ความหมายของภาษา

งานนักเรียน2554

มัธยมศึกษาปีที่ 5/5 2555/1

มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 2555/1

มัธยมศึกษาปีที่ 5/8 2555/1

หลวงปู่สุภา กันตสีโล

มัธยมศึกษาปีที่ 6/10 2555/1

ประวัติส่วนตัว

แนวคิดการศึกษา

การจัดกระบวนการเรียนการสอน

 ชาญวิทย์ ปรีชาพาณิชพัฒนา


        หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า วิธีการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิชาใดนั้น ครูจะต้องสร้างสมรรถนะสำคัญ 4 ประการให้กับผู้เรียน เพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1.  รู้ภาษาดิจิตอล

2.  รู้คิดประดิษฐ์สร้าง

3.  สื่อสารมีประสิทธิภาพ

4.  สื่อสารมีประสิทธิผล

ซึ่งสมรรถนะทั้งสี่ประการจะนำไปสู่สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ คือ

1.  ความสามารถในการสื่อสาร

2.  ความสามารถในการคิด

3.  ความสามารถในการแก้ปัญหา

4.  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต

5.  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

“โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ไม่ได้สอนการศึกษา แต่สอนวิธีการศึกษา” นั่นก็หมายความว่า บทบาทและหน้าที่ของโรงเรียนคือ สอนวิธีการหาความรู้ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปให้ถึงคำว่า “ปัญญา” ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้รอบรู้ที่ถูกต้องและเป็นไปตามความจริง ผ่านกระบวน การ ในการเรียนรู้ ที่ต้องประยุกต์ปรับเปลี่ยนวิธีการ นำไปสู่เป้าหมายของการเรียนรู้ อย่างถูกต้อง นั่นคือ  ผู้เรียนเป็นคนดี ผู้เรียนเป็นคนเก่ง  ผู้เรียนเป็นมีความสุและมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ผู้เขียนในฐานะ ครู ทำหน้าที่แนะนำวิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ให้สามารถนำไปประยุกต์ พัฒนาใช้ความรู้ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ในการเรียน การดำเนินชีวิตของผู้เรียน อย่างมั่นคง มีความสุขในสังคม จึงสร้างโมเดลแนวคิดกระบวนการเรียนการสอน เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรฐานของหลักสูตรที่กำหนดไว้

การพัฒนาการเรียนรู้ในปัจจุบัน จะต้องให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสำคัญในกระบวนการวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญๆ ได้แก่

สมรรถนะที่ 1 ผู้เรียนรู้ภาษาดิจิตอล คำว่าภาษาดิจิตอล ก็คือภาษาที่สามารถสื่อสารสั่งงาน ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้รู้เรื่อง เช่นมีความสามารถเปิดปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ปิดเปิดใช้โปรแกรมทำงานต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและหลากหลาย ยิ่งใช้ได้มากก็แสดงให้เห็นความรู้ความสามารถด้านภาษาดิจิตอล นั่นเอง

สมรรถนะที่ 2 ผู้เรียนรู้คิดประดิษฐ์สร้าง หมายความว่า ผู้เรียนสามารถนำเอาองค์ความรู้และองค์ปัญญาจากสมรรถนะที่ 1 นำมาประยุกต์ใช้ จัดทำเครื่องมือเพื่อการสื่อสารเรียนรู้ การต่อยอดองค์ความรู้ให้หลากหลาย เช่นนำความรู้จากสมรรถนะที่ 1 รู้ภาษาดิจิตอล มาสร้างเว็บ สร้างบล็อก สร้างกลุ่มการเรียนรู้ผ่านโครงข่ายการสื่อสารบนระบบอินเตอร์เน็ตได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ

สมรรถนะที่ 3 ผู้เรียนสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึงผู้เรียนสมารถนำสมรรถนะที่ 1 สมรรถนะที่ 2 นำมาประยุกต์ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เผยแพร่ แบ่งบัน แลกเปลี่ยนความรู้ ได้อย่างกว้างขวางบนโลกไอที อย่างไม่มีขีดจำกัด บนพื้นฐานของหลักความรู้ หลักจรรยาบรรณที่ดี

สมรรถนะที่ 4 ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล หมายถึง การนำสมรรถนะที่ 1 สมรรถนะที่ 2 และสมรรถนะที่ 3 นำองค์ความรู้ต่างๆ มาเผยแพร่ แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น จากผู้อ่านผู้สนใจ แล้วนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์ จนตกผลึกทางความคิด ทางปัญญา นำมาเขียนเป็นบทความในทัศนะของตน เพื่อพัฒนาและต่อยอดและประยุกต์องค์ความรู้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โลกหมุนไม่เคยหยุด เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฎิเสธได้ เด็กๆ ยุคใหม่เกิดพร้อมๆกับคอมพิวเตอร์ ยอมรับว่าการนำไอทีมาเป็นสื่อการสอนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับคุณครูรุ่นเก่า แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ความพยายาม โดยเฉพาะในฐานะที่ต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาศิษย์ จะหยุดนิ่งไม่ได้ 

ผู้เขียนตัดสินใจค้นคว้าศึกษา และพิจารณาตัดสินใจนำเทคโนโลยี สังคมออนไลน์ โซเชี่ยลมีเดีย ที่มีความง่าย เหมาะสม และฟรีที่เขาใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น Facebook Tawitter  Skype  Sites google  Blogger  ฯลฯ และตัดสินใจนำเอามาประยุต์ใช้กับผู้เรียนในรายวิชาโลกศึกษา วิชาภูมิศาสตร์ วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ ที่ผู้เขียนรับผิดชอบในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีการสอนอย่างช้าๆ เพราะปัจจัยแวดล้อม ยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก เช่น ไม่มีห้องเรียนที่มีเสื่อการเรียน ที่เครื่องมือที่เหมาะสม เพียงพอและเหมาะสม เด็กมีความแตกต่าง บางคนมีคอมพิวเตอร์ บางคนไม่มี ก็ค่อยหาข้อมูล ระหว่างที่ปรับเปลี่ยน ก็ค้นหาข้อมูลผลิตผลงานด้วยการเขียนบล็อก พัฒนาเนื้อหา แบ่งปันประสบการณ์ ความรู้กับครูด้วยกัน การทำงานเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำอย่างเป็นขั้นตอน สร้างความรู้ ให้เกิดความเข้าใจ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้

ทั้งนี้การเรียนการสอน ที่ใช้วิธีให้ผู้เรียน ไปค้นเนื้อหาสาระความรู้ในห้องสมุด แล้วนำมาเขียนรายงาน ลงในกระดาษ และนำมานำเสนอหน้าห้องเรียนให้เพื่อนๆ รับฟัง ก็ปรับเปลี่ยนให้ค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรม Google ซึ่งเป็นห้องสมุดแหล่งเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อได้ข้อมูลซึ่งมีทั้งเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือบอกเล้าความรู้ มีรูปภาพ มีการนำเสนอในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว สรุปคือมีทั้งที่เป็นข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียง ก็ให้นำข้อมูลเสนอขึ้นบนเครือข่าย ในเว็บที่สร้างขึ้นเอง เพื่อเผยแพร่และแชร์ ให้ผู้สนใจเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาสาระในบทความ ที่จัดทำ ทั้งใน Facebook  Web site Blogger ที่ตนเองสร้างขึ้นมา เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากนั้นให้ผู้เรียนนำความคิดเห็นที่มีผู้แสดงนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ โดยอาศัยหลักการคิดวิเคราะห์ ( 5 W 1 H ) คือ

1.            What   = อะไร

2.            When   = เมื่อไหร่

3.            Where = ที่ไหน

4.            Why    = ทำไม

5.            Who    = ใคร

6.            How     = อย่างไร

แล้วนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์ บทความ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์เรื่องราวเนื้อหา วิเคราะห์ความหมาย วิเคราะห์ประโยค วิเคราะห์โครงสร้าง วิเคราะห์ประเด็นความรู้ สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ของตนเอง ด้วยการนำไปเขียนเป็นบทความของตนเอง ที่มีความละเอียด รอบคอบ มีขอบเขตกว้าง ลุ่มลึก ยาวไกล มีเหตุมีผล มีอ้างอิง มีการเชื่อมโยง มีอุปมาอุปไมย มีลำดับขั้นตอน เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปให้ถึงองค์ปัญญา (ความรอบรู้ที่ถูกต้องและเป็นความจริง)
 

ปัญหาการเรียนการสอนในยุคใหม่นี้ ความยุ่งยากขึ้นกับครูรุ่นเก่าที่มีอายุมาก และไม่ค่อยได้เข้ารับการฝึกอบรมวิธีการเรียนการสอน สมัยใหม่

ทั้งครูจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับวิธีการเรียนการสอนสมัยใหม่ และยังต้องการอยู่กับวิธีการเรียนการสอนที่เคยปฏิบัติมา ทั้งด้วยความเคยชิน และการต่อต้านวิธีการเรียนการสอนสมัยใหม่ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามยุคสมัยของโลกาภิวัตน์ เป็นยุคที่โลกปรับเปลี่ยนแนวทางความคิดไปมาก ขนาดที่เหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายยังระบุไว้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับสากลและภายในประเทศไทย

เรื่องการใช้เครื่องมือทางสารสนเทศ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ให้ความเห็นไว้ในการสัมภาษณ์เรื่อง มุมมองและความคิดการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย ใน 'หนังสือ' วารสารเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจหนังสือไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 46 ปีที่ 10 พ.ศ.2555 ไว้ตอนหนึ่งถึงประสบการณ์เรื่องการสอนหลานใช้ไอแพดและปลูกฝังการอ่านไปพร้อมกันว่า

'...หลานของดิฉันก็คงเหมือนเด็กทั่วไปที่เล่นไอโฟนตั้งแต่อายุ 6-7 เดือน แม้ว่าไม่อยากให้เขาเล่นแต่เขาเห็นเราใช้ก็อยากเข้ามาเล่นพวกโทรศัพท์ทั้งหลายนี่

เพราะฉะนั้นช่วงที่เขาอายุขวบกว่า ๆ เขาจะชอบไอแพดมาก ต้องยอมรับว่ามีโปรแกรมที่ตื่นตาตื่นใจ ตอนแรกๆ ก็ชอบโปรแกรมที่มีเสียงร้องของสัตว์ต่างๆ เรียกว่าอะไรก็ทำเสียงได้ก็มีปรากฏในโปรแกรมนี้ทั้งนั้นต่อมาเขาเปลี่ยนไปเรื่อย ดิฉันก็สังเกตว่า การเรียนรู้ผ่านสื่อของเขาในลักษณะนี้ต่างจากการเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือ คือเวลาที่เขาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เขาจะตื่นตาตื่นใจ แล้วต้องการให้ไปเร็วๆ เร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี แต่เวลาเขาอ่านหนังสือก็จะไปช้า ๆ ดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หนอนตัวเล็กๆ ดอกไม้ดอกเล็กๆ ตัวเล็กๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทำงานอย่างประณีต ต่อไป...

'ปัจจุบันเขาเกือบ 3 ขวบแล้วเขาก็เล่น ไอแพดน้อยลงไปเยอะมาก ทุกคืนเขาจะขอหนังสืออ่าน ถ้าวันไหนไม่ได้หนังสือ 3 - 4 เล่ม วันนั้นจะไม่ยอมนอน...

'ดิฉันคิดว่าพวกแท็บเล็ตต่างๆ ก็มีประโยชน์ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน เขาสามารถเรียนรู้สัญลักษณ์ต่างๆ ได้เร็วมาก

ทั้งที่เขาเล็กอยู่เขาสามารถค้นพบว่า อยากให้เครื่องมือทำอย่างนั้นต้องกดปุ่มนี้โน้นนั้น

ซึ่งดิฉันก็ไม่ปฏิเสธ แม้ว่าจะเป็นห่วงเรื่องสายตา ท่านั่ง แต่เนื่องจากเขาไม่ได้ติดแบบงอมแงมแล้วก็ยังชอบหนังสือ'

เถอะ...แม้ว่าหลานของคุณหญิงจะเป็นเด็กที่อยู่กับครอบครัวที่มีฐานะทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนวิทยฐานะของคุณย่าคุณยายที่มีความรู้อย่างดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กในปกครองของผู้ปกครองทั้งหลายจะแตกต่างไปจากนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้

ดังนั้น การเรียนรู้ของเด็กคือเรื่องที่สำคัญซึ่งครูและผู้ปกครองต้องเอาใจใส่และสนใจให้มาก ครูและผู้ปกครองคือผู้ที่ต้องคอยดูแลและกระตุ้นเด็กในปกครองเรียนรู้ทุกเรื่อง ทั้งเป็นผู้ที่คอยชี้แนะและบอกกล่าวถึงความเป็นไปในสิ่งนั้นสิ่งนี้

แล้วเด็กในปกครองของท่านทั้งหลายจะเติบโตอยู่กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างดี
 

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย

 

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง 

ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย

สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

 

...การศึกษาไม่ใช่การสอบผ่าน ได้ปริญญาบัตรและมีงานทำ แต่งงานและตั้งหลักปักฐาน แต่ยังหมายถึงความสามารถที่จะฟังเสียงนกร้อง มองดูท้องฟ้า เห็นความงามประหลาดของต้นไม้ เส้นสันทิวเขา รู้สึกไปกับมัน สัมผัสมันได้โดยตรง และอย่างแท้จริง เมื่อเจริญวัยขึ้น ความรู้สึกที่จะฟังจะเห็นอย่างนั้นจะหายไปอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าพวกเรากังวล พวกเราต้องการเงินทองมากขึ้น รถยนต์ยี่ห้อหรูขึ้น พวกเราจะกลายเป็นคนขี้ริษยา ทะเยอทะยาน ละโมบ อิจฉา พวกราจึงได้สูญเสียสัมผัสแห่งความงามของแผ่นดิน

...พวกเราเองก็ได้รับการศึกษาที่สอดประสานกับสิ่งที่เอ่ยมานี้ พวกเรารู้หรือไม่ว่า โลกกำลังบ้าคลั่ง การต่อสู้ การทะเลาะเบาะแว้ง การข่มเหงเบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน นี่คือความบ้าคลั่งทั้งมวล และเราเองก็เติบโตขึ้นเพื่อที่จะเหมือนและกลมกลืนกับสิ่งเหล่านี้

            ...เราอจะต้องเข้าไปอยู่ในโครงสร้างที่เรียกว่า "สังคม" ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

            ...บางคนในหมู่พวกเราอาจจะพยายามหนีจากสังคม แต่การหนีสังคมอย่างนั้น ก็หาได้มีความหมายอย่างใดไม่ เราต้องเปลี่ยนแปลงสังคม สังคมก็คือเธอกับฉัน

            ...จะยอมรับคุณค่าเก่าทั้งหมดกระนั้นหรือ เธอรู้ไหมว่าระบบคุณค่าเหล่านี้คืออะไร เงินทอง ตำแหน่ง ชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ นั้นคือสิ่งที่มนุษย์ทั้งหมดต้องการ และสังคมก็ต้องการให้เรากลมกลืนแบบแผนคุณค่าเหล่านั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้

            ..การศึกษากระแสหลักมีโอกาสจะหลงทางสูงมาก เพราะส่วนใหญ่เน้นเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตที่แท้จริงเป็นตัวตั้ง หลาย ๆ หลักสูตรเน้นผลิตบัณฑิตตามความต้องการของตลาดและสังคม เน้นสอนให้บรรลุตามศาสตร์ของตนเป็นหลักใหญ่ไม่สนใจการเข้าถึงชีวิตที่แท้จริง โดยหารู้ไม่ว่า ความต้องการของตลาดและสังคมนั้นมีปัญหามากขึ้น ๆ ทุก ๆ วัน หมายความว่า ตลาดและสังคมไม่ใช่ต้นแบบแห่งความดี ไม่ใช่ต้นแบบของชีวิตที่แท้จริง แต่เป็นการเอาตัวรอดแบบเห็นแก่ตัวที่เราต้องจำยอม

            ...การศึกษาที่แท้จริงนั้น นอกจากการสอบผ่าน ได้ปริญญาบัตรและมีงานทำ แต่งงานและตั้งหลักปักฐาน แต่ยังหมายถึง ...การเรียนรู้ที่จะรู้จักตนเองอย่างแท้จริงเพื่อการเข้าถึงชีวิตที่แท้จริงด้วย...

 

การจัดการศึกษาไทยที่ผ่านมา ถูกออกแบบเพื่อสังคมอุตสาหกรรมมาตลอด จึงไม่แปลกนะครับที่เราคุ้นเคยกับการเรียนเเบบท่องจำ เรียนสูตรสำเร็จตาม "หลักสูตร" เน้นที่ "รูปเเบบ" เมื่อจบออกมาแล้วจึงเหมือนสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน ทุกชิ้นเหมือนกันหมด เเละวิ่งหางานทำเหมือนสินค้าวิ่งหาผู้ซื้อ เมื่อไม่มีคนซื้อก็ขายไม่ออก เช่นกันเมื่อขายไม่ออกก็ตกงาน เพราะไม่มีคนจ้าง เมื่อไม่มีคนจ้างก็ คิดงานเองไม่เป็น เพราะการศึกษาไม่ได้สอนให้คิดงานเอง แต่สอนให้ไปรับจ้าง ไม่ได้สอนให้บูรณาการชีวิตทุกส่วนเข้าด้วยกัน

สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงพอใจกับการจัดการศึกษาแบบอุตสาหกรรม ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าโลก หรือแม้กระทั่งชุมชนของเราเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ต้องไปดูงานต่างประเทศหรอก เพียงแค่สร้างเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน แสวงหาความรู้ที่หลากหลาย ทั้งเนื้อหา สาระ กระบวนการ วิธีการ ไม่ยึดติดกรอบและสูตรสำเร็จแต่หาความรู้ใหม่ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลดีแก่ชีวิต เป็นการเอาเอาชีวิตที่แท้จริงเป็นตัวตั้ง จริงๆ

 

เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษา 

เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤา 

แท้ควรสหายคิด จงตั้งจิตร่วมยึดถือ 

รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียน

 

" สถาบันชั้นเอก เฉกตลาด

ทุกคนอาจซื้อหาวิชาได้

แต่ผลที่ได้รับนำกลับไป

ต่างหรือไม่ เราไม่รู้อยู่ที่คน

Comments