หน้าแรก

เวปไซด์หน่วยงานราชการสำคัญ

ครูวิทยาศาสตร์ ม.3

หน่วยที่  1  พันธุกรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต                                                                              
หน่วยที่  2  ชีวิตกับระบบนิเวศทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
หน่วยที่ 3 งานและพลังงาน
หน่วยที่  4  แรงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
 

หน่วยที่ 4 แรงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ

โพสต์6 ก.ย. 2554 02:30โดยพัชณีย์ นาแถมทอง   [ อัปเดต 7 ก.ย. 2554 21:09 ]

แรงเสียดทาน

                แรงเสียดทาน (friction) เป็นแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุหนึ่งพยายามเคลื่อนที่ หรือกำลังเคลื่อนที่ไปบนผิวของอีกวัตถุ เนื่องจากมีแรงมากระทำ มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1. เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ
2. มีทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุเคลื่อนที่หรือตรงข้ามทิศทางของแรงที่พยายามทำให้วัตถุเคลื่อนที่ดังรูป

รูปแสดงลักษณะของแรงเสียดทาน

ถ้าวาง A อยู่บนวัตถุ B ออกแรง ลากวัตถุ วัตถุ A จะเคลื่อนที่หรือไม่ก็ตาม จะมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นระหว่างผิวของ A และ B แรงเสียดทานมีทิศทางตรงกันข้ามกับแรง ที่พยายามต่อต้านการเคลื่อนที่ของ A

                ประเภทของแรงเสียดทาน
แรงเสียดทานมี 2 ประเภท คือ
1. แรงเสียดทานสถิต (static friction) คือ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะที่วัตถุได้รับแรงกระทำแล้วอยู่นิ่ง
2. แรงเสียดทานจลน์ (kinetic friction) คือ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะที่วัตถุได้รับแรงกระทำแล้วเกิดการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่

                ปัจจัยที่มีผลต่อแรงเสียดทาน
แรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
1. แรงกดตั้งฉากกับผิวสัมผัส ถ้าแรงกดตัวฉากกับผิวสัมผัสมากจะเกิดแรงเสียดทานมาก ถ้าแรงกดตั้งฉากกับผิวสัมผัสน้อยจะเกิดแรงเสียดทานน้อย ดังรูป

รูป ก แรงเสียดทานน้อย รูป ข แรงเสียดทานมาก

2. ลักษณะของผิวสัมผัส ถ้าผิวสัมผัสหยาบ ขรุขระจะเกิดแรงเสียดทานมาก ดังรูป ก ส่วนผิวสัมผัสเรียบลื่นจะเกิดแรงเสียดทานน้อยดังรูป ข

รูป ก แรงเสียดทานมาก รูป ข แรงเสียดทานน้อย

3. ชนิดของผิวสัมผัส เช่น คอนกรีตกับเหล็ก เหล็กกับไม้ จะเห็นว่าผิวสัมผัสแต่ละคู่ มีความหยาบ ขรุขระ หรือเรียบลื่น เป็นมันแตกต่างกัน ทำให้เกิดแรงเสียดทานไม่เท่ากัน

                การลดแรงเสียดทาน
การลดแรงเสียดทานสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
1. การใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือจาระบี
2. การใช้ระบบลูกปืน
3. การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตลับลูกปืน
4. การออกแบบรูปร่างของยานพาหนะให้เพรียวลมทำให้ลดแรงเสียดทาน

รูปแสดงรูปร่างของเรือที่เพียวลมเพื่อลดแรงเสียดทาน

               

 

การเพิ่มแรงเสียดทาน
การเพิ่มแรงเสียดทานในด้านความปลอดภัยของมนุษย์ เช่น
1. ยางรถยนต์มีดอกยางเป็นลวดลาย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างล้อกับถนน ดังรูป

รูปแสดงยางรถยนต์ที่มีลวดลาย

2. การหยุดรถต้องเพิ่มแรงเสียดทานที่เบรก เพื่อหยุดหรือทำให้รถแล่นช้าลง
3. รองเท้าบริเวณพื้นต้องมีลวดลาย เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานทำให้เวลาเดินไม่ลื่นหกล้มได้ง่าย ดังรูป

รูปแสดงพื้นรองเท้าที่มีลวดลาย

4. การปูพื้นห้องน้ำควรใช้กระเบื้องที่มีผิวขรุขระ เพื่อช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน เวลาเปียกน้ำจะได้ไม่ลื่นล้ม ดังรูป

รูปแสดงการปูพื้นด้วยกระเบื้องยาง

                สมบัติของแรงเสียดทาน
1. แรงเสียดทานมีค่าเป็นศูนย์ เมื่อวัตถุไม่มีแรงภายนอกมากระทำ
2. ขณะที่มีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ และวัตถุยังไม่เคลื่อนที่ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นมีขนาดต่างๆ กัน ตามขนาดของแรงที่มากระทำ และแรงเสียดทานที่มีค่ามากที่สุดคือ แรงเสียดทานสถิต เป็นแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเริ่มเคลื่อนที่
3. แรงเสียดทานมีทิศทางตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
4. แรงเสียดทานสถิตมีค่าสูงกว่าแรงเสียดทานจลน์เล็กน้อย
5. แรงเสียดทานจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของผิวสัมผัส ผิวสัมผัสหยาบหรือขรุขระจะมีแรงเสียดทานมากกว่าผิวเรียบและลื่น
6. แรงเสียดทานขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรือแรงกดของวัตถุที่กดลงบนพื้น ถ้าน้ำหนักหรือแรงกดมากแรงเสียดทานก็จะมากขึ้นด้วย
7. แรงเสียดทานไม่ขึ้นอยู่กับขนาดหรือพื้นที่ของผิวสัมผัส

                การคำนวณหาสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน
สัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสคู่หนึ่งๆ คือ อัตราส่วนระหว่างแรงเสียดทานต่อแรงกดตั้งฉากกับผิวสัมผัส

 

ตัวอย่างที่ 1 ออกแรง 20 นิวตัน ลากวัตถุไปตามพื้นราบ ถ้าสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน = 10 จงคำนวณหาน้ำหนักของวัตถุ
วิธีทำ

ตอบ

ตัวอย่างที่ 2 วัตถุ ก มีแรงกดลงบนพื้นโต๊ะ 30 นิวตัน ต้องออกแรงฉุดในแนวขนาน 3 นิวตัน สัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทานมีค่าเท่าไร
วิธีทำ

สัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน = ตอบ

ตัวอย่างที่ 3 วัตถุมวล 400 นิวตัน วางบนพื้นราบถ้าต้องการให้วัตถุเคลื่อนที่ต้องออกแรงผลักอย่างน้อย 150 นิวตัน ตามแนวราบ สัมประสิทธิ์ของความเสียดทานมีค่าเท่าไร
วิธีทำ

ตอบ

 

แรง มวล และกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุ

อ.สุนันทศักดิ์  ระวังวงศ์
e-mail : sunantasak@hotmail.com

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

สภาพการเคลื่อนที่คงเดิม   หมายถึง อาการที่วัตถุอยู่นิ่งหรือมีความเร็วคงที่   เช่น  นักเรียนคนหนึ่งยืนอยู่นิ่ง    บนพื้น  เป็นต้น

สภาพการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลง หมายถึงอาการที่วัตถุมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง เช่น นักเรียนคนหนึ่งกำลังออกวิ่ง รถยนต์กำลังเบรกกะทันหัน  เป็นต้น

 

สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุมีองค์ประกอบ ดังนี้

1. แรง

ในชีวิตประจำวัน ทุกคนออกแรงกระทำต่อวัตถุต่างๆกัน เช่น ดันประตู หิ้วกระเป๋า ยกหนังสือ เข็นรถ เป็นต้น การออกแรงดังกล่าวจะบอกขนาดของแรงว่ามากหรือน้อย มักใช้ความรู้สึกเข้าช่วย เช่น รู้สึกว่ายกหนังสือออกแรงน้อยกว่าเข็นรถ การบอกขนาดของแรงดังกล่าวจะได้ข้อมูลไม่เที่ยงตรง ส่วนการบอกขนาดของแรงในทางฟิสิกส์นั้นจะบอกจากผลของแรง ได้แก่ มวลวัตถุ และการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ เพราะแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ได้(โดยกำหนดให้ขนาดของแรง 1 นิวตันคือ ขนาดแรงที่ทำให้มวล 1 กิโลกรัมเคลื่อนที่ไปตามแนวแรงด้วยความเร่ง 1 เมตร/วินาที2 )

จากรูป - ถ้าวัตถุมีมวลขนาด 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่ไปตามแนวแรงด้วยความเร่ง 1 เมตร/วินาที2

แรง F ที่ดึงวัตถุนั้นจะมีขนาดเท่ากับ 1 นิวตัน  แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์มีทั้งขนาดและทิศทาง หน่วยของแรงตามระบบ SI คือนิวตัน(N) และแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ได้

 

1.1 แรงเสียดทาน

แรงเสียดทาน ( frictionหมายถึง  แรงที่ต่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุกับผิวของพื้น  แรงเสียดทานมีทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ

 

1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อแรงเสียดทาน  

1.2.1.  มวลของวัตถุ  วัตถุที่มีมวลมากจะกดทับลงบนพื้นผิวมาก จะมีแรงเสียดทานมากกว่าวัตถุที่มีมวลน้อยซึ่งจะกดทับลงบนพื้นผิวน้อย  เช่น การวิ่งของนักกีฬา คนที่มีมวลมากจะมีแรงเสียดทานมากกว่าคนที่มีมวลน้อย

มวลมาก

มวลน้อย

 

1.2.2.   ลักษณะผิวสัมผัส  ผิวสัมผัสที่เรียบจะเกิดแรงเสียดทานน้อยกว่าผิวสัมผัสที่ขรุขระ



ผิวสัมผัสที่ขรุขระ

1.2.3.   ชนิดของวัตถุ  ยางมีแรงเสียดทานมากกว่าไม้

1.3. ประเภทของแรงเสียดทาน จำแนกประเภทของแรงเสียดทานตามลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุได้  2   ประเภท  คือ

1.3.1.   แรงเสียดทานสถิต (Static  Frictionคือ  แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุยังไม่เคลื่อนที่( อยู่นิ่ง) จนกระทั่งวัตถุเริ่มเคลื่อนที่ เช่น  ออกแรงผลักรถแล้วรถยังอยู่นิ่ง  เป็นต้น

แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นนี้จะเท่ากับแรงที่มากระทำและมีค่าสูงสุดเมื่อวัตถุเริ่มจะเคลื่อนที่

1.3.2. แรงเสียดทานจลน์  (Kinetic Friction)  คือ  แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขณะที่วัตถุกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว  เช่น  การกลิ้งของวัตถุ  การลื่นไถลของวัตถุและการไหลของวัตถุ เป็นต้น 

แรงเสียดทานจลน์

 

แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นนี้จะเท่ากับแรงที่มากระทำ   ซึ่งค่าของแรงเสียดทานจลน์จะน้อยกว่าแรงเสียดทานสถิตเสมอสำหรับผิวสัมผัสเดียวกัน

1.4.  สัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน  (  coefficient  of  friction  )  เป็นค่าตัวเลขที่แสดงถึงการเกิดแรงเสียดทานขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ  2  ชนิด  ใช้สัญลักษณ์แทนด้วยตัวอักษร (มิว )


2. มวล

มวล คือปริมาณของวัตถุที่ต้านการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ มวลเป็นปริมาณ สเกลาร์ มีหน่วยวัดเป็นกิโลกรัม(kg) (วัตถุที่อยู่นิ่ง จะต้านความพยายามที่จะทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ ในทำนองเดียวกัน วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่อยู่แล้ว ก็จะต้านความพยายามที่จะทำให้วัตถุนั้นหยุดนิ่ง วัตถุมวลมากจะต้านได้มาก วัตถุมวลน้อยจะต้านได้น้อย)

กิจกรรม ใส่ทรายลงในขวดพลาสติก( ขวดน้ำดื่ม) ขนาดเท่ากัน 3 ใบ โดยให้ปริมาณของทรายในขวดแต่ละใบต่างกัน โดยให้ใบที่ 1 เต็มขวด ใบที่ 2 ครึ่งขวด และใบที่ 3 หนึ่งในสี่ของขวด แล้วใช้

กระดาษทึบแสงพันรอบขวดทั้งหมด

- นำขวดทั้งสามผูกเชือกแขวนไว้ในแนวระดับ ให้นักเรียนใช้มือผลักขวดแต่ละใบ

แล้วบันทึกผลการทดลอง

คำถามท้ายกิจกรรม

ขวดแต่ละใบต้านมือต่างกันหรือไม่ อย่างไรจะสรุปผลการทดลองว่าอย่างไร

 

เซอร์ไอแซกนิวตัน (Sir Isaac Newton) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ศึกษาธรรมชาติของแรงที่มีผลต่อสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ และได้ตั้งกฎการเคลื่อนที่ 3 ข้อ เพื่ออธิบายถึงสภาพการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ ดังต่อไปนี้

ตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตันได้ให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุไว้ว่า ถ้ามีวัตถุวางนิ่งอยู่บนพื้นราบแล้วไม่มีแรงภายนอกอื่นมากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะยังคงหยุดนิ่งเช่นนั้นต่อไป หรือถ้าให้แรงสองแรงมากระทำต่อวัตถุโดยแรงทั้งสองมีขนาดเท่ากันและมีทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นผลให้แรงลัพธ์เป็นศูนย์ จะพบว่าวัตถุจะยังคงสภาพหยุดนิ่งเช่นเดิมจึงสามารถสรุปได้ว่า ถ้าไม่มีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ หรือแรงลัพธ์ที่มากระทำมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่เช่น ถ้าวัตถุหยุดนิ่งก็จะหยุดนิ่งต่อไป ถ้ากำลังเคลื่อนที่ก็จะเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วคงตัว (a = 0) โดยมีความสัมพันธ์ตามสมการ

ความสัมพันธ์ของแรงที่กระทำกับสภาพของวัตถุตามกฎข้อที่ 1 ของนิวตัน

กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตันนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กฎความเฉื่อย ( Inertia Law) หมายความว่า วัตถุจะพยายามรักษาสภาพเดิมของมันเอาไว้ เช่น หยุดนิ่งก็จะพยายามรักษาการนิ่งเอาไว้ ถ้าเดิมเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วคงตัวเท่าใดก็จะพยายามรักษาสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวนั้นไว้ แต่การที่วัตถุจะรักษาสภาพเดิมของมันไว้ได้ดีมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับมวลของวัตถุนั้น โดยวัตถุที่มีมวลมากจะรักษาสภาพการหยุดนิ่ง และการเคลื่อนที่ได้มากกว่าวัตถุที่มีมวลน้อย นั่นคือ ถ้าวัตถุที่มีมวลมากกำลังเคลื่อนที่จะทำให้หยุดได้ยากกว่าวัตถุที่มีมวลน้อย

** หนูลองวิ่งดูแล้วหยุดกะทันหัน    หนูทำได้หรือไม่   เพราะเหตุใด **

 

จากการศึกษาพบว่าวัตถุเมื่อถูกแรงภายนอกที่มีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำ และแรงภายนอกนั้นมีค่ามากพอ จะทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่จากเดิม เช่น ถ้าเดิมวัตถุหยุดนิ่งเมื่อถูกแรงภายนอกกระทำจะส่งผลให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือเดิมถ้าวัตถุเคลื่อนที่อยู่แล้วเมื่อถูกแรงภายนอกกระทำก็จะส่งผลให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น หรือช้าลง หรือหยุดนิ่งก็ได้ ซึ่งการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่เดิมของวัตถุจะมากหรือน้อยจึงขึ้นกับปริมาณของแรงภายนอกที่มากระทำต่อวัตถุและมวลของวัตถุ

** ถ้าเราจะก้าวลงจากรถที่กำลังชะลอช้าๆ ให้ปลอดภัยควรปฏิบัติอย่างไร เพราะเหตุใด **

                นิวตันได้ให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุไว้ว่า ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่นั่นคือ ความเร็วของวัตถุอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรืออาจเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ เรียกว่า วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง

เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำมีค่าไม่เป็นศูนย์จะเกิดการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่

จากรูปจะเห็นว่าแรงรวมทางด้านขวามือมีค่ามากกว่าแรงรวมทางด้านซ้ายมือจึงทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปทางขวามือด้วยความเร่งค่าหนึ่ง โดยความเร่งนี้จะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุและมวลของวัตถุ

จากความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง สามารถสรุปเป็น "กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 2 ของนิวตัน" ได้ว่า "เมื่อมีแรงลัพธ์ที่มีขนาดไม่เป็นศูนย์มากระทำกับวัตถุ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่งในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดของความเร่งจะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และแปรผกผันกับมวลของวัตถุ" โดยมีความสัมพันธ์ตามสมการ

ตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 และ 2 ของนิวตันเป็นการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ เมื่อแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ นอกจากนี้นิวตันยังพบว่าในขณะที่มีแรงกระทำต่อวัตถุ วัตถุจะออกแรงโต้ตอบต่อแรงที่มากระทำนั้นโดยทันทีทันใด เช่น ถ้าเรายืนบนสเก็ตบอร์ดหันหน้าเข้าหาผนังแล้วออกแรงผลักฝาผนัง เราจะเคลื่อนที่ออกจากฝาผนัง การที่เราสามารถเคลื่อนที่ได้แสดงว่าจะต้องมีแรงจากฝาผนังกระทำต่อเรา ถ้าเราผลักฝาผนังด้วยขนาดแรงมากขึ้น แรงที่ฝาผนังกระทำกับเราก็มากขึ้นตามไปด้วย โดยเราจะเคลื่อนที่ออกห่างจากผนังเร็วขึ้น หรือเมื่อเราออกแรงดึงเครื่องชั่งสปริง เราจะมีความรู้สึกว่าเครื่องชั่งสปริงก็ดึงมือเราด้วย และถ้าเราดึงเครื่องชั่งสปริงด้วยแรงมากเท่าใด เครื่องชั่งสปริงก็จะดึงเรากลับด้วยแรงที่มีขนาดเท่ากับแรงที่เราดึงแต่มีทิศตรงกันข้าม
                จากตัวอย่างและลักษณะการเกิดแรงกระทำระหว่างวัตถุที่กล่าวไว้ด้านบน ทำให้สามารถสรุปได้ว่า เมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุหนึ่ง วัตถุนั้นจะออกแรงโต้ตอบในทิศตรงกันข้ามกับแรงที่มากระทำ แรงทั้งสองนี้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เราเรียกแรงที่มากระทำต่อวัตถุว่า “แรงกิริยา”(Action Force) และเรียกแรงที่วัตถุโต้ตอบต่อแรงที่มากระทำว่า “แรงปฏิกิริยา” (Reaction Force) และแรงทั้งสองนี้รวมเรียกว่า “แรงคู่กิริยา - ปฏิกิริยา” (Action– Reaction Pair)
                 จากการศึกษาพบว่า แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยามีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศทางตรงกันข้ามเสมอ นิวตันได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาไว้เป็นกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน ซึ่งมีใจความว่า “ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและทิศตรงข้ามกันเสมอ” ตามความสัมพันธ์ต่อไปนี้

แรงคู่กิริยา– ปฏิกิริยาที่กระทำระหว่างคนและโลก เมื่อคนยืนอยู่บนผิวโลก  

  จากรูปสามารถสรุปได้ว่า

1. แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาจะเกิดพร้อมกันเสมอ

2. แรงคู่กิริยา ปฏิกิริยาเป็นแรงที่กระทำต่อวัตถุคนละวัตถุกัน ดังนั้นแรงคู่นี้จึงรวมกันไม่ได้

3. แรงคู่กิริยา - ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีที่วัตถุสัมผัสกันหรือไม่สัมผัสกันก็ได้

การนำกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันไปใช้

กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันทั้ง 3 ข้อเป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญมากในวิชาฟิสิกส์ ซึ่งสามารถทำให้เข้าใจหรือใช้อธิบายสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุทุกชนิด และยังเป็นพื้นฐานสำหรับการนำไปศึกษาเรื่องอื่น ๆ ในบทต่อ ๆ ไป และการแก้ปัญหาในปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาสามารถนำเอากฎการเคลื่อนที่ของนิวตันมาวิเคราะห์เป็นขั้นตอนได้ ดังต่อไปนี้

1. หาดูว่า “วัตถุ” อันไหนที่ต้องการพิจารณา

2. หลังจากเลือกวัตถุแล้ว ให้พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมของวัตถุนั้น เช่น เป็นพื้นเอียง  เป็นสปริง  เชือก โลก  เป็นต้น  เพราะสิ่งแวดล้อมเหล่านี้อาจออกแรงกระทำกับวัตถุของเรา

3. เลือกแกนอ้างอิง(แนวดิ่ง และ/หรือ แนวราบ )ให้เหมาะสม โดยให้วัตถุอยู่ที่จุดกำเนิด พร้อมทั้งตั้งแกนให้ง่ายต่อการพิจารณาต่อไป

4. วาดรูปวัตถุนั้นแยกออกจากส่วนอื่นๆ แสดงแกนอ้างอิงและแรงทั้งหมดที่กระทำต่อวัตถุ ซึ่งเรียกว่า free-body diagram

5. ใช้กฎข้อที่ 2 ของนิวตันในการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว

           

แบบฝึกหัด

  1. จะต้องใช้แรงขนาดเท่าใดกระทำต่อวัตถุซึ่งมีมวล 0.5 กิโลกรัม จึงจะทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง4.0 เมตร/วินาที2
  2. ถ้าใช้แรง 3.0  นิวตัน กระทำต่อวัตถุที่มีมวล 0.6 กิโลกรัม วัตถุนั้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งเท่าใด
  3. แรงสองแรงมีขนาดเท่ากัน เท่ากับ 3.0 นิวตัน กระทำต่อมวล 6.0 กิโลกรัม จงหาขนาดของความเร่งของวัตถุเมื่อแรงทั้งสองกระทำในทิศเดียวกัน
  4. ในการเคลื่อนที่แนวตรง ถ้าระยะที่วัตถุเคลื่อนที่แปรผันตรงกับเวลา แรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุมีค่าเท่าใด
  5. เมื่อใช้แรง 2.0 นิวตัน กระทำต่อมวล 8.0 กิโลกรัม ซึ่งเดิมอยู่นิ่ง ให้เคลื่อนที่ไปตามพื้นราบปรากฏว่าวัตถุเคลื่อนที่ได้ 3.0 เมตร ในเวลา 6.0 วินาที จงหาความเร่งของวัตถุ


หน่วยที่ 2 ชีวิตกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

โพสต์6 ก.ย. 2554 02:17โดยพัชณีย์ นาแถมทอง   [ อัปเดต 7 ก.ย. 2554 21:34 ]

 

 

 

 

 

 

 


 

โดย  อาจารย์ คงฤทธิ์    ติณะรัตน์

e-mail :thinarud_k@yahoo.com

สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

ระบบนิเวศ

(ECOSYSTEM)

 

1.  ความหมายของระบบนิเวศ (Ecosystem)

                   ระบบนิเวศเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต   และสิ่งแวดล้อม  เพราะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด  มีการแลกเปลี่ยนสสาร แร่ธาตุ และพลังงานกับสิ่งแวดล้อม  โดยผ่านห่วงโซ่อาหาร (food chain)  มีลำดับของการกินเป็นทอด ๆ ทำให้สสารและแร่ธาตุมีการหมุนเวียนไปใช้ในระบบจนเกิดเป็นวัฏจักร  ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานไปตามลำดับขั้นเป็นช่วง ๆในห่วงโซ่อาหารได้  การจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศ ส่วนใหญ่จะจำแนกได้เป็นสององค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ องค์ประกอบที่มีชีวิตและองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต

 

 

ภาพที่ 9. 1 แบบจำลองระบบนิเวศขนาดเล็กแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสำคัญ: การไหลของพลังงาน (energy) และ การหมุนเวียนสารเคมี (chemical cycling)

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

 

2.  องค์ประกอบของระบบนิเวศ

                 การจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศแยกตามหน้าที่ในระบบ ได้แก่พวกที่สร้างอาหารได้เอง (autotroph) และสิ่งมีชีวิตได้รับอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น (heterotroph) อย่างไรก็ตามการจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศโดยทั่วไปมักประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic) และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (abiotic)

                         2.1 องค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic component) ได้แก่

                                    2.1.1 ผู้ผลิต (producer or autotrophic) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ จากสารอนินทรีย์ส่วนมากจะเป็นพืชที่มีคลอโรฟิลล์

                                    2.1.2 ผู้บริโภค (consumer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ (heterotroph) ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มีขนาดใหญ่จึงเรียกว่า แมโครคอนซูมเมอร์ (macroconsumer)

                                    2.1.3 ผู้ย่อยสลายซาก (decomposer, saprotroph, osmotroph หรือ microconsumer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สร้างอาหารเองไม่ได้ เช่น แบคทีเรีย เห็ด รา (fungi) และแอกทีโนมัยซีท (actinomycete) ทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วในรูปของสารประกอบโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นสารประกอบโมเลกุลเล็กในรูปของสารอาหาร (nutrients) เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปใช้ได้ใหม่อีก

 

 

 

·       ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (pitcher plant) จะจัดไว้ใน

พวกใด ระหว่าง producer, consumer หรือว่า decompose?

เพราะเหตุใด?

·             ตอบ ................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ภาพที่ 9.2 แผนผังการหมุนเวียนของสารเคมีธรณีชีวภาพ (biogeochemical)

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

2.2 องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (abiotic component) ได้แก่

                                    2.2.1 สารอนินทรีย์ (inorganic substances) ประกอบด้วยแร่ธาตุและสารอนินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในเซลล์สิ่งมีชีวิต เช่น คาร์บอน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำเป็นต้น สารเหล่านี้มีการหมุนเวียนใช้ในระบบนิเวศ เรียกว่า วัฏจักรของสารเคมีธรณีชีวะ (biogeochemical cycle) 

                                    2.2.2 สารอินทรีย์ (organic compound) ได้แก่สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และซากสิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยทับถมกันในดิน (humus) เป็นต้น

                                    2.2.3 สภาพภูมิอากาศ (climate regime) ได้แก่ปัจจัยทางกายภาพที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ แสง ความชื้น อากาศ และพื้นผิวที่อยู่อาศัย (substrate) ซึ่งรวมเรียกว่า ปัจจัยจำกัด (limiting factors)

                         กระบวนการหลักสองอย่างของระบบนิเวศคือ การไหลของพลังงานและการหมุนเวียนของสารเคมี การไหลของพลังงาน (energy flow) เป็นการส่งผ่านของพลังงานในองค์ประกอบของระบบนิเวศ ส่วนการหมุนเวียนสารเคมี (chemical cycling) เป็นการใช้ประโยชน์และนำกลับมาใช้ใหม่ของแร่ธาตุภายในระบบนิเวศ อาทิเช่น คาร์บอน และ ไนโตรเจน  

                        พลังงานที่ส่งมาถึงระบบนิเวศทั้งหลายอยู่ในรูปของแสงอาทิตย์ พืชและผู้ผลิตอื่นๆจะทำการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของอาหารที่ให้พลังงานเช่นแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต พลังงานจะไหลต่อไปยังสัตว์โดยการกินพืช และผู้ผลิตอื่นๆ  ผู้ย่อยสลายสารที่สำคัญได้แก่ แบคทีเรียและฟังไจ (fungi)ในดินโดยได้รับพลังงานจากการย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ตายลงไป ในการใช้พลังงานเคมีเพื่อทำงาน สิ่งมีชีวิตจะปล่อยพลังงานความร้อนไปสู่บริเวณรอบๆตัว ดังนั้นพลังงานความร้อนนี้จึงไม่หวนกลับมาในระบบนิเวศได้อีก ในทางกลับกันการไหลของพลังงานผ่านระบบนิเวศ  สารเคมีต่างๆสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกระหว่าง สังคมของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต  พืชและผู้ผลิตล้วนต้องการธาตุคาร์บอน  ไนโตรเจน และแร่ธาตุอื่นๆในรูปอนินทรียสารจากอากาศ และดิน

                        การสังเคราะห์ด้วยแสง(photosynthesis)ได้รวมเอาธาตุเหล่านี้เข้าไว้ในสารประกอบอินทรีย์ อาทิเช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน  สัตว์ต่างๆได้รับธาตุเหล่านี้โดยการกินสารอินทรีย์  เมแทบบอลิซึม (metabolism) ของทุกชีวิตเปลี่ยนสารเคมีบางส่วนกลับไปเป็นสารไม่มีชีวิตในสิ่งแวดล้อมในรูปของสารอนินทรีย์ การหายใจระดับเซลล์(respiration) เป็นการทำให้โมเลกุลของอินทรียสารแตกสลายออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ การหมุนเวียนของสารสำเร็จลงได้ด้วยจุลินทรีย์ที่ย่อยอินทรียสารที่ตายลงและของเสียเช่นอุจจาระ และเศษใบไม้    ผู้ย่อยสลายเหล่านี้จะกักเก็บเอาธาตุต่างๆไว้ในดิน ในน้ำ และในอากาศ ในรูปของ สารอนินทรีย์ ซึ่งพืชและผู้ผลิตสามารถนำมาสร้างเป็นสารอินทรีย์ได้อีกครั้ง หมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักร

 

 

 

 

ที่มา:http://www.phschool.com/atschool/science_activity_library/images/photosynthesis.jpg

 

·       จากภาพข้างบนลองเขียนสมการการสังเคราะห์ด้วยแสง

(photosynthesis)ของพืชสีเขียวโดยใช้ภาษาของตนเอง

(ภาษาไทย)

 

                       

........................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


3. ระดับการกินอาหาร (trophic levels)

                              ความสัมพันธ์ของการกินอาหารเป็นตัวกำหนดเส้นทางของการไหลของพลังงานและวัฏจักรเคมีของระบบนิเวศ จากการวิเคราะห์การกินอาหารในระบบนิเวศทำให้นักนิเวศวิทยาสามารถ แบ่งชนิดของระบบนิเวศออกได้ตามแหล่งอาหารหลักของระดับการกิน(trophic level)

 

 

ภาพที่ 9.3 ตัวอย่างห่วงโซ่อาหาร (food chain) หัวลูกศรแสดงเส้นทางการลำเลียงอาหารจากพืชผู้ผลิตผ่านไปสู่ผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินพืช (herbivore) ผู้บริโภคลำดับสอง ผู้บริโภคลำดับสามไปจนถึงผู้บริโภคลำดับสี่ที่กินเนื้อ (carnivore)

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

                        3.1 ระดับการกินอาหาร และห่วงโซ่อาหาร (trophic level and food web) ลำดับการถ่ายทอดอาหารจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับเรียกว่า ห่วงโซ่อาหาร (food chain)  (ภาพที่ 9.3) สัตว์พวก herbivore เป็นสัตว์กินพืช สาหร่ายและแบคทีเรีย จัดเป็นผู้บริโภคแรกเริ่ม (primary consumers)  (carnivore) ซึ่งจะกินผู้บริโภค เรียกว่าผู้บริโภคลำดับสอง (secondary consumers) ได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดเล็ก สัตว์ฟันแทะ นก กบ และ แมงมุม สิงโตและสัตว์ใหญ่ที่กินพืช( herbivores)   ในนิเวศแหล่งน้ำส่วนใหญ่เป็นปลาขนาดเล็กที่กินแพลงค์ตอนสัตว์ (zooplankton) รวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังใต้ท้องน้ำ  ระดับการกินที่สูงขึ้นมาอีกคือผู้บริโภคลำดับสาม(tertiary consumers) ได้แก่งู ที่กินหนู บางแห่งอาจมีผู้บริโภคลำดับสี่ (quaternary consumers) ได้แก่นกฮูกและปลาวาฬ

                        ห่วงโซ่อาหารจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีผู้ย่อยสลาย(detritivore หรือ decomposer) ได้แก่ จุลินทรีย์ (โพรแคริโอต และ  ฟังไจ)  ซึ่งจะเปลี่ยน อินทรียสารเป็นอนินทรียสาร ซึ่งพืชและผู้ผลิตอื่น ๆสามารถ นำกลับไปใช้ได้อีก พวก scavenger  คือสัตว์ที่กินซาก เช่น ไส้เดือนดิน สัตว์ฟันแทะและแมลงที่กินซากใบไม้ สัตว์ที่กินซากอื่นๆได้แก่ ปูเสฉวน ปลาดุก และอีแร้ง เป็นต้น

 

 

ภาพที่ 9.4 ฟังไจ (fungi) กำลังย่อยสลายซากขอนไม้

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

                        3.2 สายใยอาหาร (food web) ระบบนิเวศจำนวนน้อยที่ประกอบไปด้วยห่วงโซ่อาหารเดี่ยวๆโดยไม่มีสาขาย่อยๆ ผู้บริโภคแรกเริ่มหลายรูปแบบมักจะกินพืชชนิดเดียวกันและผู้บริโภคแรกเริ่มชนิดเดียวอาจกินพืชหลายชนิดดังนั้นสาขาย่อยของห่วงโซ่อาหารจึงเกิดขึ้นในระดับการกินอื่นๆด้วย ตัวอย่างเช่น กบตัวเต็มวัยซึ่งเป็นผู้บริโภคลำดับสองกินแมลงหลายชนิดซึ่งอาจถูกกินโดยนกหลายชนิด นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคบางชนิดยังกินอาหารในระดับการกินที่แตกต่างกัน นกฮูกกินหนูซึ่งเป็นผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด แต่นกฮูกอาจกินงูซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินเนื้ออีกด้วย สิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย(omnivore) จะกินทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในระดับการกินต่างๆ ดังนั้นความสัมพันธ์เชิงการกินอาหารในระบบนิเวศจึงถูกถักทอให้มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นสายใยอาหาร (food web)  (ภาพที่ 9.5)

 

 

ภาพที่ 9.5 สายใยอาหารแบบไม่ซับซ้อน ทิศทางหัวลูกศรหมายถึง ใครบริโภคใคร

(ผู้ที่อยู่ตำแหน่งต้นของลูกศรจะถูกกินโดยผู้ที่อยู่ตำแหน่งปลายลูกศร)และ

ทิศทางการ เคลื่อนย้ายของสารอาหารจะถูกส่งผ่านไปตามทิศทางของลูกศร

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

     {  นักเรียนบอกชื่อของสิ่งมีชีวิตในภาพข้างล่าง

                  ได้ครบหรือไม่ ให้เขียนชื่อไว้ใกล้ๆภาพสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ

{ แล้วอย่าลืมวงเล็บไว้ด้วยว่ามีสถานะ ใดในระดับ

                 ของการกิน (trophic level) ในห่วงโซ่อาหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ที่มา: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/71/FoodChain.svg/424px-FoodChain.svg.png

 

 

ที่มา:http://www.cals.ncsu.edu/course/ent425/images/tutorials/ecology/trophic_levels/foodweb.gif

K  ภาพข้างบนควรมีชื่อเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี ?

                                                    “…………………………….............”

                                   K  Autotroph ได้แก่………………………………….

                          K   Carnivore ได้แก่……………………......................

                         ……………………………………………………….

                         ………..……………………………………………..

       K  ใครเป็น Producer? ………………………………..

K  Herbivore คือใครบ้าง? …………………………….. 

…………………………..

 


                                                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 9. 6 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ชนิดต่างๆ ของสังคมในทุ่งหญ้าซาวันนา (Savanna) ในประเทศเคนยา

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

                        3.3  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรต่างชนิดกัน  (Interspecific Interactions in Community)  

                        สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในสังคมต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน อาจมีทั้งพึ่งพาและแก่งแย่งกัน ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งแบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆได้แก่ การแก่งแย่ง (competition) การล่าเหยื่อ (predation) และภาวะอยู่ร่วมกัน (symbiosis) ซึ่งแต่ละแบบทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับตัวด้านวิวัฒนาการ ผ่านทางการคัดเลือกธรรมชาติมา การเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบต่างๆดังกล่าว ทำให้เข้าใจถึงการ

เปลี่ยนแปลงประชากรในสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น

                                    3.3.1 การแก่งแย่งระหว่าง สปีชีส์  (Competition between Species) เมื่อประชากรของสังคมมี สองสปีชีส์ หรือมากกว่าและ อาศัยแหล่งทรัพยากรจำกัดที่คล้ายกันเรียกว่ามี การแก่งแย่งระหว่างปีชีส์เกิดขึ้น

 

              

ภาพที่ 9.7  การแก่งแย่งระหว่างพารามีเซียม 2 ชนิดในห้องปฏิบัติการ (กราฟบน) เมื่อเลี้ยงแยกกัน    และให้แบคทีเรียเป็นอาหารจำนวนคงที่ทุกวัน ประชากรของพารามีเซียมทั้งสองเจริญถึงจุด carrying capacity แต่ถ้านำพารามีเซียมทั้งสองชนิดมาเลี้ยงไว้ด้วยกัน (กราฟ ล่าง)  P. aurelia  มีการแข่งขันเมื่อได้รับอาหาร และทำให้ P. caudatum สูญพันธุ์ไป

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

     

                                                3.3.2  การล่าเหยื่อ (predation)  ในชีวิตประจำวัน คำว่า สังคม ดูจะมีความอ่อนโยนละมุนละม่อมเป็นการช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น เรียกว่า community spirit ในทางกลับกัน ความเป็นจริงแบบดาร์วิน (Darwinian Realities) ของการแก่งแย่งและผู้ล่า ซึ่งสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน เรียกว่า ผู้ล่า(predator) และชนิดที่เป็นอาหาร เรียกว่าเหยื่อ(prey) พืชที่ถูกสัตว์กินเป็นอาหาร และการแทะเล็มหญ้าถึงแม้จะไม่ถูกทำลายทั้งต้นก็จัดเป็นเหยื่อเช่นกัน ลักษณะของผู้ล่าและเหยื่อเป็นองค์ประกอบทางวิวัฒนาการที่จำเป็นต้องอยู่รอด การคัดเลือกโดยธรรมชาติเป็นตัวกลั่นกรองการปรับตัวทั้งของเหยื่อและผู้ล่า เช่นลักษณะการมีอุ้งเล็บ ฟันและ เขี้ยวที่แหลมคม  มีเหล็กไนที่มีสารพิษ หรือมีต่อมพิษ ที่สามารถทำให้เหยื่อสยบลงได้ บางชนิดมีการพรางตัวเพื่อใช้ล่อเหยื่อให้หลงผิดหรือตายใจ

                                                การป้องกันตัวของพืชต่อสิ่งมีชีวิตกินพืช (herbivore) เพราะพืชไม่อาจจะวิ่งหนีได้ จึงต้องมีโครงสร้างที่เป็นหนามและขนแข็ง พืชบางชนิดสร้างสารนิโคตินและสารมอร์ฟีน บ้างก็ผลิตสารเคมีเลียนแบบฮอร์โมนสัตว์ ทำให้สัตว์ที่หลงมากินได้รับอันตรายและเกิดอาการผิดปกติขึ้นในพัฒนาการของร่างกาย หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้

                                                สัตว์จะใช้วิธีการหลายอย่างในการป้องกันตัวเองจากผู้ล่า อาทิ เช่น การหลบหนี การซ่อนตัว  การหนีเอาตัวรอดเป็นพฤติกรรมการตอบสนองต่อผู้ล่าอย่างปกติ  นอกจากนี้ยังมีการใช้เสียงเตือน  การเลียนแบบ การเสแสร้งเพื่อหลอกให้เหยื่อตามไป รวมทั้งการรวมกลุ่มเพื่อต่อสู้กับผู้ล่าเป็นต้น

 

 

ภาพที่ 9.8 การรวมตัวกัน( mobbing) นกกาสองตัวกำลังร่วมกันขับไล่เหยี่ยวซึ่งมักจะมากินไข่และทำลายลูกอ่อนของอนกกา

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

 

ภาพที่ 9.9 วิธีการปกป้องลูกของนกคิลเดียร์ (Killdeer) เมื่อมีสัตว์หรือคนมารบกวน

แม่นกจะแสร้งทำเป็นปีกหักและบินออกจากรังไป เป็นการหลอกล่อเหยื่อให้ตามไป

ผลก็คือทำให้เกิดความปลอดภัยกับลูกอ่อนที่อยู่ในรัง

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

 

ภาพที่ 9.10  การพรางตัว (camouflage) กบใบไม้สีน้ำตาลดำทำตัวให้กลมกลืนกับสีของใบไม้แห้งบนพื้นป่า

ที่มา : (http://wps.aw.com/bc_campbell_ essentials _2/ 0,7641,708230-,00.html)

 

 

ภาพที่ 9.11 สีสดใสสดุดตาของกบพิษลูกธนู (poison arrow frogs) ผู้ล่าทั้งหลายรู้พิษสงที่ผิวหนังของกบพวกนี้เป็นอย่างดี ซึ่ง นายพรานแถบอเมริกาใต้ใช้ลูกดอกจุ่มพิษนี้เพื่อปลิดชีพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

ที่มา : (http://www.fedragonzalez.com/ online/ images/ glry15_jpg.jpg )

 

 

 

 

ภาพที่ 9.12  แตน(yellow jacket wasp)(ซ้าย) และ ผึ้ง (cuckoo bee) (ขวา) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกันมาก (Mullerial mimicry) ต่างก็มีเหล็กไนสามารถปล่อยสารพิษออกมา ทำให้ ผู้ล่าไม่กล้าเข้าใกล้

ที่มา : (http://www.ent.orst.edu/urban/ yellowjackets.html

http://images.google.co.th/images?q=    cuckoo+bee&svnum=10&hl=th&lr=)

 

                                ผู้ล่าจะใช้วิธีการเลียนแบบในหลายด้าน เช่น  ตะพาบน้ำบางชนิดมีลิ้นลักษณะคล้ายกับตัวหนอน ลวงให้ปลาขนาดเล็ก หรือปลาชนิดต่างๆที่ต้องการจะกินเหยื่อเข้าใจผิดและเข้ามาใกล้ปากของตะพาบน้ำ ในที่สุดก็ถูกตะพาบน้ำงับกินเป็นอาหารด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง

                       

4. ความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วมกัน (symbiotic relationships) การอยู่ร่วมกันเป็น        ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์ ซึ่งสปีชีส์หนึ่ง เรียกว่า symbiont อาศัยอยู่บนอีกสปีชีส์หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า โฮสต์ (host) มี 2 แบบ คือ แบบปรสิต (parasitism) และแบบ ภาวะพึ่งพา (mutualism)

                                 4.1 ภาวะปรสิต (parasitism) สิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ประโยชน์ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับอันตรายโดยปกติ สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กกว่าจะได้รับสารอาหารจากโฮสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษแบบหนึ่งของการล่าเหยื่อ พยาธิตัวตืด โพรโทซัวก่อโรคไข้มาเลเรีย เป็นตัวอย่างของปรสิตภายใน ส่วนปรสิตภายนอก ได้แก่ยุงดูดเลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และ เพลี้ยต่างๆที่ดูดน้ำเลี้ยงจากพืช การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เป็นผู้กลั่นกรองความสัมพันธ์ระหว่างปรสิตกับโฮสต์     ปรสิตจำนวนมาก โดยเฉพาะจุลินทรีย์ได้ปรับตัวเป็นตัวเบียฬจำเพาะ (specific host ) 

 

         ()                                                         ()

ภาพที่ 9.13 (ก) พยาธิตัวตืด (Taenia pisiformis) สามารถทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้ (ข) ส่วนหัว       และตะขอของพยาธิตัวตืดใช้ยึดเกาะลำไส้เพื่อดูดอาหารจากผนังลำไส้ของโฮสต์

ที่มา: (http://cal.vet.upenn.edu/dxendopar/parasitepages/ cestodes/t_pisiformis.html)

 

4.2 ภาวะพึ่งพา (mutualism) เป็นการอยู่ร่วมกันที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น   สาหร่าย ( algae) กับรา(fungi) ในพวกไลเคน (lichen)   ปูเสฉวนและดอกไม้ทะเล ไมคอไรซาในรากพืช  มดอาศัยบนต้นอะเคเซีย (Acacia sp.) และโพรโทซัวอาศัยอยู่ใน ลำไส้ปลวก เป็นต้น

 

(ก)                                                      ()

ภาพที่ 9.14  () ภาวะพึ่งพา ระหว่างต้นอะเคเซียซึ่งให้ที่อยู่และน้ำหวานที่ปลายใบ  กับ มด คอยป้องกันศัตรู แมลง และเชื้อราที่อยู่ใกล้ๆกับต้นอะเคเซีย (ข) ปูเสฉวน Eupagurus prideauxi  ให้ดอกไม้ทะเลยึดเกาะและพาเคลื่อนที่ ส่วนดอกไม้ทะเล Adamsia palliate  ช่วยพรางตาต่อศัตรูและช่วยล่อเหยื่อเนื่องจากมีเข็มพิษ

ที่มา : (http://www.seawater.no/fauna/ Nesledyr/ eremitt.htm)

 

 

ภาพที่ 9.15  ไลเคนบนเปลือกไม้  เป็นการอยู่ร่วมกันของ รา กับ สาหร่าย โดยรา ให้ที่อยู่อาศัยและ  ความชื้น ส่วน สาหร่าย ช่วยสังเคราะห์อาหาร

ที่มา : (http://www.milkmag.org/images/Burckhardt,% 20Lichen%20Tree%202.jpg)

                       

 

ภาพที่ 9.16 ภาวะพึ่งพาระหว่างนกเอี้ยงหงอน กับควาย นกเอี้ยงอาศัยการกินอาหารจาก

ปรสิตภายนอก(ectoparasite) บนหลังควาย ส่วนควายได้รับการกำจัดปรสิตออกไป

 

5. ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล (commensalism) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ส่วน อีกฝ่ายไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ เช่น พลูด่างกับต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้กับต้นไม้ ปลาฉลามกับเหาฉลาม (shark sucker)

 

 

 

ภาพที่ 9.17 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล ระหว่างกล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ (ซ้าย) และพลูด่างกับต้นไม้(ขวา)

ที่มา: http://gotoknow.org/file/vicharnpanich/pic7.gif

 

 

ภาพกาฝากมะม่วง

ที่มา: http://www.wattano.ac.th/wattano51/Web_saunpluak/Pic_Fol001250%20up%202550/028กาฝากมะม่วง3.JPG

 

              K  กาฝากกับต้นมะม่วงมีความสัมพันธ์กันแบบใด ?เพราะเหตุใด?

ตอบ...................................................................................................

....................................................................................................

              ........................................................................................

               .......................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ภาพที่ 9.18 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูลระหว่างปลาฉลามวาฬกับเหาฉลาม

ที่มา: http://www.wahoodivingcenter.com/imgUpload/reply113522_21P1030892_WhaleShark01.jpg

 

  

 

ที่มา: http://www.thepetcenter.com/gen/itchtick_AmericanDogTick_2.jpg

 

J  เอ.....แล้ว เหา (louse) บนหัวคนกับเห็บ (tick)

 ที่อาศัยบนตัวสุนัขจะมีความสัมพันธ์กันกับคนและกับสุนัข

 แบบใดบ้างนะ ?

 ตอบ................................................................................................

 ....................................................................................................

 ...................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

ที่มา: http://www.pbase.com/borneobent/image/52071591

http://pagesperso-orange.fr/jose.capilla/antaphid286w.jpg

·       โปรดยกตัวอย่างความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิติสองชนิดในชุมชนของท่านและ

บอกด้วยว่ามีความสัมพันธ์กันรูปแบบใด ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร?

·        ตอบ ………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………

 

หน่วยที่ 3 งานและพลังงาน

โพสต์6 ก.ย. 2554 02:04โดยพัชณีย์ นาแถมทอง   [ อัปเดต 6 ก.ย. 2554 02:16 ]

งานและพลังงาน

งาน (work)

          งาน (work) คือ  ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนวราบ งานเป็นปริมาณที่สามารถคำนวณได้จากความสัมพันธ์ดังต่อไปนี้

                                          งาน  =   แรง (นิวตัน) x  ระยะทาง (เมตร)

           เมื่อ     W  คือ  งาน  มีหน่วยเป็นจูล ( J ) หรือนิวตันเมตร (N-m)
                      F   คือ  แรงที่กระทำ  มีนหน่วยเป็นนิวตัน ( N )
                      s   คือ  ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนวราบ  มีหน่วยเป็นเมตร ( m )

                      จะได้สูตรคำนวณหางาน คือ      F  =  W x s     


ตัวอย่าง  วินัยออกแรงยกกล่องด้วยแรง  30  นิวตัน  แล้วเดินขึ้นบันได  5  ขั้น แต่ละขั้นสูง 20 เซนติเมตรงานที่วินัยทำจากการยกกล่องขึ้นบันไดมีค่าเท่าใด

วิธีทำ    จากโจทย์ความสูงของขั้นบันใด              =   5 x 20
                                                                         =   100 cm
                                                                         =   1  m
               จากสูตร                                     W    =   F x s
                                                                         =  30 x 1
                                                                         =  30  J
                              ตอบ
  วินัยทำงานจากการลากกล่องได้  30  จูล

พลังงาน ( energy )

         พลังงาน (energy) คือ  ความสามารถในการทำงานได้ของวัตถุหรือสสารต่าง ๆ   พลังงานสามารถทำให้สสารเกิดการเปลี่ยนแปลงได้  เช่น ทำให้สสารร้อนขึ้น เกิดการเคลื่อนที่  เปลี่ยนสถานะเป็นต้น
         พลังงานที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันมีหลายรูปแบบ เช่น  พลังงานกล  พลังงานความร้อน พลังงานไฟฟ้า  พลังงานแสง  พลังงานเคมี พลังงานนิวเคลียร์  เป็นต้น
         หน่วยของพลังงาน   พลังงานมีหน่วยเป็นจูล (J)

ประเภทของพลังงาน

พลังงานแบ่งออกเป็น  6 ประเภท ตามลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งได้แก่
        1.  พลังงานเคมี (Chemical Encrgy)
        2.  พลังงานความร้อน (Thermal Energy)
        3.  พลังงานกล (Mechanical Energy)
        4.  พลังงานจากการแผ่รังสี (Radiant Energy)
        5.  พลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy)
        6.  พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy)

1.พลังงานเคมี

             พลังงานเคมีเป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในสารต่างๆ โดยอยู่ในพันธะระหว่างอะตอมในโมเลกุล เมื่อพันธะแตกสลาย พลังงานสะสมจะถูกปล่อยออกมาในรูปของความร้อนและแสงสว่าง ตัวอย่างเช่น พลังงานที่ถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่, พลังงานในกองฟืน, พลังงานในขนมชอกโกแลต, พลังงานในถังน้ำมัน เมื่อไม้ลุกไหม้แล้วจะให้คาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ รวมถึงผลิตของเสียอื่นๆ เช่น ขี้เถ้า เนื่องจากเชื้อเพลิงที่ใช้แต่ละชนิด มีโครงสร้างทางเคมีที่ต่างกัน เมื่อใช้ในปริมาณเชื้อเพลิงที่เท่ากัน จึงให้ความร้อนไม่เท่ากัน ซึ่งก๊าซธรรมชาตินั้นให้ความร้อนมากกว่าน้ำมัน และน้ำมันนั้นก็ให้ความร้อนมากกว่าถ่านหิน

2.พลังงานความร้อ

              แหล่งกำเนิดพลังงานความร้อน มนุษย์เราได้พลังงานความร้อนมาจากหลายแห่งด้วยกัน เช่น จากดวงอาทิตย์, พลังงานในของเหลวร้อนใต้พื้นพิภพ , การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง, พลังงานไฟฟ้า, พลังงานนิวเคลียร์, พลังงานน้ำในหม้อต้มน้ำ, พลังงานเปลวไฟ ผลของความร้อนทำให้สารเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น หรือมีการเปลี่ยนสถานะไป และนอกจากนี้แล้ว พลังงานความร้อน ยังสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีได้อีกด้วย หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อน คือ แคลอรี่ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า แคลอรี่มิเตอร์

3. พลังงานกล

              พลังงานกลเป็นพลังงานที่เกี่ยวข้อง กับการเคลื่อนที่โดยตรง เช่น ก้อนหินที่อยู่บนยอดเนินจะมีพลังงานศักย์กล (Potential mechanical energy) อยู่จำนวนหนึ่ง ขณะที่ก้อนหินกลิ้งลงมาตามทางลาดของเนิน พลังงานศักย์จะลดลง และเกิดพลังงานจลน์กลของการเคลื่อนที่ (Kinetic mechanical energy) ขึ้นแทน สิ่งมีชีวิตอาศัยพลังงานรูปนี้ในการทำงานที่ต้องมีการ เคลื่อนไหวเป็นประจำ เช่น การเดิน การขยับแขนขา การหยิบวัตถุ เป็นต้น

4. พลังงานจากการแผ่รังสี

               พลังงานที่มาในรูปของคลื่น เช่น แสง ความร้อน คลื่นวิทยุ อินฟาเรด อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีคอสมิก สิ่งมีชีวิตต้องอาศัยพลังงานรูปนี้ ในกระบวนการที่สำคัญต่างๆ เช่น การมองเห็นภาพ การสังเคราะห์ด้วยแสง การขยายพันธุ์ชนิดที่ขึ้นอยู่กับช่วงแสง อาจสรุปได้ว่าเป็นพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเอง ซึ่งพลังงานรูปนี้มีบทบาทต่อความเป็นอยู่ปกติของสิ่งมีชีวิต และอาจจะได้พลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์, พลังงานจากเสาส่งสัญญาณทีวี, พลังงานจากหลอดไฟ, พลังงานจากเตาไมโครเวฟ, พลังงานจากเลเซอร์ที่ใช้อ่านแผ่นซีดี ฯลฯ

5. พลังงานไฟฟ้า

               พลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีแบบหนึ่งอันมีผลให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นได้ และกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้จะไหลผ่านความต้านทานไฟฟ้าได้ถ้าต่อให้เป็นวงจร ผลจากกระแสไฟฟ้าดังกล่าวอาจทำให้เกิดผลต่าง ๆ เช่นก่อให้เกิดอำนาจแม่เหล็ก เกิดความร้อนหรือแสงสว่าง พลังงานที่เกิดจากการผ่านขดลวดไปในสนามแม่เหล็ก, พลังงานที่ใช้ขับเครื่องคอมพิวเตอร์, พลังงานที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น

6. พลังงานนิวเคลียร์

              พลังงานที่ถูกปล่อยออกจากสารกัมมันตภาพรังสี ที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือที่เกิดในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหรือระเบิดปรมาณู การเกิด fusion ของนิวเคลียร์เล็ก มีหลักอยู่ว่า ถ้านำเอาธาตุเบาๆ ตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป มารวมกันโดยมีพลังงานความร้อนอย่างสูงเข้าช่วย จะทำให้ธาตุเบาๆ นี้รวมกัน กลายเป็นธาตุใหม่ ซึ่งหนักกว่าเดิม ส่วน fission เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างการยิงอนุภาคบางชนิดกับนิวเคลียสของธาตุหนักๆ ทำให้นิวเคลียสของธาตุหนักแตกแยกออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนเป็นธาตุที่เบากว่าเดิม และขนาดเกือบเท่าๆ กัน พลังงานรูปนี้มีบทบาทต่อความเป็นอยู่ปกติของสิ่งมีชีวิตน้อย

พลังงานกล
       พลังงานกลเป็นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่หรือพร้อมที่จะเคลื่อนที่  แบ่งออกเป็น  2  อย่าง  คือ พลังงานศักย์และพลังงานจลน์
          1. พลังงานศักย์ (potential energy : Ep ) คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในตัววัตถุหรือสสารที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ยังไม่เกิดการเคลื่อนที่ ถ้าวัตถุอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับพื้นดินขึ้นไป  พลังงานที่สะสมอยู่ในตัวของวัตถุนี้จะเกิดจากแรงดึงดูดของโลกจึงเรียกว่า "พลังงานศักย์โน้มถ่วง"
             การคำนวณพลังงานศักย์โน้มถ่วงใช้สูตรดังนี้

                                          Ep = mgh        

        2.  พลังงานจลน์ ( kinetic energy : Ek คือ  พลังงานที่มีอยู่ในวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่
                การคำนวณพลังงานจลน์ใช้สูตรดัง

                                Ek = 1/2mv2

กฎการอนุรักษ์พลังงาน
              กฎการอนุรักษ์พลังงาน (Law of conservation of energy) กล่าวไว้ว่า "พลังงานรวมของวัตถุจะไม่สูญหายไปไหน  แต่สามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้"

พลังงานความร้อน
       พลังงานความร้อนเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถทำงานได้และเปลี่ยนรูปมาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จากดวงอาทิตย์  พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อนใต้พิภพ  หรือเกิดจากปฏิกิริยาเคมี  พลังงานเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต

อุณหภูมิ
       การบอกค่าพลังงานความร้อนของสารต่าง ๆ ว่าร้อนมาหรือน้อยเพียงใดนั้น  นักวิทยาศาสตร์เรียกนะดับความร้อนของสารเหล่านั้นว่า อุณหภูมิ (temperature) เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิเรียกว่า เทอร์มอมิเตอร์ (thermometer) 
เทอร์โมมิเตอร์ มักผลิตมาจากปรอทหรือแอลกอฮอล์ เมื่อของเหลวได้รับความร้อนจะมีการขยายตัวไปตามช่องเล็กๆ ซึ่งมีสเกลบอกอุณหภูมิเป็นตัวเลข มีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส หรือองศาฟาเรนไฮต์
           
หน่วยที่ใช้วัดอุณหภูมิ
           1. องศาเซลเซียส (  
oC )
           2. องศาฟาเรนไฮต์ (  
oF)
           3. เคลวิน ( K )

       ในการเปลี่ยนแปลงหน่วยวัดอุณหภูมิจากหน่วยหนึ่งไปยังอีกหน่วยหนึ่งใช้สูตรความสัมพันธ์ดังนี้

                                           
oC/5  = oF -32/9 =  K - 273/5

ตัวอย่าง  อุณหภูมิร่างกายของคนเราปกติคือ 37 องศาเซลเซียส จะมีค่าเท่าใดในหน่วยองศาฟาเรนไฮต์
วิธีทำ     จากสูตร                                  oC/5  =  oF-32/9
                                                            37/5  =  oF-32/9
                                                         7.4 x 9  = 
oF - 32
                                                            66.6   = 
oF - 32 
                                                              
oF   =    66.6 + 32
                                                                       =    98.6  
oF
                 ดังนั้นอุณหภูมิร่างกายของคนปกติจะเท่ากับ  98.6  ฟาเรนไฮต์


การถ่ายโอนพลังงานความร้อน
       การถ่ายเทหรือถ่ายโอนพลังงานความร้อนมีหลายแบบดังนี้

1. การนำความร้อน
       การนำความร้อนเป็นการส่งผ่านความร้อนที่ต้องมีตัวกลาง ตัวกลางจะไม่เคลื่อนที่ แต่ความร้อนจะเคลื่อนที่ไปตามเนื้อของตัวกลาง เช่นการเผาด้านหนึ่งของแท่งเหล็ก ความร้อนจะเคลื่อนที่ไปตามเนื้อของแท่งเหล็กจนทำให้ปลายอีกข้างร้อนตามไปด้วย การนำความร้อนของวัตถุแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เช่น เหล็กจะนำความร้อนได้ดีกว่า แท่งแก้ว วัตถุที่นำความร้อนได้เร็วเรียกว่า ตัวนำความร้อน วัตถุที่นำความร้อนได้ไม่ดีหรือช้า เรียกว่า ฉนวนความร้อน

2. การพาความร้อน
      การพาความร้อนเป็นการส่งผ่านความร้อนที่มีการเคลื่อนที่ของตัวกลาง เช่น การที่เรานั่งรอบกองไฟแล้วรู้สึกร้อน ก็เพราะอากาศได้พาเอาความร้อนเคลื่อนที่มีถูกตัวเรา

3. การแผ่รังสีความร้อน
      การแผ่รังสีความร้อน  เป็นการถ่ายโอนพลังงานความร้อนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง  ซึ่งความร้อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดจะอยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถเคลื่อนที่ไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางและมีอัตราเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก

สมดุลความร้อน
      สมดุลความร้อน  หมายถึง  การที่วัตถุมีอุณหภูมิสูงถ่ายโอนพลังงานความร้อนให้กับวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำจนกระทั่งวัตถุทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากันแล้วจึงจะหยุดการถ่ายโอนพลังงาน

การขยายตัวของวัตถุ

         เมื่อวัตถุได้รับพลังงานความร้อน  ทำให้อุณหภูมิในวัตถุเพิ่มขึ้น  วัตถุจะขยายตัว และเมื่อวัตถุคายพลังงานความร้อนทำให้อุณหภูมิของวัตถุลดลง วัตถุจะหดตัว
 
การนำความรู้เกี่ยวกับการขยายตัวของวัตถุไปใช้ประโยชน์
     1. การออกแบบบ้านให้ระบายความร้อนได้ดี
         จากการขยายตัวของแก๊สได้นำมาใช้ในการออกแบบบ้านทรงไทยให้มีใต้ถุนสูง หน้าจั่วหลังคาสูงมากและมีช่องอากาศเพื่อให้อากาศร้อนที่ลอยตัวสูงขึ้นระบายออกมาจากบ้านได้ดี  ทำให้มีอากาศเย็นจากภายนอกเคลื่อนเข้ามาแทนที่
                                                                                             

     2. การสร้างบอลลูน
            การเป่าลมร้อนเข้าไปในบอลลูน  ทำให้อากาศที่อยู่ภายในบอลลูนร้อนและลอยสูงขึ้น  เมื่อมีปริมาณมากจะทำให้บอลลูนสามารถลอยตัวได้
                                                                                              
       3. การสร้างตัวควบคุมอุณหภูมิ
            จากความรู้เกี่ยวกับขยายตัวของของแข็งได้นำมาใช้ในการสร้างตัวควบคุมอุณหภูมิ  เพื่อใช้ในการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นต้น
       4.  การสร้างสะพานหรือรางรถไฟ
            การสร้างสะพานหรือรางรถไฟมักจะเว้นระยะห่างระหว่างรอยต่อของสะพานหรือรางรถไฟเล็กน้อย  เพื่อป้องกันการขยายตัวของเหล็กเมื่ออากาศร้อนจัด  หรือเมื่อเกิดการเสียดสีกับล้อรถจนทำให้เกิดความร้อน
                                                                       


การดูดกลืนแสงและการคายความร้อน
       เมื่อพลังงานความร้อนตกกระทบวัตถุต่าง ๆ วัตถุเหล่านั้นจะมีการดุดกลืนพลังงานความร้อนเอาไว้โดยวัตถุแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการดูดกลืนพลังงานความร้อนได้ไม่เท่ากัน ซึ่งวัตถุสีดำหรือสีเข้มจะสามารถดูดกลืนพลังงานความร้อนได้มากกว่าวัตถุ

หน่วยที่ 1 พันธุกรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

โพสต์6 ก.ย. 2554 02:00โดยพัชณีย์ นาแถมทอง   [ อัปเดต 6 ก.ย. 2554 02:17 ]

การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต

 

รายวิชา  วิทยาศาสตร์  ว 23101 

ม.3/.......

.............................................เลขที่..........

 

 

 

ครูผู้สอน

.......................................

 

 

โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์

อำเภอเมือง              จังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

การจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต

 

                ในการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิตนั้น สิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันจะต้องมีลักษณะบางอย่างร่วมกัน ปัจจุบันนักอนุกรมวิธานพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทางสายวิวัฒนาการ และความคล้ายคลึงกันของสิ่งมีชีวิต โดยมีลำดับขั้นการจัดหมวดหมู่ใหญ่ และแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อยๆอีกหลายระดับดังนี้

อาณาจักร    "   ไฟลัม   "          คลาส     "          อันดับ    "          วงศ์        "          สกุล       "          สปีชีส์

(Kingdom)          (Phylum)              (Class)                   (Order)                 (Family)               (Genus)                (Species)

1.              ชื่อของสิ่งมีชีวิต 

1.1       ชื่อสามัญ  (Common name) เป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตเป็นภาษาท้องถิ่นของแต่ละชื่อ ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายชื่อ  จึงไม่สะดวกแก่การศึกษา

1.2       ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) เป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งจะมีชื่อเรียกเพียงชื่อเดียว

หลักเกณฑ์การเรียกชื่อ

-                   ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นแบบทวินาม คำนำหน้าเป็นชื่อสกุล  (generic name) ขึ้นต้นด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่ คำหลังเป็นชื่อที่ระบุสปีชีส์ (Specific epither) ขึ้นต้นด้วยอักษรพิมพ์เล็ก

-                   ชื่อวิทยาศาสตร์ต้องทำให้เป็นภาษาละตินเสมอ

-                   การเขียน หรือพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์ ต้องให้แตกต่างจากข้อความทั่วไปโดยอาจพิมพ์ด้วยตัวเอน หรือขีดเส้นใต้ทั้ง 2 คำแยกกัน

-                   ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์เป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน

-                   อาจมีชื่อผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้ ตามหลังชื่อวิทยาศาสตร์ ด้วยตัวตรงธรรมดา นำหน้าชื่อด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่

คาโรลัส  ลินเนียส  บิดาแห่งอนุกรมวิธาน  ชาวสวีเดน เป็นผู้กำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตแบบทวินาม

2.              อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต

แบ่งออกเป็น  5   อาณาจักร  ดังนี้

                              2.1  อาณาจักมอเนอรา  (Monera  kingdom) แบ่งออกเป็น  2  ไฟลัม

-  ไฟลัม  ชิโซไมโคไฟตา  (Phylum SchizoMykophyta) 

-  ไฟลัม  ไซยาโนไฟตา  (Phylum cyaniophyta) 

                              2.2  อาณาจักรโพรติสตา  (Protista  kingdom) แบ่งออกเป็น  8 ไฟลัม

-  ไฟลัม  โพรโทซัว  (Phylum Protozoa) 

-  ไฟลัม  คลอโรไฟตา  (Phylum Chlorophyta) 

-  ไฟลัม  คริโซไฟตา  (Phylum Chrysophysophyta) 

-  ไฟลัม  ยูกลีโนไฟตา  (Phylum Euglenophyta)   

-  ไฟลัม  ฟีโอไฟตา  (Phylum Phaeophyta) 

-  ไฟลัม  โรโดไฟตา  (Phylum Rhodophyta) 

-  ไฟลัม  ไพร์โรไฟตา  (Phylum Pyrrophyta) 

-  ไฟลัม  มิกโซไมโคไฟตา  (Phylum Myxomycophyta) 

                              2.3  อาณาจักรพืช  (Plant  kingdom) แบ่งออกเป็น  9 ดิวิชัน

-  ไฟลัม  ไบรโอไฟตา (Phylum  Bryophyta)

-  ไฟลัม  ไซโลไฟตา  (Phylum  Psilophyta) 

-  ไฟลัม  ไลโคไฟตา   (Phylum   Lycophyta) 

-  ไฟลัม  สฟีโนไฟตา   (Phylum  Sphenophyta) 

-  ไฟลัม  ฟีเทอโรไฟตา   (Phylum  Pterophyta) 

-  ไฟลัม  โคนิเฟอโรไฟตา  (Phylum   Conifrrophyta) 

-  ไฟลัม  ไซแคโดไฟตา    (Phylum  Cycadophyta) 

-  ไฟลัม  กิงโกไฟตา  (Phylum  Ginkgophyta) 

-  ไฟลัม  ไแอนโทไฟตา  (Phylum   Anthophyta) 

-  ไฟลัม  ไซยาโนไฟตา  (Phylum  cyaniophyta) 

                              2.4  อาณาจักรฟังไจ  (Fungi  kingdom) แบ่งออกเป็น  4  ดิวิชัน

-  ไฟลัม  ไซโกไมโคตา  (Phylum  Zygomycota) 

-  ไฟลัม  แอสโคไมโคตา  (Phylum  Ascomycota) 

-  ไฟลัม  แบสิดิโอไมโคตา  (Phylum   Basidiomycota) 

-  ไฟลัม  เทอโรไมโคตา  (Phylum  Deuteromycota) 

                              2.5  อาณาจักรสัตว์  (Animal  kingdom) แบ่งออกเป็น  9 ไฟลัม

-  ไฟลัม  พอริเฟอรา  (Phylum Poriferra) 

-  ไฟลัม  ซีเลนเทอราตา  (Phylum Coelenterata) 

-  ไฟลัม  แพลทิเฮลมินทิส  (Phylum Platyhelminthes) 

-  ไฟลัม  นีมาเธลมินทิส  (Phylum Nemathelminthes) 

-  ไฟลัม  แอนนิลิดา  (Phylum Annilida) 

-  ไฟลัม  มอลัสกา  (Phylum Mollusca) 

-  ไฟลัม  เอไคโนเดอร์มาตา  (Phylum Echinodermata) 

-  ไฟลัม  อาร์โทรโปดา  (Phylum Arthropoda) 

-  ไฟลัม  คอร์ดาตา  (Phylum Chordata) 

 

 

 

 

อาณาจักรมอเนอรา  Monera  kingdom

เป็นพวกโพรแคริโอต ไม่มีเยื่อหุ้มสารพันธุกรรม ไมโทคอนเดรีย กอลจิบอดี และร่างแหแอนโดพลาสซึม มีไรโบโซมขนาดเล็ก มีผนังเซลล์แข็งหรือยืดหยุ่น

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

1

ชิโซไมโคไฟตา

Phylum  Schizo mykophyta

มีผนังเซลล์  ส่วนใหญ่สร้างอาหารเองไม่ได้มีรูปร่าง 3 แบบ คือ รูปแบบแท่งหรือท่อนทรงกระบอก รูปแบบกลมหรือรี  รูปแบบโค้งงอ

แบคทีเรีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

ไซยาโนไฟตา

Phylum  cyaniophyta

เป็นโพรแคริโอตมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศพวกเซลล์เดียวจะแบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง  พวกที่อยู่เป็นกลุ่มๆหรือเป็นสายจะสืบพันธุ์โดยการหักหรือขาดออกจากกันเป็นท่อนๆแต่หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็จะมีการสร้างเซลล์พิเศษขึ้น  เรียกว่าอะคินีต

สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  หรือไซยาโนแบคทีเรีย 

แอนาบีนา 

นอสตอก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาณาจักรโพรทิสตา  Protista  kingdom

เป็นพวกยูแคริโอต เซลล์ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส  บางชนิดดำรงชีวิตเป็นเซลล์เดี่ยว  บางชนิดประกอบด้วยหลายเซลล์  แต่ยังไม่พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ  พบแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในระบบนิเวศทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม  แบ่งออกเป็น   8  ไฟลัม

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

1

โพรโทรซัว

Phylum  Protozoaphyta

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีรูปร่างหลายแบบ  ดำรงชีวิตในน้ำเค็ม น้ำจืด และดิน  ส่วนใหญ่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร  บางชนิดเป็นปรสิต  บางชนิดอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแบบพึ่งพาอาศัย

 

ราเมือก

 

2

คลอโรไฟตา

Phylum  Cholorophyta

 

เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตทั้งในแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล และบริเวณที่ชื้นแฉะ สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์

คลอโรพลาสมีลักษณะเป็นแผ่นโค้ง

 

สาหร่ายสีเขียว

 

3

คริโซไฟตา

Phylum  Chrysophysophyta

ดำรงชีวิตในน้ำจืดและน้ำเค็ม  ส่วนใหญ่เป็นเซลล์เดียวๆ อาจมีบางชนิดอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนหรือต่อกันเป็นสายสั้นๆภายในเซลล์มีรงควัตถุ

สาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง  สาหร่ายสีเขียวแกมเหลือง  ไดอะตอม

 

 

4

ยูกลีโนไฟตา

Phylum  Euglenophyta

 

มีลักษณะคล้ายโปรโตซัว ไม่มีผนังเซลล์ เคลื่อนที่โดยใช้แฟลเจลลัม สามารถสร้างอาหารเองได้ โดยกระบวนการสังเคราะห์แสง ดำรงชีพในแหล่งน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่

 

ยูกลีนา  หรือเรียกยูกลีนอยด์ 

 

5

ฟีโอไฟตา

Phylum  Phaeophyta

 

สาหร่ายสีน้ำตาล 

 

 

 

 

 

 

สาหร่ายสีน้ำตาล

 

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

6

โรโดไฟตา

Phylum  Rhodophyta

สาหร่ายสีแดง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาหร่ายสีแดง

 

 

7

ไพร์โรไฟตา

Phylum  Pyrrophyta

เป็นสาหร่ายเชลล์เดียว ดำรงอยู่ในน้ำเค็มมากกว่าน้ำจืด มีการปล่อยสารพิษออกมาทำอันตรายต่อสัตว์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไดโนแฟลเจลเลต

 

8

แคโรไฟตา

Phylum  Myxomycophyta

รูปร่างคล้ายพืชชั้นสูง มีส่วนที่คล้ายลำต้น มีข้อปล้องชัดเจน มีแขนงแตกออกรอบข้อปลายสุดแตกแขนงเป็นเส้นยึดเกาะทำหน้าที่คล้ายราก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาหร่ายไฟ

 

 

 

 

 

อาณาจักรฟังไจ  Fungi  kingdom

เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์  ที่ยังไม่พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ  ต่างจากยูคาริโอตกลุ่มอื่นๆในแง่การใช้อาหารในการดำรงชีวิต  การเจริญเติบโตและกาสืบพันธุ์

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

1

ไซโกไมโคตา

Zygomycota

ไฮฟาไม่มีเยื่อกั้นเซลล์ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยสร้างไซโกสปอร์

 

 

 

 

 

 

ราดำ

 

 

 

 

2

แอสโคไมโคตา

Ascomycota

มีจำนวนมากที่สุด พบในทะเล น้ำจืด พื้นดิน มีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการสร้างแอสโคสปอร์ภายในถุงที่เรียกว่า แอสคัส

 

 

 

 

 

ยีสต์  โมเรล ทรัฟเฟิล

ราแดง

 

3

แบสิดิโอมโคตา

Basidiomycota

มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยสร้าง

เบสิดิโอสปอร์อยู่ทางด้านข้างของฟรุตติงบอดีขนาดใหญ่  เรียกว่า  คลับฟังไจ

เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนูเห็ดหอม  ราสนิม  ราเขม่าดำ ไมคอร์โรชา

 

 

 

4

เทอร์โรไมโคตา

Deuteromycota

มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยสร้างเซลล์สปอร์ที่มีแฟลเจลลา ใช้ในการเคลื่อนที่  เป็นปรสิตในโพรทิสต์  พืช สัตว์

 

 

 

 

เรียกไคทริด  เป็นปรสิตในโพรทิสต์

 

 

 

อาณาจักรสัตว์  Animalia  kingdom

                เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มยูคาริโอตที่มีหลายเซลล์  โดยมีการจัดเรียงตัวของเซลล์เป็นเนื้อเยื่อเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ  ไม่มีคลอโรฟิลล์มีการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าเคลื่อนไหวได้โดยการทำงานของเนื้อเยื่อประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้ดำรงชีวิตแบบผู้บริโภคในระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพมีระยะคัพภะหรือตัวอ่อน

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

1

พอริเฟอรา

(Poriferra)

ลำตัวมีรูพรุน

ฟองน้ำ

 

 

 

 

2

ซีเลนเทอราตา (Coelenterata)

ลำตัวกลวงมีหนวด

Tentacle

ไฮดรา  แมงกะพรุน ปะการัง

 

3

แพลทิเฮลมินทิส(Platyhelminthes)

หนอนตัวแบนเริ่มมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น

พลานาเรีย  พยาธิตัวตืด

พยาธิใบไม้

 

4

นีมาเธลมินทิส(Nemathelminthes)

หนอนตัวกลม

พยาธิปากขอ ไส้เดือนฝอย

 

5

แอนนิลิดา

(Annilida)

ลำตัวแบ่งเป็นปล้องอย่างชัดเจน

ไส้เดือนดิน  แม่เพรียง

ปลิงน้ำจืด

 

 

6

มอลัสกา

(Mollusca)

ลำตัวอ่อนนุ่ม

หอยทุกชนิด  และหมึก

 

7

เอไคโนเดอร์มาตา(Echinodermata)

ลำตัวมีหนามขรุขระพบในทะเลทั้งหมด

ดาวทะเล  เม่นทะเล

ปลิงทะเล

 

 

8

อาร์โทรโปดา (Arthropoda)

ลำตัวและรยางค์เป็นข้อปล้อง

แมลง  กุ้ง ปู

ตะขาบ แมงมุม

 

 

9

คอร์ดาตา

(Chordata)

มี  Notocord  มีช่องเหงือกมีท่อกลวงอยู่หลังทางเดินอาหาร

เพรียงหัวหอม

แอมฟิออกซัส

ปลาปากกลม

สัตว์มีกระดูกสันหลัง

 

 

 

 

อาณาจักรพืช     Plant   kingdom

                มีสารสีที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเรียก มีการจัดเรียงตัวของเซลลูโลสที่ผนังเซลล์เหมือนกันมีผนังเซลล์มีหลายเซลล์ เซลล์เป็นแบบยูยาริโอต  มีคลอโรฟิลล์และคลอโรพลาสต์สามารถสร้างอาหารเองได้จัดเป็นผู้ผลิตที่สำคัญในระบบนิเวศ  มีระยะที่เป็นตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอ  เคลื่อนไหวได้แต่เคลื่อนที่ไม่ได้การเคลื่อนไหวเกิดจากการเจริญเติบโต  ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้า  เพราะไม่มีระบบประสาทมีวัฎจักรชีวิตแบบสลับคือมีระยะแกมีโทไฟต์  ซึ่งสร้างเซลล์สืบพันธุ์ มีโครโมโซม 1 ชุด (n) haploid  กับระยะสปอโรไฟต์  ซึ่งสร้างสปอร์ โดยแต่ละเซลล์มีโครโมโซม 2 ชุด (2n)  diploid

ลำดับที่

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

(ไฟลัม)

ลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต

ภาพ

1

ไบรโอไฟตา

(Bryophyta)

ไม่มีท่อลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหาร ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง มีวงจรชีวิตแบบสลับ

มอส

ลิเวอร์เวิร์ด ฮอร์นเวิร์ต

 

 

 

 

2

ไซโลไฟตา

(Psilophyta)

มีท่อลำเลียง มีรากที่แท้จริง มีลำต้นใต้ดิน ไม่มีใบมีเพียงเกล็ดเล็ก ทำหน้าที่คล้ายใบ

หวายทะนอย

 

3

ไลโคไฟตา

(Lycophyta)

มีรากที่แท้จริง ต้น-สปอโรไฟต์

ช้องนางคลี่ ตีนตุ๊กแก

 

4

สฟีโนไฟตา

(Sphenophyta)

มีรากที่แท้จริง ต้น-สปอโรไฟต์มีข้อ ปล้องที่ชัดเจน ใบเล็กๆ ไม่มีคลอโรฟิลล์ มีลำต้นทำหน้าที่แทนใบ

หญ้าถอดปล้อง

 

5

ฟีเทอโรไฟตา

(Pterophyta)

มีราก ลำต้น ใบที่แท้จริง มีลำต้นใต้ดิน

เฟิร์น

 

6

โคนิเฟอโรไฟตา

(Conifrrophyta)

เป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ ใบมีลักษณะคล้ายรูปเข็ม มีอวัยวะสืบพันธุ์ เรียกว่าโคน มีเมล็ดที่ไม่มีผนังรังไข่ห่อหุ้ม(เมล็ดเปลือย)

สนสองใบ 

สนสามใบ

 

7

ไซแคโดไฟตา

(Cycadophyta)

มีลำต้นขนาดใหญ่ เตี้ย ไม่มีกิ่งก้าน  ใบเป็นกระจุกอยู่ที่ยอด มีเมล็ด ที่ไม่มีรังไข่ห่อหุ้ม(เมล็ดเปลือย)

 

ปรงญี่ปุ่น  ปรงเขา

ปรงป่า

 

 

 

ตารางเปรียบเทียบลักษณะบางประการของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรต่างๆ

ลักษณะ

อาณาจักร

มอเนอรา

โพรทิสตา

พืช

ฟังไจ

สัตว์

1. ชนิดเซลล์

2. ผนังเซลล์

3. เยื่อหุ้มนิวเคลียส

4. ไมโทคอนเดรีย

5. คลอโรพลาส

6. เนื้อเยื่อ

7. ระบบประสาท

โพรคาริโอต

มี

ไม่มี

ไม่มี

ส่วนใหญ่ไม่มี

ไม่มี

ไม่มี

ยูคริโอต

มี

มี

มี

มี(บางชนิด)

ไม่มี

ไม่ซับซ้อน

ยูคริโอต

มี

มี

มี

ไม่มี

มี

ไม่มี

 

ยูคริโอต

มี

มี

มี

มี

มี

ไม่มี

 

ยูคริโอต

ไม่มี

มี

มี

ไม่มี

มี

มี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1-4 of 4