ขุด! ขุด! ขุด! ขุดขึ้นมาเม้าท์...หมอเบญฯคนนั้น ป่านนี้จะรู้สำนึกรึยัง?

 

วิดีโอ YouTube

 
19 สิงหาคม 2552

 

ผมตั้งใจไว้ ถ้าอยู่ถึงวัน "แซยิด" จนอายุ 63 ในปีหน้า(รวมเป็น 9 เลขมงคล...อิอิ)

 

จะบริจาคร่างกายตัวเองเมื่อหมดลมหายใจไปแล้ว

 

เพื่อเป็น "ครูใหญ่" ให้นักศึกษาแพทย์ตามสถาบันต่างๆ

 

ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว

 

คุณคิดว่า...

 

ผม...คิดผิด หรือ คิดถูก

 

??????????

 

*****

 

โพสต์โดย : ดาวดิน

 

กาชาดนั่นแหละตัวดีเหลืองแระ

 

*****

 

โพสต์โดย : แดงแท้เรียกผมว่าแดงเทียม

 

ไม่รู้จะเอาอะไรไปวัด ว่าคิดผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องความสมัครใจของท่าน

 

บีบบังคับกันไม่ได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ผิดอะไร

 

แต่ถ้าเป็นผม ผมเป็นครูใหญ่ ก็เพราะ "คนไข้" มากกว่า "หมอ"

 

เพราะอยากให้ "หมอ" เก่งๆ เพื่อที่จะรักษาชีวิตคนไข้

 

มิใช่เพื่อให้หมอเก่งส่วนตัว

 

ประเด็นคือ จขกท. อายุเยอะแล้ว ผมเคยดูรายการกบนอกกะลา

 

ผู้ที่อายุเยอะๆ ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ ทางด้านกระดูก

 

เขาจะเอาร่างเราเอาเนื้อเยื่อออก ให้เหลือแต่โครงกระดูก

 

เพื่อให้นักศึกษาได้ศึกษากันครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : ล่องโขงคืนเพ็ญ

 

แพทย์ที่ไม่ชอบศักดินา อำมาตย์เยอะนะครับ บริจาคเถอะ

 

เจาะจงเลย...ไม่ให้จุฬาฯเท่านั้น.....อิ อิ

 

ประกาศเชิงสัญญลักษณ์น่ะครับ จำเป็นจริงๆก็แบ่งกันได้

 

*****

 

โพสต์โดย : เดฟ

 

เวอร์ ปกติคุณก็ไม่ได้คิดที่จะบริจาค อยู่แล้วนี้

 

*****

 

ไม่ได้พูดเล่น...

 

ไปดูตัวตนที่แท้จริงของผมครับ...

 

http://sites.google.com/site/northfoodd/

 

อำเภองาวน่ะ...

 

บ้านเกิดแม่ของผมครับ

 

บ้านแม่ผม บ้านหวด อ.งาว...

 

*****

 

โพสต์โดย : หลังคาหวานๆ

 

บริจาคเถอะค่ะ

 

เพื่อช่วยชีวิตคน

 

เราไม่ได้บริจาคให้อีหมอนี่

 

*****

 

โพสต์โดย : บินไปเรื่อยเรื่อย

 

อยากจะรู้ประเทศนี้มีหมอซักกี่คนที่บริจาค

 

*****

 

โพสต์โดย : Fight

 

คุณ Thanawut มีความตั้งใจดี ที่จะทำประโยชน์ให้แก่ ส่วนรวม.....

 

แม้กระทั่ง ยามเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว

 

น่านับถือ ครับ .............

 

กรุณาอย่าหมดศรัทธา ที่จะทำสิ่งที่ดีๆ ครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : แดงสว่าง

 

มันต่างกรรมต่างวาระครับ อย่าไปเหมาว่าหมอทุกคนจะเป็นแบบ หมอเบญ เลยครับ คนดีๆที่เรียนหมอมีจรรยาบรรณก็มีครับ หมอเบญ เป็นคนไม่ดี ก็เป็นที่ตัวหมอเอง เป็นกรรมของหมอเองไม่เกี่ยวกับคนอื่น

 

การบริจาคร่างกายเป็นการทำบุญอย่างนึง เป็นการสร้างบารมีของเราเองครับ หากยังต้องการสร้างบุญสร้างบารมีอยู่ ก็อย่าไปสนใจอย่างอื่นครับ เราก็ได้บุญของเรา หากคิดว่าไม่อยากบริจาคให้หมอเลวๆ เหมือนกับว่าเราบริจาคเพื่อหวังผล จิตเราก็จะไม่บริสุทธิ์ เราไม่สบายใจ มันก็กลายเป็นทุกข์แทนที่จะได้บุญ

 

ไม่ต้องคิดมากครับ ทำีดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สำหรับผม แค่นี้มันก็ชัดแล้วครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : นักเลงโบราณ

 

ความสับสนทางจิตของคนมีเพียงระยะสั้นๆ

 

กุศลจิต เป็นหลักธรรมของโลก

 

โลกนี้ถ้าหากขาดหลักธรรม...ความวินาศก็จะมาเยือน

 

*****

 

โพสต์โดย : kihamoni

 

เสนอให้นำแพทย์หญิงคนนี้ กลับไปอบรมจรรยาบรรณใหม่ เพื่อใช้โทษ เหมือนคนเมาแล้วขับ ที่ต้องเข้ากลุ่มอบรม และบำเพ็ญประโยชน์ ตึงไปก็ไม่ดี แต่ที่แพทยสภาทำอยู่ ผมว่าหย่อนไปนิด ขัดกับความรู้สึกประชาชน

 

จรรยาบรรณ มีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า ผู้ร่วมวิชาชีพของท่าน ทุกคนเป็นพี่น้องกัน ท่านต้องปกป้องกันอยู่แล้ว ผมเข้าใจ แต่เอาไปอบรมจรรยาบรรณใหม่เหอะครับ กี่ชั่วโมงก็ว่ากันไป ให้คนเห็นว่าได้ทำอะไรบ้าง ไม่ใช่จะพักงานแค่อย่างเดียว ไม่เกิดประโยชน์

 

ไหนๆก็จะพักแล้ว อบรมสักนิด จะเป็นไรไป ลดแรงต้านได้ และเผื่อจะเปลี่ยนทรรศนะคติเธอได้บ้าง ฝากแพทยสภาเก็บไปคิดนะครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : ดุ๊กดุ๋ย

 

หากเป็นคุณธนวุฒิจริงๆ ขอแสดงความชื่นชมด้วยใจจริงครับ

 

สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำคือการสร้างกุศลให้แก่คนหมู่มาก การบริจาคร่างกายถือเป็นทานทางปัญญาแก่เพื่อนมนุษย์ แพทย์ก็เป็นเพียงนักเรียนผู้แสวงหาความรู้ ส่วนสิ่งที่เขาเหล่านั้นจะต้องทำในอนาคต จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วไป ไม่ว่าจะดีเลว ยากดีมีจน

 

แต่สิ่งที่พวกเขาจะสำนึกหรือไม่ว่าผู้ที่ให้ทานทางปัญญาแก่เขา คือสิ่งที่ผู้ให้มีเจตนาให้แก่คนทั่วไป มิใช่ให้พวกเขา ก็สุดแท้แต่กรรมเวรของพวกเขาที่จะติดตัวไปทุกภพทุกชาติ

 

เมื่อคุณตั้งใจจะเป็น "ครู" ก็อย่าให้เสียความตั้งใจเลยครับ เพราะลูกศิษย์ไม่ได้มีคนเดียวหรือพวกเดียว ลูกศิษย์ที่มีความคิดเดียวกับครู ผมเชื่อได้ว่ามีเยอะ และจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ คุณจะไม่เสียใจหรอกครับ

 

ทานบารมี(ทางปัญญา) เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : หลานพ่อแล

 

กรณีหมอเบญจวรรณ คือ ตัวแทนหมอเกือบทั้งหมดในเมืองไทยครับ โรงเรียนแพทย์ทุกแห่งจะสอนนร.แพทย์เช่นนั้นจริงๆ.................

 

พวกมันเกลียดทักษิณทั้งนั้น...........เกลียดชนิดเข้ากระดูกดำ ยากที่จะเปลี่ยนใจ.............

 

ผลก็คือ หมอเบญจวรรณเป็นตัวแทน................

 

*****

 

โพสต์โดย : sukda

 

หมอเกือบทั้งหมดใน thaiclinic.com ชื่นชมหมอเบญจวรรณจริงๆ

 

โลกขาดหลักธรรมจริงๆ เปลี่ยนความคิดสังคมบิดเบือน จริยธรรมคุณธรรมถูกกลบเกลื่อน...รู้ผิดเป็นชอบ...ชั่วเป็นดีได้

 

*****

 

โพสต์โดย : chueplom

 

เศร้าใจครับ ถ้าหมอคิดได้แค่นี้ ถ้า อจญ.ท่านรับรู้ได้คงเสียใจเหมือนกัน

 

*****

 

โพสต์โดย : member

 

เปลี่ยนเป็นบริจาคอวัยวะให้คนไข้ก็ได้ครับ ไม่ต้องบริจาคร่างกายให้ รพ.

 

หมอแต่ละคนพอลืมตาอ้าปากได้หน่อย กลายเป็นวัวลืมตีน

 

ถ้าเสื้อแดงบริจาคร่างกาย มันจะรับมั้ย ผมว่ามันรับทั้งนั้นนะไม่ว่าเงิน ร่างกายหรือเลือด เพราะมันได้ประโยชน์ แต่เวลาเสื้อแดงป่วย มันไม่เต็มใจรักษา

 

หยุดบริจาคเลือดด้วยก็ดี เลือดคนเสื้อแดง มันคงไม่อยากได้สักเท่าไหร่

 

สังเกตดีๆ ไม่เคยเห็นชนชั้นสูงคนไหนบริจาคร่างกายหรือเลือดให้คนอื่น เวลาเจ็บป่วย ก็ไม่เคยได้ยินว่ารับบริจาคเลือดจากใคร

 

อยากเสนอให้นายกฯทักษิณตั้ง รพ.ของคนรากหญ้า เอาบุคคลากรทางการแพทย์ดีๆมาประจำ ตั้งเงินเดือนสูงๆ เบี้ยขยันงามๆ จะได้ไม่ต้องง้อหมอเฮี่ยๆอีกต่อไป

 

เด็กที่มีคุณสมบัติ มีจิตสำนึกรักบ้านเกิด รักเพื่อนมนุษย์ ส่งให้เรียนทุกสาขาอาชีพจนถึงที่สุด แล้วเอากลับมาเป็นกำลังสำคัญของรากหญ้า

 

*****

 

โพสต์โดย : ตาย่าน008

 

คิดผิดครับ... คุณธนวุฒิบริจาคไปเหอะครับ

 

ไม่ว่าแพทย์ที่ได้รับความรู้จากร่างอาจารย์ใหญ่

 

เขาจะเอาความรู้ไปใช้กับนิสัยต่ำทรามหรือว่าเอาไปสร้างประโยชน์ให้มนุษยชาติ คุณธนวุฒิก็ได้ผลบุญไปแล้ว

 

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆนะครับ

 

"นักศึกษาแพทย์เป็นต้นกล้วย ส่วนศพคุณธนวุฒิที่บริจาคคือคนปลูกกล้วย

 

หน้าที่ของคนปลูกกล้วยก็คือ ใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย กำจัดแมลงและวัชพืชให้ต้นกล้วย บำรุงรักษาให้ดีที่สุด

 

ส่วนต้นกล้วยมันได้รับการดูแลที่ดีแล้วมันจะออกลูกออกเครือหรือเปล่า ก็เป็นหน้าที่ของต้นกล้วยครับ ไม่ใช่เรื่องของผู้ปลูกเพราะคุณได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว"

 

ขอให้จิตที่เป็นกุศลของคุณธนวุฒิ ส่งผลให้คุณธนวุฒิและครอบครัวญาติพี่น้อง ประสบแต่สิ่งที่่ดีๆตลอดไปครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : ลุงจุกคนเสื้อแดง

 

ผม ลุงจุก บริจาคเลือกมาแล้วร่วมๆ 50 ครั้ง(48 ครั้ง) บริจาคดวงตาไว้แล้ว

 

และ บริจาคร่างกาย(ด้วยวาจากับภรรยาว่าถ้าผมตายไป อย่าเก็บศพให้เป็นภาระแก่ครอบครัว...ให้ทำดังนี้

 

1. เผาหลังสวดเสร็จ 3 โดยทำกันในเฉพาะครอบครัวและญาติสนิท

 

2. ถ้าไม่ทำตาม 1. ให้โทรแจ้งกาชาดให้มารับศพผม บอกว่าคนตายมีความประสงค์)

 

เจอ หมา มันสอนลูกศิษย์แบบนี้...คงต้องให้มันเรียนจากหุ่นวะแล้ว

 

*****

 

โพสต์โดย : Jessica

 

คุณเบญจวรรณ เธอเป็นหนึ่งผลผลิตอันเลวร้ายของสังคม...แม่เธอเป็นบ้านเล็ก...เข้าใจว่าเป็นผลทำให้ความคิดวิปริต เพราะปมด้อย

 

*****

 

โพสต์โดย : Mark Woranuch

 

ผมเลิกบริจาคเลือดด้วย

 

*****

 

ขอบพระคุณทุกๆท่านครับ ที่เข้ามาเสนอความเห็น...

 

แล้วผมจะกลับไปคิดไปทบทวนอีกครั้ง

 

เหตุการณ์หมอเบญฯครั้งนี้ผมพูดไม่ออกเลย

 

ความตั้งใจของผม ผมพูดไว้เมื่อปี2550วันแซยิด

 

เป็นที่รับรู้ในหมู่ญาติและเพื่อนๆของผม

 

ผมบรรยายการบริจาคร่างกายให้นศ.แพทย์ได้ศึกษาเรียนรู้ซะเลิศเลอ...

 

คิดว่าทั้งผู้ให้และผู้รับคงจะคิดในทางที่ดีๆเหมือนๆกัน

 

ไม่นึกเลย...ว่าผู้รับอย่างหมอเบญฯจะคิดแบบนี้

 

หรือว่าสถาบันที่เค้าจบมาลืมสอนเรื่องจริยธรรม?

 

ตอนนี้ผมอายครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : The Kingdom

 

ความเห็นส่วนตัวนะครับ

 

การแพทย์นั้นสำคัญกว่าแพทย์

 

เกลียดพระได้แต่อย่ารังเกียจธรรม

 

ขอบคุณครับ

 

*****

 

โพสต์โดย : ตาย่าน008

 

คุณลุงธนวุฒิคือผู้ปลูกกล้วย

 

นักศึกษาแพทย์คือต้นกล้วย

 

กล้วยมันจะออกลูกหรือตายพราย มันก็เป็นหน้าที่ของกล้วย

 

คุณลุงทำหน้าที่รดน้ำพรวนดิน อย่างดีที่สุดแล้วครับ

 

(ผมเพิ่งรู้ว่าคุณลุงฝักใฝ่เรื่องธรรมะธรรมโม กระผมอยากจะฝากสิ่งล้ำค่าเพื่อเป็นการทนุบำรุงศาสนาให้ยั่งยืนต่อไปโดยผ่านคุณลุง ไม่ทราบว่าจะขัดข้องประการใดหรือไม่ครับ หากมีเวลากระผมอยากจะขอกระซิบหลังไมค์น่ะครับ)

 

*****

 

โพสต์โดย : ลุงจุกคนเสื้อแดง

 

ด้วยความเคารพ

 

ผมว่า การเรียนหมอ มันด้อยวิชาสังคมและศีลธรรมครับ

 

คือไม่มีเรียนเลยนั่นเอง โดยเห็นว่าวิชานี้ไม่สำคัญและวิชาที่นศ.หมอเรียนก็หนักอยู่แล้วนั่นเอง

 

********************************************

 

นศ.หมอแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โลกนี้ มีใครอะไรเปลี่ยนแปลง/ใครจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือใครจะเป็นจะตาย เพราะต้องแข่งกับตัวเองเพื่อความสำเร็จ

 

เมื่อจบออกมา จึงไม่ใยดีต่อสังคม เพราะถือว่าข้านั้น""พึ่งตัวเอง"" มาตลอดนั่นเอง.......

 

ปลูกฝังกันมาว่าอาชีพนี้มันไม่ได้พึ่งปชช. //ปชช.ต่างหากที่ต้องพึ่งหมอ...

 

********************************************

 

หมอเป็นอาชีพที่ปกครองยากที่สุดครับ...ถ้าไม่ใช่หมอด้วยกัน เอานักบริหารมาเป็นผอ. หมอไม่ยอมแน่นอน ทั้งที่ในชีวิต ไม่เคยเป็นนักบริหารอะไรเลย

 

วงการหมอมันถึงสะสมความหยิ่งยะโส ทะนงตัวแบบนี้มาตลอดทั้งชาติ

 

*****

 

ขอโทษที่มาตอบช้าไปครับ คุณตาย่าน008

 

ผมกำลังอัพเรื่องเล่าของคุณจิมโบ้ลงเว็ปครับ

 

ได้เลยครับ ผมไม่ขัดข้อง ผมเปิดกล่องข้อความไว้รอแล้วครับ

 

เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้วที่จะฝากสิ่งที่ดีๆไว้กับโลกใบนี้ครับ

 

*****

 

ลุงจุกคนเสื้อแดงครับ...

 

สังคมทุกวันนี้เขาวัดกันที่เงินครับ...ใครกอบโกยได้กอบโกยไป

 

ไม่นึกว่าตายไปแล้วก็เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้

 

หมอพวกนี้เขาเกลียดคุณทักษิณครับที่สร้างสามสิบบาทรักษาทุกโรค

 

คนจนเมื่อก่อนนี้ไม่กล้าไปหาหมอครับ เป็นอะไรก็รักษาตามมีตามเกิด

 

ถ้าไปหาหมอต้องเงินครับ...

 

ค่ารักษาบางทีบางคนที่ป่วยต้องขายที่นากันเลย

 

พอคุณทักษิณให้โอกาส...เห็นไหมครับตอนแรกๆผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

 

พอรักษาหมด...โรงพยาบาลคนไข้ก็ลดลงปกติ

 

หมอที่เปิดคลีนิคหาคนไข้ไม่ได้...ก็พาลโกรธเกลียดคุณทักษิณ

 

ที่ว่ามานี่ไม่ได้เหมาเอาว่าหมอทั้งหมดไม่ดีนะครับ หมอที่ดีๆมีจรรยาบรรณก็มีอยู่หลาย

 

และประโยคนี้ผมได้ยินกับหูของตัวเอง เมื่อผมถามแบบตรงๆไม่อ้อมค้อม...

 

"ผมเป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนไข้ ไม่ว่าสีอะไรถ้าเป็นคนไข้ ผมรักษาหมด"

 

สำหรับตัวผมเองก็ได้สามสิบบาทนี่แหละ ผ่าตาข้างซ้ายใส่เลนส์เทียม

 

ไม่งั้นผมพิการตาบอดไปแล้วครับ

 

ผมเป็นทั้งต้อหินต้อกระจกครับ เป็นทั้งสองข้าง

 

ข้างซ้ายผ่าไปแล้ว เหลือข้างขวาคุณหมอเฝ้าดูอาการอยู่

 

ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องผ่าละครับ

 

ทุกวันนี้ต้องไปรับยาที่ รพ.นพรัตนราชธานี ทุกเดือน

 

คุณหมออุดม ภู่วโรดม เป็นคุณหมอรักษาและผ่าตัดตาให้ผมครับ

 

คุณหมอบอกว่าผมต้องหยอดตาเพื่อรักษาความดันในลูกตาไปตลอดชีวิต

 

ค่าผ่าตัดตาของผม...อะอะ...สามสิบบาทครับ

 

เขาว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนค่าผ่าตาอย่างน้อยก็สองสามหมื่นขึ้น

 

แล้วอย่างนี้จะให้ผมลืมคุณทักษิณได้อย่างไร

 

หมายเหตุ: คุณหมอ นพ.อุดม ภู่วโรดม ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์

 

*****

 

โพสต์โดย : member

 

ขอบคุณครับ คุณ Thanawut ที่รับฟังความเห็นของ member

 

ผมไม่ได้ตั้งใจจะแนะใครให้หยุดทำบุญด้วยการไม่บริจาค

 

แต่ผมมีคำถามในใจ 2-3 ข้อ ที่ยังคิดไม่ตก

 

หมอที่ไม่รักษาคนไข้เสื้อแดง ต้องถูกมาตรการทางสังคมกดดันถึงเพียงใดมันถึงจะเกิดสำนึกขึ้นในจิตใจ หรือ...ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในสังคม

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคิดว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วยที่จะเกิดเรื่องทำนองนี้...

 

วันที่ 13 เม.ย. พี่ผู้ชายเสื้อแดงคนหนึ่งโดนทหารยิงเข้าที่ขา ต้องผ่าตัดเอากระสุนออกโดยด่วน และเลือดไหลไม่หยุด แต่หมอปฏิเสธการรักษา และทุกวันนี้ หมอคนนี้ไม่ได้รับการลงโทษใดๆ ทางวินัย หรือทางสังคม

 

ตำรวจที่สลายการชุมนุมของพันธมิตรที่หน้ารัฐสภา ถูกการ์ดพันธมิตรทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสบางราย บาดเจ็บไม่สาหัสหลายราย หมอก็ปฏิเสธการรักษา ได้รับโทษหรือยังครับ

 

ผมอยากรู้ว่า ไอ้การอ้างบุญ อ้างกรรม มันช่วยอะไรเสื้อแดงได้บ้าง คุณไม่ใช่คนเจ็บ ไม่ใช่คนตาย คุณจะพูดยังไงก็ได้ แต่คุณจะอ้างเวรกรรมแทนคนเจ็บคนตายไม่ได้

 

ถ้าจะอ้างบุญอ้างกรรม ก็อย่าออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยดีกว่า เพราะเราคงต้องรอคนมีอำนาจหมดบุญ หรือเสื้อแดงหมดกรรมซะก่อน ถึงจะได้ประชาธิปไตยมา

 

ผมแค่อยากให้คนทำบุญ ทำอย่างมีสติ แต่ถ้าใครจะทำเพราะความเชื่อ ความพอใจส่วนบุคคล ก็สุดแล้วแต่

 

อีกคำถามหนึ่งที่อยากถาม หมอทุกคนที่เคยผ่านการเรียนการสอนกับ "อาจารย์ใหญ่" มา จนสำเร็จเป็นแพทย์ปริญญา มีสถานะทางสังคม มีรายได้ มีความมั่นคง และมีเกียรติยศชื่อเสียง

 

เคยมีสักคนไหมที่รู้ว่า ท่านอาจารย์ใหญ่เหล่านี้ มีพระคุณยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลายทั้งปวงบนโลกใบนี้ มันเคยพูดสรรเสริญ อาจารย์ใหญ่ ด้วยความสำนึกในบุญคุณบ้างไหม มันเคยอยากรู้ไหม ว่าอาจารย์ใหญ่เหล่านี้เป็นใครมาจากชนชั้นไหน

 

และอยากรู้ว่า เคยมีชนชั้นสูงคนไหนเคยบริจาคร่างกายหรืออวัยวะส่วนใดให้เป็นวิทยาทานแก่หมอเหล่านี้ ได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้ดิบได้ดีมีฝีปากกล้า จนสามารถมากร่างใส่เสื้อแดงจนถึงทุกวันนี้บ้างไหม

 

หมอแต่ละตัวสำนึกบุญคุณผิดคนหรือเปล่า

 

เราต้องสั่งสอนพวกมันบ้างไหม ถ้าพ่อแม่มันไม่รู้จักสั่งสอนน่ะ

 

ยาวเฟื้อยเลย ขออภัยครับ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มีต่อครับ

 

อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่น กรณีทำบุญใส่บาตรพระ

 

เราจะหลับหูหลับตาใส่บาตร โดยจะไม่สนใจต่อสักนิดหรือว่า พระเหล่านี้ นำอาหารของพวกเราไปทำอะไร เอาไปรับประทานเพื่อยังชีพ หรือเอาไปที่ไหนต่อหรือเปล่า เรากำลังตกเป็นเครื่องมือให้มารศาสนานำศาสนามาบังหน้าหากินหรือเปล่า เรากำลังทำให้พระดีๆ มัวหมองไปเพราะพระนอกรีตเหล่านี้หรือเปล่า

 

เหมือนกันครับ บริจาคร่างกายให้คนชั่ว เท่ากับใส่บาตรให้โล้นผ้าเหลือง

 

ผมเคยคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เขาพูดทำนองนี้ เรามีใจเป็นกุศล ทำแล้วก็อย่าไปคิดมาก คนทำไม่ดี ก็จะได้รับผลกรรมเอง เราได้บุญเพราะใจเราเป็นกุศลก็พอ บลาๆๆๆๆ

 

ผมก็ไม่ว่าอะไร ศรัทธาใครศรัทธามัน ผมไม่ใส่บาตร ผมไม่บริจาค เพราะผมต้องการให้สิ่งที่ผมให้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้รับจริงๆ ไม่ใช่ให้ไปแล้ว ใครจะทำยังไงเรื่องของมรึง กรูได้บุญเป็นพอ

 

ผมเลือกพระที่จะใส่บาตร เพราะผมไม่ต้องการให้พระบางรูป เอาอาหารของผมไปขายต่อ ไม่ต้องการให้พระกินเหลือแล้วเอาไปเททิ้ง

 

ผมไม่ถวายปัจจัย เพราะพระจะเอาปัจจัยของผมไปสร้างถาวรวัตถุใหญ่โตมโหฬาร ผมไม่เข้าวัดเพียงเพราะวัดสวยหรือมีชื่อเสียง (ถ้าใครเจอผมที่วัดเหล่านี้ แปลว่ามีเหตุต้องไป ไม่ใช่อยากไปเอง)

 

ศรัทธาของผมอยู่ที่พระธรรม ไม่ใช่พระทำ ถาวรวัตถุอลังการงานสร้างเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยจรรโลงศาสนาตามพระประสงค์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ผมไม่ถวายอาหารพระ แต่ผมรู้ว่าพระไม่อดตาย เพราะท่านฉันมื้อเดียว และในวัดมีอาหารคาวหวานเหลือเฟือเสมอสำหรับท่าน

 

แต่เด็กในชนบทต้องการอาหาร 3 มื้อ แล้วทำไมบางวันเด็กถึงไม่มีอาหารกลางวันกิน ในขณะที่วัดมีเหลือทิ้ง

 

ลองสลับวิธีการทำบุญ "ใส่บาตร" พระ ไป "ใส่แอบข้าว" เด็กบ้าง ก็ดีนะครับ

 

หรือลองทำบุญด้วยการบริจาคให้เด็กกำพร้า คนชรา และคนพิการด้อยโอกาส บ้าง

 

ผมซื้ออาหาร+ขนมให้ยามหมู่บ้าน ซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ซาเล้งรับซื้อของเก่า เทเศษอาหารให้หมาจรจัดกิน ผมได้บุญเท่าใส่บาตรพระไหมครับ

 

มีคนเคยพูดว่า คิดจะทำบุญ อย่านึกเพียงว่าเราจะอะไร

 

ให้ถามตัวเองว่า คนที่ได้รับอาหารหรือสิ่งของจากคุณ เขาอยากได้หรือเปล่า หรือเป็นประโยชน์กับเขาหรือไม่ ผมคิดว่า ตรงนี้ต่างหาก คือการสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อคนอื่นอย่างมีสติ

 

จบแล้วครับ 5 5 5

 

*****

 

ขอบคุณ คุณ member

 

ที่กรุณาเตือนสติผม...

 

บุญ...หมายถึงสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงกายใจให้มีความผ่องแผ้วและสดใส

 

กุศล...หมายถึงสิ่งที่ทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างฉลาด คือไม่มีทุกข์

 

หากว่าเรามีกุศลอยู่ในใจ แม้จะผิดหวังหรือล้มเหลวต่อสิ่งต่างๆ ก็ย่อมจะไม่ทำให้เราต้องทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

เพราะเมื่อจิตใจมีกุศลหรือความฉลาด ย่อมทำให้เรารอบรู้และรู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง...

 

ผมชอบประโยคสุดท้ายของคุณครับ...ให้ข้อคิดได้เป็นอย่างดีสำหรับผมหรือใครๆก็ได้ที่คิดจะทำบุญ...

 

"...ให้ถามตัวเองว่า คนที่ได้รับอาหารหรือสิ่งของจากคุณ เขาอยากได้หรือเปล่า หรือเป็นประโยชน์กับเขาหรือไม่ ผมคิดว่า ตรงนี้ต่างหาก คือการสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อคนอื่นอย่างมีสติ..."

 

ขอบคุณอีกครั้งครับ

 

*****

 

คุณตาย่าน008 ครับ

 

ผมนับถือคุณจริงๆ เปรียบเทียบซะเห็นภาพชัดแจ๋ว

 

"...คุณลุงธนวุฒิคือผู้ปลูกกล้วย นักศึกษาแพทย์คือต้นกล้วย

 

กล้วยมันจะออกลูกหรือตายพราย มันก็เป็นหน้าที่ของต้นกล้วย

 

คุณลุงทำหน้าที่รดน้ำพรวนดิน อย่างดีที่สุดแล้วครับ... "

 

"...ทำใจตรวจคนใส่เสื้อทักษิณไม่ได้..."

 

 

ผมมีคำพูดบางตอนจากซีรีย์ Gray's Anatomy

 

ดร. เบลีย์  กล่าวว่า "ดร.หยาง คุณมีหน้าที่ที่จะรักษาคนไข้ที่เข้ามาเพื่อให้เค้ามีชีวิตรอด ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะมาตัดสินว่าใครผิดใครถูกจากสิ่งที่คุณเชื่อและคุณเห็น หน้าที่และจรรยาบรรณของหมอคือ รักษาคนไข้เท่านั้น เพราะหากว่าคุณปฏิเสธการรักษาคนไข้ที่สร้างความทุกข์ให้แก่คุณแค่เหตุผลว่า ทำใจไม่ได้ คุณก็มีจิตใจต่ำไม่ต่างจากชายคนนั้น...ซึ่งไม่ใช่ฉัน เพราะจิตใจฉันสูงส่งกว่านั้น เพราะนี่คือปฏิญาณที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อเราเข้ามาเป็นหมอ........."

 

ผมว่าสถาบันที่ผลิตแพทย์น่าจะอบรมจริยธรรมจรรยาบรรณเข้มข้นแก่นศ.แพทย์ให้เกิดสำนึกขึ้นในจิตใจก่อนที่จะปล่อยออกมา

 

ซึ่งมันก็มีเพียงไม่กี่ข้อ

 

คุณธรรม ๑๐ ประการ (จรรยาบรรณแพทย์)

 

๑. มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกวรรณะ

 

๒. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

 

๓. มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป

 

๔. มีความละเอียดรอบคอบสุขุมมีสติใคร่ครวญเหตุผล

 

๕. ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว

 

๖. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

 

๗. ไม่เป็นคนเกียจคร้านเผอเรอมักง่าย

 

๘. ไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ คือความลำเอียงด้วย ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหลง(โง่)

 

๙. ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม ๘ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม

 

๑๐. ไม่มีสันดานชอบความมัวเมา

 

 

ขอบคุณอีกครั้งครับ คุณตาย่าน008 และ ทุกๆท่านทุกๆคน ที่ให้ข้อคิดดีๆ ครับ

 

 

 

   

 
 
Comments