะอาดของผิวหนัง

3. การจัดท่าในการนอนสำหรับผู้ป่วย

(ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง)นอนตะแคงทับข้างที่อ่อนแรง
        - ลำตัวเอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย โดยใช้หมอนรองหลังและก้นไว้ 
        - แขนข้างที่อ่อนแรงเหยียดออกตั้งฉากกับลำตัว ข้อศอกเหยียดตรงและอยู่ในท่าหงายฝ่ามือขึ้น
        - ขาข้างที่อ่อนแรงอยู่ในท่าเหยียดสะโพกและเข่างอเล็กน้อยนอนหงาย
        - แขนข้างที่อ่อนแรงวางอยู่บนหมอน กางแขนให้อยู่ห่างจากลำตัวเล็กน้อย ข้อศอก ข้อมือและนิ้วเหยียดตรง
        - กางขาข้างที่อ่อนแรงเล็กน้อย โดยให้เข่าเหยียดตรง
        - ใช้หมอนดันปลายเท้าเพื่อป้องกันปลายเท้าตกนอนตะแคงทับข้างปกติ
        - ลำตัวเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย
        - แขนข้างที่อ่อนแรงเหยียดตรงไปข้างหน้าวางอยู่บนหมอน
        - ขาข้างที่อ่อนแรงวางอยู่บนหมอน โดยให้สะโพกและเข่าอยู่ในท่างอเล็กน้อย

  4. การออกกำลังท่า

    บริหารทุกท่า ควรทำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นหรือเวลาที่สะดวก

    ท่าที่1 การบิดตัวไปมาบริหารกล้ามเนื้อหลังวิธีทำ นั่งบนเก้าอี้หรือบนเตียง กางแขนสองข้างออก  หมุนลำตัวไปทางซ้ายอย่างช้าๆให้มากที่สุดจนรู้สึกตึงแล้วค่อยๆหมุนกลับมาอยู่ในท่าเดิม แล้วหมุนไปทางขวา ทำเช่นเดียวกันจนครบ 10 ครั้ง        

    ท่าที่ 2 งอเข่า งอสะโพก

    - ท่างอเข่า งอสะโพก วิธีทำ  นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกขาซ้ายขึ้น-ลงอย่างช้าๆ ในท่างอเข่างอสะโพก ทำจังหวะช้าๆข้างละ 10 ครั้ง
    - เหยียดเข่า งอสะโพกวิธีทำ  นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกขาขวาขึ้น-ลงอย่างช้าๆและยกขาซ้าย ทำเช่นเดียวกัน ข้างละ 10 ครั้งท่าที่ 3 การพับข้อสะโพกวิธีทำ  นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ค่อยๆยกขาในลักษณะงอเข่าเข้าหาลำตัวให้มากที่สุดจนตึง ทำจังหวะช้าๆแล้วค่อยๆเหยียดลงในท่าเดิม ทำข้างละ 10 ครั้งท่าที่ 4 การบริหารข้อไหล่และข้อศอก
    - การบริหารข้อไหล่วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น ยกแขนทีละข้างในท่าเหยียดแขนให้ตรง ขึ้น-ลงทำจังหวะช้าๆ ข้างละ 10 ครั้ง
    - การบริหารข้อศอกวิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ยกแขนทีละข้าง ขึ้น-ลง โดยให้ศอกอยู่ติดกับพื้นทำจังหวะช้าๆข้างละ 10 ครั้งท่าที่ 5 การบริหารข้อเท้า โดยการงอ กระดกและหมุนข้อเท้าวิธีทำ นอนหงายหรือนั่งราบกับพื้น ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้า กระดกข้อเท้าขึ้นทั้งสองข้างชี้เข้าหาลำตัวจนตึงแล้วค่อยๆเหยียดปลายเท้าออกจนตึง ต่อจากนั้นหมุนข้อเท้าเป็นวงกลม โดยเริ่มหมุนออกไปทางด้านขวาอย่างช้าๆ กลับมาอยู่ในท่าเดิม แล้วค่อยๆหมุนไปทางด้านซ้ายอย่างช้าๆ ทำเช่นเดียวกันจนครบ 10 ครั้งท่าที่6 การบริหารข้อมือในท่าคว่ำและงอกระดูกข้อมือวิธีทำ  คว่ำมือทั้งสองข้าง เหยียดนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว ค่อยๆงอนิ้วมือเข้าหาลำตัวจนตึง แล้วเหยียดออกมาในท่าเดิม ค่อยๆทำจังหวะช้าๆจนครบ 10 ครั้งท่าที่ 7 การบริหารนิ้วมือในท่ากำมือ เหยียดและกางออกวิธีทำ  แบมือทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆกำมือทั้งสองข้างให้แน่น ค่อยๆทำจังหวะช้าๆ แล้วเหยียดนิ้วมือทั้งสองข้างอยู่ในท่าเดิม กางนิ้วมือทั้ง 5 นิ้วออกจนตึง แล้วหุบนิ้วมือมาอยู่ในท่าเดิม ทำ 10 ครั้ง

5. การรับประทานยา

       - ดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาให้ตรงกับคำสั่งแพทย์ พร้อมสังเกตอาการข้างเคียงหรืออาการผิดปกติหลังได้รับยา
       - ไม่รับประทานยาร่วมกับยาที่ทำให้ฤทธิ์ยาลดลง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
 
6. อาหารโภชนาการ

       - อาหารที่มีประโยชน์และควรรับประทานได้ง่ายๆ งดอาหารรสจัด เค็ม มัน 
       - จัดอาหารคำเล็กๆ ตรวจสอบการเคี้ยว การกลืน ระวังอาการสำลักเพื่อป้องกันอาหารเข้าหลอดลม
       - สำหรับผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง ผู้ดูแลควรทำอย่างถูกต้องตามวิธีปฏิบัติ

7. การปฏิบัติภารกิจประจำวัน

   - สอนวิธีการอาบน้ำ การแปรงฟัน การแต่งกาย สำหรับผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องช่วยเช็ดตัวบนเตียงอย่างน้อยเช้า-เย็น พร้อมทั้งสังเกตลักษณะของผิวหนัง ถ้าผิวหนังแห้งควรใช้ครีมทา
   - ทำความสะอาดปาก โดยใช้ปากคีบคีบสำลีชุบน้ำยาล้างปาก และเช็ดตามด้วยน้ำสะอาด  ถ้ามีฟันปลอมที่หลุดได้เอาออกให้หมด หรือถ้ามีฟันโยกมากควรรายงานแพทย์เพื่อปรึกษาทันตแพทย์ต่อไป
   - ดูแลบริเวณตาโดยสังเกตว่ามีอาการบวม ห้อเลือดหรือไม่ ถ้ามีควรประคบด้วยความร้อนและความเย็นสลับกันทุก 
   - ทำความสะอาดผมโดยดูแลหวีผมทุกครั้งที่อาบน้ำบนเตียงและสระผมให้ผู้ป่วยตามความเหมาะสม
   - ดูแลเล็บมือเล็บเท้าโดยทำความสะอาดพร้อมทั้งตัดเล็บให้สั้นเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และป้องกันอันตรายจากการขีดข่วนตนเอง
       - ดูแลบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยทำความสะอาดทุกครั้งหลังขับถ่าย ผู้ป่วยหญิงให้เช็ดจากบนลงล่างเพื่อป้องกันเชื้อจากทวารหนักเข้าสู้ช่องคลอด สำหรับผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ ให้ทำความสะอาดเช้า-เย็น พร้อมทั้งสังเกตลักษณะสีผิวบริเวณอวัยวะสืบพันธ์ ผด ผื่นคัน ไม้ควรทาแป้งบริเวณดังกล่าวเพราะจะทำให้หมักหมม ติดเชื้อได้

8. คำแนะนำอื่นๆ

  - ควรมาตรวจติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ตรงตามวัน เวลาที่แพทย์นัด ถ้ามีอาการผิดปกติ ให้มาพบแพทย์ได้ทันที ไม่ต้องรอวันนัด
  - การดูแลด้านจิตใจ ผู้ป่วยอัมพาตบางรายอาจมีอาการสับสน ความจำเสื่อม หัวเราะหรือร้องไห้โดยไม่ได้ตั้งใจ โมโหง่าย ฉุนเฉียว ซึมเศร้า หรือทำอะไรที่ไม่สมควร โดยไม่มีเหตุผล ผู้ดูแลต้องให้กำลังใจ ให้อภัย หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยโศกเศร้าเสียใจ ดีใจมาก และภาวะเครียด                          

 การดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายให้อาหารทางจมูก

  1.ตำแหน่งของสาย

  - ไม่ให้สายเลื่อนหลุดหรือผู้ป่วยดึงออกเอง อาจพิจารณาใช้เครื่องผูกยึดเฉพาะในรายที่จำเป็น เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ดิ้นไปมา
  - ไม่ให้สายเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งไปจากเดิม เพราะจะทำให้สำลักน้ำในทางเดินอาหารเข้าหลอดลมได้ง่าย เกิดปอดอักเสบหรือ    เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ อันตรายถึงตายได้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการไอหรือจามบ่อยๆ ควรตรวจสอบตำแหน่งสายใหม่ทันที
  - ให้ผู้ป่วยมีอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายได้พอสมควร ตามความสามารถที่มีอยู่ในขณะนั้น
  -  ระวังการที่สายกดทับกับส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนัง

  2.ความสะอาด ดูแลความสะอาดของปากและฟันผู้ป่วยเป็นประจำ ให้บ้วนปาก แปรงฟัน ดูแลความ สะอาดของรูจมูกที่อาจมีน้ำมูกหรือสะเก็ดแห้งกรังของน้ำมูก รวมทั้งความสะอาดของพลาสเตอร์ เมื่อสายสกปรกควรเปลี่ยนใหม่ อาจเปลี่ยนได้ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันอันตรายจากการใส่สายไว้เป็นเวลานาน คือ แผลที่รูจมูก ไซนัสอักเสบ หลอดอาหารอักเสบ และการติดเชื้อในทางเดินหายใจและปอด

  3.ความสุขสบายของผู้ป่วย นอกเหนือจากโรคที่เป็น ผู้ป่วยมักรู้สึกเครียดจากการมีสายคาอยู่  ความไม่สุขสบายในการเคลื่อนไหวอิริยาบถ การเจ็บที่รูจมูกและคอ ปากแห้ง คอแห้งและกระหายน้ำ ให้บ้วนปากบ่อยๆ ทาริมฝีปากด้วยครีมหล่อลื่น อาจให้อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือจิบน้ำได้ถ้าไม่มีข้อห้าม 


วิธีการให้อาหารทางสายยาง

วิธีปฏิบัติ

1. ล้างมือและเตรียมเครื่องใช้ให้พร้อม บอกให้ผู้ป่วยทราบ
2. จัดท่านั่งให้สบายหรือศีรษะสูงอย่างน้อย 45 องศา 
3. ทดสอบว่าปลายสายอยู่ในกระเพาะอาหาร  
4. ดูดน้ำจากกระเพาะอาหารโดยใช้กระบอกฉีดยา(Asepto syringe)ถ้ามีอาหารเก่ามากกว่า50 มิลลิลิตรค่อยๆ ใส่น้ำที่ดูดได้กลับคืนสู่กระเพาะอาหารอย่างช้าๆดูดซ้ำทุกครึ่งชั่วโมงจนกว่าจะพบว่ามีน้ำเหลืออยู่น้อยจึงเริ่มให้อาหารได้
5. เทอาหารลงในขวดให้อาหาร หนีบหรือหักสายไว้ ห้อยแขวนขวดไว้ปล่อยให้อาหารไหลลงจนเต็มสายแล้วต่อสายจากขวดกับสายให้อาหาร
6. ปรับอัตราการไหลของอาหารให้ไหลประมาณ10มิลลิลิตร/นาที เช่น ให้อาหาร300-400มิลลิลิตรในเวลา30-60นาที
7. ให้น้ำตามอย่างน้อยประมาณ 50 มิลลิลิตร ยกเว้นในรายที่จำกัดปริมาณน้ำดื่ม
8. ถ้ามียา ให้ยาที่บดผสมน้ำก่อน แล้วตามด้วยน้ำ
9. หนีบสายไว้แล้วปิดสายด้วยจุกปิดหรือก๊อส
10.ปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าเดิมหลังให้อาหารอีกครึ่งชั่วโมง

เหตุผล

- เพื่อให้อาหารผ่านลงตามสายสะดวกและป้องกันการอาเจียนและสำลัก
- ต้องทดสอบทุกครั้งก่อนให้อาหารเพื่อป้องกันการสำลักอาหารเข้าปอดเกิดปอดติดเชื้อได้
- ถ้ามีอาหารเหลือค้าง100 มิลลิลิตร หรือมากกว่า ให้เลื่อนเวลาออกไป 2 ชั่วโมง
- การใส่อาหารที่เหลือค้างกลับคืนเพื่อป้องกันการเสียสมดุล ของกรดด่างและอิเล็คโตรลัยท์
- เพื่อไล่อากาศที่ค้างอยู่ในสาย ลดโอกาสการนำอากาศเข้าสู่กระเพาะอาหาร 
- เป็นอัตราที่ผู้ป่วยสามารถรับได้ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆเกิดขึ้น
- เป็นการล้างสายไม่ให้มีอาหารติดค้างในสายซึ่งอาจทำให้บูดหรือตะกอนอาหารจับสายจนอุดตัน
- เพื่อให้ยาผ่านลงตามสายได้หมด
- ไม่ให้อาหารที่ให้ไป ไหลย้อนกลับออกมา
- ให้อาหารไหลผ่านออกจากกระเพาะไปยังลำไส้ได้ดี 
 
การดูแลผู้ป่วยที่มีสายอาหารทางหน้าท้อง

- ดูแลไม่ให้สายเลื่อนหลุด เปลี่ยนตำแหน่งไปจากเดิมหรือผู้ป่วยดึงออกเองสังเกตไหมเย็บ ความสั้น ยาวผิดปกติของสาย
อาหารอาจพิจารณาใช้เครื่องผูกยึดเฉพาะในรายที่จำเป็นเช่น ผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ดิ้นไปมา
-  ให้ผู้ป่วยมีอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายได้พอสมควร ตามความสามารถที่มีอยู่ในขณะนั้น
-  ระวังการที่สายกดทับกับส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนัง
-  วิธีการให้อาหารสำหรับผู้ป่วยที่มีสายอาหารทางหน้าท้อง ทำเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีสายอาหารทางจมูก ดังต่อไปนี้

 1. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง ตรวจสอบตำแหน่งสาย ความสะอาดของสาย 
 2. ตรวจสอบปริมาณอาหารเก่าที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารก่อนให้อาหารทุกครั้งโดยใช้กระบอกฉีดยา(Asepto syringe)ดูดจากสายหากมีอาหารเก่าที่ยังย่อยไม่หมดมากกว่า 50 มล.ให้งดอาหารมื้อนั้น
 3. หลังให้อาหารทุกครั้งควรให้น้ำอุ่นตาม 30-50 มล.ดูแลไม่ให้มีอาหารค้างอยู่ในสายก่อนปิดจุก
 - ทำแผลบริเวณหน้าท้องวันละครั้งหรือตามความเหมาะสมพร้อมทั้งสังเกตการอักเสบบวม แดงของปากแผลแผลเปียกชื้น 
หรือมีเลือดออก สายเลื่อนหลุดควรรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์


วิธีทำแผลผู้ป่วยที่มีสายอาหารทางหน้าท้อง 

วิธีปฏิบัติ

1. จัดสิ่งแวดล้อม ปิดพัดลม จัดท่านอนหงาย เปิดแผล สังเกตแผลและระวังสายให้อาหารเลื่อนหลุด
2. เตรียมอุปกรณ์ทำแผลให้พร้อม ชุดทำแผล ประกอบด้วย ปากคีบ 2 อัน ถ้วยใส่น้ำยา 2ใบ สำลี 6-8 ก้อน ก๊อส ขนาด 3 x 3 นิ้ว จำนวน 4 ชิ้นแอลกอฮอล์70%เบตาดีนพลาสเตอร์ ถุงมือ 1-2 คู่ ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ถุงมือ
3. ใช้มือข้างหนึ่งถือปากคีบจับสายอาหาร มืออีกข้างหนึ่งถือปากคีบหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์70% เช็ดผิวหนังบริเวณรอบๆแผล  โดยเช็ดจากส่วนที่ชิดแผลก่อน  แล้วจึงเช็ดบริเวณรอบนอกห่างออก 3 นิ้ว
4. ทำซ้ำจนปากแผลสะอาด แล้ว ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์70%เช็ดผิวหนังบริเวณรอบๆแผล และเช็ดสายให้อาหาร
5. ทำซ้ำจนสายให้อาหารสะอาด
6. ใช้ปากคีบหยิบสำลีชุบเบตาดีนเช็ดรอบๆแผล โดยเช็ดจากส่วนที่ชิดแผลก่อน  แล้วจึงเช็ดบริเวณรอบนอกห่างออก 3 นิ้ว 
7. ใช้ปากคีบหยิบสำลีชุบเบตาดีนเช็ดผิวหนังบริเวณรอบๆแผล และเช็ดสายให้อาหาร
8. คีบสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดผิวหนังที่ขอบแผลและบริเวณรอบๆแผลอีกครั้ง
9. ใช้ก๊อสปิดให้รอบปากแผล และใช้ก๊อสวางคลุมบนตัวแผล  
10.ปิดพลาสเตอร์ตามแนวขวางกับลำตัว แล้วม้วนสายอาหารเก็บให้เรียบร้อย


เหตุผล

- เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่เหมาะสม สะดวกในการทำแผล  
- เพื่อเตรียมเครื่องใช้ในการทำแผลให้เหมาะสม
- ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคจากมือ   
- เพื่อให้บริเวณปากแผลสะอาด ลดการนำเชื้อโรคจากผิวหนังหน้าท้องเข้าสู่แผล  
- เพื่อให้บริเวณสายอาหารสะอาด ลดการนำเชื้อโรคจากสายอาหารเข้าสู่แผล
- เพื่อทำลายเชื้อโรคที่ยังหลงเหลือ  
- เพื่อทำลายเชื้อโรคที่ยังหลงเหลือบริเวณสาย 
- เพื่อให้ผิวหนังสะอาดและแห้ง 
- ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผล ป้องกันแผลเสียดสีกับเสื้อผ้า ผ้าปิดแผลต้องไม่เผยอออกเมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย

การดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจทางหลอดลมคอ

 -  ดูแลไม่ให้ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด เปลี่ยนตำแหน่งไปจากเดิมหรือผู้ป่วยดึงออกเอง อาจพิจารณาใช้เครื่องผูกยึดเฉพาะในรายที่จำเป็น เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ดิ้นไปมา
 -  สังเกตลักษณะของผิวหนังบริเวณรอบท่อช่วยหายใจว่ามีอาการอักเสบ บวม แดง มีหนองหรือไม่
 -  วิธีการทำแผลสำหรับผู้ป่วยที่มีท่อช่วยหายใจทางหลอดลมคอ ทำเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีแผลจากการมีสายอาหารทางหน้าท้อง ดังต่อไปนี้

   1.จัดท่านอนให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูงตรวจสอบตำแหน่งท่อ 
   2.ทำการดูดเสมหะให้ผู้ป่วยก่อนทำแผล      
   3.ทำแผลวันละครั้ง หรือตามความเหมาะสม พร้อมทั้งสังเกตการอักเสบ บวม แดง ของปากแผล หรือมีเลือดออก หากพบ ตำแหน่งของท่อช่วยหายใจผิดปกติหรือเลื่อนหลุดควรรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์        


วิธีการดูดเสมหะสำหรับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจทางหลอดลมคอ

วิธีปฏิบัติ

1. ประเมินการหายใจ และปริมาณเสมหะของผู้ป่วย
2. จัดท่านอนหงายศีรษะสูง 45 องศา ทุกครั้งก่อนทำการดูด เสมหะให้ผู้ป่วย
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนสวมถุงมือ เตรียมสายต่อกับเครื่องดูดเสมหะ และเปิดเครื่องให้เรียบร้อย
4. ใส่สายดูดเสมหะลงไปถึงบริเวณที่มีเสมหะมาก หรือสังเกตได้จากการไอของผู้ป่วย ขณะใส่สายยังไม่ต้องดูดจนกว่าสายจะเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ
5. ขณะดูดเสมหะให้หมุนสายยางไปรอบๆและค่อยๆดึงสายดูดเสมหะขึ้นมาระวังท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดขณะดึงสาย
6. ใช้เวลาในการดูดเสมหะไม่นานเกิน 10-15 วินาที หรือเวลาประมาณเท่ากับการกลั้นหายใจของผู้ดูดเสมหะ 
7. ล้างสายดูดเสมหะในขวดน้ำสะอาด แล้วดูดน้ำลายและเสมหะในปากผู้ป่วย
8. ห้ามนำสายที่ดูดเสมหะในปากแล้ว มาดูดเสมหะในหลอดลมคอเด็ดขาด
9. เมื่อดูดเสมหะในปากเสร็จแล้วให้ดูดล้างสายในน้ำสะอาดอีกครั้ง
10.ให้ผู้ป่วยนอนหงายศีรษะสูง สังเกตลักษณะการหายใจ ความรู้สึกตัว หากพบผู้ป่วยเหนื่อยควรให้ออกซิเจน100%หรือประมาณ 10 ลิตร/นาทีเป็นเวลาประมาณ 2-3 นาที
 
เหตุผล

- เพื่อความเหมาะสมในการดูดเสมหะในแต่ละครั้ง
- ป้องกันการสำลัก 
- ลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากมือเข้าสู่หลอดลม 
- ป้องกันการดูดอากาศออกมากเกินไปและระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ   
- เพื่อให้การดูดเสมหะมีประสิทธิภาพ 
- การดูดเสมหะนานอาจทำให้เกิดกล่องเสียงหดเกร็ง(Laryngospasm)
การเต้นของหัวใจผิดปกติ และการสูญเสียออกซิเจน
- ช่วยล้างเสมหะที่ติดอยู่ในสายดูดเสมหะ 
- ป้องกันการนำเชื้อโรคจากปากเข้าสู่หลอดลม ลดความเสี่ยงเรื่องปอดอักเสบติดเชื้อ
- ช่วยล้างเสมหะที่ติดอยู่ในสายดูดเสมหะ 
-  ช่วยลดภาวะขาดออกซิเจน และสังเกตซ้อนจากการดูดเสมหะ

Comments