หน้าอ่าน...หน้าศึกษา...8

 

วิดีโอ YouTube

 
 

มีใครเกิดทันโฆษณาพวกนี้มั่ง...

 

...ต้นตระกูลผมแต่ปางบรรพ์ หลังย่ำสายัณห์ดวงตะวันเลี่ยงหลบ จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

 

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี ขืนจุดไต้ที ถ้ามีใครมาพบ อาจต้องอายขายหน้าอักโข เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

 

ยุคนี้มันต้องทันสมัย เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

 

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ...

 

คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกส่งมาขยอกเงินไทย และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก

 

ถ่านไฟฉายตรากบ ทำในเมืองไทย โดยให้เงินกำไรหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น

 

ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว เดี๋ยวนี้ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย อ๊บๆ

 

เพลงโฆษณา ถ่านไฟฉายตรากบ โดย คุณนคร มังคลายน เป็นบทประพันธ์ที่เยี่ยมมาก แต่งยาก เพราะลงท้ายด้วย แม่กบ...

 

นั่นคือความทันสมัยเมื่อราว 40 กว่าปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เปลี่ยนแปลงจากการจุดไต้เพื่อให้ได้แสงสว่างมาเป็นการใช้ไฟฉาย

 

ยังมีใครจำถ่านไฟฉาย ตรากบ ตราแพะ ตรากวาง ตราม้า ได้บ้าง ถ้าใครจำได้แสดงว่าแก่แล้ว (อิอิ...)

 

วันนี้จู่ๆก็คิดถึงถ่านไฟฉายตรากบขึ้นมา ก็เลยไปลองพยายามหาข้อมูล และประวัติของถ่านไฟฉายดั้งเดิมของไทยเจ้านี้ดู แต่แล้วก็ต้องยกธงขาวยอมแพ้ เนื่องจาก เท่าที่ดูไม่มีข้อมูลปรากฏลงบนเจ้ากูเกิ้ลจอมพลัง อันนี้เลย

 

ข้อมูลที่ได้ มีแต่ เพลงถ่านไฟฉายตรากบ ที่เป็นเพลงโฆษณาที่มันไพเราะ มันตลก มันสะใจ เป็นที่ติดหูของคนอดีตมาจนปัจจุบันนี่เอง

 

ถามว่าจริงๆ ผมได้มีโอกาสใช้ไอ้เจ้าถ่านไฟฉายตัวสีแดง หัวสีเหลืองตัวนี้บ่อยไหม?

 

ต้องบอกว่าไม่เลยครับ เนื่องจากที่บ้านผมไม่ชอบในความที่มันเยิ้มง่าย เลยใช้ถ่านของฝรั่งแทน แต่คนที่ใช้บ่อย กลับเป็นคุณยายข้างบ้านที่ผมสนิท หรือที่ผมเรียกจนติดปากว่าแม่ยาย แกชอบ ซื้อถ่านเจ้านี้มาก (ถูกมั้ง อิอิ...) มาใส่ทั้ง วิทยุ และ ไฟฉายของตัวเอง แต่ตอนหลังๆ เห็นแกเปลี่ยนเป็นสีขาวๆ ไม่แน่ใจว่า เป็นตราแพะ หรือตราม้ากันแน่ (ทำไมต้องออกแบบโลโก้เป็นสัตว์ก็ม่ายรู้!...)

 

ผมก็ได้มาผูกพันกับเจ้าตรากบก็ช่วงสั้นๆช่วงนี้แหละ ไม่ได้ซื้อมาใช้เอง (ยังเด็ก ไม่มีตังส์ (ถึงมีก็ซื้อหนม ซื้อหุ่นยนต์ดีกว่า อิอิ...)

 

 

 

 

 
 

 


วิดีโอ YouTube

 

วิดีโอ YouTube

 
 

แบบเรียนเรื่องหนูหล่อ

 

เด็กรุ่น พ.ศ.2496 อายุ 8 ขวบ เริ่มเรียนชั้น ป.เตรียม 1 ปี สอบไล่ผ่านก็ขึ้นชั้นประถม แบบเรียนภาษาไทย ใช้แบบเรียนเร็วใหม่ แต่งโดย หลวงดรุณกิจวิทูร และนายฉันท์ ขำวิไล ครับ

 

รุ่นพ่อแม่ปู่ย่า...ใช้แบบเรียนเร็ว พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือ เก็บตกกรุงเทพ (สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช) เอนก นาวิกมูล มีภาพตัวอย่างแบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ตอนต้น พ.ศ.2474 ราคาฉบับละ 12 สตางค์ บทที่ 32 หน้า 27 มีเรื่องหนูหล่อ เนื้อหามีดังต่อไปนี้

 

หนูหล่อ พ่อเขาพาไปดูหมี ที่นาตาหมอหลอ ตาหมอหลอแกก็เล่าให้รู้ว่า หมีแกดุ ได้มาใหม่ๆ หนูหล่อไม่เชื่อแก เอาไม้เข้าไปแหย่หมี หมีดุโผมา หนูหล่อหนีหมีมาปะทะไม้ ขาหวะเหวอะไป ตาหมอหลอทำยาให้ทา แต่หนูหล่อไปไหนไม่ได้เก้าเวลา

 

พ่อเขาว่าแก่หนูหล่อให้รู้ตัวว่า ทีนี้ที่เสืออยู่ หมีอยู่ อย่าได้เข้าไป ขาหวะเท่านี้พอหายาทาให้ ถ้าไม้ตำที่ตาหรือหู ก็จะเสียตาเสียหู หายาอะไรมาทาตา ทาหูให้ดีไม่ได้แท้ๆ หนูหล่อ พ่อว่า ก็เข้าใจว่าพ่อจะว่าให้ตัวดี ทีนี้ที่ไหนมีหมีดุ หรือมีเสือดุ หมาดุ งูดุ หนูหล่อก็ไม่เข้าไป หนูหล่อดี จำคำพ่อไว้ได้

 

เรื่องหนูหล่อ ผมจำได้ว่ามาคุ้นหูเอาอีกครั้ง เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว อาจารย์สรรพสิริ วิริยศิริ ทำโฆษณาให้บริษัทขายยาหม่องบริบูรณ์บาล์ม เอนก นาวิกมูล บอกว่า เป็นโฆษณาชุดที่โด่งดังเกรียวกราวติดหูติดปากคนเป็นจำนวนมาก ผูกเรื่องก็สนุก ตัวการ์ตูนก็น่ารัก อาจารย์สรรพสิริ เคยบอกเบื้องหลังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องหนูหล่อ ในแบบเรียนเร็วชุดนี้นี่เอง แต่เนื้อหาในโฆษณา เป็นคำบรรยายการ์ตูนสั้นกระชับ
 
 
 

แป้งน้ำมองเล่ยะ

 

เมื่อคุณใช้แป้งน้ำมองเล่ยะ คุณจะชนะความงาม

 

หากใช้ทุกยาม หากใช้ประจำผิวพรรณดี

 

เม็ดผดผื่นคันจะหายไป ในเมื่อร่างกายคุณมี

 

ทามองเล่ยะทุกวันทุกวี่ ร่างกายจะมี ร่างกายจะมีกลิ่นหอมเย็น

 

ฝนโปรยลงมาไม่ลำเค็ญ ทามองเล่ยะเช้าเย็นสดชื่นเอย

 

(ซ้ำทั้งหมดอีกรอบ)

 

เชิญโหลดไปฟังกันครับ http://www.mediafire.com/?3ynytynfxsd

 
 
 

 

สันดานนักการเมือง "เอาดีเข้าตัว ชั่วให้คนอื่น"

 

เรื่องสั้น ฉ. ๒๖๖๖ "คนของแผ่นดิน" โดย มายาวี

http://www.sakulthai.com/ruengson/2666.asp

 

เสียงปรบมือโห่ร้องดังเกรียวกราวไปทั่วบริเวณ นักการเมืองวัยกลางคนผู้มีแฟนๆนิยมชมชอบมากมายก้าวขึ้นมาบนเวที แล้วยกมือไหว้ประชาชน ที่มานั่งฟังการปราศรัยอย่างงดงามราวกับเคยเป็นนักมวยมาก่อน สายตาที่กวาดมองประชาชนเบื้องล่างออกแววปลาบปลื้ม ยังมีคนมาฟังเขาปราศรัยมากมายอย่างเคย

 

นักการเมืองคนเก่งเดินมาที่ไมโครโฟน แล้วกล่าวทักทายคนที่นั่งฟังอยู่เบื้องล่าง

 

"สวัสดีครับ พี่น้องทุกคน" เขานับพี่นับน้องกับประชาชนเข้าให้แล้ว"วันนี้ผมมีโอกาสดีที่ได้มาพบกันท่าน ก็จะได้มาเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของพี่น้องกันอย่างที่เคยทำมาเป็นประจำ" เขาพูดไปทั้งที่นึกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่า เขามาเดินหาเสียงแถวนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

 

"พี่น้องทั้งหลาย นอกจากจะมาเยี่ยมเยียนพี่น้องแล้ว ผมก็จะได้กราบเรียนให้ท่านได้ทราบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมได้ทำงานช่วยเหลือพี่น้องได้สมกับที่พี่น้องให้ความไว้วางใจกับผมมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ก็จะได้กราบเรียนให้ได้ทราบว่า รัฐบาลได้ทำอะไรลงไปบ้างเพื่อช่วยให้พี่น้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะได้กราบเรียนในสิ่งที่เป็นความจริงให้ท่านได้ทราบว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้ทำอะไรบ้าง เพื่อขัดขวางโครงการดีๆ และเป็นประโยชน์ของรัฐบาล ซึ่งถ้าโครงการเหล่านี้เป็นผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้พี่น้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมจะได้กราบเรียนให้ทราบว่า ฝ่ายค้านได้ทำอย่างไรบ้างกับโครงการเหล่านี้"

 

ประชาชนที่นั่งฟังอยู่ต่างปรบมือโห่ร้องกันอื้ออึง ใจจดใจจ่อกับคำปราศรัยของเขา ไม่ว่าเขาจะไปปราศรัยที่ไหนก็จะมีคนแห่ไปฟังกันมากมาย จัดเป็นนักการเมืองฝีปากกล้าคนหนึ่ง

 

ด้านข้างเวทีไกลออกไปหน่อยยังมีคนยืนฟังการปราศรัยอยู่อีกเป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่จะยืนฟังอยู่กับที่ จะขยับเดินไปไหนมาไหนบ้างก็จะไม่พ้นรถเข็นขายน้ำ ขายผลไม้ ที่จอดขายอยู่หลายเจ้า แต่มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์สีเข้ม เดินเกร่ไปมาเหมือนอยู่ไม่สุข สายตาจับจ้องไปที่นักการเมืองคนเก่งซึ่งกำลังกล่าวคำปราศรัยอยู่บนเวที แล้วเหลือบมองคนที่นั่งฟังการปราศรัยอยู่บ่อยๆ ท่าทางบอกพิรุธเต็มที

 

ท่าทางแปลกๆ ของนายเสื้อขาวคนนี้ไม่ได้รอดพ้นไปจากสายตาของ ร.ต.อ.เทพทอง นายตำรวจหนุ่มผู้รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และความเรียบร้อยในการปราศรัยครั้งนี้ เขาจับตามองไอ้บ้านี่มานานแล้ว ลักษณะอย่างไอ้หมอนี่น่าสงสัยว่ามันคงจะก่อเรื่องแน่ นายตำรวจหนุ่มหันไปพยักหน้ากับจ่าชื้น เป็นความหมายว่าให้ไปประกบไอ้หมอนี่เอาไว้

 

จ่าชื้นพยักหน้ารับคำสั่ง แล้วเดินลัดเลาะแทรกตัวผ่านกลุ่มคนที่ยืนฟังปราศรัยอยู่ตรงไปหาไอ้หนุ่มเสื้อขาว แต่ก่อนที่จ่าชื้นจะเข้าถึงตัว ไอ้เสื้อขาวก็เผ่นออกไปที่กลุ่มคนที่นั่งอยู่แล้วมันก็แหกปากตะโกนเสียงดังลั่น

 

"หนีเร็วโว้ย มีคนวางระเบิดเอาไว้"

 

ราวกับได้ยินวาจาสิทธิ์ กลุ่มคนที่นั่งฟังยืนฟังอยู่ต่างเผ่นกันกระเจิดกระเจิง ดูสับสนอลหม่านวุ่นวายไปหมด ไอ้เสื้อขาวถือโอกาสที่ประชาชนวิ่งหนีกันวุ่นวาย ล้วงเอาวัตถุสิ่งหนึ่งออกมาจากเอว แล้วเขวี้ยงขึ้นไปบนเวที

 

คนที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างกรีดร้องวี้ดว้ายสร้างความตื่นตระหนกแก่กลุ่มคนให้มากขึ้นไปอีก นักการเมืองคนเก่ง ซึ่งยังยืนดูเหตุการณ์อยู่บนเวทีหันไปมองวัตถุที่กลิ้งขลุกๆอยู่ใกล้ตัว พอเห็นว่าวัตถุนั้นคืออะไรก็รีบโจนลงจากเวทีแข้งขาแทบหัก

 

กว่าตำรวจจะฝ่าฝูงชนเข้าไปที่เวทีได้ก็ทุลักทุเลเต็มที เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อไม่มีเสียงระเบิดตูมตามให้ได้ยิน คนที่แตกตื่นกันไปก็กลับมายืนดูเหตุการณ์ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตื่นเต้น

 

มือระเบิดหายไปแล้ว...

 

ร.ต.อ.เทพทองสั่งลูกน้องให้ไปตามจับไอ้เสื้อขาว ตัวเขาเองขึ้นไปบนเวที ตรงเข้าไปพินิจพิจารณาระเบิดมือที่นอนนิ่งอยู่บนเวที แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นระเบิดปลอมทำจากพลาสติก นายตำรวจหนุ่มหยิบถุงมือจากกระเป๋ากางเกงออกมาสวม แล้วหยิบเอาระเบิดมือลงจากเวที ตรงไปที่นักการเมืองปากกล้าซึ่งกำลังแวดล้อมอยู่ด้วยบริวาร

 

"เป็นยังไงบ้างครับ" เขากล่าวถามนักการเมืองยิ้มๆ

 

"ไม่เป็นไรหรอกครับ" นักการเมืองตอบ สีหน้ายังตระหนกอยู่ "นั่นระเบิดจริงหรือเปล่าครับ"

 

"ระเบิดปลอมครับ" นายร้อยตำรวจตอบอย่างนอบน้อม "ทำจากพลาสติกน่ะครับ"

 

นักการเมืองยกมือขึ้นลูบอก แล้วกวาดสายตาดูประชาชนที่ยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่

 

"แล้วไอ้คนเขวี้ยงมันไปไหนแล้วล่ะ" หันมาถามนายตำรวจ

 

"คงจะเผ่นไปแล้วครับ แต่ผมให้ลูกน้องตามจับแล้ว เอ้อ...ผมขอเชิญท่านไปที่สถานีด้วยครับ จะได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้"

 

นักการเมืองพยักหน้า

 

"ได้สิคุณ แต่ผมคงต้องขอปราศรัยต่ออีกสักนิด คนยังอยู่กันอีกมาก เขาอยากจะฟังผมพูดกันทั้งนั้น ถ้าเลิกเสียตอนนี้ก็จะเสียความตั้งใจ นี่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วไม่ใช่หรือ"

 

"ครับ เดี๋ยวผมจะให้ลูกน้องเคลียร์สถานที่ให้"

 

แล้ว ร.ต.อ.เทพทองก็เดินไปสั่งการกับลูกน้องของเขา ให้เอาระเบิดปลอมไปเก็บไว้เป็นพยานหลักฐาน เคลียร์สถานที่โดยรอบ และขอกำลังตำรวจเพิ่มเติมเพื่อรักษาความปลอดภัย 
 
 
 
 

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เรื่องทุกอย่างจึงเรียบร้อยลงได้ นักการเมืองคนเก่งขึ้นไปปราศรัยบนเวทีอีกครั้งหนึ่ง

 

"พี่น้องครับ เห็นไหมครับว่าเขาทำยังไงกับผม" นักการเมืองกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ผมเองไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร ไม่เคยใช้วิธีสกปรกกับใคร แต่ก็ยังถูกเขาเล่นงานด้วยวิธีนี้" แววตาของเขาบ่งบอกถึงความปวดร้าวเมื่อต้องพูดเรื่องนี้

 

"เขาไม่ได้นึกว่าผมทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติบ้าง เขาไม่ได้นึกว่าผมทำประโยชน์อะไรให้กับพี่น้องบ้าง เขานึกแต่ว่าผมไปขัดขวางผลประโยชน์ทุจริตของเขา เขาจึงใช้วิธีนี้กับผม"

 

ประชาชนนั่งฟังเขาอย่างตั้งใจ ต่างก็นึกเห็นใจเขาที่ถูกคู่แข่งใช้วิธีสกปรก เคราะห์ดีที่เขาไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นประเทศชาติก็จะต้องสูญเสียนักการเมืองที่ดีไป

 

"ถ้าการกระทำของเขาเป็นผล" นักการเมืองกล่าวปราศรัยต่อไป "แล้วผมตายไปจริงๆ ใครล่ะครับที่จะมาดูแลทุกข์สุขของพี่น้อง ใครล่ะครับที่จะมาอุทิศตัวรับใช้พี่น้องโดยไม่หวังผลตอบแทน"

 

พวกหน้าม้าที่นั่งอยู่หน้าเวทีปรบมือกันกราว ทำให้คนที่มานั่งฟังพลอยปรบมือไปด้วย เสียงปรบมือจึงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ คล้ายกับว่าประชาชนชื่นชอบเขาเอามากมาย

 

นักการเมืองคนเก่งปราศรัยต่อไปอีกเกือบชั่วโมง แล้วจึงกล่าวอำลากับประชาชนโดยบอกว่าต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ ทั้งที่จริงๆแล้วเขายังอยากพูดคุยกับประชาชนต่อไปอีก แต่ก็มามีเหตุให้ต้องไปโรงพักเสียก่อน ส่วนพวกที่คิดร้ายกับเขานั้นเขาบอกว่าอโหสิให้ เขาไม่คิดพยาบาทอาฆาตแค้น เขาเชื่อในบาปบุญคุณโทษ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลกรรมของตน แล้วนักการเมืองก็ลงจากเวทีไปพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง

 

นักการเมืองไปให้ปากคำและลงบันทึกประจำวันที่โรงพัก ก่อนจะกลับเขายังย้ำกับตำรวจว่าขอให้จับคนร้าย และคนบงการให้ได้โดยเร็ว ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อนักการเมืองทุกคน และเพื่อทำให้การเมืองสะอาดและดีขึ้น เสร็จจากเรื่องตำรวจแล้วนักการเมืองคนเก่งจึงให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ทั้งข่าวโทรทัศน์ และข่าวหนังสือพิมพ์ แน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นข่าวใหญ่ในวันพรุ่งนี้

 

ออกจากสถานีตำรวจมา ลูกน้องของนักการเมืองก็ขับรถพาเขากลับที่ทำการพรรค ตลอดทางที่รถแล่นมาเขานั่งหลับตานิ่งมาตลอด รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และอ่อนเพลียเต็มทีกับวันที่แสนวุ่นวาย

 

เมื่อมาถึงที่ทำการพรรค นักการเมืองผู้อุทิศตัวเพื่อประชาชนก็ลงจากรถแล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของเขา โดยไม่พูดจาทักทายกับใครทั้งสิ้น เหล่าบริวารเดินติดตามอย่างใกล้ชิด

 

เปิดประตูห้องเข้าไปก็พบว่ามีคนมานั่งรออยู่แล้ว นักการเมืองกล่าวทักทายอย่างกันเอง

 

"มาแล้วรึมึง ตะกี้มึงเขวี้ยงเกือบโดนกบาลกูเชียวนะ คราวหลังเขวี้ยงให้มันห่างตัวหน่อยสิ...ไอ้เวร" 
 
 
เหอ...เหอ...
 
 
 
 
คลิกนี้เพื่อให้กำลังใจ...คอลัมน์ซ้ายมือล่างสุด... 
 
 
 
Comments