ตัวอักษร


การกำเนิดของอักษรญี่ปุ่น

            คันจิ(ตัวอักษรจีน) อุบัติขึ้นในประเทศจีนในศตวรรษที่14ก่อนคริสตศักราช ตัวอักษรเหล่านี้แพร่หลายเข้าไปในคาบสมุทรเกาหลีซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ประมาณต้นศตวรรษที่3 มีชายชื่อ วานิ เดินทางจากประเทศคุดาระในสมัยโบราณ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของความสมุทรเกาหลีตรงข้ามกับทะเลญี่ปุ่น มายังประเทศญี่ปุ่น เขาได้นำตำราอักษรของขงจื้อและ เซนจิมน ซึ่งเป็นตำราภาษาจีนสำหรับเรียนคันจิ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นได้รู้จักตัวคันจิ จนกระทั่งศตวรรษที่4 และ 5  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการเดินทางระหว่างญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลีทำให้ญี่ปุ่นรู้จักคันจิมากยิ่งขึ้น

                แต่ก่อนภาษาญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นมาโดยปราศจากตัวเขียน การสื่อสารทุกประเภทต้องเป็นคำพูดเท่านั้น เมื่อต้องการจะบอกเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องจ้างนักเล่าอาชีพเรียกว่า คะตะริเบะ   พวกนี้จะต้องเดินทางไปทั่ว เพื่อถ่ายทอดข่าวสารและ แจ้งประกาศสำคัญๆ

                ลูกหลานของผู้ที่อพยพไปยังญี่ปุ่นจะทำหน้าที่แปลงภาษาญี่ปุ่นโบราณ (ยะมะโตะโคะโตะบะ) เป็นตัวคันจิ ทำให้ญี่ปุ่นได้มีอักษรใช้เป็นครั้งแรก ทำให้สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญและความรู้ต่างๆได้

คันจิ

                คันจิต่างกับอักษร A B C ตรงที่ตัวอักษรดังกล่าเป็นสัญลักษณ์แทนคำพยัญชนะหรือเสียง แต่คันจิจะเป็นอักษรภาพ (แทนลักษณะของรูปภาพแต่ละรูป) คันจิแต่ละตัวถูกแยกออกแบบมาให้แสดงความคิดเดี่ยวๆในภาษาจีน แต่ในการใช้ตัวอักษร ภาพในภาษาญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

มันโยงะนะ

                คนญี่ปุ่นเลือกคันจิที่มีเสียงเดียวกับเสียงของ ยะมะโตะโคะโตะบะ แล้วเรียกตัวอักษรเหล่านี้ว่า มันโยงะนะ และใช้ในการเขียนเพื่อแสดงโดยไม่สนใจความหมายเดิมของอักษรนั้น!!

 

ฮิระงะนะ กับ คะตะคะนะ

                ตัวอักษร2ชุดนี้ ชาวญี่ปุ่นประดิษฐ์ขึ้นจากตัวคันจิที่มาจากประเทศจีน เสียงของพยัญชนะทุกตัวจะไม่สัมพันธ์กับความหมายในภาษาญี่ปุ่น แต่ละตัวจะนับเป็นหนึ่งพยางค์ และแทนเสียงเพียงเสียงเดียว

                การกำเนิดของฮิระงะนะ  เมื่อมีการนำคันจิเข้าไปยังญี่ปุ่นใหม่ๆ ชาวญี่ปุ่นเริ่มอ่านวรรณคดีจีนและตำราอื่นๆ หลังจากนั้นได้พยายามเขียนภาพภาษาของตนเองขึ้นด้วยตัวอักษรต่างชาติเหล่านั้น มันโยงะนะ มีการดัดแปลงเพิ่มเติมคันจิหลายๆ แห่งเพื่อให้เป็นฮิระงะนะซึ่งใช้เขียนตามหลังคันจิเพื่อย่อความหมายและ เพื่อให้เข้ากับหลักไวยากรณ์

                ในสมัย เฮลิอัน (ค.ศ.794-1185) ชนชั้นสูงและขุนนางในราชสำนักนิยมอ่านวรรณคดีจีนโบราณ ในสมัยนี้ มีการเขียนวรรณคดีญี่ปุ่นขึ้นเป็นครั้งแรกโดยสตรีชั้นสูง มี ทังขะ และบทกวีอื่นๆ รวมทั้งร้อยแก้วด้วย สตรีเหล่านี้ไม่ชอบรูปร่างที่แข็งกระด้างของ มันโยงะนะ จึงทำตักอักษรเหล่านั้นให้ง่ายขึ้นเพื่อให้เขียนได้อ่อนช้อยสละสลวย ฮิระงะนะ  ยุคแรกถูกรียกว่า อนนะเดะ  ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า มือผู้หญิง นอกจากนี้ ทังขะ และวรรณคดีในรูปแบบอื่นๆ ก็เขียนขึ้นโดยสตรีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงกลายเป็นธรรมเนียมทีจะต้องเขียนด้วย ฮิระงะนะ ทั้งหมด

                การกำเนิดของคะตะคะนะ คะตะคะนะเกิดจากการใช้ส่วนประกอบของคันจิที่เคยเป็น มันโยงะนะ เนื่องจากเป็นอักษรภาพตัวคันจิส่วนใหญ่มีส่วนผสมที่ซับซ้อนเมื่อมีการประดิษฐ์ มันโยงะนะ จากตัวคันจิในศตวรรษที่9 ขึ้นใช้เขียนภาษาญี่ปุ่น รูปร่างดั้งเดิมของคันจิจึงถูกนาใช้ นับเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนที่จะเป็นระบบเขียนตามเสียง เมื่อเวลาผ่านไปมีการดัดแปลงตัวอักษรต่างๆขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นมาตรฐานในศตวรรษที่10 และเรียกว่า คะตะคะนะ

                คะตะคะนะ ไม่เหมือนฮิระงะนะ ซึ่งต้อใช้เกี่ยวข้องกับคันจิ คะตะคะนะสามารถใช้เดี่ยวๆตามลำพังได้ แต่มีหน้าที่หลักคือ ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังใช้บ่อยๆ ในการโฆษณาและในบางครั้งใช้แทนตัวคันจิที่ซับซ้อนด้วย

หน้าเว็บย่อย (2): Hiragana 『ひらがな』 Katakana  『カタカナ』
Comments