จิ๊นเก็ม, Buffalo ควายเมืองเชียงตุงรัฐฉานพม่าโน่น...

 
 
 
 

จิ๊นเก็ม

 

บ้านต้นตระกูลของพวกเราหรือบ้านของคุณย่า ปลูกอยู่ด้านหลัง กาดหมั้ว กาด มีความหมายว่า ตลาด หมั้ว มีความหมายว่า สลัว หรือ มัว ๆ กาดหมั้ว ก็คือตลาดเปิดขายของแต่เช้ามืด เก้าโมงกว่า ๆ ก็เริ่มวาย ส่วน กาดแลง คือตลาดเปิดขายของตอนเย็นไปจนถึงพลบค่ำ

 

          สมัยเด็ก ๆ (พ.ศ.2500) หน้าที่ประจำวันของผม ผมต้องตื่นแต่เช้ามืดไป จ่ายกาดหมั้ว แล้วรีบกลับมาทำกับข้าว กิ๋นข้าวงาย (มื้อเช้า) แล้ว จึงแต่งตัวไปเรียนหนังสือ พักเที่ยง กิ๋นข้าวตอน (มื้อกลางวัน) ที่ห่อมาจากบ้านที่โรงเรียน

 

ส่วน ข้าวแลง (มื้อเย็น) จะกินพร้อมกันหลังจากคุณพ่อกลับจากทำงาน กับข้าวมื้อนี้คุณแม่เป็นผู้แสดงฝีมือเอง เพราะกลับถึงบ้านก่อน (คุณแม่เป็นครูสอนอยู่โรงเรียนใกล้บ้าน) จะมีบ้างเป็นบางครั้งในวันหยุดราชการ คุณพ่อก็เข้าครัวลงมือทำกับข้าวเองเหมือนกัน

 

เวลาผมไป จ่ายกาดหมั้ว ในตอนเช้า ๆ ภาพที่ติดหูติดตาด้วยความซาบซึ้งใจในความรักลูกรักหลานมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นภาพของคุณย่านั่งอุ้มหลานอยู่บนตักของท่านที่ลานซีเมนต์หน้าบ้านตรงข้ามกับทางเข้า กาดหมั้ว ด้านหลัง กำลังป้อนข้าวเหนียวกับ จิ๊นปิ้ง บ้าง ตับปิ้ง บ้าง หรือไม่ก็ จิ๊นเก็ม บ้างสลับกันไป ซึ่งก็ซื้อจากกาดหมั้วหน้าบ้านนั่นเอง

         

จิ๊นปิ้ง ขายไม้ละบาทเช่นเดียวกับ ตับปิ้ง มีสี่ชิ้นโต ๆ (วิธีทำ แล่เนื้อหมูหรือตับเป็นชิ้น ๆ หมักกับซอสถั่วเหลือง-รสดี-กระเทียมตำพริกไทยเกลือป่นประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาวางรียงบนตับไม้ไผ่บาง ๆ ผ่าซีกสำหรับหนีบ จับมัดหัวกันหลุด ปิ้งบนเตาถ่านไฟรุม ๆ จนสุกได้ที่)

 

          ส่วน จิ๊นเก็ม ชิ้นใหญ่พอ ๆ กับจิ๊นปิ้ง ขายชิ้นละสลึง ข้าวเหนียวห่อใหญ่ห่อด้วยใบตอง ขายห่อละสลึงเช่นกัน

 

          เป็นกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า ๆ ที่คุณย่าจะต้องนั่งป้อน ข้าวงาย หลานทุก ๆ คนขณะอยู่ในวัยสอนเดิน ซึ่งท่านจะสั่งลูก ๆ ของท่านให้นำหลานมาส่งในตอนเช้า แล้วรับกลับในตอนเย็น จนกระทั่งเดินเก่งนั่นแหละ จึงจะเปลี่ยนเป็นหลานคนอื่น ๆ ต่อไป

 

          เครื่องปรุง จิ๊นเก็ม

 

          เนื้อหมูตรงตะโพก หรือกระดูกซี่โครง หรือตับอย่างใดอย่างหนึ่งครึ่งกิโลกรัม ซอสถั่วเหลือง กระเทียม 1 หัว พริกไทย และเกลือป่น

 

          วิธีปรุง จิ๊นเก็ม

 

          เอาเนื้อหมูตรงตะโพกหรือกระดูกซี่โครงหรือตับอย่างใดอย่างหนึ่งครึ่งกิโลกรัม  ล้างให้สะอาดแล่เป็นชิ้น ๆ พองาม ใส่หม้อหมักกับซอสถั่วเหลือง 3-4 ช้อนโต๊ะ รสดี 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 1 หัวตำกับพริกไทยเกลือป่น หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจนน้ำหมูซึมออกมา ปิดฝาหม้อแล้วยกตั้งไฟอ่อนที่สุดจนกระทั่งเดือดปุดๆ (ห้ามคน) รักษาระดับไฟให้อ่อนคงที่ ปล่อยให้เดือดต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งน้ำหมูแห้งมีน้ำมันออกมาแทน พอหมูเริ่มไหม้ (มีกลิ่นเหม็นไหม้) จึงคนกลับไปกลับมาจนหมูเหลืองเข้มหอมได้ที่ก็ยกลงจากเตา รับประทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ อร่อยจนลืมทุกข์เชียวแหละ

 

          หรือจะเอาไปเป็นเสบียงเวลาเดินทางไปต่างถิ่นก็สะดวกสบายดี แถมประหยัดอีกต่างหากเหมาะกับเศรษฐกิจยุค ไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนต่าง หน้าดำคร่ำเครียด และ ตกงาน กันเป็นแฟชั่น เพราะบรรดาบริษัทห้างร้านโรงงานต่างทยอยกัน ปิดกิจการ
 
 
 

วิดีโอ YouTube

 

ดาวน์โหลด ควายอกหัก (ต้นฉบับ)

Dimensions: 640x480 .wmv 12.2mb

http://www.upload-thai.com/download.php?id...9432b5a1fe74ff7  

 

ฟังเพลงควายอกหักที่นี่...
http://papang.thaiddns.com/music/play.php?id=192

 

คลิกที่นี่...โรงเรียนควาย 

 

Buffalo...ควายหรือกระบือ

 

ควายเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่มีความผูกพันกับมนุษย์มาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ จากหลักฐานภาพเขียนก่อนยุคประวัติศาสตร์ของมนุษย์โบราณ ปรากฏภาพควาย ภาพปลา สัตว์ป่าบางชนิด เขียนอยู่ตามถ้ำต่าง ๆ

 

โดยทั่วไปแสดงให้เห็นว่าควายเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์มาแต่สมัยโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยเชื่อว่า ควายมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ใช้เป็นแรงงานเพื่อการเกษตร การขนส่งและการคมนาคม แม้แต่ในการสงครามยังใช้ควายเป็นพาหนะในการต่อสู้ข้าศึก เช่น สงครามของพี่น้องชาวบ้านบางระจัน

 

เดิมควายคงเป็นสัตว์ป่า เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป แต่โดยสัญชาติญาณที่เป็นสัตว์ที่สามารถฝึกฝนทำให้เชื่องได้ มนุษย์จึงนำมาเลี้ยง ฝึกฝน จนเชื่องและนำมาใช้แรงงาน เป็นประโยชน์ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความรักความผูกพัน ระหว่างมนุษย์กับควายสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

คนไทยใช้แรงงานจากควาย มาแต่ยุคสร้างอาณาจักร เพราะพื้นที่ในการตั้งอาณาจักรอยู่ในเขตราบลุ่ม อาชีพที่เหมาะสม คือการเกษตร ตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ จึงพูดได้ว่า ควายคือชีวิตของคนไทย

 

ความใกล้ชิดระหว่าง ควายกับคนจะแตกต่างกับสุนัข หรือแมว ที่เลี้ยงดูไว้เพื่อจุดประสงค์หนึ่ง เพราะเราถือว่าควายเป็นสัตว์มีบุญคุณ และได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง โบราณมีพิธีทำขวัญควาย โดยเมื่อเสร็จจากฤดูไถหว่านแล้ว จะประกอบพิธีทำขวัญให้กับควาย มีการกล่าว โองการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือในการทำมาหากิน ช่วยเหลือแรงงานด้านต่าง ๆ เสร็จแล้วจะมีการจัดหาหญ้าอ่อน น้ำสะอาดเลี้ยงดูให้กับควาย

 

มีหลายคนเรียกควายว่าลูกสมัยก่อนจะไม่มีการฆ่าควายเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร ทุกบ้านจะเลี้ยงดูจนแก่เฒ่าและปล่อยให้ตายเอง จึงจะยอมชำแหละเนื้อมาเป็นอาหาร แต่เก็บเขาเอาไว้เป็นที่ระลึก ว่าได้เคยช่วยเหลืองานมา และจดจำชื่อไว้ว่าเป็นเขาของควายตัวใด ๆ และเกิดประเพณีสะสมเขาควาย

 

ต่อมา โลกเจริญก้าวหน้า มีวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ สังคมเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสังคมเกษตรในประเทศไทยจากที่เคยใช้ควายไถนา คราดนา ลากเกวียน นวดข้าว เปลี่ยนเป็น เครื่องจักร เครื่องนวดข้าว บทบาทของควายภาคเกษตรหมดลงโดยสิ้นเชิงน่าใจหาย

 

บทบาทใหม่ของควายล่ะ คืออะไรจากสัตว์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ ช่วยเหลืองานทุกครัวเรือนเอาใจใส่ เลี้ยงดูเป็นอย่างดี สุมไฟให้เพื่อป้องกันยุง หาหญ้า หาน้ำ เพื่อเลี้ยงดู อยู่กินอย่างเป็นเพื่อน ไม่น่าเลยคนใจร้ายทำได้เห็นหน้ากันอยู่หลัด ๆ กินเสียได้ วันนี้ดูไร้ค่า ที่ผ่านมาเคยช่วยชาติ

 

“ควาย” มีการเรียกแตกต่างกันไปแต่ละชาติแต่ละภาษา เช่น ภาษาจีนเรียกว่า สุ่ยหนิว” (Sui Nui) ภาษาฟิลิปปินส์ เรียกว่า คาราบาว” (Carabao) และภาษาไทยเรียกว่า ควาย” (Khway) ภาษามาเลย์เรียกว่า เกรเบา” (Krabao) เป็นต้น

 

กระบือ สัตว์มีค่าที่ (เกือบ) ถูกลืม สัตว์ ที่มีบุญคุณมหาศาล และมีความสำคัญต่อปากท้องของคนไทยมาเนิ่นน่าน กระบือ หรือที่ในภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ควายกระบือหรือควายนั้น มีความสัมพันธ์กับมนุษย์มานานไม่ว่าจะเป็นเรื่องในวรรณคดีหรือประวัติศาสตร์ไทย อย่างเช่น ภาพยนตร์ เรื่องบางระจันที่นายทองเหม็นขี่กระบือ (ควาย) เข้าต่อสู้กับพม่า เพื่อป้องกันเอกราชของประเทศไทยจนกระทั่งตัวตาย

 

นอกเหนือจากเราจะใช้กระบือเป็นพาหนะในการรบแล้ว ก็ยังถูกนำมาใช้กับการเกษตรกรรมอีกด้วย ได้แก่ การไถนา ปลูกข้าว แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องไถเป็นเครื่องจักร ที่ชาวบ้านเรียกว่า ควายเหล็กมาใช้กันเพราะมีความสะดวกสบาย รวดเร็ว ดังนั้นกระบือจึงถูกละเลยและมนุษย์ก็ค่อย ๆ ลืมเลือนถึงคุณค่าตรงจุดนี้ทีละน้อย

 

พันธ์กระบือ พันธุ์กระบือในโลกมี 2 ชนิด คือกระบือป่า และกระบือบ้าน ซึ่งสามารถแบ่งกระบือบ้านออกไปได้อีก 2 ประเภทดังนี้ คือ

 

1. กระบือปลัก (Swamp Buffalo) ประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา ลาว มีกระบือปลักเป็นจำนวนมาก ใช้สำหรับทำงานในท้องนา เพื่อปลูกข้าว และลากเข็นเมื่อกระบือใช้งานไม่ไหวแล้ว ก็จะส่งเข้าโรงฆ่าเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหาร

 

กระบือปลัก ยังมีความแข็งแรง มีกีบเท้าใหญ่ เคลื่อนไหว และเจริญเติบโตช้า ไม่ค่อยทนความร้อน จะแสดงอาการทุรนทุรายเมื่อไม่ได้ลงน้ำเป็นเวลานาน ชอบแช่ในโคลนตมเพื่อป้องกันแสงแดดและแมลงรบกวนได้แก่กระบืออินโดนีเซีย และกระบือไทย เป็นต้น

 

กระบือปลักของไทยมีลักษณะ ขนาด และสี คล้ายกระบือในพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ซึ่งมีสี 2 สี คือ สีเทาเข้มเกือบดำและอีกสี คือสีเผือก ผิวหนังสีชมพู

 

2. กระบือน้ำหรือกระบือแม่น้ำ (River Buffalo) กระบือพวกนี้คือ กระบือที่พบในอินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ ยุโรปตอนใต้ กระบือชนิดนี้เป็นกระบือนมมากกว่า ชอบน้ำสะอาด ไม่ชอบลงโคลน ได้แก่ กระบืออียิปต์ กระบือคอเคเซียน และกระบือเมดิเตอร์เรเนียน เป็นต้น

 

ควายหรือกระบือแม่น้ำเพิ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยประมาณสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงอยู่ในส่วนราชการ ยังไม่มีควายสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทยมากนัก

 

สำหรับการเลี้ยงควายหรือกระบือในประเทศไทย เป็นการเลี้ยงตามยถากรรม ไม่มีการปรับปรุงพันธุ์ กระบือตัวผู้หากตัวใดดุก็ทำการตอนหากปล่อยไว้จะควบคุมยาก อีกทั้งยังให้กระบือเล็กแคระแกร็นไม่มีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีและยังปล่อยให้กระบือหาอาหารกินเองในนาข้าวหรือในป่า คอกหรือที่อยู่ของกระบือก็ไม่มีส่วนมากมักจะผูกกับเสาเรือน หรือมีคอกอยู่ก็จะให้ฟางข้าวและน้ำกินโดยสุมไฟไล่แมลงรบกวน

 

แต่ปัจจุบันนี้ได้หันมาสนใจการเลี้ยงกระบือกันอย่างจริงจังมากขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงริเริ่มโครงการธนาคารกระบือ (Buffalo Bank Project) ขึ้นที่ จ. ปราจีนบุรี และกรมปศุสัตว์รับผิดชอบในการดำเนินการ

 

ลักษณะทั่วไปของควาย ขนาด ควายจะโตเต็มวัยเมื่ออายุระหว่าง 5-8 ปี น้ำหนักตัวผู้โตเต็มวัยโดยเฉลี่ย 520-560 กิโลกรัม ตัวเมียเฉลี่ยประมาณ 360-440 กิโลกรัม ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย รูปร่างหน้าตา ควายส่วนใหญ่รูปร่างอ้วน เตี้ย พ่วงพี ลำตัวสั้น ท้องกางกลม แข้งขาสั้น เขากางยาว ปลายเขาโค้งเป็นวงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว

 

สี ควายมีอยู่ 2 สี คือควายที่มีขนสีดำกับควายที่มีขนสีขาว โดยทั่วไปควายมีขนสีดำ ส่วนควายขนสีขาวหรือที่เรียกว่าควายเผือก ควายเผือก (Albinoid Buffalo) ไม่ค่อยมีหน้าที่ในการเป็นสินค้า หรืออาหาร เพราะชาวนาไม่นิยมซื้อขาย และไม่นิยมฆ่าแกง แต่จะมีประโยชน์ด้านจิตใจมากกว่าควายสีดำ

 

เขา ควายโดยทั่วไปหรือส่วนใหญ่มีเขายาวกางออกสองข้างศีรษะ ปลายเขาโค้งเข้าหากัน ลักษณะเขาควายส่วนล่างเป็นสี่เหลี่ยมรูปมนผิวขรุขระเป็นปล้อง ส่วนบนกลมเรียวปลายแหลมผิวลื่น ควายบางตัวมีเขาผิดปกติ คือเขาสั้นทู่หรือเขาหลูบห้อยลงสองข้างศีรษะ ขนาดเขาควายโดยปกติยาวประมาณ 60-120 เซนติเมตร

 

ฟัน ควายมีฟันล่าง 20 ซี่ ส่วนฟันบนมีเฉพาะกราม 12 ซี่ ไม่มีฟันหน้า ด้วยเหตุนี้ชาวนาจึงเชื่อว่าควายไม่มีฟันบน

 

การเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ลูกควายจะกินนมแม่จนอายุประมาณ 1.5 ปี ควายจะเจริญเติบโตใช้แรงงานได้ระหว่างอายุ 2.5-3 ปี ช่วงที่ใช้งานได้เต็มที่ คือระหว่างอายุ 5-8 ปี ควายแต่ละตัวจะใช้งานได้จนอายุย่างเข้า 20 ปี อายุควายโดยทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 25 ปี (เว้นกรณีพิเศษที่ควายบางตัวอาจมีอายุยืนผิดปกติ)

 

ควายตัวผู้สามารถเป็นพ่อพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 2 ปี ส่วนควายตัวเมียสามารถเป็นแม่พันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป ควายจะตั้งท้องช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นฤดูที่อาหารอุดมสมบูรณ์ควายจะอุ้มท้องประมาณ 10.5 เดือน ก่อนและหลังคลอด 2-3 อาทิตย์ เจ้าของไม่นิยมใช้งานหนัก ปกติควายจะคลอดลูก 2 ตัว ในเวลา 3 ปี

 

การเลี้ยงควายหรือกระบือ โดยมากเลี้ยงเป็นฝูงรวมกัน โดยใช้ตัวผู้ 1 ตัว คุมฝูงตัวเมียได้ประมาณ 25-30 ตัว หากกระบือที่เลี้ยงไว้มีจำนวนมาก ก็จะแบ่งออกเป็นฝูงโดยใช้รั้วกั้น วิธีแบ่งฝูงกระบือจะแบ่งตาม ฝูงพ่อกระบือ แบ่งเป็นคอก ๆ เพื่อป้องกันการต่อสู้กัน ฝูงแม่กระบือ ฝูงกระบือตัวผู้ที่ยังผสมไม่ได้ และฝูงกระบือตัวเมียที่ยังผสมไม่ได้

 

คุณค่าที่ (เกือบ) ถูกลืม แต่ปัจจุบันคุณค่าของกระบือเริ่มลดน้อยลงไป โดยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม เพราะมีเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนที่แรงงานของกระบือแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่อนุรักษ์และยังคงความนิยมกระบือมากกว่าเครื่องจักร

 

ไม่ว่าเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่กระบือถือเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ไม่ว่าในยุคไหน ๆ ก็ตามที ถึงแม้ปัจจุบันคุณค่าบางส่วนอาจลดลงไป ดูอย่างเจ้าบุญเลิศ ที่ได้กลายเป็นดาราดังไปแล้ว (แม้ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมกับความสำเร็จเพราะป่วยตายเสียก่อน)

 

ประโยชน์มากมายของกระบือ เนื้อกินได้ หนังรองนั่ง กระดูกไม่ต้องแขวนคอ กระบือเป็นสัตว์ซึ่งตามภาษาสัตวศาสตร์ เรียกว่า Bos Bubalis มนุษย์รู้จักและเลี้ยงมาช้านานแล้ว โดยกระบือตามลักษณะของวิชาสัตวศาสตร์มีดังนี้ เป็นสัตว์ขนาดหนักโครงร่างใหญ่ ร่างกายหนา ผิวหนังมีสีดำ สีเผือก สีด่าง มีขนเล็กน้อย หัวยาวแคบ มีเขาบนหัว หางสั้นและมีขนที่ปลายหาง กระบือพันธุ์นมที่ดีจะมีเต้านมใหญ่ หัวนมยาว น้ำนมมีสีขาว ไขมันสูง สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยใช้ไถนา ลากของ ลากเกวียน เนื้อเป็นอาหารหนังก็นำมาทำเครื่องหนัง อีกทั้งยังเป็นพาหนะอีกด้วย
 

วิดีโอ YouTube

 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Comments